++oneway++

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 8 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 54

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2562 06:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 [100%]
แบบอักษร

Chapter 8 

 

ผมกับลูซีนใช้ปีกบินกลับบ้าน พอใกล้เขตที่ชาววัลฮัลนาอาศัยอยู่จึงเปลี่ยนจากบินเป็นเดินด้วยเท้าเปล่า สองมือกุมกันไว้ตลอด พอมาถึงบ้านลอยฟ้าก็มองซ้ายแลขวาก่อนจะกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าห้องครัว พบว่านูราซิลทำอาหารเสร็จแล้ว กลิ่นหอมน่าทานทั้งที่อาหารเหล่านี้ทำมาจากผลไม้ 

แต่มันไม่ใช่ผลไม้ธรรมดาไง 

ผมนั่งกินผลไม้ในจานจนหมดก่อนจะลงไปอาบน้ำพร้อมคู่ผูกพันทั้งสองตน เมื่ออาบน้ำเสร็จก็เข้าห้องนอน นูราซิลขอให้เล่าเรื่องโลกใบเดิมของผมให้ฟัง ผมก็เล่าเกี่ยวกับการใช้ชีวิต บ้านเรือน การเรียน อาชีพ ลูซีนที่นอนฟังด้านข้างยังตื่นเต้นตามเพราะเขาอยากรู้ว่ารถยนต์เป็นยังไง ผมก็บอกลักษณะภายนอกให้เขาฟังว่าเป็นรถสี่ล้อ เป็นพาหนะในการเดินทางแทนการใช้ปีกบิน พี่น้องทั้งสองค่อนข้างตื่นเต้นมาก 

“ส่วนเรื่องความรัก ไฮเพอเรียนเรียกว่าสามี เกลนดอนลาเรียกว่าภรรยา ในโลกของข้าไม่เหมือนวัลฮัลนาตรงที่พวกเรามีเพียงภรรยาเดียว ซื่อสัตย์กับคนนั้นจนชั่วชีวิต หากเลิกรักก็หย่าขาดและสามารถหาคู่ใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้ความตายในการแยกจากกัน” ผมบอกก่อนที่ลูซีนจะเม้มปากเล็กน้อย 

“มีหลายภรรยาไม่ดีรึ?” 

“ข้าถามเจ้าหน่อย” 

“ถามอะไรล่ะ” 

“หากข้ามีเกลนดอนลาเพิ่มอีกหนึ่งตน...” 

“ข้าไม่ยอม!” คราวนี้นูราซิลกับลูซีนรีบเอ่ยแย้งพร้อมกัน 

“เห็นไหมล่ะ คนเป็นภรรยาก็ไม่อยากใช้สามีร่วมกับใคร อยากให้สามีรักและเป็นของตนเพียงผู้เดียว ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อยสิ พวกเจ้ารู้สึกอึดอัดหรือไม่ที่ต้องมีไฮเพอเรียนตนเดียวกัน” 

“ข้ายอมรับเรื่องธรรมชาติเหล่านี้ได้ วัลฮัลนาสร้างมาเช่นไรก็จงเป็นเช่นนั้น หากเจ้าลองสังเกตวัลฮัลนาดีๆ จะพบว่าไฮเพอเรียนมีจำนวนน้อยกว่าเกลนดอนลาค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อเพิ่มประชากรพวกเราจึงยอมรับกฎเช่นนี้ได้ ไฮเพอเรียนบางตนมีคู่ผูกพันเป็นร้อย” 

“ร้อยตนเชียวรึ?” ผมถามด้วยความตกใจ 

“ใช่ หากรูปงามย่อมมีเกลนดอนลาสนใจมากมาย” 

“ข้าดีใจที่เจ้าอัปลักษณ์” ลูซีนบอกพร้อมยิ้มกว้าง 

“แต่ข้าเสียใจยิ่งนัก หน้าตาอัปลักษณ์สิ้นดี” 

“ช่างเถิด รูปงามหรือไม่ ไม่สำคัญหรอก มันสำคัญที่เจ้ามีจิตใจดีงามต่างหากเล่า” นูราซิลบอกก่อนที่แก้มใสจะแดงระเรื่อ ผมยื่นมือไปหยิกแก้มเขาทันที 

“หมั้นเขี้ยวยิ่งนัก” 

“เจ้าแกล้งข้า” 

“เจ้าอยากพูดจาเช่นนี้เอง ใจข้าเต้นแรงไปหมด” 

“ข้าพูดจากใจจริง” 

“เจ้าเล่า ไม่คิดจะเอ่ยคำหวานเช่นนี้บ้างรึ?” ผมหันไปมองผู้น้องก่อนที่ลูซีนจะนอนซุกต้นแขน เห็นแบบนั้นจึงยกมือยีผมสีน้ำตาลอ่อนเบาๆ ด้วยสายตาเอ็นดู 

“หากเจ้าเลือกคู่ผูกพันได้เพียงตนเดียว เจ้าจะเลือกใคร” เสียงใสเอ่ยถาม ผมมองลูซีนก่อนจะขมวดคิ้วใส่ ทำไมเอ่ยถามแบบนี้กันเล่า พูดไม่ออกทีเดียว อย่าบอกนะว่าผู้น้องแอบน้อยใจอีกแล้ว 

“เจ้า...” 

“เฮ้อ ข้าไม่น่าถามเจ้าเลย คำตอบคงเป็นพี่ข้าใช่หรือไม่” 

“เลิกน้อยอกน้อยใจได้แล้ว เมื่อก่อนข้าอาจรักพวกเจ้าสองตนไม่เท่ากัน แต่บัดนี้ข้ารักเจ้ามาก ไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่ ความงามของพวกเจ้าก็ไม่มีผู้ใดด้อยกว่า ฝีมือการทำอาหารก็อร่อย จำไว้สั้นๆ ว่าข้าหลงรักพวกเจ้าสองตนมาก มากกว่าลมหายใจของข้าอีก” 

“...เชื่อแล้ว” 

“ฝันดี ข้าขอให้คืนนี้เป็นคืนที่ดีของพวกเจ้า” 

แล้วเราสามคนก็นอนกอดกันกลม หวังว่าพรุ่งนี้ แสงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าจะเจอแต่เรื่องน่ายินดี ทุกค่ำคืนไม่เคยมีวันไหนที่ผมนอนอย่างเต็มอิ่ม ขอเถอะ ขอให้พรุ่งนี้พบเจอแต่เรื่องดีๆ เท่านั้น 

 

เช้าวันถัดมา 

มันควรมีเรื่องดีมากมายแต่ทำไมต้องมีจดหมายจากนกสื่อสารด้วยเล่า เนื้อความกล่าวไว้ว่าขอเชิญอัศวินไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อพูดคุยกับท่านอาจารย์อาวุโส ลางสังหรณ์มันบอกว่าวันนี้จะพบเจอเรื่องยุ่งยากมากมาย ผมเดินไปมาโดยมีสายตาของคู่ผูกพันมองตามไม่ขาด ในความทรงจำบอกว่าอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้เคอร์นั้นไม่ธรรมดา! 

“ถ้าเจ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป” ลูซีนบอก ผมหันไปมองก่อนจะส่ายหน้าไปมา 

“ไม่ไปได้ด้วยรึ?” 

“แน่นอนว่าไม่ได้” นูราซิลตอบ 

“หากข้าเดินเข้าไปแทนการบิน จะไม่มีใครสงสัยใช่ไหม” 

“แน่นอนว่าต้องสงสัย” นูราซิลตอบ 

“ข้าต้องถูกตามล่าแน่ อาจารย์โกสินทร์หาใช่อาจารย์ธรรมดาไม่ ในความทรงจำบอกว่าอาจารย์ท่านนี้ร้ายกาจ สายตาเฉียบคม เฮ้อ จะอ้างว่าป่วยก็ไม่ได้เพราะในวัลฮัลนาไร้ซึ่งอาการเหล่านี้ มีแต่เจ็บเสี้ยววินาทีแล้วตายเลย ข้าจนปัญญาจะหาทางรอดแล้ว” 

“เจ้าจะกลัวไปไย หากใครทำร้ายเจ้าก็สังหารมันเสีย” ลูซีนบอกเสียงหนักแน่น การฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่ควรเกิดขึ้น ผมเคยใช้มนต์ดำตอนช่วยเหลือคนอื่น หาได้มีประสงค์จะทำร้ายทุกตนที่รับรู้เรื่องราวแปลกประหลาดของตน 

“ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” 

“ข้าด้วย” 

“โรงเรียนเตรียมทหารเป็นเขตต้องห้ามสำหรับเกลนดอนลา ที่แห่งนั้นลงอาคม หากผู้อ่อนแอบุกเข้าไปมีแต่ตายกับตาย เอาเถิด เป็นไงเป็นกัน ข้าจะพยายามแถเท่าที่จะแถได้” ผมบอกด้วยความปลง ในเมื่อหาทางหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จำยอมดีกว่า 

“สัญญามาก่อนว่าเจ้าจะกลับบ้านมาเย็นนี้” 

“ใช่ ห้ามหนีโดยไม่บอกกล่าวเด็ดขาด” 

“ข้า...สัญญาก็ได้” 

ถึงไม่อยากสัญญาแต่สายตาบังคับ มันคงต้องจำยอม 

เมื่อพระอาทิตย์เดินทางมากลางศีรษะ ผมจึงเดินทางออกจากบ้านด้วยเท้าเปล่าแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนเตรียมทหาร สถานที่ที่เคยอยู่ตั้งแต่เกิดเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี หมายถึงเคอร์เคยอยู่ต่างหาก โรงเรียนแห่งนี้ หากบ้านใดออกลูกเป็นไฮเพอเรียน อายุครบหนึ่งเดือนต้องส่งตัวให้ทางโรงเรียนได้ฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายและการเป็นผู้นำครอบครัว  

ชาววัลฮัลนามีการเจริญเติบโตไวกว่าคนในโลกเดิมมาก เพียงวันเดียวสามารถลืมตาและคลานได้ หนึ่งสัปดาห์เดินได้ หนึ่งเดือนสามารถวิ่งได้ พูดได้ ให้ความรู้สึกเหมือนเด็กอายุห้าขวบทีเดียว หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีถึงสามารถออกมาสู่นอกโรงเรียน 

วันแรกที่เคอร์ออกมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร เขาพบเจอกับสองพี่น้องที่ตลาดและตกหลุมรักในความงามทันที เคอร์พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สองพี่น้องสนใจ ยอมฝึกร่างกายให้หนักเพื่อเข้าประลองเป็นอัศวิน ขนาดเคอร์เป็นเพียงไฮเพอเรียนธรรมดาเขายังมีความมุ่งมั่น ในที่สุดก็ได้เป็นอัศวินคู่หูของลูซิเฟอร์ในที่สุด พลังแห่งรักมันน่ากลัวจริงๆ เปลี่ยนคนธรรมดาให้เหี้ยมโหดได้ 

เมื่อเดินมาถึงโรงเรียนเตรียมทหารผมก็กลืนน้ำลายดังอึก ประตูทางเข้าเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่สองต้นโค้งงอเข้าหากันจนกลายเป็นกรอบประตู บรรยากาศวังเวงชะมัด เงียบสงบราวกับป่าช้า ผมเก้าขาเข้าไปก่อนจะได้ยินเสียงอาวุธกระทบกัน เสียงดาบปะทะดาบ เสียงหอกปะทะกันอย่างรุนแรง 

กลิ่นไอความรุนแรงโชยมาแต่ไกลทีเดียว 

เมื่อก้าวขาพ้นกรอบประตูยักษ์ก็มองภาพเบื้องหน้าที่เรียกว่าโรงเรียนด้วยสายตาตกตะลึง สถานที่แห่งนี้รวบรวมเหล่าไฮเพอเรียนไว้เยอะมาก มีทั้งเด็กวัยหนึ่งเดือนจนอายุหนึ่งร้อยปีทีเดียว ผมรู้สึกตาลายเพราะเห็นไฮเพอเรียนบินไปมาอยู่กลางอากาศ โรงเรียนแห่งนี้กินพื้นที่กว้างใหญ่ ความยาวและความกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่อาจคาดคะเนได้จริงๆ 

ฟิ้ววว 

“เฮ้ย!” 

ผมกระโดดหลบมีดสั้นอย่างรวดเร็ว มีดลอยทะลุผ่านด้านหลังก่อนจะวนกลับไปหาเจ้าของ ไฮเพอเรียนตนนั้นรับไว้ด้วยมือข้างเดียวก่อนจะบินมาหาพร้อมกระตุกยิ้มร้ายกาจ ไฮเพอเรียนตนนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นอาจารย์อาวุโสที่มีอายุมากถึงเก้าพันแปดร้อยปี หน้าตาเขาไม่แก่เลยเพราะรูปร่างหน้าตาจะหยุดการเจริญเติบโตเมื่ออายุครบสิบปี ถ้าเทียบกับโลกมนุษย์ก็อายุยี่สิบปีนั่นเอง 

“ไง ลูกศิษย์ของข้า ฮ่าๆๆ” แล้วเขาก็อ้าปากหัวเราะเสียงดัง 

 

30% 

 

“คารวะท่านอาจารย์” 

“ไม่เจอเจ้าถึงยี่สิบห้าปี เจ้ามีความรักกับครอบครัวดีหรือไม่” 

“ดีขอรับ” 

“คงจะดีจริง ในเมื่อเจ้าคว้าของดีในวัลฮัลนาไปซะขนาดนั้น ไฮเพอเรียนทั้งหลายต่างหวังอยากครอบครองสองพี่น้องที่งดงามมากที่สุด แต่เจ้าก็ขี้โกงแย่งไปเสียแล้ว” 

เคอร์แย่งไปต่างหากเล่า หาใช่พายุไม่ 

“ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปเยี่ยมชมการประลอง” 

“ขอรับ” 

“แล้วไยเจ้าไม่ใช้ปีก” 

“ปีกของข้ามีปัญหานิดหน่อย เพราะเผลอกินผลสีชาไปขอรับ” ผมตอบตามที่สองพี่น้องคอยนัดแนะไว้ หากชาววัลฮัลนาเผลอกินผลสีชาจากต้นไม้พิษไปจะทำให้เรากางปีกบินไม่ได้ชั่วขณะ อาจจะนานสุดถึงสามวัน หวังว่าท่านอาจารย์อาวุโสจะไม่สงสัย 

“ข้าจะรักษาให้ศิษย์รักเอง” 

“อย่าเลยขอรับ” 

“ทำไมเล่า” 

“เหตุที่ข้ากินผลสีชาไปเป็นเพราะสองพี่น้องโกรธเคืองเรื่องที่ข้าเผลอมองเกลนดอนลาตนอื่น จึงสั่งให้ข้างดใช้ปีกชั่วคราว เป็นถึงนักรบ เดินเพียงแค่นี้ข้ามิเหนื่อยหรอกขอรับ” แถได้คือแถ อุตส่าห์เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว 

“เฮ้อ เป็นถึงอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ ไยต้องกลัวคู่ผูกพันตัวน้อยด้วย เสียหน้ายิ่งนัก” ท่านอาจารย์ส่ายหน้าไปมาก่อนจะบินไปด้านหน้า ผมก็เดินตามโดยไม่เอ่ยสิ่งใด 

เราสองคนมาถึงลานประลองขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นพื้นดินถูกรายล้อมด้วยกรงเหล็กแข็งแรง ข้างๆ มีที่นั่งมากมาย ตอนนี้มีว่าที่ทหารไฮเพอเรียนมากกว่าห้าพันชีวิตกำลังนั่งล้อมเป็นวงกลมเพื่อชมการแสดงต่อสู้ที่ค่อนข้างดุเดือด ผมเดินไปนั่งข้างอาจารย์เพราะเป็นลูกศิษย์คนโปรด ถึงไม่อยากนั่งก็เลือกที่ไม่ได้ไง 

ด้านข้างผมนั้นคือลูซิเฟอร์ เจ้าตัวเพิ่งเดินทางมาถึง เขายิ้มทักทายตามฉบับตนเอง ผมก็เหยียดยิ้มเล็กน้อย เคอร์ชอบทำแบบนี้ในอดีตผมก็พยายามทำตาม 

“ไม่เจอกันหลายวันเชียว” 

“อือ” 

“เจ้าสบายดีไหม เคอร์” 

“ก็ดี” 

“อ่า” 

แล้วบทสนทนาก็จบลงดื้อๆ ผมอยากจะชวนลูซิเฟอร์คุยต่อนะแต่เราต้องรักษาภาพลักษณ์ที่หยิ่งและอวดดีเข้าไว้ หากอยู่ข้างนอกจะไม่คิดอะไร แต่อยู่ในเขตโรงเรียนผมจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาภาพลักษณ์เคร่งขรึม มองทุกตนในที่นี้ด้วยสายตาขวางๆ ไม่เป็นมิตรหรืออยากผูกมิตรกับใครทั้งนั้น เฮ้อ บทนี้ยากไปหน่อยแหละ ทั้งเหนื่อยหน้าและปวดตา อยากกลับไปหาเมียตนเอง 

ตุบ! 

เคล้ง! 

เสียงปะทะกันระหว่างอาวุธดังสนั่นไปทั่วลานประลอง ผมมองด้วยสายตาเฉยชาทั้งที่ในใจแอบหวาดเสียวเล็กน้อย ทำไมฝึกกันรุนแรงจังวะ ไฮเพอเรียนผมสีดำใช้ดาบแทงปีกสีขาวของไฮเพอเรียนผมสีเขียว แทงแบบทะลุเลยทีเดียว งั้นขอเรียกว่าไอ้หัวดำกับไอ้หัวเขียวแล้วกัน ง่ายดี 

พอไอ้หัวเขียวถูกแทงก็หลบฟุบบนพื้นดิน พร้อมยกมือขึ้นด้วยท่าทางขี้ขลาดตาขาว ผมส่ายหน้าไปมาเบาๆ นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็แพ้ราบคาบ 

ไอ้หัวดำขยับปีกลงสู่พื้นดินก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก หน้าตามันหล่อเหลาและเจ้าเล่ห์มาก ท่าทางอันตรายสุดๆ หลายคนส่งเสียงเฮเชียร์กันดังสนั่น ขนาดอาจารย์อาวุโสหลายคนยังพยักหน้าขึ้นลงเป็นเชิงชื่นชอบในความเก่งกาจ 

“ลูกศิษย์เก่งใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆๆ” 

ผมหันไปมองอาจารย์เฒ่าที่มีอายุมากถึงเก้าพันสามร้อยปี ถึงจะเด็กกว่าอาจารย์อาวุโสของตนแต่ความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจดูจะมีมากกว่า อุบายชั่วร้ายมาเต็มที่ อาจารย์หลายคนพากันเบะปากใส่ ในความทรงจำบอกว่าอาจารย์ผู้อวดวิชาชื่อริชาร์ด เป็นอาจารย์ของไอ้หัวดำหน้าหล่อแต่ตาดุคนนี้ ชั่วช้าทั้งอาจารย์และลูกศิษย์เลย 

“รู้จักไหม” ผมหันไปถามอัศวินใจดี 

“รู้สิ ไฮเพอเรียนตนนั้นชื่ออีวาน อายุหนึ่งร้อยสามสิบปี เป็นทหารนักรบที่เก่งกาจมาก เจ้าเล่ห์ และชั่วร้าย มีเกลนดอนลาครอบครองถึงห้าสิบตน บางตนไม่อยากผูกพันลึกซึ้งด้วยก็บีบบังคับด้วยกำลัง ชาววัลฮัลนาอยากกำจัดแต่ทำไม่ได้สักที เมื่อสามวันก่อนก็ไล่ฆ่าไฮเพอเรียนไปสามตน เพราะเข้าไปขัดขวางการผูกพันกับเกลนดอนลาตนหนึ่งเข้า” 

“อืม ชั่วช้าจริงๆ” 

เสียดายหน้าตาหล่อๆ นั่นชะมัด 

“ไหน! มีใครอยากลองดีกับศิษย์ข้าอีก!” 

อาจารย์ยืนขึ้นพลางตะโกนออกไปเสียงดังลั่น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมฉาบอยู่บนใบหน้า ไม่นานก็มีกลุ่มไฮเพอเรียนนับสิบตนโยนร่างของบุรุษผู้หนึ่งเข้ามา คิ้วกระตุกทีเดียวเมื่อเห็นว่าไฮเพอเรียนที่โดนแกล้งคือบาเอล ทหารใหม่อายุหนึ่งร้อยปี สหายกลุ่มนี้สินะที่ชอบแกล้งเขา 

“ดี! ในเมื่อเจ้ากล้าก็จัดการเลย” 

“ขอรับท่านอาจารย์” 

“ข้า ข้า” 

“ไปเลือกอาวุธสิ” 

อีวานสั่ง บาเอลเม้มปากแน่นก่อนจะหันไปมองสหายใจร้าย พวกนั้นหัวเราะด้วยความสะใจที่ได้ส่งเจ้าโง่ไปตายเสียที ผมเห็นแล้วอยากเอามีดปากคอทิ้งให้หมด พวกนี้อาจเป็นพวกเดียวกันที่เคยโยนบาเอลใส่ต้นซาฮาม กะเอาให้ตายถึงชีวิตนานแล้วสินะ 

บาเอลหมดหนทางเพราะประตูกรงถูกปิดลงแล้ว ทหารใหม่เดินไปหยิบอาวุธ เขาเลือกดาบยาวหนึ่งด้ามก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูตัวร้ายกาจ ไม่นานบาเอลก็พุ่งตัวไปหาอีวานด้วยท่าทางมั่นคงแข็งแรง หากแต่ดวงตากลับวูบไหวด้วยความหวาดกลัว 

เคล้ง! 

เสียงดาบปะทะกันอย่างรุนแรง บาเอลเลือกสู้สุดชีวิต เสียงเฮดังสนั่นรอบลานประลอง ได้ยินอัศวินใจดีถอนหายใจยาวเหยียดด้วย ท่าทางคงเดาผลคราวนี้ออก แน่นอนว่าผมเดาออกเช่นกัน ไม่นานนักทั้งสองตนก็ใช้ปีกบนและต่อสู้กลางอากาศ ผมรู้แล้วว่าอีวานเน้นการแทงปีกตนอื่นเพื่อตัดกำลังในการต่อสู้ อีกไม่นานคงทำลายปีกบาเอลแน่ 

เคล้ง! 

แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ 

ฉึก! 

“อ๊ากกก” 

ตุบ! 

บาเอลปล่อยดาบหลุดมือและหล่นลงบนพื้นด้วยสภาพอ่อนแรง หัวไหล่ซ้ายมีรอยคมดาบสาหัส ปีกขวาถูกดาบแทง เลือดสดๆ ไหลออกมามากมาย ทุกคนต่างร้องด้วยความหวาดเสียว แต่เสียงเฮก็ยังดังต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหายน่าเกลียดที่ส่งบาเอลมาตายไงล่ะ มันน่านัก เล่นให้ถึงตายแบบนี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่! 

“วันนี้คือวันตายของเจ้า” 

อีวานกางปีกบินลงมาและใช้ดาบชี้หน้าบาเอล ทหารใหม่มองด้วยสายตาหวาดกลัวแต่ไม่ได้ยกแขนยอมแพ้แต่อย่างใด โง่ยิ่งนัก ศักดิ์ศรีกินได้ที่ไหนกัน อีวานเห็นท่าทางแบบนั้นจึงง้างดาบแล้วทำท่าจะแทงทหารใหม่ให้ตายเสีย 

ฟิ้ววว 

เคล้ง! 

“...” 

มีดสั้นลอยผ่านกลางอากาศ ปะทะกับดาบเบาๆ จนคมดาบหักเป็นสองท่อน ใบหน้าอีวานมืดครึ้มด้วยความโกรธจัด มีดสั้นเล่มนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ บรรยากาศรอบลานประลองเงียบสงัด อีวานหยิบมีดขึ้นมาก็เห็นสัญลักษณ์ของอัศวินผู้โหดเหี้ยม ผมลุกขึ้นยืนก่อนจะก้มหน้ามองอีวาน อีวานก็เงยหน้ามองผมด้วยสายตาโกรธแค้น มือกำมีดสั้นไว้แน่นมาก 

“รังแกสหายข้าเช่นนี้ เราคงอยู่ร่วมกันไม่ได้” 

“งั้นเจ้าก็ลงมาเสีย ข้าจะเด็ดปีกเจ้าให้ขาดทีเดียว” 

แล้วจะรู้กันว่าใครเด็ดปีกใคร 

“คิดว่าเป็นอัศวินแล้วข้าจะกลัวรึ” 

ผมไม่ตอบอะไรนอกจากเดินลงบันไดและผลักประตูออก เหล่าหมอทั้งหลายช่วยประคองร่างบาเอลออกไป เขามองผมด้วยสายตาซาบซึ้ง ก่อนที่สติเขาจะดับวูบ บาเอลเป็นทหารใหม่นิสัยดี ผิดกับอีวานที่บ้าอำนาจ หากใช้พลังสังหารได้คงปลิดชีพไปแล้วแน่ แต่หากทำแบบนั้นจะดูรังแกเกินไปหน่อย 

“ข้าจะสั่งสอนให้เด็กอย่างเจ้าได้รับรู้! ว่าคนเกิดก่อน...ย่อมเก่งกว่า!” 

“อย่าดีแต่ปากแล้วกัน” 

“หึ! เลือกอาวุธสิ” 

ผมกวาดสายตามองอาวุธที่วางเรียงมากมาย สุดท้ายก็ก้มตัวไปหยิบดาบยาวธรรมดาที่ตกบนพื้น ในเมื่อบาเอลเลือกใช้ดาบนี้ ผมก็จะใช้ดาบนี้สังหารอีวานเสีย ถึงจะกำจัดยากแต่ผมรู้ว่าเขาน่าจะมีจุดอ่อนสักที่ 

“ข้าคงต้องขออภัยท่านอาจารย์โกสินทร์ด้วย หากศิษย์รักของท่านต้องตายในวันนี้” อีวานบอกเสียงเข้ม ท่านอาจารย์อาวุโสลุกขึ้นยืนก่อนจะกระตุกยิ้มเย็น 

“ข้าเสียใจ” 

“...” 

“ไม่คาดคิดว่าวันตายจะมาเยือนเจ้าเร็วเยี่ยงนี้” 

“!!” 

ทุกคนต่างตกตะลึงในคำพูดของท่านอาจารย์อาวุโส ผมหันไปสบตาท่านอาจารย์ก่อนที่เขาจะส่งรอยยิ้มเบาบางให้ สายตาคมเฉียบราวกับมองทะลุเห็นแก่นแท้ด้านใน หรือเขาจะรู้แล้วว่าผมหาใช่ศิษย์รักตนเดิม ผมโค้งศีรษะลงเพื่อเคารพท่านอาจารย์ของเคอร์ 

“ข้าขออภัย” ขออภัยที่โกหกปิดบัง 

“ไม่เป็นไร ข้าจะรอฟังคำกล่าวของเจ้าหลังการประลองสิ้นสุดลง” 

“ขอรับท่านอาจารย์” 

“ดี! จงชนะ” 

“หึ! เจ้าคิดว่าลูกศิษย์ตนเองจะชนะลูกศิษย์ข้าได้หรือไง อีวานอย่าแพ้เด็ดขาด” ประโยกแรกๆ อาจารย์เฒ่าถามอาจารย์อาวุโสของเคอร์ ส่วนประโยคหลังสั่งอีวาน 

“ขอรับท่านอาจารย์” 

“เริ่มการประลองได้!” 

สิ้นคำนั้น อีวานก็กางปีกสีขาวออกแล้วพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมใช้ดาบตั้งรับดาบด้ามใหม่ของเขา เจ้าตัวมีพลังมหาศาล ผมไม่ได้กางปีกต่อสู้ หากกางจริงคงตกใจกันทั่วลานประลองแน่ ทักษะการต่อสู้ของเคอร์ผสมเข้ากับการต่อสู้ของผม ถึงแม้จะมีเล็กน้อยแต่ก็สามารถพลิกตลบรับมือและสู้ได้หลากหลายรูปแบบ 

ฝีมืออีวานอยู่ในขั้นสูง หากมีอายุมากกว่าห้าพันปีสามารถถ่ายทอดความรู้ในบทบาทของอาจารย์ได้เลย แต่เสียดายที่เขาต้องมาจบอายุเพียงแค่นี้ เกิดมาหนึ่งร้อยสามสิบปีคงเกินพอแล้ว 

เคล้ง! เคล้ง! 

ดาบปะทะกันอย่างรุนแรง ถึงจะเป็นดาบธรรมดาแต่พลังในกายของอีวานมีสูงมาก พลังของเคอร์มีเพียงน้อยนิด มันน้อยตามอายุไง เคอร์อายุแค่หนึ่งร้อยยี่สิบห้าปีเท่านั้น ผมไม่กล้าดึงพลังของเทพผู้ทำลายมาใช้หรอก มันต้องซ่อนให้ลึกที่สุดเท่าที่จะซ่อนได้ 

“ตายซะ!” 

ฉึก! 

“อ่อนสิ้นดี ฮ่าๆๆ” 

อีวานหัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจเมื่อสามารถเอาดาบแทงหน้าท้องผมได้ เจ้าตัวดึงดาบออก ผมก้มหน้ามองพบว่ามีเลือดสดๆ ไหลลงมา พอยกมือลูบเบาๆ รอยแผลดังกล่าวปิดสนิทจนเสียงกองเชียร์ก่อนหน้านี้เงียบหายเป็นป่าช้า รวมถึงเสียงหัวเราะของอีวานด้วย 

“...” 

ทุกตนเงียบหมด 

ทุกตนรู้ดีว่าแผลดังกล่าวไม่มีทางหายไปได้ มีเพียงเทพผู้รักษาตนเดียวเท่านั้นที่สามารถรักษาแผลตัวเองได้ การที่ผมไม่ใช่ลูซิเฟอร์ ทำให้หลายตนส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัย แน่นอนว่าผมเตรียมกับคู่ผูกพันมาแล้วเช่นกัน ความเจ้าเล่ห์ต้องยกให้ผู้น้องอย่างลูซีน 

“ข้าเพิ่งกินผลซาฮามมา” 

“หึ! งั้นโอกาสรอดของเจ้าก็สิ้นสุดแล้ว” 

 

60% 

 

ใช่ ผลซาฮามจะรักษาแผลได้เพียงหนึ่งครั้งต่อหนึ่งผล ต่อไปนี้ห้ามถูกดาบแทงอีกเด็ดขาด ผมยกดาบขึ้นเพื่อเตรียมตัวรับมืออีกครั้ง ถือว่าทำเรื่องสนุกแก้เครียดแล้วกัน 

เคล้ง! เคล้ง! 

ตุบ! 

มีทั้งดาบและเท้าที่ใช้ในการต่อสู้ เตะต่อยก็ใช้หมด อีวานพยายามบินขึ้นสูงแต่พอผมไม่กางปีกตามเขาจึงต้องอยู่ในแนวต่ำเรี่ยดิน ซึ่งเจ้าตัวไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ การต่อสู้ดำเนินผ่านไปค่อนข้างนานแต่ยังไม่มีใครรู้ผลแพ้ชนะ ผมแค่ตั้งรับและสู้นิดหน่อย ใช้ความถึกของร่างกายเท่านั้น ผมเป็นเทพผู้ทำลาย ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในเรื่องการต่อสู้หรอกแต่อีวานไม่แน่เพราะเขาเริ่มหอบแล้ว 

“ไยเจ้าไม่บิน!” 

“แล้วทำไมข้าต้องบิน?” ผมเลิกคิ้วด้วยท่าทางยียวน 

“เจ้า! ตายซะ!” 

เคล้ง! 

แล้วมันก็มาในรูปแบบเดิม เสียงกองเชียร์รอบทิศยังคงดังกระหึ่ม ผมไม่คิดต่อสู้ให้เปลืองแรง ทำเพียงรับแรงดาบที่ตวัดมาเท่านั้น ยิ่งเห็นไฮเพอเรียนหน้าโง่ก็ยิ่งชอบใจ ดุดันไปก็เท่านั้น โมโหไปก็เท่านั้น มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก สติของเขากำลังจะหายไปในไม่ช้า 

“เมื่อไหร่จะมีใครตายสักที” 

“ใช่ๆ ขนาดท่านอีวานเก่งขนาดนี้ ยังล้มท่านอัศวินไม่ได้เลย” 

“อายุมากแต่ไม่ช่วยให้ชนะได้ มันคงเป็นเรื่องจริง” 

“ดูสิ ท่านเคอร์ไม่เหนื่อยสักนิด แต่ท่านอีวานเหมือนจะตายให้ได้” 

“ข้าอยากจะขำเสียจริง ฮ่าๆๆ” 

เสียงนินทาดังมาแต่ไกล ใบหน้าอีวานมืดครึ้มเพราะหลายตนกำลังนินทาเขาซึ่งๆ หน้า ยิ่งเห็นผมไม่ต่อสู้ด้วยยิ่งหัวเสีย การที่ผมไม่สู้ทำให้อีกฝ่ายเหนื่อยมากกว่าเดิม ก็เขาออกแรงฟาดฟัน ส่วนผมตั้งรับอย่างเดียว แต่ใครจะไปรู้ว่าผมกำลังแอบใช้คาถาดูดกลืนพลังชีวิตอีกฝ่ายอย่างเนียนๆ พลังชั่วร้ายของเขาจะซึมเข้าไปในแหวนสีนิลที่นิ้วของผม มันจะเพิ่มพลังอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ แหวนมันชอบความชั่วช้า ดังนั้น ต้องเก็บพลังจากคนชั่วช้าเนี่ยแหละ 

“ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!” 

“แล้วไยไม่รีบฆ่าเสียทีเล่า” 

“หากเจ้าตาย ข้าจะครอบครองนูราซิลกับลูซีนเสีย!” 

“!!” 

“เกลนดอนลาที่เจ้าหลงรักหัวปรักหัวปรำ ข้าจะขยำขยี้ จะทรมานสองตนนั้นให้ตายทั้งเป็น เอาให้กระอักเลือดตายตามเจ้าไปเลย ฮ่าๆๆ” 

ผมกำดาบในมือข้างขวาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนตามลำแขนแกร่ง ความโกรธเพิ่มพลังอำนาจมากขึ้น คิดจะทำร้ายคู่ผูกพันของผมให้ตายทั้งเป็นเหรอ ไอดำจากแหวนค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ดาบในมือ เปลี่ยนดาบธรรมดาให้กลายเป็นดาบสังหารที่รุนแรงมากขึ้น ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นไอดังกล่าว ดวงตาดำคมกริบก่อนจะตั้งท่าดาบขึ้นมา 

หากวันนี้มันไม่ตาย มันคงเป็นมารความสุขในอนาคตแน่ 

“งั้นวันนี้เจ้าก็ตายเสีย อีวาน” 

เคล้ง! 

ผมกระโดดใส่อีวาน ความคมของดาบที่มากขึ้นตัดดาบของอีวานขาดครึ่ง เจ้าตัวตกใจมาก พยายามตั้งท่ารับแต่การเคลื่อนไหวที่เร็วขึ้น แรงขึ้น ส่งผลให้อีวานหน้ามืดแปดด้าน อีวานพยายามตั้งรับมือแต่ยากเกินไป ผมใส่พลังเต็มเปี่ยมเพื่อสังหารไฮเพอเรียนที่มีจิตใจสกปรก กองเชียร์พากันเงียบและมองการต่อสู้ที่โหดเหี้ยมด้วยสายตาตื่นตกใจ 

ฉับ! ฉับ! ฉับ! 

“อ๊ากกก” 

รอยแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่สร้างความเจ็บปวดให้อีวานพอสมควร มือของอีวานว่างเปล่า ไม่มีอาวุธอีกต่อไปแล้ว จะยกมือยอมแพ้ก็ไม่ได้ในเมื่อผมตัดแขนทั้งสองข้างจนขาด ที่สำคัญตัดปีกสีขาวออกหนึ่งข้าง ใบหน้าอีวานซีดเซียวราวกับลมหายใจสุดท้ายกำลังสิ้นสุดลง เลือดในกายไหลทะลักออกมาเต็มไปหมด 

“ศิษย์รักของข้า!” อาจารย์เฒ่าตะโกนด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ผมตวัดดาบไปทางอาจารย์เฒ่าก่อนจะกระตุกยิ้มเย็น ตอนแรกไม่ได้กะถึงตายหรอก เอาแค่พิการพอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนแล้ว 

“ข้าคงต้องฆ่าศิษย์รักของท่าน” 

“เจ้า! ลูซิเฟอร์! เจ้าช่วยไปรักษา...” 

“ไม่ได้! เพราะข้าต้องการเอาชีวิตมัน! ใครบังอาจแตะต้องคู่ผูกพันของข้า มันผู้นั้นต้องไม่ตายดี!” ผมตะโกนบอกด้วยสายตาดำมืด ก่อนจะตวัดดาบไปทางอีวานที่นั่งคุกเข่าด้วยท่าทางหมดแรง 

“ข้า...” 

“เจ้าชอบเด็ดปีกตนอื่นดีนัก เป็นอย่างไรบ้างเล่ายามที่ตนเองถูกเด็ดปีกบ้าง ทรมานดีหรือไม่ เจ้าจงรับรู้ไว้ว่าตนอื่นก็รู้ไม่ต่างกัน ไหนจะเกลนดอนลาที่ถูกบังคับฝืนใจนั่นอีก พวกเขาสมควรได้รับอิสระนานแล้ว” 

“...” 

“ความตาย เหมาะกับเจ้าที่สุด” 

“ไม่!!” เสียงอาจารย์เฒ่าดังขึ้น 

ฉึก! 

ดาบคมแทงทะลุหัวใจที่หน้าอกด้านซ้าย ทุกตนเห็นต่างพากันหยุดลมหายใจพร้อมๆ กัน พลังชั่วร้ายในกายของอีวานไหลซึมเข้าสู่แหวนสีนิลเพื่อเพิ่มพลังอำนาจ ความชั่วเป็นอาหารของเทพผู้ทำลาย ผมมองร่างไร้วิญญาณด้วยสายตาเฉยชาก่อนจะปล่อยดาบในมือ ร่างนั้นก็ล้มบนพื้นกลางลานประลอง 

“...” 

ทุกตนเงียบหมด 

ผมยืนหายใจเข้าออกลึกๆ ยอมรับว่ามีเศษเสี้ยวที่ถูกครอบงำ ความอยากเอาชนะ อยากฆ่าให้ตายทั้งเป็นคงเป็นอิทธิฤทธิ์ของแหวนที่สวมใส่ ใครชั่วร้ายแหวนมันจะปลุกอารมณ์ดิบเถื่อนและดึงพลังมันมา 

“จะ...เจ้าโหดร้ายยิ่งนัก” 

“คงไม่ต่างจากท่านหรอก” 

“เจ้า! ข้าเป็นถึงอาจารย์เชียวนะ” 

“แต่หาใช่อาจารย์ของข้าไม่ ข้าไม่จำเป็นต้องนับถือ” 

“เจ้า!” 

อาจารย์เฒ่าทำได้เพียงชี้นิ้วสั่นๆ และเดินจากไป 

“เฮ้!!!” 

กองเชียร์นับห้าพันกว่าตนส่งเสียงออกมาด้วยความดีใจ ทุกตนยืนขึ้นพลางโบกมือสะบัดไปมา รอยยิ้มเป็นสิ่งที่ผมมองเห็น ดูท่าจะชอบใจที่สามารถโค่นล้มอำนาจของอีวานได้ ไฮเพอเรียนตนนี้สมควรตายนานแล้ว สร้างความเดือดร้อนให้ชาววัลฮัลนามากมาย เป็นภัยร้ายต่อเกลนดอนลาด้วย พวกนั้นคงเป็นอิสระแล้ว 

แต่ยังมีไฮเพอเรียนกลุ่มหนึ่ง สมควรได้รับโทษ 

“พวกเจ้า!” 

เฮือก! 

สหายชั่วร้ายของบาเอลสะดุ้งโหยง พวกนั้นหันมามองด้วยสายตาหวาดกลัว ผมกระดิกนิ้วเรียกก่อนที่ทหารใหม่จะค่อยๆ เดินมาหา อายุหนึ่งร้อยปี เพิ่งได้ออกจากโรงเรียนเตรียมทหารไม่นานก็สร้างเรื่องซะแล้ว 

“ขะ...ขอรับท่านเคอร์” หนึ่งในสิบขานรับเสียงสั่น 

“เจ้าแกล้งบาเอลเกือบตายหลายครั้งแล้ว...ใช่หรือไม่” 

“...” 

“ตอบข้า!” 

“ชะ...ใช่ขอรับ” 

“ดี! งั้นข้าขอสั่งให้พวกเจ้าอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหารต่ออีกหนึ่งร้อยปี” 

“หา!” ทั้งสิบตนส่งเสียงตกใจ 

“จิตใจชั่วร้ายเช่นนี้ สมควรมีอาจารย์อบรมสั่งสอนอีกหนึ่งร้อยปี นับแต่นี้เป็นต้นไป หากไม่ครบหนึ่งร้อยปี ห้ามออกมาจากเขตเป็นอันขาด หากขัดขืน...ข้าจะตัดหัวพวกเจ้า” 

เฮือก! 

เหล่าสหายเก่าของบาเอลพากันพยักหน้ารัวๆ ด้วยใบหน้าซีดเซียว ผมเดินออกจากลานประลองและก้มศีรษะให้ท่านอาจารย์ด้วยท่าทางเคารพนับถือ ข้างกายมีบาเอลด้วย ลูซิเฟอร์คงทำการรักษาแผลให้หมดแล้วสินะ หน้าตาถึงสดชื่นได้เช่นนี้ ดีแล้วล่ะ เป็นสหายกันไม่ควรตายเร็ว 

“เคอร์ ข้าขอบใจเจ้ามาก” 

“ไม่เป็นไร” 

“ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าอีกแล้ว” บาเอลบ่นเบาๆ 

“เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าเดินทางไปเที่ยวในถ้ำ...ดีหรือไม่” 

“...” บาเอลหน้าซีดทีเดียว 

“ไปพักผ่อนเถอะ” 

“ยังไงข้าก็ขอขอบใจเจ้าอีกครั้ง ข้าไปล่ะ” 

แล้วบาเอลก็กางปีกบินกลับไป 

“เจ้าตามข้ามานี่ ศิษย์รัก” 

อาจารย์อาวุโสเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงใจดี ผมเดินตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อลับสายตาผู้อื่นอาจารย์จึงร่ายมนต์บังตาเป็นกรอบครึ่งวงกลม ผมเงยหน้ามองก่อนจะละสายตามามองท่านอาจารย์อีกครั้ง ต้องการความเป็นส่วนตัวสินะ สงสัยจะรู้แล้วว่าผมไม่ใช่เคอร์ ถือว่ามีสติปัญญาหลักแหลม 

“มีอะไรจะบอกข้าหรือไม่” 

“แล้วท่านอาจารย์อยากรู้สิ่งใดเล่า” 

“ฉลาด! เจ้ากางปีกเสีย” 

“ของ่ายๆ เช่นนี้ก็ได้รึ?” ผมเลิกคิ้วซ้ายขึ้นนิดหน่อย 

“แล้วจะให้ข้าทำเรื่องยุ่งยากทำไม” 

ผมค่อยๆ กางปีกขยายออก อาจารย์อาวุโสมองด้วยสายตาตกตะลึงเมื่อเห็นปีกสีดำเงางาม มีขนสีขาวแซมนิดหน่อย อาจารย์โกสินทร์ลูบปีกเบาๆ ด้วยสายตาชื่นชม น้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้างจนผมอดสงสัยไม่ได้ มีสิ่งใดตื้นตันใจขนาดนั้นกัน ผมยังคงกางปีกออกก่อนจะเก็บปีกลงดังเดิมเมื่ออาจารย์ขยับตัวมายืนตรงหน้า 

“รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้าคาดหวังว่าจะได้ยลโฉมปีกของเทพผู้ทำลายก่อนตาย ท่านพ่อของข้ากล่าวไว้ว่าปีกของเทพผู้ทำลายมีความแข็งแรง ขนสีดำสนิท สวยงาม มีเสน่ห์น่าหลงใหล บัดนี้ข้าได้เห็นกับตาแล้ว เอาล่ะเจ้าจงบอกข้ามาสิว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหน” 

“ข้าชื่อพายุ มาจากโลก” 

“โลก?” 

“ใช่ โลกที่มีมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่” จากนั้นผมก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกเดิมให้ท่านอาจารย์อาวุโสฟังคร่าวๆ ไม่ได้เล่าละเอียดเท่าคู่ผูกพันหรอก พอเล่าจบอาจารย์โกสินทร์ก็ตื่นเต้นไม่ต่างจากนูราซิลกับลูซีนเลย 

“แล้วไยปีกของเจ้ามีขนสีขาวแซมด้วย” 

“ท่านเป็นอาจารย์ ท่านไม่รู้หรือไง” 

“ถ้ารู้ ข้าจะถามเจ้าทำไม” 

“นั่นสิ” 

“แผ่นดินสั่นสะเทือนอีกครั้งเดียว มังกรจะบินออกมาจากถ้ำ ข้าอยากให้เจ้าเดินทางเข้าไปในป่าลึก ค้นหาถ้ำอันตราย และฝึกควบคุมมังกรให้อยู่ในอำนาจของเจ้า หากปล่อยให้มันออกมาหาเจ้าเอง เกรงว่าดาววัลฮัลนาคงลุกเป็นไฟแน่” อาจารย์อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม 

“แต่คู่ผักพัน...” 

“เจ้ากลัวอะไรให้กลัวไป แต่อย่ากลัวเกลนดอนลาเพียงสองตน” 

เฮ้อ พูดน่ะมันพูดง่าย แต่ทำยาก 

“จงเร่งเดินทางไปเขตมังกรทมิฬโดยเร็ว” 

“ขอรับ” 

“ดี แต่คืนนี้ชีวิตเจ้าคงวุ่นวายน่าดู” 

“วุ่นวายอันใด” ผมถามด้วยความสงสัย 

“อีวานตายแล้ว เกลนดอนลาที่เคยตกเป็นของอีวานจะต้องพุ่งตัวไปหาเจ้าแน่ คงอยากได้เจ้าเป็นคู่ผูกพัน ศึกคืนนี้คงหนักหนาน่าดู หึหึ” 

เฮ้ย! ผมเพิ่งคิดได้แต่ไม่หรอก มันคงไม่น่ากลัวขนาดนั้น เกลนดอนลามีทั้งหมดห้าสิบตน คงไม่พุ่งตัวมาบ้านผมหรอก ข่าวลือว่าอัศวินเคอร์เหี้ยมโหด ฆ่าอีวานตายอย่างทรมาน ข่าวนี้คงช่วยลดประชากรที่อยากเป็นคู่ผูกพันของผมได้ อ่า แต่ผมกลัวนูราซิลกับลูซีนจะแผลงฤทธิ์ใส่มากกว่า ลางสังหรณ์มันบอกแบบนั้น 

 

100% 

อัพอีกทีประมาณวันที่ 8-12-62 น่ะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น