rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 23 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 23 (100%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, nc

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.3k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2559 20:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 23 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

 

บทที่ 23


บ่ายแก่จัดเลยเวลาเข้าเวรของคุณหมอมาร่วมชั่วโมงแล้ว แต่คนไข้คนสุดท้ายเพิ่งออกจากห้องตรวจไป หมอชลาธิปถอนหายใจยาว พร้อมกับบิดตัวบนเก้าอี้อย่างปวดและล้า
            “คุณหมอกลับเลยก็ได้นะคะ เอกสารทุกอย่างเดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ ไม่มีอะไรมากแล้ว ยังป่วยอยู่เลย จะได้พักผ่อน” พยาบาลหน้าห้องบอกด้วยความมห่วงไย ชลาธิปเองก็รู้ว่าตัวเองเกือบจะไม่ไหวแล้ว จึงขอบอกขอบใจจพยาบาลคนนั้นก่อนจะออกมาจากโรงพยาบาล แล้วมุ่งหน้ากลับไร่ทันที โดยไม่รู้ตัวว่าได้ลืมแวะไปเอายาที่คลีนิกอีกแล้ว

 

บ่ายแก่แล้ว ปัณเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นที่กำลังทำความสะอาดและจัดใหม่อย่างหงอยเหงา เพราะเหมือนจะมีได้ยินเสียงรถอยู่บริเวณหน้าบ้าน แต่กลับไม่เห็นอะไร ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่าจนกระทั่งเห็นรอยล้อรถบนพื้นดินลูกรัง
            ..มีคนเข้ามาจริงๆ..ใครกันนะ?
            ปัณได้แต่ถอนหายใจ คงจะเป็นรถของใครสักคนที่หลงเข้ามาแถวนี้แล้วพยายามจะเลี้ยวรถกลับโดยอาศัยหน้าบ้านหลังนี้เป็นที่กลับรถ บ้านนี้ทั้งไกล และ เปลี่ยว หากคนไม่คุ้นทางเผลอเลยออกจากตัวเมืองมาจนถึงนี่ ก็คงต้องย้อนกลับแทบทั้งสิ้น
            ชายหนุ่มจัดบ้านใหม่ให้เรียบร้อยอีกครั้ง คราวนี้เค้าทำบ้านให้เป็นโทนสีฟ้าขาว สดใส เผื่อว่าใครบางคนกลับบ้าน ความสดใสนี้คงยื้อยุดให้เขาอยู่ที่นี่ได้อีกนาน
            ปัณตัดสินใจแล้ว เขาจะยอมรับความผิดทุกอย่าง แล้วรอหมอชลาธิปอยู่ที่นี่ รอจนกว่าเขาจะให้อภัยแล้วกลับมาหา โดยจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายในชีวิตหมอให้หมอรำคาญ หรือ เกลียดเขาไปมากกว่านี้อีก แต่จะรออยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่ แล้วหวังว่า สักวัน หมอจะกลับมา
            เย็นวันนี้ปัณนัดกับต้นน้ำให้ไปพบกันที่ตลาดเลยหลังจากโรงเรียนเลิก ทั้งคู่จะฝากท้องเอาไว้กับแม่ของต้นน้ำที่ตลาด เมื่อมีคนอยู่แค่สองคน ปัณจึงไม่เห็นว่าจะต้องทำกับข้าว หรือ ให้ต้นน้ำไปช่วยอะไรที่บ้านอีก แต่ต้นน้ำบอกว่า คุณหมอห่วงเขามากจึงได้ให้ต้นน้ำมาอยู่เป็นเพื่อนปัณทุกวัน ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่านั่นคือความจริงหรือไม่ สิ่งที่ต้นน้ำบอก อาจจะเป็นแค่สิ่งที่อังกูรบอกกับเด็กน้อยนั่นมาอีกที แท้จริงแล้ว หมอชลาธิปอาจจะไม่ได้มีคำสั่งที่เกิดจากความห่วงไยนั่นเลยก็เป็นได้ ชายหนุ่มคิด ก่อนจะเดินไปที่หน้าบ้านเพื่อรอรถสามล้อที่ได้โทรนัดหมายกันไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

 

ที่ตลาดตอนบ่ายแดดไม่ร่มนัก ตาหวานหยีตาเล็กน้อยเมื่อต้องดูกับแสงอาทิตย์ที่ยังไม่อ่อนลง ต้นน้ำยิ้มกว้างให้กับเขา เมื่อเห็นว่าร่างบางเดินมาหาที่ร้านขายกับข้าวของแม่
            “สวัสดีครับคุณป้า” ปัณทักแม่ของต้นน้ำที่มือไม้กำลังสาละวนกับการตักแกงใส่ถุงให้ลูกค้าที่มายืนออกันรอบรถเข็นของแม่
            “สวัสดีค่ะคุณปัณ ทำไมผอมลงเยอะขนาดนี้ล่ะคะ” คนสูงวัยกว่าเอ่ยถามหลังจากที่เห็นความบางของปัณที่ดูเหมือนจะบางลงไปอีก
            “ไม่มีอะไรหรอกครับ มาผมช่วย” ปัณเลี่ยงตอบ แต่กลับยื่นมือไม้เข้าไปช่วยแม่ของต้นน้ำอย่างขยันขันแข็ง ส่วนต้นน้ำก็ผันตัวเองมาเป็นเด็กเสิร์ฟ คอยลำเลียงจานกับข้าวไปให้กับลูกค้าที่โต๊ะ ก่อนที่ปัณจะรู้สึกว่าพนักงานเสิร์ฟตัวเล็กๆนั้นหายไป แล้วก็ต้องยิ้มปนเศร้าๆอีกหนเมื่อเห็นว่าปัณกำลังนั่งคุยกับลูกค้าคนหนึ่งอยู่
            ..อังกูร..
            เมื่อร้างผู้คนแล้ว ปัณจึงต้องเดินมาโต๊ะที่อังกูรและต้นน้ำยังนั่งอยู่อย่างไมเต็มใจนัก เขาไม่แน่ใจเลยว่าหากได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องหมอชลาธิป เขาจะอดทนกับความเศร้า เหงา ที่กัดกินหัวใจอยู่ตอนนี้ได้หรือเปล่า แต่ก็คงเป็นเรื่องแปลกและไร้มารยาทเหลือเกินถ้าวันนี้เขาไม่ได้เข้าไปทักทาย
            “สนุกไหมครับ?” คำถามแรกของอังกูรช่วยละลายก้อนบางอย่างในใจของปัณได้ เมื่อปัณมาถึงที่โต๊ะที่สองคนนั้นนั่งอยู่
            “ช่วยคุณป้าขายของเหรอครับ ก็สนุกดีนะ ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย เคยแต่อยู่เงียบๆในบ้าน ในโรงแรม” อังกูรยิ้มให้กับคำตอบนี้ ชายหนุ่มรู้ว่าชลาธิปรักคนๆนี้มาก และรู้ด้วยว่ารักเพราะอะไร ปัณณทัต ดูเหมือนจะมีแต่รอยยิ้ม ถึงแม้ว่าตอนนี้รอยยิ้มจะปะปนมากับความเศร้า และหงอยเหงาสักหน่อยก็ตาม
            “คุณหมอไม่สบายยังไม่หายเลย หมอธิปโหมทำงานหนักมาเลยครับ งานของพวกเราตอนนี้ก็มีแต่เครียดๆ คุณปัณไม่อยากไปหาบ้างเหรอ?”
            “เอ่อ .. ผมกลัวว่าถ้าผมไป คุณหมอจะอาการแย่กว่าเดิมสิครับ”
            “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ”
            “คุณหมอคงเกลียดผมแล้วล่ะครับ”
            “ไม่หรอกครับ คุณปัณอย่าพูดแบบนั้น”
            “ผมพูดความจริงนี่ครับ ผมไม่อยากให้คุณหมอโกรธผมมากไปกว่านี้อีกแล้ว แค่นี้เขาก็เกลียดผมมากพอแล้ว”
            “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เลย ถ้าคุณรู้จักคุณธิปดีพอ คุณจะรู้ว่าคุณธิปอ่อนไหวขนาดไหนเรื่องความรัก ทั้งครอบครัว แล้วก็ทุกคนที่เขารัก ตอนนี้คุณหมอไม่ได้เกลียดคุณหรอกครับ อาจจะโกรธ น้อยใจ แต่ไม่ได้เกลียด”
            “ผม .. คือ .. ผม”
            “กูร ฉันได้ยาคุณหมอมาเรียบร้อยแล้วนะ” เสียงแทมมี่แทรกขึ้นมา หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าปัณอยู่ตรงนั้นด้วย และมีหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้
            “คุณปัณคะ ฉันขอคุยด้วยสักหน่อยได้ไหม?” แทมมี่วางยาเอาไว้ตรงหน้าอังกูร แต่กลับทำเหมือนชายหนุ่มร่างยักษ์คนนี้เป็นอากาศธาตุ
            “คือผม ผม”
            “คุณจะคุยอะไรเหรอครับคุณแทมมี่”
            “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ทำอะไรคุณปัณของนายหรอกน่า” แทมมี่เอ็ด แล้วขอร้องให้อังกูรรอที่รถหลังจากทานอาหารเสร็จ ส่วนเธอจะเข้าไปคุยกับปัณในร้านกาแฟตกแต่งด้วยไม้เคลือบเล็กๆด้านข้างตลาด เมื่อกาแฟมาเสิร์ฟแทมมี่ก็เอาแต่ใช้หลอดคนแก้วไปมา
            “คุณรู้ไหม ฉันไม่เคยเห็นธิปอาการแย่ขนาดนี้มาก่อนเลย”
            “.....” ปัณเอาแต่นิ่ง ก้อนสะอื้นติดอยู่ที่คอ อีกไม่นานเขาคงได้ปล่อยโฮจริงๆ
            “ทีแรกฉันคิดว่า บ้านหลังใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลแบบนั้น มันทำให้คุณสองคนรู้สึกดีๆต่อกันได้ เพราะความเหงา” แทมมี่เว้นวรรคถอนหายใจ “แต่รู้อะไรไหม ธิปเอาแต่เพ้อถึงคุณทุกคืน ไม่ว่าคืนนั้นเขาจะป่วยไข้ จะปวดหัว หรือจะเมามาย เขาเอาแต่เรียกชื่อคุณ จนฉันมั่นใจว่า คุณไม่ได้แค่รักกันเพราะเหงา แต่คุณรักกันไปแล้วจริงๆ” หญิงสาวพูดเน้นทุกคำ
            “คุณแทมมี่” ปัณเรียกเสียงเพ้อ
            “ฉันอยากให้คุณไปเยี่ยมเขาบ้าง ทำไมถึงใจแข็งนัก”
            “มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ คุณหมอโกรธผมแล้ว เกลียดผมแล้ว”
            “ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณโกรธอะไรกัน พวกคุณเอาแต่พูดภาษาที่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง แต่เชื่อเถอะสัญชาตญาณของฉันไม่ผิดหรอก และฉันก็คิดว่าคุณควรจะตอบแทนความรักที่ธิปมีต่อคุณบ้าง”
            “แล้วคุณล่ะครับ คุณก็รักคุณหมอ แล้วดูเหมือนคุณจะอยากได้คุณหมอกลับคืนด้วย” แทมมี่กลอกตาขึ้นบน
            “ใช่สิ ฉันอยากได้เขาคืน อยากได้มาตลอดนั่นแหละ ฉันมันโง่เองที่ทิ้งเขาไป แต่ฉันอยากได้ทั้งตัวทั้งหัวใจนะ ไม่ใช่นอนห่างกันแค่ผนังกั้น แต่กลับได้ยินเค้าพร่ำเพ้อถึงคนที่เขารัรกตลอดเวลาแบบนี้ ไปเถอะ ไปหาธิป เผื่อเขาจะหายดี” มือของแทมมี่เอื้อมมาจับมือที่บางไม่ต่างกัน
            ถึงตรงนี้น้ำตาที่พยายามกักเก็บมานานก็ไหลออกมาแล้วจริงๆ

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ปัณตัดสินใจหันหลังให้สิ่งที่เคยพร่ำบอกกับตัวเอง แล้วลองเชื่อคำพูดของอังกูรกับแทมมี่สักครั้ง ชายหนุ่มหิ้วปิ่นโตเถาน้อยที่ภายในบรรจุอาหารเช้าสำหรับคนป่วย แล้วแวะไปที่ตลาดเพื่อซื้อของอุปกรณ์ดูแลคนป่วยหลายอย่าง
            ชายสองคนนั้นคุยกันด้วยเสียงแสนเบาและรวบรัดราวกับกระซิบกันด้วยรหัสลับ ก่อนจะกระจายกันออกไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าตรงนี้ไม่เคยมีชายฉกรรจ์รวมตัวกันอยู่มาก่อน แต่ก่อนที่พวกเขาจะสลายตัวไป ปัณซึ่งอยู่ตรงบริเวณวินรถสามล้อในตลาดเพื่อหาทางเข้าไร่เจริญตา ก็พอจะได้ยินอะไรบางอย่างจากสองคนนั้น
            “ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร?”
            “ไม่นานเลย วันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ยังได้ ทางเราพร้อมเสมอ”
            “ระวังตัวก็แล้วกัน มีอะไรจะรีบติดต่อกลับไป”

50%

อังกูรเจอปัณที่หน้าบ้านพักในไร่ในช่วงเช้าหลังจากที่เพิ่งกลับจากส่งต้นน้ำไปโรงเรียน ปัณยิ้มให้เขาเจื่อนๆ แต่อังกูรกลับยิ้มกว้าง เขาภาวนาให้เจ้าของหน้าหวานคนนี้มาที่นี่ในเร็ววัน แล้วคำอธิษฐานก็เป็นผล
            อังกูรคว้าเอาปิ่นโต กล่องอาหาร และอีกหลายๆอย่างในมือร่างบางไปถือซะเอง
            “ไม่รู้ว่าคุณจะมานี่ ผมจะได้พามาพร้อมต้นน้ำเลย”
            “ไม่เป็นไรครับ ผมมีธุระต้องซื้อของที่ตลาดนิดหน่อย ไม่อยากให้ต้องลำบากคุณกูร”
            “แล้วนี่ทานข้าวมาหรือยังครับ” และโดยยังไม่ต้องฟังคำตอบ อังกูรก็ร่ายรายการอาหารสองสามอย่างทั้งที่เขาทำเอง และ คนงานแม่บ้านทำให้ ที่ถึงจะไม่อร่อยเท่าฝีมือเชฟประจำบ้านอย่างปัณแต่รับรองว่าปัณจะได้อะไรแปลกใหม่แน่นอน
            ปัณยิ้มกว้างให้กับคนหน้าขรึม ที่วันนี้ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาไม่เคยเห็นอังกูรอารมณ์ดีอย่างนี้มาก่อน โดยไม่รู้ว่าต้นเหตุที่อังกูรอารมณ์ดีก็มาจากเขาเองนั่นแหละ เขาเป็นห่วงชลาธิปจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว ชลาธิปไม่เคยป่วยหนักขนาดนี้ นี่ไปทำงานได้ไม่กี่วันก็ต้องกลับมานอนซมที่บ้านต่อ และก็คงเหมือนคนป่วยทุกคนบนโลกใบนี้กระมังที่ไม่ยอมไปหาหมอ ซ้ำยังไม่ชอบดูแลตัวเองซะอีก ถ้าได้ปัณมาช่วยดูแล อาการต้องดีขึ้นอย่างรวดเร็วแน่ๆ
            “ผมเรียบร้อยมาแล้วครับ”
            “งั้น คุณปัณจะไปหาคุณหมอเลยหรือเปล่าครับ ห้องคุณหมออยู่ถัดจากห้องรับรองแขกไปนะครับ” ปัณยิ้ม เขาเริ่มดูท่าทีของอีกฝ่ายออกว่าอยากให้เขาทำอะไร แต่ก็สะดุดลงตรงที่ใบหน้าของอังกูรเงียบขรึมลงแบบไม่ทันตั้งตัวนี่แหละ
            “ถ้าคุณธิปทำอะไรให้คุณปัณไม่พอใจ ลำบากใจ หรือ เสียใจในช่วงนี้ ให้คิดซะว่าเป็นเพราะพิษไข้นะครับ” ปัณรู้ทันทีว่าตนต้องเจอกับอะไรบ้างหลังจากก้าวข้ามผ่านประตูที่ปิดสนิทนั้นไป

 

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด...
ชลาธิปที่หันหลังให้กับร่างบางแทบจะทันทีที่เห็นว่าเขาเข้ามาให้ห้อง ตอนนี้มือของเขากำลังถือเอกสารสามสี่แผ่น ด้านหน้าก็มีคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปตั้งอยู่ และแน่นอนเขาไม่ได้อยู่บนเตียง แต่กลับมานั่งทำงานทั้งที่ร่างกายก็แทบจะไม่ไหว
            “คุณไม่ควรมาที่นี่” นั่นคือคำทักทาย
            “ผมมาดูคุณหมอน่ะครับ เผื่อว่า ..เอ่อ เผื่อว่ามีอะไรให้ช่วย” น้ำเสียงตะกุกตะกัก แม้จะทำใจไว้แล้วก่อนจะเคาะประตู แต่มันก็ยากเกินไปสำหรับเขาที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่รักกันแบบนี้
            “ไม่มีอะไรให้ช่วยหรอก โอ๊ย” อีกคนพูดแทบจะตวาด แต่เป็นตัวเขาเองที่ปวดจี๊ดที่หัว ถึงกับต้องเอามือมากุมเข้าไว้
            “คุณหมอ
!!!” ปัณรีบวิ่งมาดูอย่างร้อนรน เป็นห่วง
            “ผมไม่เป็นอะไร” เสียงนั้นเย็นชา จนหัวใจคนฟังรู้สึกโหวงราวกับถูกแช่แข็ง
            “คุณหมอจะเกลียดผมก็ได้นะครับ แต่ขอให้ผมได้เช็ดตัวคุณหมอก่อนจะได้ไหมครับ เพราะคุณหมอตัวร้อนมาก” เสียงนั้นน่าเวทนานัก แต่คนฟังกลับไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นเลย
            “ผมบอกว่าไม่ต้องมายุ่งไง
!!!” เสียงตวาดลั่นจนปัณสะดุ้ง
            “ผมขอโทษนะครับ” ปัณพูดเสียงเบา จนคนตวาดเองก็ใจเสีย เขาไม่ได้หวังจะให้ร่างบางต้องเสียใจเพิ่มมากขึ้นเลย “ผมขอโทษนะครับคุณหมอ” ปัณย้ำอีกที ก่อนจะจับทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะทำงานมาจัดไว้อย่างเป็นระเบียบที่บริเวณขอบโต๊ะ ไม่เว้นแม้แต่ปากกาในมือของหมอ
            “คุณทำอะไร?” เสียงแข็งเอ่ยถาม
            “ผมขอโทษที่ยุ่งกับคุณหมอ แต่ตอนนี้คุณหมอเป็นคนป่วย ที่ต้องการพักผ่อนนะครับ ป่วยมาตั้งนานแล้วไม่หายสักทีก็เพราะไม่พักผ่อนนี่แหละ ไปครับ ลุก ไปนอนที่เตียงดีกว่า”
            “ผมรู้หรอกนะ ว่าผมต้องการอะไร ตอนไหน”
            “ผมรู้ว่าคุณหมอรู้ครับ รู้แต่ว่าไม่ทำ” ปัณพูดเบาๆ พยายามไม่สนใจใบหน้าแสดงอาการไม่ชอบใจนักที่จ้องมองเขาอยู่ไม่วางตา อีกคนเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงลุกขึ้นหวังจะออกจากตรงนั้น เขายืนนิ่งอยู่ครู่นึงก่อนจึงได้ก้าวออกไป ปัณเก็บของเสร็จพอดีหันมามองที่ร่างสูงที่กำลังประคองตัวเองไม่ให้เซ แต่ไม่ทันซะแล้ว ชลาธิปเซจนล้มลงไปต่อหน้าต่อตา
            “คุณหมอ
!” ปัณผวาไปรับตัวเขาไว้ทันก่อนที่ร่างจะร่วงถึงพื้น แต่เพราะความใหญ่ของร่างกายทำให้ทั้งคู่ล้มไปด้วยกัน ซึ่งปัณก็ยังคงประคับประคองเอาตัวเองเป็นเบาะนุ่มๆให้ชลาธิปล้มลงมาทับ ก่อนจะพลิกตัวเองมาดูแลคนป่วย
            “คุณหมอเป็นอะไรครับ ตัวร้อนจี๋เลย”
            “ไม่เป็นไร แค่ปวดหัวน่ะ” แต่เพราะอาการของชลาธิปไม่ได้บอกกับปัณแค่นั้น ตัวร้อนรุม อ่อนเพลีย ปัณจึงรีบรุดเช็ดตัวจนทั่ว เพื่อคลายความร้อน จากนั้นก็ตักเอาข้าวต้มที่แม่บ้านทำไว้ให้อยู่แล้วมาป้อนคนป่วย โดยบังคับให้กินให้หมด โดยไม่สนใจว่าจะโดนแววตาเกลียดชัง และ เบื่อหน่ายอย่างไร จากนั้นก็บังคับให้กินยา แล้วก็บังคับให้นอน

“เฮ้อ” ปัณถอนหายใจ เขารู้สึกเหนื่อยราวกับไปวิ่งรอบภูเขา เพราะอาการดื้อรั้นของคนป่วยที่เพิ่งผลอยหลับไปเมื่อครู่
            เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า แต่ปัณยังอยู่ด้านข้างเตียงนอนของชลาธิปเหมือนเดิม ในมือถือผ้าขนหนูผืนน้อยคอยเช็ดที่หน้าผากและลำคอเพื่อระบายความร้อนให้คนป่วยไม่ห่าง เขารู้สึกเป็นห่วงชลาธิปอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ปัณไม่เคยเห็นชลาธิปอาการหนักขนาดนี้เลย เขามีอาการกระสับกระส่ายตอนนอนซึ่งก็คงเป็นเพราะพิษไข้ และมีอาการเพ้อที่ฟังไม่รุ้เรื่องว่าพูดอะไรด้วย หลายครั้งที่ปัณพยายามฟังแต่ก็ไม่รู้เรื่อง รู้แต่เพียงว่ามีครั้งหนึ่งที่ชายหนุ่มออกอาการสะอื้น แต่ก็เพียงเวลาสั้นๆแทบจะจับใจความอะไรไม่ได้
            “คิดจะทำอะไร” เสียงแหบต่ำถามขึ้นแทบจะทันทีที่ลืมตา
            “ผมกำลังเช็ดตัวครับ ตอนนี้ตัวคุณเย็นลงเยอะแล้ว แต่ก็ยังร้อนอยู่ดี”
            “ไม่ต้อง
!” ไร้เยื่อไยเหลือเกิน จนน้ำตาของคนฟังแทบไหล ร่างบางพยายามกระพริบตาบ่อยๆเพื่อไม่ให้น้ำตาที่เอ่ออยู่ร่วงหล่นลงมา
            “เกลียดผมมากเลยเหรอครับ?” ร่างบางถาม
            “ให้ผมอยู่คนเดียว” พูดจบชลาธิปก็พลิกตัวหันหลังให้กับปัณทันที โดยพยายามบอกกับตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงเป็นไยคนที่กำลังนั่งสะอื้นไห้อยู่ด้านหลังเลยสักนิด กระทั่งเสียงเดินและเสียงปิดประตูดังขึ้น ชลาธิปจึงได้พลิกตัวกลับมามองประตูอย่างสับสน
            ปัณเดินป้ายน้ำตาออกมาจากห้องของชลาธิปไม่นานก็พบกับแทมมี่ที่เพิ่งออกมาจากห้องที่อยู่ติดกันเช่นเดียวกัน
            “คุณปัณ เป็นอะไรคะ ร้องไห้ทำไม?” แทมมี่เอ่ยถามทันทีที่เห็นสภาพของปัณ ร่างบางเห็นหน้าแทมมี่ น้ำตาที่ทำท่าจะแห้งแล้วก็ไหลลงมาจนเปรอะเปื้อนไปทั้งแก้ม “แล้วนี่ไปดูธิปมาหรือยังคะ ธิปแกล้งเหรอคุณปัณ ถึงได้ร้องไห้?”
            “ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงแล้วครับคุณแทมมี่ ผมไม่รู้อะไรแล้ว” ปัณพูดอย่างสับสน ราวกับยังไม่สามารถตั้งสติได้จากการเสียใจที่คนป่วยเพิ่งสร้างทิ้งไว้
            “ใจเย็นๆนะคะคุณปัณ นั่งลงตรงนี้ อย่าเพิ่งร้องไห้ แล้วเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น ธิปอาละวาดอะไรคุณ”
            ปัณณทัตพรั่งพรูทุกอย่างออกมา พร้อมๆกับน้ำตาที่พยายามอย่างไรก็ไม่หยุด เขาไม่เพียงเล่าเฉพาะเรื่องราวที่เจอเล่นงานตอนเช้าเท่านั้น แต่ยังเล่าเรื่องความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นจนทำให้ชลาธิปหนีเขามาอยู่ที่นี่ด้วย
            “โธ่เอ๊ย คุณปัณ” เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างปัณและชลาธิปแล้ว หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรมากไปกว่านั้น เธอกำลังอึ้งกับสิ่งที่คนที่รักกันมากๆคู่นี้กำลังเผชิญ ยิ่งสีหน้าของทั้งปัณและชลาธิปที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าต่างเป็นห่วงซึ่งกันและกันยิ่งทำให้แทมมี่อยากจะช่วย หญิงสาวแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่รู้สึกดีใจที่ทั้งคู่ระหองระแหง ไม่มีความหึงหวงที่ปัณแสดงความเป็นห่วงเป็นไยผู้ชายที่ตนเคยรัก สิ่งเดียวที่มีตอนนนี้คือ อยากจะช่วย จริงๆ
            “คุณปัณทานโกโก้นะคะ ไม่อร่อยหรอก มันเป็นทรีอินวันน่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมยื่นแก้วโกโก้หอมกรุ่นให้ “แต่ว่ามันจะทำให้คุณสดชื่นขึ้น แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาซะให้ดี อย่าท้อนะคะ ธิปรักคุณมาก เลยรู้สึกกับเรื่องนี้เยอะ การแสดงออกเลยออกมาอย่างที่เห็น แล้วเดี๋ยวคุณค่อยเข้าไปดูแลธิปในห้อง เขาเป็นคนปากร้าย ดูเหมือนจะใจร้าย แต่เวลารักใครแล้ว เขารักมาก ฉันเชื่อว่าคุณก็รู้ในเรื่องนี้ และเชื่อว่าธิปยังรักคุณมากเหมือนเดิม คุณต้องสู้นะคะ”

เมื่อไล่อย่างไรปัณณทัตก็ไม่ไปไหนสักที ชลาธิปจึงอ่อนใจกับการไล่ให้อีกคนออกจากห้อง และทำได้เพียงแสดงท่าทีรำคาญเท่านั้น ส่วนร่างบางที่ตอนนี้บางลงไปอีกก็ทำเป็นไม่เห็นอาการนั้นเสีย เขาเอาแต่ป้อนข้าว ป้อนยา เช็ดตัว วัดไข้ บางครั้งก็บีบนวดตามจุดต่างๆทั่วร่างกาย นานหลายวัน จนทำให้ชลาธิปอาการดีวันดีคืน
            “หยิบแล็ปท็อปให้ผมหน่อย ผมจะทำงาน”
            “ผมไม่ให้ครับ”
            “เฮ้อ เลิกยุ่งกับผมเถอะปัณ ผมต้องทำงานนะ นี่ผมไม่ได้ทำงานมาหลายวันแล้วนะ มีเรื่องต้องสะสางเยอะแยะทั้งที่นี่ ทั้งที่โรงพยาบาล”
            “ก็ถ้าคุณหมอดูแลตัวเองดีตั้งแต่ต้น คุณหมอก็ไม่ต้องหยุดงานนานขนาดนี้หรอกครับ” ปัณพูดเสียงดังจนคนฟังอึ้ง .. ไม่บ่อยครั้งเลยที่ปัณทำเสียงดังและดุชลาธิป แต่เมื่อนึกได้.. “เอ่อ ผมว่าคุณหมอพักผ่อนอีกหน่อยเถอะครับ ไข้จะได้ไม่กลับมาอีก” เสียงก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
            “ขอแล็ปท็อปผมเถอะปัณ ถ้าคุณไม่เอามาให้ผม ผมก็เดินไปเอาเองได้อยู่ดี”
            “ถ้ามันทำให้คุณลำบากขนาดนั้น ผมจะจับมันโยนทิ้งนะครับ” เสียงของปัณเฉียบขาด เขาเหนื่อยหน่ายเหลือเกินแล้วกับท่าทีเฉยชาของชลาธิป และเบื่อที่ต้องเป็นคนเอาแต่โศกเศร้าด้วย เห็นทีปัณคนใหม่คงต้องออกโรงแล้วกระมัง
            “นี่..”
            “เลือกเอานะครับ ว่าจะพักแล้วได้แล็ปท็อปในวันพรุ่งนี้หรืออาจจะวันต่อๆไป กับให้ผมโยนมันทิ้งไปวันนี้เลย”
            แม้จะอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินอยู่บ้าง แต่แทมมี่ที่เอาหูแนบประตูและได้ยินเสียงสนทนานั้นเบาๆกลับหัวเราะคริกอย่างถูกอกถูกใจ
           

  นับเป็นครั้งแรกที่อังกูรได้พูดคุยกับชลาธิปเพียงลำพังสองต่อสองในห้องนอนของคนป่วย ที่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว อังกูรคิดเองในใจว่า คงได้พยาบบาลถูกคน
            “มีอะไรครับ ทำไมหน้าบึ้งขนาดนั้น” อังกูรถาม
            “ปัณนะ ผอมลงไปเยอะเลย” พูดเหมือนเพ้อกับตัวเองคนเดียว แต่ก็ดังพอที่อีกฝ่ายจะได้ยิน
            “อ๋อ ห่วง”
            “เปล่า” อีกคนปากแข็ง
            “ฮื้อ ก็ยอมรับมาเถอะว่าห่วง จะเป็นอะไรไปล่ะครับ”
            “เอ๊ะ ก็บอกว่าเปล่า”
            “หึ ก็ได้ครับ ผมแล้วแต่คุณธิปเลย ที่ผ่านมาผมตามใจคุณธิปกับคุณจันมาตลอดอยู่แล้ว คราวนี้ถ้าคุณธิปบอกให้ผมเชื่อว่าไม่ได้ห่วง ผมก็จะเชื่อแบบนั้นครับ” ชลาธิปเหล่ตามองคู่สนทนา รู้สึกว่ากำลังจะถูกเขากวนประสาท
            .. ไอ้นี่เปลี่ยนเป็นคนช่างประชดประชันแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร รอยยิ้มนั้นอีก มันกลายร่างเป็นเสือยิ้มง่ายตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ...
            “ถึงแม้ในใจของผมจะไม่เชื่อก็เหอะนะ” นั่นไง
            “เจ้ากูร” เสียงเข้มคล้ายดุ แต่เสือที่เคยเหมือนจะกลัวๆเขา มันหายไปแล้วล่ะ
            “แล้วตกลงเรื่องที่ทำให้หน้าบูด มีแค่นี้เหรอครับ ผมจะได้ไปบอกคุณปัณให้ดูแลตัวเองให้ดี กินเยอะๆ เพราะคุณธิปอยากให้คุณปัณอ้วนกว่านี้”
            “ฉันอยากให้เขากลับบ้าน” เสียงเข้มนั้น เรียบลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงถึงเจตจำนงค์ที่แท้จริง
            “ทำไมล่ะครับ?”
            “เฮ้อ..” จะยังไงซะอีกล่ะ ก็ห่วงนั่นแหละ ที่นี่น่ะมันไม่มีที่หลับที่นอนเหลือให้นอนสบายๆอยู่แล้ว
            “ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณปัณอยู่ที่นีสักพัก” อังกูรพูดขึ้น เสียงเป็นงานเป็นการไม่ต่างกัน เขาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงที่ที่ปัณเคยนั่งประจำ “นี่แหละประเด็นหลักวันนี้ที่ผมอยากจะคุยกับคุณหมอ”
            “ยังไง เพราะอะไร?”
            “ผมรู้สึกว่ามีคนตามมาสองสามวันแล้ว เมื่อวันก่อน ก่อนที่คุณปัณจะมาที่นี่วันนึง ต้นน้ำก็บอกว่าเห็นผู้ชายสามคนไม่น่าไว้ใจไปเดินคุยอะไรกันที่หน้าบ้านก็ไม่รู้ ตอนนี้ผมให้เจ้าสันต์จัดคนออกไปเฝ้าที่บ้านไว้ และจะมีการตรวจตราทุกชั่วโมง คุณธิป บ้านใหญ่อยู่ลึก บนถนนสายเปลี่ยว ถ้าไม่ตั้งใจจะไปที่นั่นจริง ไม่มีใครไปถึงตรงนั้นหรอกครับ ทางแยกไปเส้นทางอื่นก่อนจะถึงบ้านใหญ่มีเยอะแยะ” อังกูรสันนิษฐาน
            “สันต์ว่าไงบ้าง?”
            “พวกมันคงรู้ตัว สันต์ไม่พบอะไรผิดปกติ”
            “นายคิดว่าพวกมันเป็นใคร?”
            “ถ้าให้ผมเดา ผมว่าน่าจะเป็นเสี่ยเวนิช พ่อของคุณนิก้า แข่งขันไวน์งวดนี้เขาอยากชนะจริงๆ ไม่ใช่แค่เพื่อการตลาดของเขา แต่เพื่อตีตลาดของเราด้วย ตีให้ยับเยินน่ะครับ นั่นล่ะความต้องการที่แท้จริง”
            “เสี่ยเวนิช ไม่ได้ร้ายกับฉัน”
            “เสี่ยเวนิชไม่ร้าย แต่คุณนิก้าไม่แน่ ยิ่งรู้ตัวแล้วว่า ไม่มีทางได้คุณธิปแน่ๆ ผมยิ่งไม่รู้เลยว่าเธอทำอะไรได้บ้าง มีคนเคยบอกผมว่า อย่าทำให้ผู้หญิงโกรธ ถ้าไม่ใช่เสี่ยเวนิช แล้วใครล่ะ?”
            “ไม่รู้สิ” ชายหนุ่มสองคนสบตากัน สื่อสารกันทางสายตาที่ว่างเปล่าเช่นเดียวกัน
            “เฮ้อ ไม่ว่ายังไง ผมกับสันต์ก็จะคอยจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิดนะครับ แต่ระหว่างนี้ผมก็อยากให้คุณธิปเบาไม้เบามือกับคุณปัณเขาบ้าง คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง มาดูมาแล”
            “เฮ้อ...” อังกูรส่ายหน้ากับอาการถอนหายใจไม่หยุดหย่อนของอีกคน
            “นี่ผมไม่รู้ว่าควรเห็นใจคุณปัณที่เอาแต่ทำให้คุณธิปโกรธโดยไม่ได้ตั้งงใจ หรือเห็นใจคุณธิปที่ทำเป็นโกรธคุณปัณแต่จริงๆแล้วกำลังจะเป็นจะตายเพราะเป็นห่วงเขาอยู่”
            “นี่นายเป็นคนพูดมากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันวะ” อีกคนหัวเสีย แต่คนถูกกล่าวหากลับหัวเราะร่วน
            “เรื่องพี่ชายคุณปัณที่จะมาตามคุณปัณกลับบ้านไปเป็นของๆตัวน่ะ ผมว่าคุณปัณไม่คิดว่าเป็นเรื่องของคุณปัณหรอกครับ แต่เป็นเรื่องของพี่ชายเขาเพียงคนเดียว แค่ปฏิเสธไม่ลงเพราะตัวเองเป็นน้องและบ้านนั้นก็เหมือนเป็นผู้มีพระคุณ เชื่อผมเถอะ ข้อนี้ผมเข้าใจคุณปัณดี” อังกูรพูดจาหนักแน่น ใช่ เขาเข้าใจปัณ เพราะปัณและเขาต่างก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เป็น “ลูกเลี้ยงแสนรัก” แล้วจะทำให้คนที่รักและมีพระคุณชุบเลี้ยงกันมาขัดใจได้อย่างไร เขาไม่รู้ว่าหมอชลาธิปเห็นด้วย หรือ เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ เห็นได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก
            “อืม”
            “แต่ว่าเรื่องคุณธิป เป็นเรื่องของคุณปัณเสมอนะครับ ผมเห็นเขาดูแลเอาใจใส่อย่างดีทุกเรื่อง คิดแม้กระทั่งว่า ถ้ามาที่นี่แล้วอาการคุณหมอแย่ลง คุณปัณก็จะไม่มา และผมก็เชื่อว่านั่นคือความรัก ความห่วงไย ความปรารถนาดีที่คุณปัณมีให้กับคุณธิป และสิ่งที่คุณธิปเพิ่งพูดมาเมื่อกี้ว่าคุณปัณผอมไป นั่นก็เป็นความห่วงไยที่มาจากความรักเหมือนกัน การที่คุณธิปโกรธคุณปัณ ไม่ได้หมายความว่าคุณธิปเลิกรักคุณปัณใช่ไหม? เหมือนคุณธิปจะเคยพูดคำนี้ให้ผมฟังนะ แล้วทำไมคุณธิปต้องให้ผมเป็นคนเอามันกลับมาเตือนคุณเองด้วยล่ะ??” ชลาธิปไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าอย่างไร แต่ที่เขารู้มาตลอดก็คือ ความรักที่เขามีให้กับปัณนั้นยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ... นั่นสิ ทำไมถึงต้องให้อังกูรมาสอน มาบอก มาเตือนสติเขาด้วยล่ะ
            ชลาธิปมองย้อนกลับไปหาต้นตอที่ทำให้เรื่องราวมันค้างเติ่งอยู่ตรงนี้ ความรักที่เขามีต่อคนที่เขารักมันมากมายเหลือเกิน รักพ่อ รักแม่ รักพี่ ทุกคนล้วนจากไป รักครั้งแรก ก็พังทลายบิดเบี้ยวไม่เป็นท่า ชลาธิปรับเอาความอ้างว้างเข้าโอบอุ้มตัวเองอย่างช้าๆโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลก พอมีปัณเข้ามาเขาก็รีบเกาะปัณไว้ เหมือนเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เขาหลุดออกจากโลกที่แสนเดียวดายและอ้างว้างนั้น แล้วพอปัณไม่ได้อย่างใจ เขาก็จะโกรธจนแทบคลั่ง เสียใจหนักแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะความรู้สึกเหมือนคนทิ้งร้างมันกลับมาทำร้ายเขาอีกหน
            “ผิดที่ฉันเองสินะ” ชลาธิปพึมพำเบาๆ
            “แต่แก้ไขได้นะครับ ลองให้โอกาสตัวเองอีกสักครั้ง”
            “ได้สิ ปัณอยู่ที่ไหนล่ะ ฉันอยากเจอเขา” ชลาธิปพูด เขาจะลองดูอีกสักตั้ง ลองดูสิว่าความรักที่มากมายเกินไประหว่างคนสองคนมันจะไปรอดหรือเปล่า
            “อยู่กับคุณแทมมี่ข้างนอกน่ะครับ ช่วงนี้พอว่างก็จะชวนกันเดินเล่นบ่อยๆ” อีกคนบอกแล้วรีบออกไปจากห้องทันนที แต่ก็เป็นนานทีเดียวกว่าจะกลับมาด้วยหน้าตาตื่น
            “คุณธิปครับ คุณปัณกับคุณแทมมี่หายไป
!!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น