ลิลัว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 19

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 134

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2562 07:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19
แบบอักษร

 

 

บทที่ 19 

 

 

“เดี๋ยวๆ นี่คุณจะพาฉันไปไหน!!”

ม่านฟ้ายื้อกันต์ไว้สุดแขนเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็เธอเข้ามาในผับขนาดใหญ่ที่มีคนหนุ่มคนสาวยืนเบียดกันจนแน่น คิ้วได้รูปขมวดตึงเพราะก่อนออกมากันต์บอกแค่ว่าจะพาเธอไปกินมื้อค่ำเท่านั้น แล้วมื้อค่ำแบบไหนถึงมาอยู่ในผับที่เปิดเพลงเสียงดังจนหูอื้อ ที่สำคัญ ม่านฟ้าอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดเก่าๆ แถมยังสวมรองเท้าแตะเข้ามาด้วย โชคดีแค่ไหนแล้วที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการ์ดของผับเข้ามาลากตัวเธอออกไป

“หยุดก่อนคุณ!! ฉันบอกว่าให้หยุดไงล่ะ!!”

หญิงสาวรวมแรงที่มีทั้งหมดดึงแขนของตัวเองออกจากมือใหญ่ๆ ของกันต์ ขมวดคิ้วแน่นขณะจ้องไปยังชายหนุ่มที่ค่อยๆ หันมามองด้วยตาดุสีเข้ม

“เอะอะอะไรของเธอ” กันต์ถามเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงรอบตัว “ไม่อายรึไง คนมองกันหมดแล้ว”

“แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไมล่ะ ไหนบอกว่าจะออกมากินข้าวไง ข้าวคุณเขาขายกันที่นี่งั้นเหรอ”

“แล้วถ้ามีให้กินเธอจะหยุดโวยวายแล้วตามฉันมาดีๆ รึเปล่า”

“ห๊ะ! อ๊ะ!!”

ม่านฟ้าไม่มีโอกาสได้ตอบคำถามเพราะทันทีที่กันต์พูดจบ ชายหนุ่มก็คว้ามือของเธออีกครั้งก่อนจะพาลากตัวให้เดินต่อโดยไม่สนใจว่าเธอจะยินยอมรึเปล่า แต่ก็แน่ล่ะ อย่างกันต์เคยมาสนใจความรู้สึกของเธอที่ไหนกัน

สุดท้ายการต้องยอมเดินตามกันต์ไปก็เป็นทางออกเดียวของม่านฟ้า หญิงสาวก้มหน้างุดเพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใครแม้แต่คนเดียว มือน้อยจำเป็นต้องเอื้อมไปรั้งเสื้อเชิ้ตของกันต์ไว้เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ม่านฟ้าเคยนั่งรถผ่านผับแห่งนี้อยู่หลายครั้ง แต่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาและได้รู้ว่าทุกๆ ตารางนิ้วในนี้มีผู้คนมากมายยอมเสียเงินเพื่อเข้ามายืนเบียดกัน ไอ้เสียงเพลงที่ดังจนทำให้ปวดหัวนี่มันดียังไงนะ แล้วไหนจะกลิ่นเหล้า กลิ่นตัว และกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ที่ตีกันให้คลุ้งไปหมดนี่อีก

หญิงสาวถอนหายใจพร้อมกับพยายามเร่งฝีเท้าให้ทันกับความเร็วของกันต์ เกือบจะล้มหน้าคะมำหลังต้องก้าวขึ้นบันไดวนเหล็กเพื่อไปยังชั้นสองของร้าน ตอนนี้ม่านฟ้าแน่ใจเต็มร้อยว่ากันต์ไม่ได้จะพาเธอมากินข้าวเหมือนอย่างที่บอก แต่จะพามาทำอะไรนั้นเธอเองก็ยังเดาไม่ได้

“ไอ้กันต์ทางนี้!”

ม่านฟ้าหันมองโดยอัตโนมัติแม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ได้เรียกชื่อเธอก็ตามที ผงะเล็กน้อยหลังพบว่ามีคนเยอะแยะไปหมดกำลังปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงนั้นด้วย หลายคนหันมาโบกไม้โบกมือและเรียกกันต์ และบางคนก็มองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ ที่ทำให้เธอไม่อยากจะเดินเข้าไป

“รีบมานี่เลยไอ้คุณกันต์” เจ้าของเสียงเดิมเรียก “อ้าวม่าน เธอก็มาด้วยเหรอ แล้วนี่อะไร ทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้มา คนละเรื่องกับที่แต่งไปงานวันก่อนเลยนะ”

ม่านฟ้าหลบตาคนถามเพราะรู้สึกอายขึ้นมาที่ถูกทัก แถมยังโกรธด้วยโดนกันต์หลอกมาแบบนี้ ชายหนุ่มควรบอกเธอตรงๆ ว่าจะมาปาร์ตี้ที่ผับ ถึงจะปฏิเสธไม่ได้แต่อย่างน้อยเธอก็จะได้เปลี่ยนชุดที่ดูดีกว่านี้สักหน่อย

“กะว่าจะอยู่แค่แป๊บเดียวน่ะไอ้โรม”

“อะไรวะ ปาร์ตี้ใหญ่ทั้งที จะมาอยู่แค่แป๊บๆ ได้ไง” ตะวันบ่นและค่อยมองกลับมาที่ม่านฟ้าอีกครั้ง “ไหนๆ ก็มาแล้ว อยู่สนุกกันสักพักก็แล้วกัน”

ม่านฟ้าไม่แน่ใจว่าเธอควรจะตอบอย่างไร หญิงสาวหันมองกันต์เพื่อขอความช่วยเหลือแต่ว่าชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเธอแล้ว กันต์เดินเข้าไปในวงปาร์ตี้และทักทายคนนั้นคนนี้อย่างสนุกสนาน รอยยิ้มกว้างๆ ที่ทำให้รู้สึกหมั่นไส้นั่น ปรกติแล้วชายหนุ่มจะทำให้เธอเห็นก็ต่อเมื่อเราอยู่บนเตียงด้วยกันเท่านั้น

“เข้าไปสิ เพื่อนกันทั้งนั้น มีหลายคนเลยล่ะที่อยากรู้จักเธอ”

ได้ยินแบบนี้ม่านฟ้ากลับรู้สึกไม่อยากเข้าไปมากขึ้นไปอีก เธอถอนหายใจและมองไปยังกลุ่มเพื่อนของกันต์และตะวันที่น่าจะมีกันประมาณยี่สิบกว่าคน แต่ละคนดูดีไม่ต่างอะไรกับดาราและกับสนุกสนานกันในปาร์ตี้ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสิร์ฟไม่อั้น ความมืดที่มีแค่ไฟแบล็กไลฟ์ฉาบทำให้ทุกคนกล้าที่จะแตะเนื้อต้องตัวกันโดยไม่รู้สึกกระดากอาย อย่างเช่นผู้หญิงสวยคนนั้นที่กำลังใช้มือลูบไล้แผงอกของกันต์ไปพร้อมๆ กับการกระแซะเข้าไปใกล้จนแทนจะไม่เหลือระยะห่างอยู่แล้ว

“เธอเป็นเด็กใหม่คุณกันต์เหรอ”

คำถามแหวกเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มออกมาดึงความสนใจของม่านฟ้าไป หญิงสาวรีบหันไปมองเจ้าของคำถาม ตกใจนิดหน่อยที่พบว่าคนตรงหน้าคือดาราหน้าใหม่ที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ตอนนี้ ม่านฟ้าจำชื่อหล่อนไม่ได้หรอก แต่มั่นใจว่าเคยเห็นรูปของคนคนนี้ติดอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยแน่ๆ

“คุณ..ถามฉันเหรอคะ”

“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เธอมาพร้อมกับคุณกันต์นี่” ดาราสาวตอบ “พักหลังมานี้คุณกันต์ไม่ค่อยมาที่นี่ คงเพราะกำลังเห่อเธออยู่สินะ”

เพราะอะไรไม่รู้ม่านฟ้าถึงได้รู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ ที่ได้ยินอะไรแบบนี้ เธอถอนหายใจและแกล้งมองไปทางอื่นหลังรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้สายตาสำรวจตนเอง อยากจะตะโกนใส่หน้ากลับไปจริงๆ ว่ากันต์ไม่ได้เห่ออะไรเธอเลย แต่หมอนั่นกลัวจะใช้งานเธอไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปต่างหาก

“คงลำบากมากใช่ไหม อย่างคุณกันต์น่ะ ไม่ได้จะรับมือกันได้ง่ายๆ เลยนะ แต่ไม่ต้องห่วง อีกไม่ถึงเดือนเขาก็เบื่อเธอแล้วล่ะ ตั้งแต่ที่เขากับฉันเลิกกัน เธอก็เป็นคนที่สี่แล้วมั้งที่เขาควงมาที่นี่”

ม่านฟ้าร้องอ๋ออยู่ในใจหลังได้รู้เรื่องราวในอดีตของกันต์และคนคนนี้ทั้งที่ไม่อยากรู้ เธอพยักหน้าและหันกลับไปมองชายหนุ่มตัวต้นเหตุ ทั้งหงุดหงิดและเซ็งที่เห็นว่าอีกฝ่ายยังสนุกอยู่ในวงปาร์ตี้ขี้เหล้านั่น แล้วปล่อยให้เธอต้องรับมือกับคู่ควงคนเก่าของตัวเองอยู่คนเดียว

“ฉันก็หวังว่าคุณจะพูดถูกนะคะ อย่างที่ว่า ตอนนี้ฉันกำลังลำบากมาก มันคงจะดีถ้าเขารีบเขี่ยฉันทิ้งไปซะ”

“ถึงวันที่ถูกเขี่ยทิ้งขึ้นมาจริงๆ เมื่อไหร่ หวังว่าเธอจะไม่ร้องไห้นะ”

“ไม่หรอกค่ะ เพราะฉันหวังว่าจะมีวันนั้นจริงๆ มากกว่า”

ถึงจะฟังเหมือนโอ้อวด แต่ม่านฟ้าก็หวังให้มันเป็นจริงเสียมากกว่า เธอถอนหายใจและมองไปที่กันต์อีกที จากนั้นก็ตัดสินใจเดินหลบออกมาเพราะไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับดาราสาวที่ตัวเองจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่ออีก ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้เลยว่าเธอมาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไร คู่ควงคนใหม่ของกันต์อย่างนั้นเหรอ มันไม่ได้ฟังดูแย่ไปหน่อยเหรอกับคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรที่ถูกเพื่อนหลอกมาขายเพื่อปลดหนี้อย่างเธอน่ะ

เสียงเพลงที่ดังอยู่ทั่วบริเวณรบกวนความคิดของม่านฟ้ามากเหลือเกิน เธอยืนอยู่ตรงบันไดและมองลงไปยังด้านล่างที่มีนักเที่ยวชายหญิงยืดเบียดเสียดกัน ทุกคนดูสนุกและมีความสุขกับการได้แย่งอากาศกันหายใจ ในขณะที่ชั้นสอง กลุ่มที่กำลังจัดปาร์ตี้กันก็เริ่มส่งเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงจนน่ารำคาญ ถ้าไม่เพราะกลัวว่ากันต์จะโกรธจนหาวิธีเอาคืนกันอีกล่ะก็ ม่านฟ้าคงออกไปจากที่นี่และเรียกแท็กซี่กลับหอตั้งแต่ตอนนี้เลย

หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้งจากนั้นก็ค่อยลงบันไดมายังบาร์ที่อยู่ชั้นล่างตามลำพัง เธอมีเงินติดตัวมาไม่มากนักแต่ก็น่าจะพอซื้อน้ำเปล่าดื่มได้ ทั้งที่เข้ามาอยู่ในผับหรูขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับมีปัญญาซื้อได้แค่น้ำเปล่าแบบนี้ ไม่เรียกว่าน่าสมเพชก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้ว

“ขอน้ำเปล่าหนึ่งขวดค่ะ”

“คะ...รับแค่น้ำเปล่าเหรอคะ”

ม่านฟ้ามองตาพนักงานสาวประจำบาร์ตาปริบๆ หลังเห็นหล่อนทำหน้างงใส่เธอ ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าเธอแค่โดนลากมาเท่านั้น ไม่ได้มีใจอยากจะมาเที่ยวหรือดื่มน้ำเปล่าเล่นๆ ในนี้เลย

“เอ่อ....ค่ะ พอดีฉันแค่มานั่งรอเพื่อนน่ะ”

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะคะ”

พนักงานสาวตอบรับพร้อมกับรอยยิ้ม จากนั้นก็หันหลังไปเพื่อหยิบน้ำที่แช่อยู่ในตู้ให้ม่านฟ้า เท่าที่มองเธอคิดว่าพนักงานคนนี้ดูสวยมากทีเดียว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่หล่อนดูสวยสำหรับเธอนั่นเพราะหล่อนสวยจริงๆ หรือแค่เพราะในนี้มันมืดเกินกว่าจะมองเห็นใครได้ถนัดๆ

“นี่ค่ะ แปดสิบบาท”

ม่านฟ้าชะงักเล็กน้อยหลังรู้ราคาของน้ำเปล่าที่ขายในนี้ ถ้าออกไปซื้อที่ร้านของชำฝั่งตรงข้าม เธอสามารถซื้อมันได้ในราคาไม่เกินสิบห้าบาทด้วยซ้ำไป แต่ก็นั่นแหละ สถานที่แบบนี้มักบวกราคาสินค้าเข้าไปหลายเท่าอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงทำกำไรไม่ได้ตามเป้าอย่างแน่นอน

แบงก์ยี่สิบและเหรียญที่อยู่ก้นกระเป๋าถูกควักออกมาจ่ายเป็นค่าเครื่องดื่ม ม่านฟ้านับมันอยู่หลายรอบจนแน่ใจว่าไม่ได้ตกหล่นไปแม้แต่บาทเดียว ยิ้มเจื่อนให้พนักงานที่ยืนรออย่างอดทน จากนั้นก็ค่อยเปิดขวดและดื่มน้ำเพื่อดับกระหายอยู่ตรงหน้าบาร์

“ส่วนนี่ฉันเลี้ยงค่ะ”

หญิงสาวค่อยๆ ลดขวดน้ำที่กำลังดื่มอยู่ลง จากนั้นก็มองไปยังกล่องน้ำผลไม้ที่พนักงานสาวคนเดิมวางไว้ให้ หล่อนยิ้มให้เธอพร้อมๆ กับเลื่อนมันมาตรงหน้า ใครจะคิดว่าในที่แบบนี้ก็มีน้ำใจถูกหยิบยื่นให้ได้ง่ายๆ

“ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันซื้อมาจากข้างนอกค่ะ สิบสองบาทเอง คุณมารอเพื่อนแบบนี้ ให้ดื่มแค่น้ำเปล่าคงน่าเบื่อแย่”

น้ำใจจากคนแปลกหน้าทำให้ม่านฟ้าตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เธอมองหล่อนและยิ้มให้บางๆ จากนั้นก็หยิบน้ำผลไม้และใช้หลอดเจาะดูดต่อหน้าเธอ หญิงสาวตั้งใจว่าจะนั่งรอกันต์อยู่แถวนี้จนกว่ากันต์จะปาร์ตี้เสร็จ ถึงตรงนี้คนจะเยอะไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครเข้ามาพูดจาน่ารำคาญแบบที่เพื่อนของกันต์ทำก็แล้วกัน

 

*** 

 

“พี่เกตุขอแกเหรอวะ”

ตะวันถามออกไปทันทีหลังกันต์บอกว่า ตัวเองอาจไม่ได้แวะมาที่นี่รวมถึงผับของตัวเองอีกพักใหญ่ๆ เขาเดาว่านี่น่าจะเกี่ยวกับการลงเล่นการเมืองของญาดา เพราะไม่อย่างนั้นคนอย่างกันต์ก็คงไม่หยุดทำเรื่องที่ทำมาตลอดแบบนี้หรอก

“อย่างพี่เกตุไม่มีทางขอให้ฉันทำแบบนั้นหรอก” กันต์ตอบก่อนจะจิบเหล้าเข้าปากไปนิดหน่อย ปรับท่านั่งให้สบายมากขึ้นหลังหญิงสาวหน้าใสที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนได้ผละออกไป “แต่ก็อย่างที่แกเห็นนั่นแหละ ชื่อเสียงกับความน่าเชื่อถือของพี่เกตุมันขึ้นกับฉันด้วย ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่เกตุต้องพลาดตำแหน่งสำคัญ”

“ก็แล้วแต่แกแล้วกัน ไว้รอให้พี่เกตุชนะเลือกต้องก่อนก็ได้ ถึงตอนนั้นค่อยมาสนุกกันให้สุดเหวี่ยงกันอีกที” ตะวันยอมรับในการตัดสินใจของเพื่อน “ว่าแต่ถ้าต้องเก็บตัวแบบนี้ แกก็ไม่ได้เจอกับเด็กหน้าใหม่เลยน่ะสิ”

“แล้วไง เห็นฉันเป็นพวกใช้คนเปลืองไปได้”

“มันแน่อยู่แล้ว ก็ปรกติแล้วแกเล่นกับของชิ้นเดิมได้กี่วันกันเชียว อย่างม่านนี่ก็เดือนกว่าแล้วใช่ไหม”

แทนที่กันต์จะเถียงกลับ เขากลับจิบเหล้าเพิ่มอีกนิดและกวาดตามองหาม่านฟ้าที่ควรจะนั่งดื่มอยู่แถวๆ นี้รอเขา ใจหายพิลึกที่จนถึงตอนนี้กันต์ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของม่านฟ้า นี่อย่าบอกนะว่าเด็กนั่นแอบหนีกลับไปก่อนอีกแล้ว

“ม่านไม่อยู่นี่” เขาพูดขึ้นทันทีหลังแน่ใจม่านฟ้าไม่ได้อยู่แถวนี้แน่นอน จากนั้นก็ค่อยลุกขึ้นและเดินมาที่เฉลียงเพื่อมองลงไปยังด้านล่าง หงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคิดว่าหญิงสาวมักทำอะไรขัดใจเขาเสมอ ม่านฟ้าไม่เคยจำเลยสักนิดสินะว่าผลของการทำให้เขาโกรธมันเป็นยังไง

ตาคมไล่หาหญิงสาวตัวป่วนท่ามกลางนักเที่ยวชายหญิงที่กำลังสนุกกันอยู่ โดยกันต์หวังว่าจะได้เห็นม่านฟ้ากำลังนั่งดื่มหรือไม่ก็ยืนคุยอยู่กับใครสักคนเพื่อฆ่าเวลาขณะรอเขา หงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ดูเหมือนว่าความหวังของเขากำลังริบหรี่ ม่านฟ้าไม่ได้อยู่ข้างล่าง เผลอๆ จะไม่ได้อยู่ในผับแห่งนี้แล้วด้วยซ้ำ

เอ๊ะ นั่นมัน... 

คิ้วหนาค่อยๆ ขมวดเข้าหากันขณะที่ตาจ้องไปยังหญิงสาวตัวบางที่อยู่ด้านล่าง เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นที่เห็นเป็นชุดเดียวกับที่ม่านฟ้าใส่มาแน่ๆ แต่กันต์กลับอยากให้ตัวเองตาฝาดไม่ก็คิดผิดมากกว่า แน่สิ ก็ใครอยากจะเห็นคนของตัวเองยืนกอดกับใครก็ไม่รู้เหมือนที่ม่านฟ้ากำลังทำอยู่ล่ะ

ความโกรธพุ่งจากหนึ่งถึงร้อยในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น กันต์กำหมัดแน่นขณะรีบสาวเท้าลงบันไดและตรงไปหาเป้าหมายที่อยู่ตรงโต๊ะใหญ่ห่างจากบาร์ไปไม่มาก แน่ใจมากขึ้นว่าคนที่กำลังกอดอยู่กับคนแปลกหน้าเป็นม่านฟ้าจริงๆ หลังได้เห็นเสี้ยวหน้าที่ซบอยู่บนแผงอก กันต์ไม่อยากจะเชื่อว่าม่านฟ้าจะทำแบบนี้จริงๆ

“ม่าน!! ทำบ้าอะไรของเธอห๊ะ!!” กันต์ตะคอกเสียงดังพร้อมกับกระชากม่านฟ้าออกมาจากอ้อมกอดคนแปลกหน้า ตาคมจ้องถมึงทึงด้วยว่าทั้งโกรธและไม่เข้าใจที่จู่ๆ หญิงสาวก็ทำแบบนี้ “ยัยตัวแสบ! ฉันเผลอแค่แป๊บเดียวเธอก็มากอดกับคนอื่นเนี่ยนะ!”

“คุณ..ณ...ณ.”

ความโกรธถูกดึงต่ำลงหลังกันต์ได้ยินเสียงเรียกของม่านฟ้า ก่อนจะต้องแปลกกับท่าทีที่ดูโงนเงนแปลกๆ ด้วย ม่านฟ้าเมาอย่างนั้นเหรอ ไม่น่าจะใช่ ก็เขาไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากเด็กนี่เลยนี่

“คุณ...ฉัน...”

“อะไรวะลุง! มาทีหลังก็ไปหาคนใหม่ดิ่! ทำแบบนี้มันวอนตีนกันนี่หว่า”

!!!!

กันต์หันขวับไปที่เจ้าของประโยคก่อนจะไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า คนที่พูดน่าจะอายุน้อยกว่าเขาไม่กี่ปี แต่การแต่งตัวค่อนข้างภูมิฐานแถมใส่แบรนด์เนมทั้งตัวไม่เว้นแม้แต่สร้อยข้อมือเส้นเล็กๆ นั่น

“นายเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้จะมาตกเด็กต่อจากใคร แต่เด็กนี่เป็นคนของฉัน และฉันก็อยากได้เด็กของฉันคืน” กันต์อธิบายหน้านิ่ง แต่ลึกๆ กลับรู้สึกกังวลกับอาการของม่านฟ้าที่ดูเหมือนคนเมานี่มาก “ม่าน.. ได้ยินฉันไหม เธอดื่มอะไรเข้าไป”

“ฉัน...ฉัน..”

“อย่ามาต่อแหลดีกว่าน่ะลุง ก็เห็นอยู่ว่าเด็กนี่มาคนเดียว มาอ้อนขอให้เลี้ยงเหล้า พอได้กินฟรีแล้วจะชิ่งหนีไปง่ายๆ เนี่ยนะ” คู่กรณีไม่ยอม “อย่ามีปัญหาเลยลุง ส่งเด็กนั่นมาแล้วลุงก็ไปหาเด็กคนอื่นเอาเหอะ”

โดยปรกติกันต์ก็ไม่ได้จะเป็นคนใจเย็นอะไรนักอยู่แล้ว เจอคนอวดดีแถมเรียกเขาว่าลุงแบบนี้เข้าไป ความโกรธก็เลยพุ่งขึ้นสูงได้อย่างรวดเร็ว

“ข้อแรก” กันต์ตอบกลับพร้อมกับชี้หน้าอีกฝ่าย “กูไม่เคยมีหลานแบบมึง ข้อสอง เด็กนี่เป็นเมียกู มึงไม่มีสิทธิ์เอามือสกปรกของมึงมาแตะต้อง!”

“ไอ้สัส!! พูดแบบนี้ก็สวยสิ”

“เฮ้ย!!!! หยุดๆๆๆๆ” เสียงของคนที่ใครๆ ต่างรู้กันดีว่าเป็นเจ้าของผับดังแทรกเสียงอึกทึกเข้ามา ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งปราดมาร่วมวงด้วยอย่างรวดเร็ว ตะวันถอนหายใจก่อนจะมองไปทางม่านฟ้าที่เกือบจะยืนเองไม่ไหว ส่ายหน้าไปมาเพราะพอจะเดาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น “ใจเย็นๆ ดิ่วะ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน”

“ก็เฮียโรมดูไอ้เหี้ยนี่ดิ่ จู่ๆ ก็จะมาตกเด็กผมไป” นักเที่ยวหัวร้อนรีบฟ้อง “เด็กนี่มันบอกว่ามันมาคนเดียว แถมยังขอให้ผมเลี้ยงเหล้ามันด้วย มันบอกว่าถ้าผมเลี้ยงเหล้ามัน มันจะกลับไปกับผม”

“ไอ้..”

ตะวันรีบยกมือขึ้นปรามกันต์หลังเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายใกล้จะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว “เดี๋ยวฉันจัดการเอง แกพาม่านไปนั่งก่อนไป” จากนั้นก็ค่อยหันกลับไปหาลูกค้าของตนที่เขารู้อยู่แก่ใจว่ากำลังพูดโกหกคำโต “ส่วนมึง..ออกจากผับของกูไปเลย”

“ว่าไงนะ!! นี่เฮียไล่ผมเหรอ”

“เออ กูไล่มึง แล้วกูก็จะไล่เด็กกูที่มอมยาเด็กนั่นมาขายมึงด้วย”

บรรยากาศเปลี่ยนไปแทบจะทันทีหลังตะวันพูดออกมาถึงเรื่องที่ตัวเองรู้ คิ้วของเขาขมวดแน่นขณะหันไปมองพนักงานเสิร์ฟสาวตรงบาร์ ก่อนหน้านี้เขาก็พอจะรู้อยู่บ้างว่า มีพนักงานของผับแอบวางยาลูกค้าที่มาคนเดียวหรือแยกตัวออกจากลุ่มเพื่อนแล้วเอาไปขายให้พวกเสือสิงห์ที่หิวเซ็กส์ แต่เพราะไม่เคยมีหลักฐานและผู้เสียหายก็ไม่เคยกลับมาเอาเรื่อง เขาเลยแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เรื่อยมาจนกระทั่งเรื่องบัดซบนี่ก็มาเกิดกับคนใกล้ตัวนี่แหละ

“รีบออกไปเลยไป ทั้งมึงและก็เพื่อนมึงที่นั่งอยู่โต๊ะ แล้วต่อไปมึงก็ไม่ต้องมาเหยียบผับกูอีก”

“มึงกล้าพูดแบบนี้กับกูเหรอ มึงก็รู้นี้ว่าพ่อกูเป็นใคร”

“แล้วมึงรู้รึเปล่าว่าไอ้เด็กนั่นมันเป็นคนของใคร” ตะวันย้อนถาม “คนที่มึงชี้หน้าเรียกว่าลุงมันมีปัญญาปิดที่นี่ได้เลยด้วยซ้ำ พ่อมึงที่ว่าใหญ่ก็ยังต้องยกมือไหว้มัน ไปๆ รีบออกไปให้พ้นหูพ้นตากู กูไม่อยากเดือดร้อนเพราะความเงี่ยนของมึงกับเพื่อน”

ถึงเรื่องนี้จะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่โตในสายตาของใครหลายๆ คน แต่สำหรับตะวันหากเขาต้องการที่จะให้ธุรกิจของตัวอยู่ไปได้นานๆ มันย่อมดีกว่าถ้ารีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม คิดดูสิว่าคนจะมองยังไง ถ้ามีใครมาเที่ยวแล้วถูกมอมยาพาตัวไปรุมโทรมได้ง่ายๆ แบบที่คนพวกนี้เกือบจะทำกับม่านฟ้า

“ได้.. มึงได้เจอฤทธิ์พ่อกูแน่!!”

“เออ เชิญมึงวิ่งไปฟ้องพ่อมึงเลย” ตะวันตอบกลับคำสุดท้ายก่อนจะโบกมือเรียกให้การ์ดของผับมาพาตัวลูกค้าที่สร้างปัญหาออกไปให้หมด จากนั้นก็เดินไปหากันต์ที่กำลังแก้ปัญหาด้วยการให้ม่านฟ้าดื่มน้ำเปล่าตามเยอะๆ “เป็นไงบ้างวะ”

“ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ โดนตัวไหนเข้าไปก็ไม่รู้”

ปัญหานี้แก้ไม่ยากเลยเพราะตะวันรู้ดีว่าต้องถามเอาจากใคร เขาหันไปมองพนักงานสาวประจำบาร์อีกครั้ง จากนั้นก็กวักมือเรียกเร็วๆ

“เอาอะไรเด็กนี่กิน”

“เอ่อ..นะ..หนู หนูไม่รู้ว่าน้องเขาเป็นเด็กของคุณกันต์ค่ะ” พนักงานสาวรีบแก้ตัว “น้อง...น้องเขาบอกว่าเขามารอ..”

“ฉันถามว่าเธอเอาอะไรให้เด็กนี่กิน!!”

“คะ...เคค่ะ! ตะ...แต่หนูใส่ไปไม่เยอะนะคะ”

ตะวันหัวเสียหนักกว่าเดิมหลังรู้ว่าม่านฟ้าถูกมอมด้วยยาชนิดรุนแรง ก่อนจะรับใครเข้าทำงานเขาก็กำชับหนักแน่นแล้วแท้ๆ ว่าไม่อยากให้คนที่นี่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับของพวกนี้ เพราะถ้าเรื่องถึงตำรวจ จะไม่ใช่คนเพียงคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ

“ไปที่แผนกบุคคลแล้วขอเบิกค้าจ้างคืนนี้เลย แล้วพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาทำงานที่นี่แล้ว”

“คะ....คุณโรม! หนู..หนูขอโทษ..คุณโรมอย่าไล่หนูออกเลยนะคะ”

“อย่ามาเซ้าซี้น่า ออกไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีก”

“ตะ..แต่ว่า..”

ตะวันใช้ตาดุๆ จ้องอดีตพนักงานของตัวเองทันที บ่งบอกว่าเขาไม่อยากฟังคำแก้ตัวหรือคำอธิบายใดๆ ผิดก็คือผิด แค่ที่เขาไม่แจ้งความจับก็ถือว่าใจดีมากแล้ว

สุดท้ายหญิงสาวดวงตกก็จำต้องเดินออกไปอย่างไร้ทางเลือก ส่วนตะวันก็หันกลับไปหากันต์กับม่านฟ้าที่ตอนนี้ดูจะทุลักทุเลมากกว่าเดิม แน่ล่ะ จนถึงตอนนี้ม่านฟ้าก็น่าได้ยาไปเกินยี่สิบนาทีแล้ว ในหัวของเด็กนี่คงเห็นตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆเลยทีเดียว

“อา...ฉันลอยอยู่...อือ....คุณ..”

“ลอยอะไรกันล่ะ รีบๆ ดื่มน้ำเข้าไปสิม่าน”

“น่าจะไม่ได้ผลแล้วว่ะ” ตะวันว่า “ฉันว่าแกพาม่านกลับไปก่อนดีกว่า อีกสิบนาทีก็น่าจะพูดไม่รู้เรื่องแล้ว”

“นั่นแหละที่ฉันห่วง เกิดฮีตขึ้นมาตอนอยู่ในรถ ฉันคงได้ขับแหกโค้งแน่ๆ” กันต์ขมวดคิ้วเป็นปมคิดหนัก “วีไอพีที่ชั้นสามว่างไหมวะ”

“ว่างอยู่แล้ว แต่แกจะใช้เหรอ ตื่นมาตอนเช้าเด็กนี่ได้ช็อคตายแน่ที่พบตัวเองนอนอยู่ที่ไหน”

“เรื่องนั้นช่างก่อนเถอะ ขอฉันพาม่านออกจากตรงนี้ก่อนก็พอ”

“เออๆ งั้นก็ตามมา เดี๋ยวฉันเปิดห้องใหญ่ให้แกเลย”

เจ้าของสถานที่พูดเสียงเครียด ก่อนจะรีบเดินนำกันต์กับม่านฟ้าไปยังห้องวีไอพีตรงชั้นสามที่รู้กันดีกว่า จุดประสงค์ของห้องนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อให้แขกกระเป๋าหนักเปิดห้องเพื่อเข้าพักผ่อนแต่อย่างใด…

 

 

 

โปรดติดตาม 

 

ตอนที่เขียนบทนี้กับบทที่ 20 เสร็จ 

คิดอยู่หลายตลบว่าจะตัดออกดีไหม เพราะส่วนตัวคิดว่าไม่มีก็ได้ (มั้ง)  

แต่ก็พิมพ์ไปซะเยอะเลย ยาวมาก ไม่ใส่เข้าไปก็น่าเสียดายอีก 

ถ้ายังไงก็คิดซะว่าอ่านเอาสนุกแล้วกันนะคะ  

ค่อยไปดราม่า+สาระกันบทอื่นๆ ต่อเนอะ ^^” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น