เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

ชื่อตอน : Re : 14 ลักพาตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.5k

ความคิดเห็น : 80

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ม.ค. 2560 04:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 14 ลักพาตัว
แบบอักษร

14

ลักพาตัว

                “วันนี้ผมไม่เขาบริษัทนะคุณทัพ ผมวางรายชื่อพร้อมกับราคาเสนอซื้อเอาไว้บนโต๊ะไว้ให้คุณแล้ว คุณช่วยตรวจสอบความถูกต้องให้ผมด้วยก็แล้วกัน วันนี้ผมจะพาเด็กๆออกไปกินข้าวข้างนอก ยังไงก็ฝากด้วยล่ะ”ขนมผิงกรอกเสียงลงไปในมือถือเครื่องใหม่ ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กับการฝากฝังงานกับแทนทัพก่อนจะวางสาย

                ในระหว่างที่กำลังก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้าย หูก็ได้ยินเสียงเด็กๆพากันวิ่งเล่นสนุกสนานแต่เช้า อดยิ้มไม่ได้กับความร่าเริงที่ทำให้เขาลืมเรื่องชวนปวดหัวได้พักใหญ่

                นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ยิ้ม

                “ปะป๊า”

                “ปะป๊า”

                สองลูกหมูที่วิ่งซนแต่เช้าชะงักเมื่อเห็นเขา ตาคู่กลมของทั้งคู่จ้องมองมาที่เขาด้วยความสงสัยพลางเอียงคอจ้องมองเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ขนมผิงกำลังอยู่ในชุดลำลองต่างออกไปจากทุกที

                “ว่าไงครับเด็กดื้อ วิ่งเล่นกันแต่เช้าเชียว

                ขนมผิงเดินเข้าไปหาก่อนจะลูบหัวสองลูกหมูตัวแสบที่พากันทำหน้างง พอเห็นแบบนั้นก็นึกรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่มัวแต่เอาเวลาไปลงกับงานและลืมให้ความสำคัญกับลูกๆ จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันจนได้

                “กิมไม่ดื้อฮับ”

                “หลิ่มก็ไม่ดื้อ”

                หัวกลมๆส่ายไปมา ริมฝีปากเล็กแข่งกันยิ้มอวดเหงือกสีสดน่าเอ็นดู

                “ทำไมปะป๊าไม่ใส่ชุดทำงานฮับ”

                “ปะป๊าใส่ชุดอยู่บ้าน”สลิ่มกระพริบตาจ้องมองขนมผิงปริบๆ

                “วันนี้ปะป๊าว่าจะพาเด็กดีไปเที่ยว ไม่รู้ว่าแถวนี้จะมีเด็กดีอยู่บ้างรึเปล่านะ”ขนมผิงแสร้งทำเป็นมองซ้ายมองขวา

                พอได้ยินดังนั้นเด็กๆก็ตาลุกวาวกระโดดดีใจกันยกใหญ่ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลำดวนเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นเพื่อมาตามเด็กๆอยู่พอดี

                “ไม่ดื้อเยยฮับ”

                “ไม่ดื้อ ไม่ดื้อ”

                “จริงรึเปล่า”

                “จิงฮับ ไม่เชื่อยองถามคุนยายดูก็ด้ายฮับว่ากิมกับน้องหลิ่มไม่ดื้อ”

                “ถ้าไม่ดื้อวันนี้ปะป๊าจะพาไปกินไอติมดีไหมนะ แล้วก็พาไปซื้อของเล่นใหม่ด้วย แต่ก่อนอื่นต้องกินข้าวเช้าก่อน โอเคไหมครับ”

                “โอเคฮับ/โอเคฮับ”เสียงเจื้อยแจ้วตอบกันพร้อมเพรียง

                ขนมผิงยิ้มอย่างมีความสุขพลางหันไปยิ้มให้กับผู้เป็นมารดาที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาไม่ควรเอาความแค้นมาเป็นตัวตั้ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่เขารัก

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

 

 

                                ในห้องนั่งเล่นที่เดิมทีวุ่นวายอยู่แล้วยิ่งวุ่นวายมากกว่าเก่า ดูท่าสองลูกหมูจะเพิ่มดีกรีความแสบมากขึ้นเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะได้กินไอติมแสนอร่อยกับได้ของเล่นใหม่ที่รอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ

                 “แม่แน่ใจนะครับว่าไม่ไปด้วยกัน

                “ไปกันเถอะ อีกเดี๋ยวแม่จะพาพ่อออกไปนวดแผนโบราณสักหน่อย เห็นพ่อเขาบ่นปวดแข้งปวดขา

                “งั้นผิงไปนะ

                “จ๊ะ ขับรถดีดีล่ะ แล้วอย่าตามใจเด็กๆมากไป

                “ครับขนมผิงตอบรับก่อนจะอุ้มเอาเด็กๆนั่งลงยังคาร์ซีทเบาะหลัง จัดการรัดเข็มขัดเรียบร้อยก่อนจะขับรถออกไป

                ขนมผิงพาเด็กๆแวะมากินไอศกรีมอย่างที่สัญญาเอาไว้ ต่อด้วยการซื้อของเล่นใหม่ที่เด็กๆดูจะตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ กว่าที่จะเลือกของเล่นใหม่ได้ลงตัวเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็น

                อีกแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น อีกแค่ชั่วโมงเดียวที่เขาจะต้องพาเด็กๆไปหาคนคนนั้น บอกไม่ได้เลยว่าตอนนี้ความระแวงที่มีอยู่ในใจมันมีเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ทั้งที่ไม่ได้อยากไปเจอกับอีกฝ่าย แต่ขนมผิงจำใจยอมเมื่อปิญญ์ชานนท์นั้นหยิบยกไพ่ที่มีแต้มเหนือกว่าขึ้นมาข่มขู่

 

                รถเลี้ยวเข้ามาในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งและจอดลงหน้าบ้านหลังหนึ่งที่อยู่เกือบด้านในสุด

                “ปะป๊ามาที่นี่ทำไมฮับ”เป็นคนพี่ที่มองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น        

                “ปะป๊ามาหาคนรู้จักครับ แต่ใช้เวลาไม่นานหรอก”เขาหันไปตอบเจ้าตัวเล็กด้านหลัง

                ตอนนี้มือป้อมกำลังผลัดกันลูบคลำของเล่นใหม่ด้วยความตื่นเต้นเลยไม่ค่อยได้สนใจเท่าไรว่าสีหน้าของเขาจะแย่แค่ไหน

                แล้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกให้ขนมผิงเงยหยิบมันขึ้นมากดรับเมื่อเห็นว่าปลายสายคือคนที่เขาคิดเอาไว้

                “ผมมาถึงแล้ว”กรอกเสียงลงไปด้วยท่าทีนิ่งสงบ

                ฉันอยู่ข้างหลังรถนาย

                “แล้วยังไงต่อ คุณจะให้ผมทำอะไรขนมผิงเปิดประเด็นโดยไม่รีรอ เพราะเขาไม่อยากจะเสียเวลาอยู่ที่นี่นานนัก

                ‘พาเด็กๆลงมาจากรถสิ

                “ไม่มีทาง!! คุณต้องการอะไรก็พูดมาเลยดีกว่าคุณปิญญ์ ผมไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้

                ‘นายไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองได้ พาเด็กๆลงมาจากรถของนาย แล้วก็ล็อกรถให้เรียบร้อย

                “ทำไมผมต้อง..

                แต่ยังไม่ทันจะได้แย้งปิญญ์ชานนท์ก็ชิงตัดสายไปเสียก่อน

                ความกดดันที่มีเริ่มทวีความรุนแรง ขนมผิงเองก็ไม่มีทางเลือกเมื่อยังไม่รู้ถึงเจตนาของปิญญ์ชานนท์ และอีกอย่าง เขาไม่ต้องการที่จะแสดงท่าทีอ่อนแอให้อีกฝ่ายได้เห็น ตอนนี้มีเพียงคำถามเท่านั้นว่าปิญญ์ชานนท์ต้องการอะไร?

                “ไปไหนฮับปะป๊าปลากริมเงยหน้าถามเมื่อเขาเปิดประตูรถด้านหลัง

                “ทำธุระนิดหน่อยครับเดี่ยวก็เสร็จครับเขาตอบลูกไป

                “ฮับ”คนพี่พยักหน้า

                “ฮับ”คนน้องตอบรับเบาๆ

                มือผอมปลดสายเข็มขัดคาร์ซีทแล้วอุ้มเอาเด็กๆลงมายืนรอด้านข้างของตัวรถ ขนมผิงจ้องมองไปยังรถติดฟิล์มทึบที่จอดชิดอยู่ทางด้านหลัง ตาคู่สวยจ้องมองร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองดูไม่คุ้นตายืนพิงรถรอเขาด้วยท่าทางสบายใจ

                และปิญญ์ชานนท์ดูจะพึงพอใจมากเมื่อเห็นว่าเขาทำตามที่เขาสั่ง ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีต่างจากที่เคยเป็น

                “คุนยุงงงงง”

                “คุนยุงปิน”

                แทบจะทันทีที่สองแฝดหันไปเห็นชายหนุ่ม เสียงเล็กๆก็พากันร้องเรียกอีกฝ่ายอย่างดีใจ

                “ว่าธุระของคุณมาสิ

                ไม่พูดเปล่า แต่ขนมผิงคว้าเอาเด็กๆที่กำลังพากันปรี่เข้าหาปิญญ์ชานนท์ให้หยุดและหลบเอาไว้ข้างหลัง ถ้าทำได้เขาก็อยากที่จะเอาเด็กๆไปซ่อนให้รอดพ้นจากสายตาคู่นั้นของปิญญ์ชานนท์ด้วยซ้ำ!!

                “ขึ้นรถสิใบหน้าคมคายหยักหน้าไปที่รถ

                ซึ่งนั่นทำให้ขนมผิงชะงักกับคำสั่งของอีกฝ่าย

                “ผมกับเด็กๆจะไม่ไปไหนทั้งนั้นบอกออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจ เดาไม่ถูกเลยว่าปิญญ์ชานนท์กำลังเล่นตลกอะไรกันแน่

                “จะไปไหนกันเหยอฮับ”คนพี่เงยหน้าถามอย่างอยากรู้อยากเห็นอีกเช่นเคย

                “ไม่ครับ เราจะไม่ไปไหนกันทั้งนั้น

                “ฉันจะพาพวกเธอไปกินของอร่อย อยากไปไหมล่ะปิญญ์ชานนท์ยิ้มให้เด็กๆ

                เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกของขนมผิงไหววูบเมื่อมันช่างแตกต่างจากยิ้มที่เขาได้เคยเห็น

                ทำไมจู่ๆรอยยิ้มของปิญญ์ชานนท์ถึงได้เปลี่ยนไปกันนะ?

                “กิมอยากไปฮับ”

                “อยากไปๆ หลิ่มไปด้วย”

                เขาควรจะเสียใจดีไหมนะที่สอนให้เด็กๆเป็นคนที่เชื่อฟังและเข้ากับคนอื่นได้ง่าย

                “งั้นก็ขึ้นรถสิ ฉันเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดอะไรซ้ำ หวังว่านายคงจะคิดได้นะขนมผิง

                ก็ได้ แต่ผมให้เวลาคุณแค่สองชั่วโมง เด็กๆต้องพักผ่อน”ขนมผิงต่อรอง

                ปิญญ์ชานนท์เปิดประตูด้านหลังของตัวรถ คาร์ซีทอันใหม่เอี่ยมถูกติดตั้งเข้ากับเบาะรถด้านหลังเป็นอย่างดี นั่นทำให้ขนมผิงหันไปมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจและไม่ไว้ใจในคราวเดียว

                “นายรีบไม่ใช่รึไง

                คำพูดคล้ายกับจะเร่งของปิญญ์ชานนท์ทำให้ขนมผิงตัดใจละความสนใจจากคาร์ซีทอันใหม่เอี่ยมแล้วหันมาอุ้มปลากริมขึ้นไปนั่งในคาร์ซีทตัวในก่อน กลิ่นของใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งานนั้นยิ่งทำให้ขนมผิงระแวงมากกว่าเก่า

                แต่พอขนมผิงหันกลับมาใบหน้าคมคายของปิญญ์ชานนท์ก็อยู่ห่างจากใบหน้าของเขาเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่าลงมารดใบหน้าชวนให้อึดอัด ปิญญ์ชานนท์อุ้มสลิ่มเอาไว้เตรียมจะส่งให้กับเขา แต่ด้วยอะไรสักอย่างทำให้เขาไม่อาจวัดระยะได้เลยว่าใบหน้านั้นเคลื่อนใกล้เข้ามามากกว่าเดิมแค่ไหน ปลายจมูกโด่งแตะลงที่จมูกของเขาเบาๆโดยไม่ทั้นตั้งตัว

                เย้ๆ ไปเที่ยวกันเสียงแหลมเล็กร้องขึ้นอย่างดีใจปลุกให้ขนมผิงผงะ ผละใบหน้าออกมาแล้วเบี่ยงตัวหลบ

                ปิญญ์ชานน์เองก็เช่นกัน ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะกระแอมเสียงเบาแล้วเบือนหน้าหนี ส่งเจ้าตัวเล็กให้ขนมผิงเพื่อที่จะจัดแจงนั่งลงยังคาร์ซีทอีกตัว

                “ส่วนนายมานั่งข้างหน้ากับฉัน

                ปิญญ์ชานนท์สั่งดักทางเอาไว้เมื่อขนมผิงทำท่าจะไปนั่งที่เบาะด้านหลังกับเด็กๆ สั่งเสร็จก็ขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับแล้วปิดประตู

                ขนมผิงไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นตาฝาดไปรึเปล่ากับสิ่งที่เห็น หรือว่าเขาจะคิดไปเองที่เห็นใบหน้าที่ดูเย่อหยิ่งนั้นแดงเรื่อ มันอาจจะเป็นเพราะบรรยากาศแสงสลัวยามเย็นก็เป็นได้ที่ทำให้เขามองเห็นภาพตรงหน้าราวกับภาพลวงตา

                “เยาจะไปกินไอติมกันใช่ไหมฮับ”คนพี่เงยหน้าจากหุ่นยนต์ในมือขึ้นมามองคุณลุง

                ไม่ครับ เมื่อตอนบ่ายเรากินไอติมกันไปแล้ว ถ้ากินอีกจะกลายเป็นเด็กอ้วนไม่น่ารักครับเป็นขนมผิงที่ดักทางเสียก่อน

                “ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ ก็แค่กินไม่เยอะก็พอใช่ไหมล่ะปิญญ์ชานนท์พอเห็นดังนั้นก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนจะหันไปถามความเห็นสองแสบที่พากันยิ้มอย่างฝันหวานกับของหวานรสอร่อย

                “อย่ามาสอนสิ่งที่ไม่ดีให้กับลูกผมนะ

                แค่กินไอศกรีมสองครั้งภายในวันเดียวเนี่ยน่ะ ที่นายบอกว่าไม่ดีชายหนุ่มแค่นหัวเราะ

                ทำให้ขนมผิงรู้สึกราวกับถูกล้อเลียน จะเอ่ยปากต่อว่าก็กระไรอยู่เมื่อเด็กๆกำลังจ้องมองมาจากด้านหลัง เขาไม่อยากให้บทสนทนาที่ไม่ดีกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กๆ

 

                รถครอบครัวคันใหญ่เลี้ยวมาจอดหน้าร้านอาหารญี่ปุ่นแถบชานเมืองในขณะที่บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ค่ำคืน และระยะทางมันก็ไกลจากหมู่บ้านที่ขนมผิงจอดรถทิ้งอาไว้พอสมควร

                “ทำไมต้องมากันไกลขนาดนี้ถามพลางขมวดคิ้วมุ่น

                หันหน้าไปมองเด็กๆก็พบว่าเด็กๆยังคงมีท่าทางตื่นเต้นไม่หายกับการมาด้วยกันกับชายหนุ่มครั้งนี้

                 “แล้วทำไมนายจะต้องถามฉันแทบทุกเรื่องปิญญ์ชานนท์ตอบกลับ และไม่รอให้ถามไถ่อะไรไปมากกว่านี้ ร่างสูงก็เปิดประตูลงจากรถ

                “ไม่ต้อง!! ลูกผมผมทำเองได้”ขนมผิงร้องห้ามแทบจะทันทีอีกฝ่ายเปิดประตูหลังรถเพื่อที่จะปลดเอาเข็มขัดคาร์ซีทออกให้เด็กๆ

                “แล้วนายจะไม่ลงมารึไงปิญญ์ชานนท์ส่ายหน้าราวกับกำลังเหนื่อยใจ

                บนหน้าผากของชายหนุ่มมีเหงื่อผุดซึมเล็กน้อยผิดสังเกตทั้งที่อากาศภายในรถก็เย็นกำลังดี

                ขนมผิงลงจากรถเพื่อที่จะมาจัดการกับเด็กๆ ทว่าพอลงจากรถแล้วหันไปอีกที ปิญญ์ชานนท์ก็อุ้มเอาสลิ่มเดินนำเข้าไปในร้านโดยไม่บอกไม่กล่าวแล้ว

                อะไรของปิญญ์ชานนท์กันนะ!!

                จากอารมณ์หวงแหนกลายเป็นไม่เข้าใจเอาเสียดื้อๆ ขนมผิงไม่เข้าใจกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายเลยสักนิด

                “ปะป๊า น้องหลิ่มไปแย้ว ปะป๊าช้า”

                เสียงต่อว่าของลูกคนโตเรียกให้ขนมผิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะละสายตาจากแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย

               

                พอเดินเข้ามาข้างในร้านพนักงานก็พาให้เขาเดินตามไปยังห้องส่วนตัวที่เป็นฉากกั้น ดูท่าปิญญ์ชานนท์ยังคงเป็นพวกไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นไม่เปลี่ยน

                ขนมผิงทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะรองฝั่งตรงข้ามกับร่างสูงก่อนจะจับเอาแฝดคนพี่นั่งลงข้างๆ ตาคู่สวยจ้องมองตัวแสบคนน้องบนตักของอีกฝ่ายจิ้มนิ้วลงบนเมนูอย่างสนุกสนาน ดูท่าความคิดที่ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบสุงสิงกับใครจะถูกขัดแย้งเล็กน้อยเมื่อปิญญ์ชานนท์นั้นดูไม่มีทีท่าว่าจะรำคาญกับเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆเลย ซ้ำยังมีรอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นที่ริมฝีปากอีกด้วย

                 “นายรออะไรอยู่ล่ะ ทำไมไม่สั่งไม่พูดเปล่า แต่หันมาเหยียดยิ้มให้ขนมผิงได้ขมวดคิ้วใส่

                “สลิ่มมาหาป๊าครับ

                ขนมผิงเรียกให้ลูกคนเล็กที่นั่งอยู่บนตักของชายหนุ่มไปหาตน

                เจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นจากเมนูพลางเอียงคอเล็กน้อยราวกับกำลังตัดสินใจว่าระหว่างนั่งอยู่บนตักนิ่มๆของปิญญ์ชานนท์กับนั่งข้างขนมผิง อะไรจะดีกว่ากัน

                “เธออยู่กับฉันนี่แหละปิญญ์ชานนท์ก้มกระซิบข้างหูเล็กเบาๆ

                แขนแข็งแรงโอบเอาร่างจ้ำม่ำบนตักเอาไว้ราวกับต้องการที่จะกักกันไม่ให้ลุกไปไหน แต่นั่นมันก็แค่ในสายตาของขนมผิงเมื่อหัวทุยๆพิงเข้าที่แผงอกของชายหนุ่มแล้วถูเบาๆราวกับชอบใจที่ถูกกอด ขนมผิงแทบอยากจะลุกไปดึงอาลูกคนเล็กออกมาจากอกของปิญญ์ชานนท์ หากแต่ท่าทีที่ไม่พอใจของเขาอาจจะทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจ จึงได้แสร้งทำเป็นนิ่งเฉย ทำได้แต่จ้องมองไม่วางตาแทน

                ดูท่าว่าปิญญ์ชานนท์จะเอาเด็กๆมาเป็นไม้กันหมาจากเขาสินะ!!

                “รีบสั่งสิ จะรออะไรล่ะปิญญ์ชานนท์บอกย้ำ

                ขนมผิงเหลือบตามองอีกฝ่าย จ้องมองใบหน้าของลูกชายคนเล็กกับปิญญ์ชานนท์สลับกัน ใบหน้านั้นคล้ายกันราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียว

                พ่อกับลูกยังไงขนมผิงก็ลบล้างความเป็นจริงข้อนี้ไม่ได้เลย

 

                จนอาหารมากมายถูกยกมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะให้สองลูกหมูได้พาหันตาลุกวาวกับของกินตรงหน้า ปากเล็กๆเคี้ยวหาการกินตุ้ยๆจนแก้มตุ่ย การได้มองใบหน้าที่ดูมีความสุขจากการกินนั้นทำให้ขนมผิงเผลอยิ้มและลืมเรื่องที่กำลังกังวลไปเสียสนิท

                อาหารมากมายที่อยู่เบื้องหน้าจะตกลงไปอยู่ในท้องของเด็กๆมากกว่าท้องของผู้ใหญ่ ขนมผิงมัวแต่ป้อนให้กับปลากริมสลับกับมองท่าทีของปิญญ์ชานนท์จนแทบจะไม่ได้กินอะไรเลย

                กินดีดีสิ มันเลอะปากนะน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนทำให้ขนมผิงชะงักมือ

                ตาคู่โศกจ้องมองภาพของพ่อเช็ดคราบซอสที่เลอะแก้มให้ลูก ก่อนจะเบือนหน้าหนีเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามอง

                “นายไม่กินรึไง

                “นั่นมันไม่เกี่ยวกับคุณ

                คำตอบขอบขนมผิงทำให้ปิญญ์ชานนท์ไหวไหล่แล้วกินต่อ

                “ทีนี้คุณจะเอาไฟล์วีดีโอพวกนั้นมาให้ผมได้รึยังในที่สุดก็ทนความอึดอัดไม่ได้และถามออกไป

                “อย่าพูดตอนกิน มันเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็กๆนายก็น่าจะรู้

                สิ่งที่ปิญญ์ชานนท์ตอกกลับมาทำให้ขนมผิงหน้าชา ใบหน้านิ่งเฉยจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง แต่ก็ได้รอยยิ้มยียวนเป็นการตอบกลับ คิ้วหนาเลิกขึ้นมาราวกับกำลังถามเขาว่ามีปัญหาอะไร ขนมผิงถึงได้กลืนคำต่อว่าทั้งหมดลงคอแล้วหันไปป้อนซูชิให้กับปลากริมแทน

                 “ปะป๊าเอาอันนั้นฮับปลากริมชี้

                “หลิ่มก็เอาอันนั้นฮับคุนยุงปินสลิ่มที่นั่งบนตักปิญญ์ชานนท์แล้วชี้บ้าง

                มือใหญ่เอื้อมไปตักอาหารที่ถูกชี้ให้กับเด็กน้อยโดยไม่รีรอ มันน่าแปลกที่ปิญญ์ชานนท์จะทำตามคำสั่งคนอื่นอย่างว่าง่ายแบบนี้ มันน่าแปลกจนขนมผิงไม่อาจจะวางใจได้เลย

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                กว่าจะจบมื้ออาหารอันน่าอึดอัดนาฬิกาก็บอกเวลาเกือบจะสองทุ่ม เด็กๆที่พากันกินจนพุงกางก็ผล็อยหลับอยู่ที่เบาะหลัง

                ปิญญ์ชานนท์เลี้ยวรถเข้ามาในปั๊มน้ำมันแล้วจอดที่หน้าร้านกาแฟในปั๊ม

                “คุณจะเอาไฟล์ภาพกับไฟล์วีดีโอให้ผมเมื่อไรกัน นี่มันเลยสองชั่วโมงมาแล้วนะ

                “ก็ฉันไม่รีบนี่ นายรอไม่ได้รึไงพูดจบก็เดินลงไปจากรถ

                ทิ้งให้ขนมผิงได้มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินหายเข้าไปในร้านกาแฟ พักใหญ่ถึงจะกลับมาพร้อมกับแก้วกาแฟเย็นและนมเย็นอย่างละแก้วในมือ

                และแก้วนมเย็นก็ถูกส่งมาข้างหน้าให้ขนมผิงได้ส่ายหน้าไม่ยอมรับและมองมันด้วยความไม่ไว้วางใจ

                “นายกลัวว่าฉันจะวางยารึไง

                คำว่ากลัวทำให้ขนมผิงเชิดหน้าขึ้นแล้วรับแก้วนมเย็นมาถือเอาไว้

                “ผมไม่คิดจะกลัวคนอย่างคุณหรอกนะ

                เสียงหัวเราะในลำคอพร้อมกับรอยยิ้มแสยะคล้ายดูถูกยั่วให้ขนมผิงเกิดทิฐิแล้วยกแก้วนมเย็นสีหวานขึ้นมาดูดอึกใหญ่

                “พอใจรึยัง ทีนี้ก็เอารูปพวกนั้นมาให้ผมได้แล้ว ผมไม่อยากพูดซ้ำ

                นี่มันค่อนข้างจะเกินเวลาที่เขาคาดเอาไว้มาก มันดูยืดเยื้อและไม่มีเป้าหมายเอาเสียเลยจนขนมผิงเริ่มคิดแล้วว่าการสละเวลาครั้งนี้มันจะเสียเปล่า อีกอย่างเด็กๆก็พากันหลับไปแล้วอีกต่างหาก

                แต่ดูเหมือนว่าคำพูดของขนมผิงนั้นจะไม่ได้เข้าหูของปิญญ์ชานนท์เลยสักนิดเมื่อริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะวางแก้วกาแฟไว้บนคอนโทรลรถ ใบหน้าคมคายเปื้อนยิ้มเจ้าเล่ห์โน้มเข้ามาใกล้

                มันเร็วมากจนขนมผิงนึกอะไรไม่ออก จมูกโด่งเฉียดเขามาใกล้จนเกือบจะชิด ตาคู่คมกริบจ้องมองมายังในตาของเขาชวนให้อึดอัด ความใกล้ชิดทำให้สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดลงมาบนใบหน้า ขนมผิงยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติงเมื่อปลายจมูกของอีกฝ่ายนั้นอยู่ใกล้เสียจนเขาไม่กล้าขยับ เพราะถ้าหากขยับเพียงนิดเดียว จมูกของปิญญ์ชานนท์ก็จะแตะลงมาบนแก้มของเขาอย่างพอดิบพอดี

                ก้อนเนื้อในอกเต้นโครมครามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตาคู่สวยจ้องมองริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้ม สุดอยู่แค่นั้นที่จมูกนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่สบตาเข้ากับตาคู่ดุของอีกฝ่าย อาจจะชั่วอึดใจหรือไม่ก็นานพักใหญ่ แต่เท่าที่รู้ก็คือเปลือกตาของเขาเริ่มหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทำให้ต้องกระพริบตาถี่ๆเพื่อที่จะฝืนมันเอาไว้

                ทำไมกันนะ?

                จู่ๆก็รู้สึกง่วงขึ้นมา รู้ตัวอีกทีจมูกโด่งก็ลากเฉียดแก้มไปทำเอาใจกระตุกวูบ ใบหน้าคมคายค่อยๆถอยห่างออกไป และสิ่งที่ขนมผิงเห็นในตอนนี้มันเริ่มเลือนลางเต็มที มีเพียงรอยยิ้มดูพอใจเท่านั้นที่เขาเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับไป

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาภายในห้อง เสียงคลื่นน้ำกระทบฝั่งลอยเข้ามาในหูปลุกให้เจ้าของร่างสูงโปร่งที่กำลังหลับใหลค่อยๆลืมตาขึ้นมาจ้องมองเพดานห้องสีขาวสะอาด

                ที่นี่ที่ไหน?              

                ขนมผิงขมวดคิ้วให้กับเพดานห้องสีขาวไม่คุ้นตา เปลือกตาของเขามันแทบจะลืมไม่ขึ้นด้วยซ้ำ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายอยู่กับเด็กๆแล้วก็ปิญญ์ชานนท์

                แล้วลูกๆของเขาล่ะ!!

                เพียงคิดได้แค่นั้นก็ผลุดลุกขึ้นมาจากเตียงทันที เสียงเอะอะด้านนอกทำให้ขมวดคิ้วมุ่น ลุกขึ้นจากเตียงไปเปิดประตูห้องนอนที่ถูกแง้มเอาไว้ และทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก ห้องนั่งเล่นขนาดพอดีก็ปรากฏสู่สายตา มองเห็นโซฟาตัวยาวตั้งอยู่กลางห้อง รอบด้านเป็นกระจกใสทำให้มองออกไปเห็นท้องทะเลสีครามไกลสุดลูกหูลูกตา

                นี่มันอะไรกัน!! แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

                “ปะป๊าตื่นแย้ว”

                “เย้ ปะป๊า”

                สองลูกหมูตัวแสบเงยหน้าขึ้นมาจากกองของเล่นพากันส่งเสียงเรียก เมื่อขนมผิงเดินเข้าไปใกล้ก็พบกับร่างสูงนอนทอดกายไปตามแนวยาวของโซฟาพลางจ้องมองรายการทีวีเบื้องหน้า

                “นึกว่านายจะไม่ตื่นแล้วเชียวพูดราวกับหยอกล้อ

                แต่ขนมผิงกลับไม่สนุกตามคำพูดนั้นเลย

                “นี่มันอะไรกัน!! ผมกับเด็กๆมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ปลากริม สลิ่ม  มาหาปะป๊า

                ขนมผิงเรียกให้ลูกๆเข้าไปหาก่อนจะจับมือของทั้งคู่เอาไว้แน่น ความหวงแหนสั่งให้เขากันตัวเด็กๆเอาไว้จากอีกฝ่ายที่กำลังยันตัวลุกขึ้นจากโซฟา ลองสังเกตดูดีดีแล้วปลากริมกับสลิ่มไม่ได้ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมแล้ว เวลานี้เขาเองก็กลับสวมใส่ชุดนอนตัวหลวมที่คาดว่าน่าจะเป็นของปิญญ์ชานนท์เช่นกัน

                อย่าบอกนะว่าปิญญ์ชานนท์เป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเขา!!

                “ปะป๊าเป็นอะไรเหรอฮับ”

                “คุนยุงบอกว่าปะป๊าไม่ฉะบาย”สลิ่มเงยหน้าขึ้นมาถามบ้าง

                “ใช่แล้ว ป๊าของพวกเธอไม่ค่อยสบายสักเท่าไรปิญญ์ชานนท์เสริม

                “งั้นพวกเยาก็เข้าใกล้ปะป๊าไม่ได้ฉิฮับ เดี๋ยวจะติดแล้วไม่ฉะบายเหมือนปะป๊าปลากริมบอก ใบหน้ากลมมุ่ยหน้ามองมาที่ขนมผิงพลางเอียงคอ

                คุณพาผมกับเด็กๆมาที่นี่ทำไมกัน!!”

                “นายอยากจะให้ฉันพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเด็กๆไหมล่ะตอบพลางไหวไหล่

                “ก็ได้ ปลากริม สลิ่ม เล่นกันไปก่อนนะครับ เดี๋ยวปะป๊าไปคุยกับคุณลุง ห้ามออกไปไหนนะครับ ตกลงไหมขนมผิงก้มบอกเด็กๆ ก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายเข้ามาในห้องนอน        

                “นี่คุณบ้าไปแล้วรึไง คุณต้องการอะไรกันแน่ถึงได้พาผมกับเด็กๆมาที่นี่!! เอาไฟล์วีดีโอมา แล้วก็พาผมกับเด็กๆกลับไปเดี๋ยวนี้

                “ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากนายสักหน่อยปิญญ์ชานนท์เดินผ่านขนมผิงไปนั่งลงบนเตียง

                “งั้นคุณก็ลบรูปพวกนั้นทิ้งซะสิ แล้วพาผมกับเด็กๆกลับบ้าน

                ท่าทีสบายใจของปิญญ์ชานนท์ทำให้ขนมผิงร้อนรนจนแทบบ้า ทั้งโมโห ทั้งหงุดหงิดในคราวเดียวกัน

                “ยังกลับไม่ได้ ยังไม่ใช่ตอนนี้

                “หมายความว่ายังไง!! ก็ได้ถ้าคุณไม่พาผมกับเด็กๆกลับไปตอนนี้ ผมกับเด็กๆจะไปเองก็ได้ไม่รีรอขนมผิงก็หันหลังเตรียมเดินออกไป

                “เปล่าประโยชน์ ถ้านายคิดว่านายไปได้ก็ลองดูสิ

                “หมายความว่าไงขนมผิงชะงักเท้า

                “ที่นี่เป็นเกาะส่วนตัว จะไม่มีเรือมาที่นี่จนกว่าจะครบอาทิตย์ ไงล่ะ นายคิดว่าคนอย่างนายจะเก่งกาจจนสามารถออกไปจากเกาะนี้ได้ไหมล่ะนายคิดว่าตัวเองเก่งพอจะพาเด็กๆไปจากที่นี่ได้รึเปล่าล่ะริมฝีปากหยักเหยียดยิ้ม

                “คุณทำแบบนี้ทำไม

                “ทำไมฉันต้องบอกเหตุผลให้คนอย่างนายฟังด้วยล่ะ

                พูดจบก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้ ขนมผิงไม่คิดที่จะถอยหนีเมื่อไม่ต้องการให้ดูเหมือนเป็นฝ่ายแพ้ เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ

                ปิญญ์ชานนท์ก็คือปิญญ์ชานนท์อยู่วันยังค่ำ ทั้งที่คิดว่าบางส่วนนั้นเปลี่ยนไป แต่กลับไม่ใช่เลยสักนิด ในเมื่ออีกฝ่ายนั้นไม่เลือกแม้แต่วิธีการ

                นี่มันเป็นการลักพาตัวกันชัดๆ!!

                “คุณมันโรคจิต”

                “ก็แล้วแต่นายจะคิด”

                ร่างสูงของปิญญ์ชานนท์ยังคงสาวเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆอย่างใจเย็น และนั่นก็ทำให้ขนมผิงผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่ออีกฝ่ายเดินมาใกล้จนเกือบชิด

                ฝ่ามือร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิงวางลงมาบนผิวแก้มของขนมผิง ราวกับเป็นการหยอกเย้าเมื่อปลายนิ้วค่อยๆละเลียดลากผ่านไปมา

                “หึ ผมรู้แล้วขนมผิงแค่นยิ้ม

                “นายรู้อะไร?

                “หรือว่า….คุณจะหลงเสน่ห์ขึ้นมาแล้วล่ะ

                ขนมผิงจงใจที่จะพูดจายียวนเพื่อกวนอารมณ์ให้อีกฝ่ายโมโหแล้วผละออกอย่างทุกที

                “อย่าเอาฉันไปรวมกับคนพวกนั้น!!”ทว่าแทนที่จะผละออก ปิญญ์ชานนท์กลับตวาดก้อง

                ร่างของขนมผิงลอยหวือลงไปกระแทกกับผืนเตียงอย่างแรง และถูกร่างของปิญญ์ชานนท์คร่อมทับเอาไว้ ขนมผิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อข้อมือข้างหนึ่งถูกบีบเอาไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ

                “คุณจะทำอะไร!! อย่ามาแตะตัวผมนะ

                การกระทำเช่นนี้ทำให้ภาพต่างๆเมื่อสี่ปีก่อนลอยเข้ามาในหัว เพียงแค่คิดร่างกายมันก็รู้สึกชาราวกับถูกน้ำเย็นสาดซัด มันเป็นความทรงจำเลวร้ายที่ยากจะลืม ยิ่งพยายามลืมมากแค่ไหนก็ยิ่งเด่นชัดเท่านั้น มือผอมปัดเอามืออีกข้างของปิญญ์ชานนท์ออกเมื่อเห็นว่ามันยื่นเข้ามาใกล้ แต่ปิญญ์ชานนท์ก็ตอบโต้ด้วยการคว้าข้อมืออีกข้างของขนมผิงรวบแล้วตรึงเอาไว้ด้วยมือเดียว

                ขนมผิงพยายามที่จะดิ้นจากพันธนาการที่ไม่เต็มใจ แต่ยิ่งดิ้นร่างข้างบนก็ยิ่งกดน้ำหนักลงมาโถมทับ แน่นอนอยู่แล้วว่าเรี่ยวแรงของเขาไม่สามารถชายหนุ่มได้เลย และยิ่งทำให้ขนมผิงดิ้นแรงกว่าเก่าเมื่อชายเสื้อนอนถูกเลิกขึ้นมาจนสูงถึงอกเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบ

                “คุณบ้าไปแล้วรึไง!! อย่าคิดว่าผมจะยอมเหมือนเมื่อสี่ปีที่แล้วนะ

                “อยู่เฉยๆ”

                ไม่เพียงไม่ฟัง แต่ออกแรงกดร่างของขนมผิงมากกว่าเก่า ตาคู่คมกริบทอดมองบนเรือนร่างขาวสะอาดของขนมผิงไม่ว่างตา

                และการที่ถูกมองด้วยตาคู่นั้นอย่างสำรวจทำให้ขนมผิงรู้สึกร้อนราวกับถูกเปลวไฟสุมอยู่รอบตัว

                และที่ทำให้ตกใจมากไปกว่านั้นก็คือกางเกงนอนกำลังถูกมือใหญ่ดึงให้ร่นลง ขนมผิงยิ่งออกแรงดิ้นหนักจนมือข้างหนึ่งหลุดออกมาจากการจับกุม แต่ก็แค่นั้นเมื่อมันช่วยอะไรเลย ทำได้แค่คว้ากางเกงแล้วยื้อแย่งสู้กับแรงของปิญญ์ชานนท์ เอาไว้จนแทบจะฉีก

                “ปล่อยสิ ไอ้คนโรคจิต!”

                ในที่สุดกางเกงนอนก็ถูกดึงให้ร่นลงไปกองหมิ่นเหม่อยู่ด้านล่างของสะโพก เผยให้เห็นไรขนอ่อนที่ขึ้นอยู่เหนือส่วนลับดูแล้วน่าหวาดเสียว

                ตาคู่คมกริบจากที่จ้องมองอย่างสำรวจตอนนี้ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด และด้วยอะไรก็แล้วแต่ ปิญญ์ชานนท์หยุดชะงักราวกับเห็นผี ฝ่ามือร้อนราวกับเหล็กถูกนาบไฟทาบลงมาบนผิวท้องของขนมผิงอย่างเบามือ

                ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนขนมผิงไม่ทันตั้งตัว ปลายนิ้วสากกำลังลูบไล้อยู่บนรอยแผลเป็นที่ทำให้เขาลืมไม่ลง รอยแผลเป็นที่ไม่ต่างอะไรกับตราบาปที่ตีลงมา

                                “เจ็ดวันจู่ๆปิญญ์ชานนท์ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาฉันต้องการให้นายกับลูกอยู่ที่นี่อีกแค่เจ็ดวันโดยที่ไม่ต่อต้านฉัน หลังจากนั้นฉันจะลบรูปและวีดีโอทิ้งตามที่นายต้องการ

                ขนมผิงชะงักกับข้อต่อรองที่ยื่นมาโดยไม่ทันตั้งตัว

                “เจ็ดวันมันมากเกินไป

                “หึ!! ยังไงซะนายก็ออกจากเกาะนี้ไม่ได้อยู่แล้ว กว่าเรือจะมารับก็อีกทีเจ็ดวัน นายต่อรองไม่ได้หรอกนะพูดจบปิญญ์ชานนท์ก็ลุกอออกไป

                ทิ้งให้ขนมผิงมองตามด้วยความไม่เข้าใจกับอารมณ์แปรปรวนของอีกฝ่าย แผลจากการผ่าตัดยังคงสัมผัสได้ถึงความอุ่นที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ทั้งที่พยายามจะอยู่เหนือกว่าอีกฝ่าย แต่ทำไมกันนะ ทำไมเขาถึงต้องรู้สึกราวกับว่าถูกฉุดดึงให้กลับมาอยู่ในจุดๆเดิม

                แล้วเจ็ดวันที่รอเขาอยู่ข้างหน้าล่ะ ขนมผิงไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเจอกับอะไร เพราะเขากลัวเหลือเกินว่าจะสูญเสียในสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                ทั้งโทรศัพท์และของอื่นๆที่ติดตัวมาปิญญ์ชานนท์ริบเอาของขนมผิงไปเก็บไว้ทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่เครื่องช็อตไฟฟ้าอันเล็กที่พกติดตัวมาด้วย

                มือผอมทุบลงบนไปบนเตียงด้วยความเจ็บใจ เจ็บใจที่ไม่สามารถเอาชนะความรู้สึกสับสนที่เกิดขึ้นได้เลย

                หลังจากที่นั่งเจ็บใจกับการกระทำของปิญญ์ชานนท์อยู่พักใหญ่ ขนมผิงก็ตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอนและมองไปยังร่างสูงบนโซฟา ข้างกายมีเจ้าลูกหมูทั้งสองนั่งเบียดอยู่และกำลังดูการ์ตูนที่ฉายอยู่บนจอทีวี

                นายจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม

                “เรื่องของผม”

                “แต่ฉันหิวข้าว ในตู้เย็นมีของสดอยู่นายจะทำอะไรก็ไปทำ

                “แล้วทำไมผมจะต้องทำถามออกไปเสียงห้วน

                “ถ้านายไม่ทำนายกับลูกจะกินอะไร

                มันจะไม่อะไรเลยถ้าปิญญ์ชานนท์ไม่เอาลูกมาอ้างอยู่เรื่อย

                “จะกินอะไร!!”

                “ไม่รู้สิ แล้วพวกเธออยากกินอะไรล่ะเจ้าของคำถามก้มลงไปถามปลาเด็กๆ

                “ข้าวต้มกุ้งฮับ กิมอยากกินกุ้ง

                “หลิ่มก็อยากกินกุ้งฮับ

                ดูเหมือนเด็กๆจะไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยกับการที่ต้องมาติดเกาะแบบนี้ เอาแต่พากันยิ้มแก้มปริอย่างอารมณ์ดี

                “งั้นก็ตามนั้น นายได้ยินใช่ไหมขนมผิง ลูกอยากกินข้าวต้มกุ้งหันมายกยิ้มเจ้าเล่ห์

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

 

               

                ขนมผิงเดินเข้ามาในครัวด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก นอกจากท่าทางสนิทสนมแล้ว ดูเหมือนว่าเด็กๆยังพากันติดปิญญ์ชานนท์แจ ซ้ำปิญญ์ชานนท์ยังถือดีมาสั่งให้เขาทำอาหารเช้าให้กิน คงคิดจะใช้เขาเป็นคนรับใช้ในช่วงเจ็ดวันนี้สินะ

                มือผอมเปิดตู้เย็นออกแรงๆราวกับต้องการจะระบายอารมณ์ ค่อนข้างจะแปลกใจเมื่อพบว่าในตู้เย็นมีของสดอัดอยู่จนแน่น อีกทั้งข้าวของอุปกรณ์เครื่องปรุงที่ยังไม่ได้ผ่านการใช้งานอีก

                ผ่านไปพักใหญ่ในระหว่างที่เตรียมเครื่องปรุง หม้อข้าวต้มบนเตาก็เริ่มเดือดส่งควันกรุ่น ขณะที่รอสมองก็หวนกลับไปคิดถึงเรื่องที่ยังคงค้างคาอีกครั้ง ทำไมคนที่คิดแต่จะดูถูกคนอย่างปิญญ์ชานนท์ถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไป แล้วอีกอย่างคนที่เห็นแต่เรื่องผลประโยชน์เป็นหลักอย่างปิญญ์ชานนท์ ด้วยไพ่ใบที่มีอยู่ตอนนี้ทำไมถึงไม่คิดจะแลกมันกับเงินกันนะ

                สำหรับขนมผิงแล้วสิ่งที่ปิญญ์ชานนท์ขอแลกเขาถือว่ามันมากเกินไป มันมากเกินไปที่เขาจะต้องมาทนอยู่กับคนที่แสนจะเกลียดชัง แล้วยิ่งอยู่โดยมีเด็กๆเป็นตัวคั่นกลางด้วยแบบนี้ มีแต่เขาที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

                “ข้าวต้มมันจะล้นหม้ออยู่แล้ว นายคิดจะเหม่ออะไรของนายเสียงทุ้มดังข้างหูขึ้นทำให้ขนมผิงสะดุ้งหลุดจากภวังค์

                “คุณเข้ามาทำไม

                รู้ตัวอีกทีปิญญ์ชานนท์ก็ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเสียแล้ว

                โอ๊ะ!!”

                เมื่อเห็นว่าข้าวต้มกำลังจะล้นอย่างที่ชายหนุ่มว่าจริงจึงรีบหันไปปิดเตา อารมตกใจทำให้มือปัดไปโดนหม้อร้อนฉ่าจนต้องรีบชักมือกลับออกมาด้วยความแสบร้อน

                “ทำบ้าอะไรของนาย!!

                สิ้นเสียงกึ่งตวาด มือผอมก็ถูกดึงให้เดินตามไปที่อ่างล้างจานอย่างรวดเร็ว น้ำเย็นถูกเปิดให้ไหลรดลงมาล้างมือที่ถูกลวก

                “ปล่อยมือผมน่า!! แค่นี่ไม่ตายหรอก”ขนมผิงชักมือกลับ ตั้งรับไม่ถูกเลยกับการกระทำของปิญญ์ชานนท์

                “อ้อลืมไป ว่านายมันหนังหนาอีกฝ่ายพูดประชด

                “ถ้าคุณจะเข้ามาต่อว่าผมล่ะก็ ออกไปนั่งทำตัวไร้ประโยชน์ข้างนอกจะดีกว่า อยู่ในนี้ก็รังแต่จะเกะกะ

                “หึ ฉันก็แค่มาดูว่าถึงไหนแล้วปิญญ์ชานนท์บอกพลางขยับเข้ามาใกล้

                “อีกเดี่ยวก็เสร็จแล้ว คุณรีบออกไปสักทีมันเกะกะ ไม่เข้าใจรึไง

                “หวังว่านายคงไม่ได้ใส่ยาพิษให้ฉันกินหรอกนะ

                “ผมไม่ได้คิดสกปรกเหมือนคุณนี่

                “งั้นก็ดี ฉันไม่อยากจะตายยกครัวพ่อแม่ลูกหรอกนะท้ายประโยคชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเบาโหวงจนขนมผิงได้ยินไม่ชัด

                “คุณพูดว่าอะไรนะ”

                “เปล่านี่ ฉันแค่พูดกับตัวเอง รีบทำให้เสร็จๆได้แล้ว เด็กๆรอกินข้าวอยู่”

                พูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้ขนมผิงได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างจนลับสายตา ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คิดไม่ออกสักทีกับจุดประสงค์ในการที่พาเขากับเด็กๆมาอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดวัน

 

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg               

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น