Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 14

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.5k

ความคิดเห็น : 56

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2562 21:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 14
แบบอักษร

นิยายชุด Scent Project ปิดจองวันที่ 5ธันวาคมนี้(วันมะรืน!) 

กดสั่ง > http://www.facainovels.com 

-- 

 

14. 

ภาพแรกที่ลี่ชิงเห็นเมื่อลืมตาขึ้นคือรอยสักรูปมังกรบนแผ่นหลังกว้างสีแทน ระหว่างที่ลึกซึ้งได้เห็นเพียงผ่านๆ พอเวลานี้ได้มีโอกาสดูชัดๆ จึงจับจ้องไม่วางตา

รอยสักที่คงมาจากชื่อของเจ้าตัว...หลง แปลว่า มังกร

ดวงตาเรียวรีจับจ้องอยู่อย่างนั้น กวาดตามองทุกรายละเอียด ทุกลายเส้น ก่อนมือจะยกไปสัมผัสแผ่วเบา ลากไล้ไปตามการขดกายของมังกรตัวนั้นช้าๆ

เพิ่งจะได้เห็นเต็มตาก็วันนี้

ลี่ชิงดึงมือกลับ จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ดึงชายผ้าห่มที่อยู่เพียงระดับเอวสอบให้ขยับขึ้นถึงลำคออีกคนอย่างกลัวว่าจะหนาว แล้วก็ก้าวลงจากเตียงเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย

ผลจากความร้อนแรงเมื่อคืนมีเพียงความอ่อนล้าที่ไม่ได้มากมายถึงขนาดคราวก่อน อาจเพราะคนตัวโตไม่ได้มีอาการรัทจึงไม่ได้รุนแรงเกินรับไหว

ลี่ชิงมองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจก ปลายนิ้วไล้ไปตามรอยแดงบนร่างกาย แล้วความอุ่นซ่านก็ลามไล้จากร่างกายไปถึงหัวใจ

ร่องรอยที่เป็นสิ่งบอกว่าเมื่อคืนเราลึกซึ้งกันแค่ไหน

ชื่นชมร่องรอยนั้นเสร็จก็รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปทำมื้อเช้า อาหารแบบง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยโปรตีนและวิตามินที่ดีต่อสุขภาพ

พอทำเสร็จร่างสูงใหญ่ก็เดินลงมาจากห้องนอนพอดี

ลี่ชิงมองอีกฝ่ายแล้วเม้มปากเข้าหากัน

“ไม่เหนื่อยรึไง”

ไม่รู้ว่าประโยคถามไถ่นั้นพูดถึงการเหนื่อยจากเรื่องทั่วไปหรือว่าเจาะจงถึงแค่เรื่องเมื่อคืน

คนถูกถามส่ายหน้าตอบไปก่อน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะถามถึงความเหนื่อยจากเรื่องใด

“ไปกินมื้อเช้ากันเถอะ”

“อืม”

เฟิงหลงรับคำแล้วเดินตามหลังลี่ชิงไปยังห้องครัว เมื่อทรุดตัวนั่งลงบนโต๊ะอาหารร่างเพรียวก็ถือกระทะใบเล็กมาวางตรงหน้า ดวงตาคมทอดมองแล้วก็รู้สึกหิวขึ้นมา

เมนูในเช้านี้คือไข่กระทะ

“โด๊ปเหรอ” เฟิงหลงเลิกคิ้วถาม ด้านคนถูกถามก็เม้มปากเข้าหากันพลางมองคนถามด้วยสายตาขุ่นเคือง

ลากเข้าเรื่องนี้อยู่เรื่อย

“ไม่เกี่ยวสักหน่อย แค่ไข่มันมีประโยชน์ต่อร่างกาย”

วางแก้วน้ำเปล่าลงเสร็จลี่ชิงก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม รอกระทั่งคนอายุมากกว่าตักอาหารคำแรกเข้าปากจึงได้เริ่มลงมือกิน

ช่วงสายลี่ชิงงีบหลับบนโซฟา ขณะที่เฟิงหลงคุยงานกับเฉินอยู่ที่ห้องทำงาน จากนั้นก็ตื่นมากินข้าวเที่ยงซึ่งสั่งมาจากข้างนอก แล้วช่วงบ่ายแก่ๆ ก็เจอกันที่ห้องออกกำลังกาย

เวลานี้ลี่ชิงจริงจังจนไม่สนใจสิ่งอื่นใด โฟกัสเพียงการออกกำลังกายของตัวเอง เป็นเฟิงหลงที่เอาแต่ลอบมองอย่างนึกชื่นชม

กิจกรรมเมื่อคืนคงทำให้ลี่ชิงรู้สึกล้าอยู่บ้าง ทว่าอีกฝ่ายก็ยังลุกมาทำอาหารกินเองและออกกำลังอย่างเคร่งครัด

มันเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ความเป็นจริงกลับยากไม่น้อย ต้องอาศัยความมีวินัยอย่างหนัก

แกร๊ก

เสียงเปิดประตูขณะที่กำลังจะผูกเอวเสื้อคลุมเพื่อเตรียมตัวไปอาบน้ำทำให้ลี่ชิงชะงัก พอหมุนตัวไปมองที่หน้าห้องก็เห็นใครบางคนเดินเข้ามา

“คุณจะอาบน้ำเหรอ” ลี่ชิงถามอีกคนขึ้น

“อืม”

คนถูกถามตอบรับในลำคอแล้วเดินตรงเข้ามาหา บางอย่างในดวงตาคมทำให้ลี่ชิงรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย

ร่างสูงถอดเสื้อออกทางหัวโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ด้านคนที่ไม่ได้ตั้งตัวก็เผลอยืนจ้องส่วนบนที่เปลือยเปล่า เมื่อมือหนาเลื่อนไปยังขอบกางเกงถึงได้เพิ่งรู้สึกตัว

“งั้นคุณอาบก่อนแล้วกัน” ลี่ชิงเอ่ยบอกเสียงร้อนรน

“ไม่เป็นไร...อาบพร้อมกันนี่แหละ”

คนฟังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

อาบพร้อมกันอย่างนั้นหรือ

“คุณก่อนดีกว่า”

“ทำไม กลัวอะไร” เฟิงหลงเลิกคิ้วถาม ทั้งยังก้าวเข้าไปใกล้อีกคนเรื่อยๆ จนคนถอยหนีตามสัญชาตญาณหมดทางหนี

ลี่ชิงจับจ้องใบหน้าคร้ามคม นึกหงุดหงิดกับความสู้ไม่ได้ของตัวเอง ก่อนจะถามกลับ

“พูดสิว่าคุณแค่จะอาบน้ำ”

“ไม่...ก็ไม่ได้ตั้งใจจะแค่นั้น”

คำตอบซื่อตรงทำให้คนฟังหน้าร้อนผ่าว พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ยังผ่านพ้นไปไม่ถึงยี่สิบชั่วโมงอย่างตกใจ

“แต่เมื่อคืนคุณก็เพิ่งทำไป อีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นวันจันทร์”

เพราะไม่เคยจึงไม่รู้ว่าคนทั่วไปทำเรื่องแบบนั้นกันบ่อยแค่ไหน ทุกวันมันไม่บ่อยไปอย่างนั้นหรือ

“แล้วยังไง” เฟิงหลงถามกลับแล้วโน้มหน้าลงใกล้

“ก็มัน...” เหตุผลถูกเอ่ยไม่พ้นลำคอเพราะไม่รู้ว่าจะเรียบเรียงมันออกมาอย่างไร

“ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามมีเซ็กซ์ทุกวัน หรือห้ามมีเซ็กซ์หากพรุ่งนี้เป็นวันทำงาน...คนเราสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้ทุกวัน ทุกเวลา” 

ลี่ชิงกลืนน้ำลายก้อนเหนียวลงคอ แล้วเสียงอุทานก็ดังขึ้นเมื่อท่อนแขนแกร่งรั้งเอวเข้าไปชิด ริมฝีปากได้รูปฉกวูบลงมาอย่างเอาแต่ใจ

แบบนี้เขาจะไปทำงานด้วยสภาพไหนกันล่ะ

-- 

“มีงานเดินแบบที่จีนติดต่อมาอย่างนั้นหรือ” ลี่ชิงถามขึ้น น้ำเสียงมีความตื่นเต้นเล็กน้อย

“ใช่” แกเรนยืนยัน “อีกสามเดือนข้างหน้า”

“ลี่ชิงจะโกอินเตอร์แล้ว” เกรซที่นั่งอยู่ไม่ห่างเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นนายแบบ

ลี่ชิงยิ้มรับ รู้สึกดีใจกับก้าวเล็กๆ ของตัวเองที่กำลังจะขยับไปอีกขั้น

“แล้วก็งานถ่ายแบบวันศุกร์นี้...ผมหวังว่ารอยพวกนั้นจะหายทัน” รอยพวกนั้นถูกมองด้วยสายตาทำให้ลี่ชิงต้องรีบขยับคอเสื้อกีฬาที่เพิ่งใส่ไปออกกำลังกายมาปิด ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน สายตาหลุบลงมองพื้นอย่างเขินอาย

มันกระจายจนปลอกคอไม่อาจช่วยพรางได้หมด

“อุตส่าห์จะไม่พูดแล้วนะ แต่ก็ขอหน่อย...สามีเรายังไม่ร้อนแรงขนาดนี้เลย” เกรซที่คันปากอยู่นานพูดขึ้นอย่างอดไม่ไหว

ก็เห็นมาตั้งแต่ที่ลี่ชิงเดินเข้าห้องแล้วแต่ไม่กล้าแซว

เรื่องราวระหว่างคุณอาร์เธอร์กับลี่ชิงที่รับรู้มาจากแกเรนเพราะจำเป็นต้องรู้ทำให้ตอนนั้นเกรซหวีดร้องอย่างตื่นเต้น

“เกรซ!” ลี่ชิงเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงดัง ทว่าเบต้าสาวกลับไม่ยี่หระ ทั้งยังพูดต่อพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม

“ใต้ร่มผ้าคงอีกเพียบเลยสิ?”

คนถูกถามปิดปากฉับและหันหน้าหนีไปทางอื่น

“แนะนำให้ประคบเย็น จะน้ำแข็ง หรือช้อนแช่ช่องฟรีซก็ได้” แกเรนแนะนำ ขณะที่ในใจด่าเจ้าของร่องรอยพวกนี้ไปถึงไหนต่อไหน

เขารู้ดีว่าต่อให้บอกลี่ชิงให้ระวังแต่คนเอาแต่ใจแบบเฟิงหลงก็ไม่คิดจะฟัง

“เชี่ยวชาญเหมือนกันนะคะ” คราวนี้เกรซหันไปแซวเจ้านายคนสนิท ก่อนจะได้รับเสียงเรียกชื่อเข้มๆ กลับมา

“เกรซ”

เจ้าของชื่อไม่สะทกสะท้าน มีเพียงอาการหัวเราะคิกคักอย่างถูกอกถูกใจ และเมื่อคุยเรื่องงานกันเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน

“พอกลับมากินข้าวกับไหน่ไน อาหารมันก็ไม่อร่อยอย่างนั้นหรือ” จางผิงเอ่ยถามคนเป็นหลานที่เอาแต่กินทีละเม็ด บางเวลาก็ใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในถ้วยไปมาราวกับความคิดกำลังล่องลอยไปที่อื่น

“เปล่าครับ” เฟิงหลงปฏิเสธพร้อมทั้งวางตะเกียบลง

“หรือเป็นเพราะไม่ชินกับการกลับมาอยู่บ้าน”

“ไหน่ไน” สายตาจากผู้เป็นย่าทำให้เฟิงหลงเอ่ยเรียกเสียงราบเรียบ ด้านจางผิงก็ยิ้มกริ่ม ดวงตาที่ทอดมองหลานชายเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“หน้าตาเฟิงหลงดูมีความสุขนะ...พอเปิดใจแล้วมันเป็นยังไง ดีใช่ไหม” หญิงชราเหลือบมองแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายที่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องบังคับให้เฟิงหลงใส่แล้วเล็กน้อย

“...” คนถูกถามไม่ตอบแต่ก็นึกทบทวนถึงตัวเองในช่วงนี้

“บางทีก็ต้องดูว่าเราโยนอะไรไปให้เขาก่อน โยนหินไปจะให้เขาโยนเพชรกลับมามันก็ไม่ได้...ถ้าอยากได้เพชรก็ต้องโยนเพชร” จางผิงยิ้มบางๆ ก่อนพูดต่อ “ชีวิตคนเรามันสั้นนะ สั้นเกินกว่าจะมานั่งอคติใส่กัน”

“ผมก็ไม่ได้อคติแล้ว”

“แต่ก็กว่าจะเลิกอคติได้”

“...” ถูกย้อนกลับแบบนั้นเฟิงหลงก็ไม่อาจปฏิเสธ

“ไหน่ไนจะได้อุ้มเหลนหรือยัง” 

คนถูกถามชะงัก ใจประหวัดไปถึงความร้อนแรงครั้งแรกและครั้งต่อๆ มา พลันคำว่าเหลนที่หมายถึงลูกของตัวเองก็ส่งผลให้ใจอุ่นซ่าน

ลูก...

“อาจจะ” เฟิงหลงตอบออกไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าบนใบหน้ากำลังมีรอยยิ้ม

บางทีตอนนี้สเปิร์มของเขาอาจจะกำลังปฏิสนธิกับไข่ของลี่ชิงแล้วก็ได้

คำตอบนั้นทำให้คนแก่ระบายยิ้มอย่างเป็นสุข แค่คิดถึงเด็กตัวน้อยที่เพิ่มมาอีกในครอบครัวก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด

“แบบนี้แกเรนไม่มาแหกอกเอารึ”

“เมื่อกี้เพิ่งโทรมา...บ่นที่ผมทำให้นายแบบเขาตัวด่างเป็นตุ๊กแก”

สองย่าหลานคุยกันอย่างตรงไปตรงมา

“ก็น่าบ่น ลี่ชิงคงทำงานลำบากน่าดู”

“ดีแล้ว”

“หืม? อาเฟิงว่ายังไงนะ” คนที่ได้ยินไม่ชัดเอ่ยถามซ้ำ

“เปล่าครับ ไหน่ไนกินข้าวเถอะ เดี๋ยวผมนั่งเป็นเพื่อน”

จางผิงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปคีบอาหารเข้าปากต่อด้วยใจที่แสนอิ่มเอม โล่งอกราวกับได้ยกภูเขาออกไป

เห็นความสัมพันธ์ของลี่ชิงกับเฟิงหลงเป็นไปด้วยดีแบบนี้ ความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็เบาบางลงไปบ้าง

--

กลายเป็นว่าเฟิงหลงเฝ้ารอคอยคืนวันศุกร์ให้มันมาถึง รู้สึกว่าเวลาเดินช้าไม่ทันใจจนหงุดหงิดงุ่นง่าน พอวันที่รอคอยมาถึงก็มีสีหน้าอิ่มเอิบ ประชุมเสร็จก็ตรงไปที่เพนต์เฮาส์อย่างอารมณ์ดี

ทว่าเมื่อใครบางคนต้องเลิกงานดึกก็เริ่มอารมณ์เสีย ทำงานรออย่างไม่ค่อยมีสมาธิ สายตาเอาแต่เหลือบมองนาฬิกาตรงมุมขวาของหน้าจอแล็ปท็อปอยู่ทุกห้านาทีจนรู้สึกรำคาญ

แล้วเสียงประตูที่ดังมาแว่วๆ ก็เป็นอันบอกว่าการรอคอยสิ้นสุดลง

ลี่ชิงกลับมาพร้อมใบหน้าและทรงผมที่มาจากการทำงาน เห็นแล้วคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น

“ทำงานอะไรมา”

“ถ่ายแบบ...คุณกินอะไรหรือยัง”

“ตอนนี้จะเที่ยงคืนแล้ว” เฟิงหลงบอกเสียงเข้ม ด้านคนถามก็พยักหน้ารับ

“งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะ”

“อืม”

แล้วคนที่เพิ่งกลับมาถึงก็เดินขึ้นไปยังห้องนอน เฟิงหลงจึงหันไปเก็บแล็ปท็อป จัดการปิดไฟชั้นล่างให้หมดทุกดวง ก่อนจะตามขึ้นไป

“มีอะไรหรือเปล่า” ลี่ชิงถามขึ้นเมื่อก้าวขึ้นเตียงแล้วคนที่นั่งพิงหลังอยู่ก่อนมีสีหน้าแปลกๆ คล้ายกับมีเรื่องจะพูด

“เปล่า”

“คุณดูเหมือนมีอะไร”

“ไม่มี”

บางอย่างในดวงตาคมไม่เป็นไปตามคำพูด แต่เมื่อเจ้าตัวยืนยันว่าอย่างนั้นลี่ชิงก็ไม่คิดเซ้าซี้

“งั้นผมนอนนะ”

“...อืม”

คิ้วได้รูปเลิกขึ้นมอง จับจ้องใบหน้าคร้ามคมนิ่ง จากนั้นจึงรวบรวมความกล้า โน้มตัวไปกดจูบบนปลายคางสากด้วยสีหน้าราบเรียบเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ฝันดี” ลี่ชิงเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ หมุนตัวกลับไปเตรียมขยับลงนอน แต่ต้นแขนก็ถูกคว้าเอาไว้

“อย่าทำให้ฉันรู้สึกอยากมีอะไรขึ้นมา” เฟิงหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้น ลมหายใจร้อนขึ้นจากเพียงสัมผัสเดียว คนฟังที่รับรู้ได้ทำหน้ายอมแพ้แล้วเอ่ยออกไปด้วยเสียงเว้าวอนเล็กๆ

“ไว้พรุ่งนี้นะ วันนี้ผมเหนื่อยมาก”

ลี่ชิงวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ ลูบไล้ไปมาปลอบประโลม ด้านคนถูกอ้อนก็ถอนใจเสียงต่ำแล้วรีบปล่อยมือ ยอมให้ร่างเพรียวล้มตัวนอนแต่โดยดี

พรุ่งนี้ของจางเฟิงหลงคือทันทีที่ตอนเช้ามาถึง ลี่ชิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยสัมผัสวาบหวาม สมองยังคงมึนเบลอ รู้ตัวอีกทีร่างกายก็เปลือยเปล่า ความเสียวซ่านก่อตัวขึ้นจนยินยอมพร้อมใจไปอย่างง่ายดาย โดยที่อีกคนก็ระบายความอดทนอดกลั้นตลอดทั้งสัปดาห์ออกมาจนหมดสิ้น

เป็นคนรองรับที่หมดเรี่ยวแรง ทว่าแม้เหนื่อยจนแทบขาดใจก็ยังต้องลุกขึ้นมากินข้าวและยา จากนั้นค่อยสลบยาวไปจนถึงเที่ยง

ลี่ชิงมองคนหื่นที่นั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กๆ ขณะที่เฟิงหลงก็มองกลับอย่างอารมณ์ดี

“ช่วงบ่ายฉันมีนัดคุยงาน”

“อืม”

“แต่เย็นนี้จะกลับมากินข้าวด้วย”

ได้ยินเพียงเท่านี้ความขุ่นเคืองที่มีก็มลายหาย ลี่ชิงเม้มปากเข้าหากัน บ่นอุบให้กับความใจง่ายของตัวเองอยู่ในใจ แล้วก็กินข้าวต่อเงียบๆ พร้อมทั้งเหลือบมองอีกคนอยู่เป็นระยะ

เขาชอบช่วงเวลาแบบนี้ แบบที่ได้อยู่ด้วยกันเรื่อยๆ โดยไม่มีคำพูดร้ายๆ สาดใส่กัน

เฟิงหลงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู สายตาจับจ้องอยู่บนใบหน้าของคนที่เดินออกมาส่ง ความรู้สึกไม่อยากออกไปพบลูกค้ารุนแรงจนหงุดหงิด นานกระทั่งลี่ชิงเลิกคิ้วเป็นการถาม

“คุณมีนัดตอนบ่ายสามไม่ใช่เหรอ”

“อืม”

“นี่มันก็บ่ายสองแล้วนะ”

“อืม”

ร่างสูงใหญ่รับคำแต่ร่างกายยังไร้การขยับเขยื้อน ลี่ชิงขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ มองหน้าคนตรงหน้าอย่างสงสัย ทว่ากลับต้องสงสัยหนักกว่าเดิมเมื่อเอวถูกท่อนแขนแกร่งรั้งให้ขยับเข้าไปหา แล้วริมฝีปากได้รูปก็ทาบทับลงมาเป็นจูบร้อนแรง

“อื้อ” เสียงครางอู้อี้ดังอยู่ในลำคอ ร่างกายส่วนบนถูกรั้งเอาไว้ไม่ให้แนบชิดเพราะกลัวว่าเสื้ออีกฝ่ายจะยับ

เป็นเฟิงหลงที่ไม่สนใจจะระวัง สนใจเพียงการขบเม้มริมฝีปากบาง สองแขนรัดเอวบางแน่น พลันรู้สึกขึ้นมาว่าตัวเองคิดผิดที่จูบลี่ชิง

ยิ่งสัมผัสยิ่งไม่อยากไป ความโหยหาท่วมท้นอยู่ในอก กลิ่นกายหอมอ่อนที่กรุ่นอยู่ตรงปลายจมูกทำให้ความอาวรณ์มีมากขึ้น

“คุณเฟิง เดี๋ยวสาย” ลี่ชิงเอ่ยบอกอย่างร้อนรนเมื่อผละจากการจูบได้ในที่สุด

“อีกห้านาที”

เสียงทุ้มดังขึ้นอย่างหงุดหงิด ทั้งยังจะตั้งหน้าตั้งตาก้มลงมาจูบท่าเดียว มือบางจึงต้องดันอกกว้างเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

“ห้านาทีแล้วต้องพอ”

เฟิงหลงไม่ตอบรับใดๆ แล้วดึงมือของอีกคนออก สานต่อจูบเมื่อครู่จนคนถูกจูบหายใจแทบไม่ทัน เมื่อเวลาห้านาทีที่เกินมาเล็กน้อยมาถึงก็ยอมจำใจผละออก

จุ๊บ

“แล้วฉันจะกลับมาต่อ”

ร่างสูงที่ขยับออกห่างกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเปิดประตูก้าวออกจากห้องไป ทิ้งให้ลี่ชิงได้แต่ยืนทำหน้าเหวอ จ้องมองบานประตูที่ปิดลงนิ่งงัน แล้วก็บ่นคนหื่นตามหลังเมื่อตั้งสติได้

คนเราจะสามารถทำเรื่องแบบนั้นเช้าเย็นได้เลยหรือ

ระหว่างวันคนที่ไม่ได้ออกไปไหนก็เช็กตารางและรายละเอียดงานต่างๆ พร้อมทั้งงีบพักผ่อนเล็กน้อย เมื่อตื่นก็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวอีกครั้งแล้วเปิดประตูไปบอกคนที่ยืนอยู่ด้านนอก

“ผมจะไปห้าง”

“ห้างไหนครับ” บอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่หันมาถาม

“ห้างไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด”

“งั้นเชิญครับ”

อีกฝ่ายผายมือเชิญให้ก้าวตาม โดยมีคนหนึ่งเดินนำหน้า และอีกคนประกบอยู่ข้างหลัง

ลี่ชิงอยากออกไปซื้อของสดและถือโอกาสเดินเล่น เมื่ออยู่ข้างนอกและต่อหน้าคนอื่นใบหน้าราบเรียบจะถูกดึงขึ้นมาใช้งาน ถึงอย่างนั้นก็พยายามระมัดระวังไม่ให้สายตาแข็งกระด้างจนกลายเป็นหยิ่งยโส

ร่างเพรียวที่เดินอย่างมั่นใจและมีชายหนุ่มชุดดำเดินตามไม่ห่างเรียกสายตาจากผู้คนรอบข้างได้ไม่น้อย คนที่จำลี่ชิงได้หันไปซุบซิบกัน ก่อนจะมีบางกลุ่มกลั้นใจเดินเข้ามาทักเพราะความชื่นชอบ

“เพชร...เอ๊ย ลี่ชิงใช่ไหมคะ”

คนถูกทักชะงัก มองหน้าคนสองคนที่เข้ามาทักด้วยความฉงน แต่ถึงอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ

“...ครับ”

อีกฝ่ายมีสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด

“ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ พอดีติดตามผลงานอยู่ ชอบมาก”

ลี่ชิงทำหน้าไม่ถูกเมื่อไม่เคยได้รับความรู้สึกนี้ แม้จะพอรู้ว่ามีคนติดตามอยู่บ้าง แต่พอมาเจอกับตัว ได้เห็นกับตา มันเป็นความรู้สึกที่เกินคำบรรยาย

เมื่อหนึ่งในสองคนนั้นขยับเข้ามาชิดจึงพยายามย่อตัวลง คนยิ้มไม่เก่งพยายามยิ้มให้กล้อง กระทั่งเสร็จเรียบร้อยก็ได้รับคำขอบคุณ

“ขอบคุณนะคะ”

ลี่ชิงนิ่งไปชั่วครู่ พลันคำพูดที่ครูสอนมาก็ดังขึ้นในหัว

“อย่าลืมมีมารยาทและอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ” 

“ขอบคุณครับ” ลี่ชิงตอบกลับพลางยกมือไหว้ คนทั้งสองรีบรับไหว้ด้วยความตกใจ ตามมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปลื้มปริ่ม

ร่างเพรียวค้อมศีรษะให้นิดๆ เป็นการบอกลา จากนั้นจึงเดินไปทางโซนซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมด้วยใจที่เปี่ยมสุข

มันเป็นรางวัลเล็กๆ ที่บอกว่าความพยายามของเรามีความหมาย

ลี่ชิงใช้เวลาซื้อของและเดินเล่นจนฟ้าด้านนอกเป็นสีมืด เมื่อได้ของตามตั้งใจแล้วจึงตัดสินใจกลับเพนต์เฮาส์เพื่อไปทำมื้อเย็นรอคนที่บอกว่าจะกลับมากิน

กริ๊ง กริ๊ง

คนที่เพิ่งเดินออกจากห้องครัวขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น เก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเดินไปทางประตู เอาตาแนบกับตาแมว พอได้เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าห้องใจก็พลันหล่นวูบ

ป๊า...

เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้งโดยมีบอดี้การ์ดเหมือนจะขยับเข้าไปเตือนแต่ก็ไร้ผล ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้าลึก คำถามถึงการมาถูกเก็บเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ เปิดประตู

หวังอี้หย่งมองหน้าคนเป็นลูกแล้วดันประตูให้เปิดออกกว้าง จากนั้นจึงก้าวเข้าไปข้างในอย่างเชื่องช้า สำรวจเพนต์เฮาส์สุดหรูด้วยสายตา

“ที่ออกจากบ้านก็เพราะมาอยู่ที่นี่สินะ”

“...” ลี่ชิงเงียบ ไม่ตอบโต้

“แจ้นมาอยู่กับผู้ชายแบบที่ไม่สนใจว่าใครจะมองยังไงเลยใช่ไหม”

แล้วประโยคถัดมาก็ทำให้คนฟังรู้สึกเหนื่อยใจยิ่งกว่าประโยคแรก ปากที่พยายามเม้มเข้าหากันคลายออก นิ่งงันไปไม่เท่าไหร่ก็ต้องตอบโต้กลับ

“ทำไมต้องสนใจคนอื่น...ผมไม่ใช่ป๊าสักหน่อย”

“ฉันหวังดีกับแก ที่ดุที่ด่าก็เพราะหวังดีทั้งนั้น แล้วดูแกทำตัวสิ”

“นี่มันตัวผม ชีวิตผม ผมจะทำอะไรก็ได้” ลี่ชิงพูดอย่างเชื่องช้า สีหน้ามีเพียงความราบเรียบ กดเก็บอารมณ์ไว้ไม่ให้เป็นการยั่วโทสะอีกฝ่าย

เขาเหนื่อยที่ต้องทะเลาะกับป๊าแบบนี้

“แต่แกมีพ่อมีแม่ที่ต้องเคารพ”

“แล้วผมไม่เคารพป๊าตรงไหน”

“ก็ตรงที่ทำอะไรไม่เคยเห็นหัวฉัน ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ...ทั้งยังมาอยู่กินกับเฟิงหลงอย่างไม่อายฟ้าดินแบบนี้”

“...” ดวงตาเรียวที่คล้ายคลึงกับคนพูดสั่นไหว ประโยคสุดท้ายทำให้รู้สึกว่ากำลังโดนดูถูก

ความจริงก็โดนดูถูกมาตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว

“แกคิดเหรอว่าคนแบบนั้นจะจริงจังด้วย เขาก็เห็นแกเป็นของเล่นเท่านั้น”

“ป๊าอย่าคิดว่าคนอื่นจะเป็นแบบตัวเองสิ”

ลี่ชิงพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่อีกฝ่ายไม่นำพา ความเงียบไม่ถูกตอบโต้ด้วยความเงียบ กลับถูกตอบโต้ด้วยวาจาที่ยิ่งรุนแรง

เพราะฉะนั้นก็คงต้องรุนแรงกลับ

“ลี่ชิง!”

“ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีภรรยาเยอะๆ เพื่อผลประโยชน์นะ...”

สีหน้าคนฟังถมึงทึง สองมือกำแน่น ก่อนเสียงที่เอ่ยอย่างเกรี้ยวกราดจะดังขึ้น

“ฉันเป็นพ่อแกนะ”

ลี่ชิงเชิดหน้าขึ้น มองคนที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วยรอยยิ้มเยาะตัวเอง

“ป๊ายังจำได้ด้วยเหรอ”

“...”

“ผมจำไม่ได้เลยว่ามันเป็นแบบนั้น”

“หวังลี่ชิง”

อีกฝ่ายเรียกชื่อกลับเต็มยศเช่นทุกครั้งที่ระดับความไม่พอใจพุ่งถึงขีดสุด หากเป็นตอนเด็กคงจะหยิบไม้แขวนเสื้อหรืออะไรสักอย่างใกล้มือมาฟาดอย่างเคย

“ป๊าไม่จำเป็นต้องรักผมหรือดูแลผมเหมือนลูกคนอื่นๆ แต่ช่วยให้ผมได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองบ้าง” น้ำเสียงนั้นมีความเว้าวอนขอจากใจจริง

ลี่ชิงไม่เคยคิดว่าพ่อเกลียดตัวเอง เขาเข้าใจความหวังดีในแบบของหวังอี้หย่ง แต่คนเป็นพ่อไม่เคยเข้าใจเลยสักนิดว่าชีวิตลูกคนนี้ต้องการอะไร

“ชีวิตที่แกเลือกวิ่งตามผู้ชายมาแบบนี้น่ะเหรอ”

ไม่เคยเข้าใจเลยจริงๆ...

“คุณอภิสราเขาก็ทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ไม่มีพิธีแต่งงาน ไม่มีทะเบียนสมรส มีแต่ลูกที่เอามาผูกมัดป๊าไว้”

“มากเกินไปแล้วนะลี่ชิง!” เสียงกัมปนาทดังก้องทั่วห้อง ร่างสูงใหญ่ยืนตัวสั่นเทิ้ม บ่งบอกความโกรธที่กำลังจะถึงขีดสุด

“ทำไมพอเป็นคนอื่นป๊าถึงรับไม่ได้ แต่เรื่องตัวเองกลับมองว่าไม่เป็นไร” ลี่ชิงเว้นวรรคไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “วิ่งตามผู้ชายแล้วตั้งใจปล่อยให้ตัวเองท้องเพื่อจะจับผู้ชายคนนั้น ใครๆ เขาก็ทำกันนี่นา”

เพียะ!

ลี่ชิงรับรู้ถึงความรู้สึกชาบนแก้มซีกซ้าย ทุกอย่างนิ่งงันเหมือนนาฬิกาถูกหยุดเวลา หูอื้อจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงประตูที่ถูกเปิดเข้ามาอย่างรีบร้อนในจังหวะเดียวกัน ผ่านไปสักพัก สิ่งแรกที่เข้ามาในความรู้สึกก็คือความอบอุ่นตรงข้อมือที่มาจากฝ่ามือหนา

เฟิงหลงที่ทอดมองลี่ชิงอย่างเป็นห่วงหันกลับไปหาผู้ใหญ่ตรงหน้า

“คุณหวัง” เรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงราบเรียบ “เชิญออกไปจากห้องนี้”

เฟิงหลงกำลังใช้ความอดทนเป็นอย่างมากในการไม่ทำร้ายคนตรงหน้ากลับ แก้มเนียนขาวที่ขึ้นรอยมือจางๆ ทำให้เขาซึ่งเข้ามาช้าไปเพียงนิดรู้สึกเจ็บไม่ต่างกัน ความหวงแหน เป็นห่วง อยากปกป้อง ปะทุอยู่ในอกรุนแรงจนมองคนทำด้วยสายตาแข็งกร้าว

“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับลี่ชิง”

“ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์สั่งสอนลูกตัวเอง” หวังอี้หย่งตอบกลับ ขณะกดเก็บความเจ็บปวดของตัวเองเอาไว้ มือข้างที่ชาหนึบจากแรงกระทบกำแน่นเข้าหากัน

ด้านเฟิงหลงก็สูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

“จางลี่ชิง ไม่ใช่คนของตระกูลหวังอีกต่อไปแล้ว” 

น้ำตาที่ไหลลงบนแก้มของลี่ชิงช้าๆ เนื่องจากความเจ็บปวดทางใจเป็นอันร่วงพรูจนปากสั่นระริกเพราะประโยคที่ได้ยิน

การถูกปกป้องจากใครสักคนในเวลาที่อ่อนแอมันดีเหลือเกิน

“นี่หมายความว่า...?” หวังอี้หย่งมองหน้าเฟิงหลงและคนเป็นลูกสลับไปมา พลันสายตาก็เหลือบเห็นแหวนบนนิ้วมือเรียว เมื่อมองเลยไปยังมือของลูกตัวเองก็พบว่ามีแหวนอยู่เช่นเดียวกัน

“เราสองคนหมั้นกันแล้ว และกำลังจะแต่งงานกัน” เฟิงหลงอธิบายความสงสัยนั้นให้อีกฝ่ายได้รับรู้

“แกคิดที่จะบอกเรื่องนี้กับฉันที่เป็นพ่อแกบ้างไหม”

ลี่ชิงค่อยๆ เลื่อนสายตาไปหาคนเป็นพ่อ กล้ำกลืนน้ำตาแห่งความเสียใจให้ไหลย้อนกลับโดยที่ใบหน้ายังรู้สึกได้ถึงความแสบร้อน จากนั้นก็เลือกจะไม่ตอบคำถาม แต่เอื้อนเอ่ยร้องขอ

“ต่อจากนี้ อย่ามายุ่งกับชีวิตผมอีกเลย”

คนถูกขอร้องกำมือแน่น มองหน้าคนทั้งสองพลางกัดกรามสะกดความไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องนี้ไปตามที่เฟิงหลงต้องการ

ฮวบ

“ลี่ชิง!”

เฟิงหลงหันไปหาคนที่ทรุดลงบนพื้น แล้วน้ำตาที่ลี่ชิงอดกลั้นไว้ก็ไหลออกมาเป็นสาย แรงขบกัดบนริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นมีมากจนรู้สึกได้ถึงความเค็มปร่าของเลือด

ท่าทางที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดนั้นทำให้เฟิงหลงใจจะขาดตามจนต้องรั้งร่างเพรียวเข้ามากอดไว้แน่น

แม้ไม่มีเสียงสะอื้นสักแอะ แต่น้ำตามากมายก็บ่งบอกว่าลี่ชิงเสียใจขนาดไหน

เฟิงหลงทอดมองใบหน้าของคนที่ร้องไห้จนหลับไป จับจ้องใต้ตาบวมแดงกับแพขนตาเปียกชื้น ก่อนจะไล้ปลายนิ้วไปมาแผ่วเบา

นี่สินะเหตุผลที่งานหมั้นมีเพียงแม่ของลี่ชิง

ความเจ็บปวดของลี่ชิงทำให้เขารู้สึกตาม หัวใจเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น

ริมฝีปากได้รูปจดลงบนหน้าผากเนียนแผ่วเบา พลางคำสัญญาก็ดังขึ้นในใจ

เฟิงหลงบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้ลี่ชิงต้องเจ็บปวดอีก 

TBC. 

 

มีความหวาน ความหื่นกรุบกริบ ก่อนจะมีม่าในตอนท้าย>< 

ชิงชิงเจ็บปวดมามากแล้ว คุณเฟิงก็เห็นแล้ว 

คงจะไม่ใจร้ายกับน้องแล้วเนอะะะ 

ฮื่อ หอมหัวชิงชิงๆๆๆๆ 

เป็นกำลังใจให้ลี่ชิงกันต่อนะคะ 

ฝากคอมเมนต์ และฝากแท็ก #มังกรซ่อนเพชร ด้วยน้า 

*ย้ำอีกครั้งว่านิยายปิดจองวันมะรืนนี้นะคะ!พลาดรอบพรีแล้วจะเสียดายน้า  

กดสั่งเล้ย > http://www.facainovels.com 

 

ความคิดเห็น