mirror on! on!

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Older Brother ตอนที่.......12 แมน&โอ๊ต

ชื่อตอน : Older Brother ตอนที่.......12 แมน&โอ๊ต

คำค้น : Yaoi, Boy's Love, Y,โชตะคอน, Shotacon,Boy Love, ชายรักชาย, วาย, Romance, NC18+, Thai Yaoi, Boy love boy, Sexy,ขี้หึง, โหด, หื่น วายร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 75.5k

ความคิดเห็น : 63

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2557 17:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Older Brother ตอนที่.......12 แมน&โอ๊ต
แบบอักษร

 

 

Older Brother .....12

 

“พรุ่งนี้แกต้องไปพัทยา  แล้วเดี๋ยวจะโทรมาบอกอีกที ต้องกลับไปทำงานก่อน” พี่ชายเพียงคนเดียวของผมบอก งานที่จะให้ผมไปทำ โดยที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าไหร่

 

“ผมไม่อยากทำบอกตามตรง ทำไมไม่เลือกที่อื่น” เพราะพี่ชายผมเกิดอยากทำธุรกิจในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแต่มันคงไม่ดีนักถ้าที่นั่นมันเป็นแหล่งธุรกิจแบบเดียวกัน คือ ผับและบาร์มากอยู่แล้ว

 

“แมน เชื่อพี่สิ ไปดูงานไว้ก่อน จะทำไม่ทำค่อยว่ากัน อีกอย่างตัวเองก็ว่างอยู่ไม่ใช่หรอ” พี่มาศบอกก่อนจะที่ร่างสูงจะออกไปจากห้องทำงาน

 

ผมมองตามแผ่นหลังพี่ชายอย่างไม่เข้าใจ ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ที่จู่ๆ เกิดจะให้ผมไปดูงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ว่า ซึ่งผมคิดว่าถ้าพี่มาศอยากทำจริงๆ ก็คงลงมือทำไปเองแล้ว เฮ้ออออ

 

Tru.............  Tru.............

 

“ว่าไงมึง...” ผมกรองเสียงใส่โทรศัพท์อย่างเซ็งๆ ตามอารมณ์

 

“เป็นเหี้ยไร.......อาทิตย์หน้ากูจะกลับแล้ว มึงมารับกูด้วย” เสียงเข้มๆของอีธาร เพื่อนสนิทผมที่ตอนนี้อยู่ต่างประเทศพูดบอก

 

“เออๆ แมร่ง!!!  ที่แบบนี้ล่ะโทรมานะมึง เชื่อสิว่ากูรอของฝากจากมึงด้วย” ผมบอก เมื่อสี่ปีก่อนมันไปเรียนต่อโทต่างประเทศ พร้อมๆกับเพื่อนอีกคนคือไอ้กาย ไม่สิมีเด็กมันอีกคน ลีวายส์ไง

 

“เออ!!! แค่นี้ก่อน เดี๋ยวกูไปรับลีวายส์ก่อน แมร่งยุ่งฉิบ”

 

“เหอะๆ ไปเหอะ เดี๋ยวฝรั่งจะงาบไปกินซะก่อน” ผมพูด ก่อนจะกดวางสาย ลีวายส์โตแล้ว ก็คงเดาไม่ยากหรอกนะว่ามันจะน่ารักขนาดไหน แต่ได้ข่าวว่าขี้อ้อนน่าดู

 

ตอนนี้ผมเองก็เรียนจบโท HR แต่ไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกเพราะอะไรหลายๆอย่างที่ผมรับผิดชอบ จึงทิ้งไปไม่ได้ ทั้งผับที่ยังร่วมหุ้นกับพวกไอ้ธารและสนามแข่ง

 

หลังจากเรียนจบมาเมื่อปีที่แล้ว ผมก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัททั้งของไทยและต่างชาติอีกสองสามแห่ง  โดยที่ไม่ต้องเข้าบริษัทผมก็สามารถใช้เทคโนโลยีรอบตัวทำงานส่งผ่านอีเมลล์ได้สบาย เดือนๆหนึ่งใช้แค่สมองแทบจะไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ นอกจากเรื่องอย่างว่า

 

แต่ดูเหมือนหลายปีที่ผ่านมาผมจะเรียนและทำงานไปซะส่วนใหญ่ ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้ผมไม่ค่อยมีเวลาหรือให้ความสำคัญกับเรื่องอย่างว่าสักเท่าไหร่แต่ละคนถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กอย่างที่ผมชอบใจแต่ก็ใช่ว่าจะสุขสมเสมอไป ตั้งแต่ตอนนั้นผมยังนึกถึงใบหน้าและเสียงหวานที่ติดตาและติดหูอยู่ ถึงแม้มันจะผ่านมานานแสนนานแล้วก็ตาม

 

 

“พี่ขับก่อนดิ ผมง่วงมากเลยอ่ะ โคตรง่วงเลย” ผมเหลือบมองไอ้ติณด้วยหางตา มันทำงานกับผมมานานและเป็นคนที่ผมสนิทใจด้วย ซึ่งก็มีไม่กี่คน

 

“งั้นกูให้ไอ้ต่อไปแทน” ผมบอก และพูดถึงเพื่อนมันอีกคนที่ทำงานมาด้วยกัน

 

“โอ๊ะๆๆ ไม่เอาๆ ผมขับเองก็ได้” มันรับกุญแจรถไปจากมือผมก่อนจะเปิดประตูให้เสร็จสรรพและวิ่งมาขึ้นรถขับออกจากสนามแข่งซึ่งเป็นที่ที่ผมพักอยู่

 

ผมยังพักอยู่ที่นี่เพราะมันสะดวกในการทำงาน ไม่อยากไปๆมาๆคอนโด หรือไม่ก็บ้าน ผมมีบ้านครับเป็นบ้านของพ่อบุญธรรมซึ่งรับผมและพี่ชายมาเลี้ยง พ่อของผมเสียตั้งแต่ผมอยู่มอต้นด้วยอุบัติเหตุ 

 

พ่อบุญธรรมเลยรับผมและพี่ชายมาเลี้ยงเพราะท่านไม่มีครอบครัว ท่านเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้มีพระคุณยิ่งสำหรับผมและพี่ชาย  จากนั้นพี่ชายผมก็เดินตามรอยท่านเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจอย่างจริงจังโดยมีพ่อเป็นผู้สนับสนุน ท่านรักพวกเรานะรักมากด้วย ผมคิดแบบนั้น

 

“ถึงแล้วคับ.....โอ๊ย เมื่อยมากเลยว่ะ” ไอ้ติณลงจากรถไปบิดขี้เกียจ ก่อนจะมาเปิดประตูให้ผม

 

วันนี้ผมมาดูงานตามที่พี่ชายผมบอก ขับรถออกจากกรุงเทพฯมาโดยใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึง ผมมองเข้าไปยังโรงแรมเบื้องหน้าที่ดูหรูหราและเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างดี

 

“กูต้องเช็คอินมั้ยวะ” ผมถามไอ้ติณเพราะพี่ชายผมได้บอกรายละเอียดกับมันไว้แล้ว

 

“ไม่นะ พี่มาศบอกว่าให้ไปตามห้องเนี่ย เห็นว่ามีคนที่พี่เค้ารู้จักมาดูแลเรานะ” ผมรับเอกสารจากมือไอ้ติณมาดู ก่อนจะเดินเข้ามาในโรงแรม จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์มายังชั้นห้องพักตามที่ระบุไว้

 

ผมเข้ามาในห้องพักชั้นวีไอ้พี ซึ่งเป็นห้องสูทหรูตกแต่งด้วยโทนสีเขียนอ่อนดูแล้วสบายตาดี ผมกับไอ้ติณแยกกันพักคนล่ะห้อง และมันก็พักห้องถัดไปจากผม

 

ก๊อกๆๆๆ

 

เสียงเคาะประตูบานใหญ่ดังขึ้นผมเลยเดินไปเปิด เป็นพนักงานหนุ่มที่ใส่ยูนิฟอร์มของโรงแรมที่ผมสักเกตุเห็นตอนเดินขึ้นมา

 

“ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าคุณคือคนที่คุณภาณุมาศส่งมาดูงานใช่มั้ยครับ” พนักงานหนุ่มถามอย่างนอบน้อม

 

“ใช่ ผมเป็นน้องชายของเค้า” ผมบอก จากนั้นก็เดินตามพนักงานมายังห้องส่วนตัวอีกห้องตามคำเชิญ คาดว่าน่าจะเป็นห้องไว้สำหรับพูดคุยธุรกิจของคนที่เข้ามาพักที่นี่

 

แกร๊ง!!!  ผมมานั่งรอราวๆห้านาทีได้ก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออก

 

ผมหันไปมองบุกคลที่พึ่งมาใหม่ก็ ถึงกับชะงักนิ่ง ซึ่งเป็นคนผมไม่คาดคิดว่าจะมาเจอที่ ทันทีที่เห็นใบหน้าของร่างบางสูงโปร่งทำให้ผมคิดถึงเสียงหวานและค่ำคืนอันร้อนแรงผุดขึ้นมาในหัว

 

จ้องมองหน้ามันไม่วางตา แต่งร่างบางกลับมีสีหน้าเรียบเฉยซะจนผมคิดว่ามันจำผมไม่ได้ แต่ไม่มีทางหรอก เราโตกันแล้วต้องจำได้สิ มันนั่งลงตรงข้างผมพร้อมกับเด็กสาวอีกคนซึ่งผมก็เพิ่งเห็นเมื่อเธอนั่งลงข้างๆมัน

 

“ผมมารับหน้าที่ดูแลคุณซึ่งเป็นผู้ที่มาดูงานที่นี่” ผมเริ่มขยับปากพูดในขณะที่ผมยังจ้องหน้ามันไม่วางตาโดยไม่ได้สนใจเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้วยกันแม้แต่น้อย

 

“งั้นหรอ” ผมบอกแค่นั้นก่อนจะยกยิ้มมุมปาก กับประโยคที่มันพูด สรรพนามที่ใช้มันเหมือนกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันจริงๆ สีหน้าและการวางตัวของมันบอกได้ชัดเจนว่าไม่เคยรู้จักกันเลย

 

“ผมจะอธิบายให้ฟังคร่าวๆก่อนแล้วกัน............” ร่างบางตรงหน้าผมเริ่มอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจที่ว่าด้วยท่าทางปกติและไม่มีสีหน้าอื่นใด

 

สายตาผมยังคงจับจ้องคนตรงหน้าโดยไม่ล่ะสายตาไปไหน มันอธิบายไปเรื่อยจนกระทั่งปากสีสดหยุดนิ่ง สายตาที่สบตากับผมยังคงว่างเปล่า มันทำให้ผมเริ่มหงุดหงิดจนต้องดันลิ้นกับกระพุ้งแก้ม

 

“ผมคิดว่าคุยคงจะเข้าใจให้ร

ายละเอียดที่ผมอธิบายไปแล้ว คืนนี้จะมี..........”

 

“ยัง! ผมยังไม่เข้าใจเลยสักนิด” ผมพูดขัดร่างบางตรงหน้า มันกัดฟันแต่ก็ยังปรับสีหน้าให้เป็นปกติอยู่

 

“ผมคิดว่า...ผมอธิบายชัดเจนแล้ว”

 

“ไม่  ตอนคุณอธิบายรายละเอียดนั่น คุยไม่มองหน้าผมเลย ผมไม่เข้าใจอ่ะ” ผมบอกอย่างเอาแต่ใจ โดยไม่สนเด็กสาวที่นั่งมองอยู่ข้างๆมัน

 

“ก็ได้ ผมจะอธิบายให้คุณฟังอีกครั้ง” ร่างบางพูดบอกขณะที่จ้องตาผมไปด้วย เราสบสายตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

 

“จะดีกว่า ถ้าผมจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว” ผมเหล่มองไปยังเด็กสาวที่มีสีหน้ากังวลใจไม่น้อยกับการกระทำของผม

 

“ไม่จำเป็น....”แต่ดูเหมือนมันจะไม่อยากอยู่กับผมสองคนสักเท่าไหร่ ผมจึงพยายามกดดันเด็กสาวนั้นทางสายตา เพราะดูแล้วเธอกลัวๆผมยังไงไม่รู้

 

“เอ่อ เมล์ออกไปก่อนก็ได้ค่ะ” และแล้วเธอก็ยอมลุกขึ้นเดินออกไป ก่อนจะเปิดประตูบานใหญ่ลง

 

ในห้องเล็กตอนนี้จึงมีเพียงผมกับมัน สีหน้ามันเปลี่ยนไม่นิดหน่อยจากนิ่งเฉยเมื่อกี้กลายเป็นขมวดคิวยุ่ง มันถอนหายใจเบาๆก่อนจะเริ่มอธิบายรายละเอียดนั่นอีกครั้ง โดยที่ผมก็ไม่ได้สนใจจะฟัง แต่ครั้งนี้มันจับจ้องตาผมโดยไม่ละสายตาไปไหนเลย

 

“ซึ่งเรามีการบริกา.......อื๊อ.........” เพราะโต๊ะระหว่างผมกับมันที่นั่งตรงข้ามกันไม่ได้กว้างนัก ผมเลยใช้จังหวะช่วงที่มันมองดูเอกสารบนโต๊ะลุกขึ้นและโน้มตัวลงไปดึงท้ายทอยมันเข้ามาประกบริมฝีปากผมลงไปกับริมฝีปากสีสด

 

มันคงตกไม่น้อยที่จู่ๆ ผมก็รุกมันได้เร็วอย่างนี้ ผมรุกจูบอย่างหนักหน่วง ร่างบางดิ้นและดันแผงอกผมออกซึ่งมันนั่งอยู่บนเก้าอี้ และก็แคบมากทำให้ร่างบางผลักออกจากผมได้ยาก

 

กึก!!!!

แต่แล้วผมก็ต้องหยุดนิ่ง เพราะสัมผัสเย็นวาบตรงขมับซ้าย คงเดาได้ไม่ยากนะว่ามันคืออะไร ผมนิ่งก็จริงแต่ปากผมกับมันยังคงทาบติดกัน ผมหมั่นเขี้ยวเลยขบแรงๆไปทีหนึ่งก่อนจะยอมผลักออก

 

พรึ่บ!!!!

 

“เล่นแรงนะมึง” ผมบอกหลังจากที่คว้าข้อมือมันที่เหวี่ยงปืนเข้าหาผม แต่ผมดันหลบทัน

 

“สารเลว” มันกัดฟันพูด จ้องหน้าผมเขม็ง แต่ผมไม่ได้สะทบสะท้านแม้แต่นิด ร่างบางมีสีหน้าเคืองสุดขีดมันเก็บปืนก่อนจะเดินออกๆ

 

“เดี๋ยว.......ไม่คุยกันก่อนหรอ   ที่รัก!!!” แต่ผมก็ไวเช่นกัน เพราะแค่ผมก้าวเท้าเพียงสามก้าวก็สามารถ ดึงแขนมันไว้ได้

 

 

“ที่รักพ่อง มึงสิ!!!!” มันหันกลับมามองผมอย่างโกรธแค้น แทบอยากจะฉีกร่างผมออกเป็นชิ้นๆเสียให้ได้

 

“ปากดีได้อีก  ไหนๆก็เจอกันทั้งที เราจะไม่มาระลึกชาติกันหน่อยหรอ” ผมผลักร่างบางติดกับประตูบานใหญ่ก่อนจะเข้าไประชิดตัวจนแทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างกัน

“กูยังเก็บ คลิปคืนนั้นเอาไว้อยู่เลย ดูดิ” ผมบอกก่อนจะชูโทรศัพท์ให้มันดู มันกัดฟันกรอดๆ ด้วยความโกรธหน้าขึ้นสีแดงซ่าน

“ฮั่ก!!!.......” ผมล้มลงพื้นเมื่อโดนมันยกเข่าขึ้นแทรกเข้าหว่างขาอย่างจัง

 

“ไอ้สารเลว.....ปึ่ก!!!!” ยังไม่พอร่างบางเก็บโทรศัพท์ของผมที่ตกลงพื้นเมื่อกี้มาซัดหน้าผมเต็มๆก่อนที่ร่างบางจะเดินออกไป ทิ้งให้ผมนั่งตัวงอทั้งจุกและเจ็บใจอยู่ตรงนั้น

 

ผมเก็บโทรศัพท์ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น กุมเป้ากางเก่งตัวเอง แมร่ง แรงเยอะชะมัด ผมยกมือขึ้นจับขมับที่รู้สึกตึงๆเพราะโดนมันซัด ปรากฏว่า ได้เลือดครับ แต่ก็เล็กน้อย เหอะๆ

 

ผมชะงักฝีเท้าเมื่อเปิดประตูออกมาจากห้องนั้น พบว่าด้านนอกมีผู้มาใหม่อีกสองสามคน หนึ่งในนั้นเป็นคนที่ผมจำได้ว่าคือ คุณโอ๊ค  ที่ยืนประชันหน้าอยู่กลับน้องชายตัวเอง และมองมายังผม 

 

เพี้ย!!!!

 

“กูให้มึงมาดูแลคุณแมนเค้า ไม่ใช้ให้มาหาเรื่อง!!! ถ้ายังมีนิสัยแบบนี้อีก ก็กลับไปซะ” เสียงฝ่ามือปะทะกับใบหน้าเรียวใส่จนหน้าหัน ทำให้ทุกคนเปิกตากว้างอย่างตกใจรวมทั้งผมเองก็เช่นกัน

 

“เอ่อ คือ.....เรามีเรื่องเข้าใจผิด นิดหน่อยเอง ไม่เห็นจะต้องลงไม้ลงมือกันนี้ครับ” ผมบอกก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างๆร่างบางที่ยังไม่หันมามอง

 

“นิสัยเสีย จนเสียการเสียงงาน ผมต้องของโทษด้วยนะครับ.....เดี๋ยวผมจะให้คนอื่นมาดูแลคุณแมนแทน” ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ผมไปผูกมิตรกับพวกมันได้ยังไง คุณโอ๊คถึงได้รับรองและดูแลผมขนาดนี้

 

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมบอกแล้วว่าแค่เข้าใจผิดนิดๆหน่อยๆ  แค่....ให้คุณโอ๊ต! รับผิดชอบแผลที่เกิดขึ้นก็พอ” ผมบอกอีก เท่านั้นแหละ ร่างบางก็หันขวับมามองทันที

 

“ได้ครับ พาคุณแมนไปทำแผลที่ห้อง....และหวังว่าแกจะไม่สร้างปัญหาอีกนะ” คุณโอ๊คบอกก่อนจะเดินออกไป โอ๊ตเลยเดินนำไปยังห้องพักของผมด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

 

มันเอากล่องพยาบาลมานั่งจ้องเฉยๆราวๆสิบนาทีๆได้แล้วครับ แต่ไม่ยอมทำแผลให้ผมซะที ผมเองก็นั่งมองเรียวหน้าใสไม่วางตา ไม่รู้หน้ามันมีอะไรนักหนาผมถึงได้ชอบมองนัก

 

“แผลกูจะเน่าแล้วนะ ตกลงจะทำมั้ย” หน้าเรียวมองผมอย่างโกรธเคืองก่อนจะเริ่มหยิบจับกล่องพยาบาล แต่ทันทีที่มันขยับตัว ผมก็ดึงร่างมันมากดลงบนโซฟาและพาร่างหนาของตัวลงทับทาบลงไป

 

“ปล่อย!!!!  ไอ้เลว  ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ” มันดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้ร่างผม พร้อมๆกับปากที่ด่าว่าไปด้วย

 

“นิ่งๆนา.......!!!” ผมส่งสายตาคมๆสบตากับมันจนมันนิ่งเงียบไป ผมดึงมันขึ้นมานั่งดีๆ แต่มันทำท่าจะยกมือขึ้นต่อยผมอีก ไอ้นี่กูดีด้วยไม่ได้เลย

“กูบอกนิ่งๆไง หรือจะให้กูของขึ้น” ผมจับข้อมือมันไว้ ร่างบางนิ่วหน้านิดๆก่อนจะแสมองไปทางอื่น

 

“ทำอะไร!!!!!” มันถามด้วยหน้าเสียงเชิงตะคอกใส่ เมื่อผมดันตัวมันให้หันหลัง

 

“กูบอกนิ่งๆไง......” ผมแค่อยากเห็นอะไรบางอย่างที่ผมเคยทิ้งไว้บนตัวมันเมื่อสี่ปีก่อนก็เท่านั้น ผมดึงคอเสื้อมันลง เพราะเสื้อมันคอกว้างมากพอที่จะดึงมาด้านหลังตรงหัวไหล่ได้

 

“กูลบแล้วไม่ต้องหาหรอก” มันบอกก่อนจะดึงเสื้อลงให้ผมดูเอง รอยสักที่ผมเคยทำไว้ตอนนี้มันหายไปแล้ว ผมแทบไม่อยากเชื่อว่ามันจะหายไปได้ยังไงในเมื่อ..... “สิ่งสกปรก.....จากคนสกปรก กูไม่อยากเก็บไว้......อ่ะ!!!!!” ไม่รู้ความโกรธมันเข้ามาปะทะหน้าผมได้ยังไงผมถึงได้กดมันลงบนโซฟาอย่างแรงด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้าง รวบเจ็บข้อมือมันทั้งสองข้างไว้

 

ผมจะควบคุมตัวเองไม่ได้เวลาโกรธหรือโมโหใครเข้ามากๆ แต่ครั้งนี้มันมากเกินไปจริงๆ ผมเองก็ไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่ากับอีแค่รอยสักนั้น พอเห็นมันหายไปผมถึงไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ขนาดนี้

 

“สกปรกงั้นหรอ  หึ!!! มึงยิ่งลบกูก็ยิ่งอยากทำให้มึงสกปรกขึ้นอีกเป็นเท่าตัว” จบคำพูดผม ร่างบางก็ไม่มีสิทธิได้ต่อกรกับผมอีกเพราะริมฝีปากมันโดนผมฉกจูบรุนแรงแทบจะไม่มีเวลาให้ทันได้หายใจเข้าปอด

 

“อื๊ออออออ” ร่างบางพยายามจะดิ้นและขัดขืนเต็มที่แต่ด้วย กำลังและร่างกายของผมเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่า มันจึงไม่สามารถผลักผมออกได้

 

ผมรุกจูบคนใต้ร่างอย่างหนักหน่วง จนร่างบางแทบขาดอากาศหายใจกว่าผมจะละปากออก ปากสีสดเจ่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมรีบหายใจเข้าปอดแรงๆ แต่แค่ไม่ถึงสิบวิผมก็ทาบริมฝีปากร้อนลงไปใหม่

 

“อื๊อออออออ” ร่างบางพยายามดิ้นสุดแรงแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะยิ่งดิ้นผมก็ยิ่งเพิ่มแรงกดมากขึ้น ความหวานในโพรงปากสีสดทำให้ผมพอใจจนไม่อยากจะละปากออก แต่เมื่อความต้องการก่อตัวขึ้นผมก็เปลี่ยนจากรุกริมฝีปากมาเป็นซอกคอขาวเนียน

 

“ไอ้เลว ปล่อยกู.....อ่ะ!!!” ผมไม่สนใจคำด่าทอจากมันแม้แต่น้อย ผมลูบไล่ไปทั่วร่างก่อนจะเลิกเสื้อมันขึ้นจนถึงคอใช้มือหนาสัมผัสผิวเนียนใต้ผ้าบาง

 

“เงียบนา หรือจะหาอะไรมายัดปากดีมั้ย” ผมบอกในขณะที่ใบหน้าจะซุกไซ้อยู่กับซอกคอขาวเนียน

 

“มึง.....อะ” ผมเกิดรำคาญเสียงมัน ไล่นิ้วเรียวขึ้นไปถึงปากสวยก่อนจะสอดเข้าไปภายในโพรงปากรสหนาว หวังจะให้มันดูดเลียนิ้วเรียว

 

“อ๊ากก  อ่ะ.....มึง!!!” แต่ผมกลับลืมไปว่าคนอย่างมันหรือจะยอม ร่างบางกัดนิ้วผมจนผมร้องเสียงหลง

 

เพี้ย!!!!!!!  ด้วยความโกรธที่เข้ามาครอบงำทำให้ผมฟาดฝ่ามือหนาลงบนหน้ามันเต็มแรงจนหนาเนียนใสหันไปตามแรงปะทะ

 

ร่างบางนิ่งเงียบและผ่อนแรงขัดขืนจนผมรู้สึกได้ มันนิ่งซะจนผมรู้สึกวูบไหวตาม เลือดสีสดค่อยซึมออกมาจากมุมปากสวย มันทำให้ผมไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้รู้สึกผิดขึ้นมา

 

นานนับหลายนาที ผมนิ่งมองหน้ามันที่ยังคงนิ่งเงียบไป ก่อนที่ผมจะโน้มตัวลงไปกดจูบเลือดจากมุมปากร่างบาง และมันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเอาซะมากๆเพราะมันนอนนิ่งไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย ผมล่ะปากออก เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาก่อนลุกออกจากตัวมัน

 

ไม่นานร่างบางก็ลุกขึ้นจากโซฟาเก็บกล่องพยาบาลจะออกไป ผมดึงมือมันไว้มันเองก็หยุดแต่โดยดีจนผมแปลกใจ  ผมมองร่างบางที่ไม่ยอมหันมาสบตากับผม อยากจะพูดอะไรสักอย่างกับมันแต่ก็รวบรวมคำพูดนั้นออกมาไม่ได้ ผมเลยเลือกที่จะปล่อยมือ

 

“เหี้ยรับวะ!!!!” ผมทิ้งตัวลงกับโซฟาอีกครั้ง นั่งจมอยู่กับความรู้สึกหน่วงๆที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน   ก่อนจะปล่อยตัวให้นอนหลับลง

 

 

“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ไม่ได้มาดูแลคุณด้วยตัวเอง เพราะช่วงนี้ยุ่งๆเลยให้โอ๊ตมันมาดูและคุณแทน”  ผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายตัวเองคิดอะไรอยู่ ถึงได้มายุ่งเกี่ยวกับพวกนี้แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์แย้งอะไร

 

“ไม่เป็นรัยคับ” ช่วงค่ำ ผมถูกเชิญให้มาทานข้าวกับคุณโอ๊ค หลังจากที่อ่านเอกสารของโอ๊ตที่มันเอามาอธิบายให้ผมฟังนั่นแหละ

 

“อ้าว.....เมล์ แล้วโอ๊ตล่ะ  ทำไมไม่มาด้วยกัน” คุณโอ๊คถามหาน้องชายกับเด็กสาวที่มากับโอ๊ตเมื่อตอนกลางวัน

 

“เอ่อ คือ พี่โอ๊ตบอกว่าไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ  ขอพักผ่อนค่ะ” เธอบอกมองหน้าผมนิดๆ

 

“เสียมารยาทจริงๆ ขอโทษจริงๆนะครับ”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ” ผมตอบคุณโอ๊คกลับไป ใจจริงก็อยากให้มันมานั่งร่วมโต๊ะด้วยแต่มันคงอึดอัดนาดูที่ต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับคนที่ตังเองเกลียด

 

“เอ่อนี่เมล์ พรุ่งนี้เรากับโอ๊ตจะไปเกาะกันใช่มัย” เราพูดกันไปเรื่อย จนกระทั่งคุณโอ๊คถามเด็กสาวที่นั่งทานข้าวอยู่ข้างๆอย่างเงียบๆ

 

“ใช่ค่ะ ว่าจะออกไปตอนเช้าๆคะ” ผมฟัง และไม่ได้สนใจมากนัก

 

“จริงสิ ผมลืมบอกไป เมล์เป็นคู่หมั้นของโอ๊ตน่ะ” คุณโอ๊คหันมาบอกประโยคนั้นกับผม คู่หมั้นงั้นหรอ เหอะ!!!

 

“ก็......เหมาะกันดีนะครับ” ผมบอกแค่นั้นก่อนจะเหลือบมองเด็กสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของโอ๊ตด้วยหางตา

 

 

วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อจะมายังท่าเรือ ผมให้เงินไอ้ติณให้กลับไปกรุงเทพก่อนผม ผมบอกกับมันว่าจะอยู่ทำธุระอีกวันสองวัน

 

หลังจากที่มาถึงท่าเรือผมก็หาทางลงเรือของโอ๊ตโดยไม่ให้มันรู้ เหอะ!!! บอกตามตรงผมยังไม่อยากจบเรื่องของเราแค่นี้ ยิ่งรู้ว่ามันกำลังจะตัดผมออกไปจากชีวิตมันโดยการมีคู่หมั้น ผมก็ยิ่งอยากได้มันมาเป็นของตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ใจมันอยากได้ และกูก็ต้องได้

 

ผมแอบอยู่หลังเรือตลอดตั้งแต่เรือออกจากท่ามุ้งหน้าไปยังเกาะ ดูเหมือนผมจะทำตัวเป็นโจรยังไงยังงั้น เพราะผมต้องแอบเข้ามาด้านในโดยไม่ให้มันรู้ตัว

 

“พี่โอ๊ต   พี่โอ๊ตคะ   เป็นอะไรหรือเปล่า คะ” เสียงเล็กๆของเด็กสาวดังมาจากด้านในของมุมหนึ่ง ผมเลยเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น

 

“เปล่า น่ะ” โอ๊ตตอบแค่นั้น สีหน้าและท่าทางของมันไม่เหมือนกับคนที่จะมาเที่ยวสนุกกับคู่หมั้นเลยสักนิด

 

“งั้น เดี๋ยวเมล์มานะคะ” เด็กสาวบอก สีหน้าของเธอเองก็ไม่ได้ยิ้มแย้มเช่นกัน

 

“ไง” ผมทักและเดินเข้าไปหามัน ร่างบางเปิกตากว้างเมื่อเห็นผม มันรีบลุกขึ้นและดึงแขนผมมาอีกมุมหนึ่งของเรือเพื่อหลบเด็กสาว

 

“มาได้ไง  ทำบ้าอะไร!!!!!” โอ๊ตกัดฟันถามอย่างสงสัยก่อนจะปล่อยมือออกจากแขนผม

 

ผมไปตอบออกจากมุมนั้นเพื่อเอาอะไรบางอย่างไปใส่ลงในแก้วน้ำของเด็กสาวที่มากับมันก่อนจะกลับมาดึงแขนมันออกมาบนเรือ

 

“ทำอะไร ต้องการอะไรอีก!!!

 

“ต้องการมึงไง!!!” มันนิ่งเงียบก่อนผลักผมออกทำท่าจะกลับเข้าไปด้านใน แต่ผมจะไม่ยอมง่ายๆไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว เชื่อสิว่ามันออกมาวันนี้ไม่ได้ปกอาวุธมาหรอและผมก็สู้มันได้สบาย

 

“ปล่อย มึงใส่อะไรให้เมล์กิน” ร่างบางพยายามดึงแขนเล็กออกจากมือผมอีกครั้งหลังจากที่ผมคว้ามันไว้เมื่อกี้

 

“แค่สลบนาไม่ตายหรอก” ผมบอก เรือมาถึงเกาะพอดี ผมเลยรีบลากมันลงจากเรือ ส่วนเด็กสาวคนนั้นก็ช่างมันสิ

 

“นี่ ปล่อยนะ ที่นี่ถิ่นกูมึงไม่รอดหรอก” โอ๊ตบอก ทุบตีผมจนแดงไปทั่วแขนระหว่างเดินเข้ามาในรีสอร์ท

 

“แล้วถ้ากูบอกว่า  กูเป็น ผอ อัว ผัว มึงใครมันกล้า อีกอย่าง พี่มึงคงไม่ชอบใจนักถ้ารู้เข้า จริงมั้ย” ผมโอบเอวบางเข้าหาตัว ส่งยิ้มหวานให้มัน

 

“ทุเรศ ไอ้เลว” โอ๊ตมองสบตาผมอย่างโกรธเคืองและดันร่างผมออกห่าง ก่อนจะรีบเดินนำไปไม่สิเรียกว่าเดินหนีต่างหาก ผมมองแผนหลังร่างบางก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนมันจะเกลียดผมเข้ากระดูกดำจริงๆ

 

โอ๊ตเดินมายังห้องพักติดริมทะเล รีบไขกุญแจเข้าไปด้านในและจงใจจะปิดประตูอย่างรวดเร็วไม่ให้ผมเข้าไปแต่ผมรู้ทัน ก้าวไปผลักมันเข้าไปข้างในก่อนจะตามไปติดๆ พร้อมกับล็อคประตูเสร็จสรรพ

 

“เมื่อไหร่จะเลิกยุ่งกับกูซะที เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องมารื้อฟื้นอีก และอีกกูก็ไม่ได้หักหลังมึง เพราะไม่อยากยุ่งกับมึงอีก ไม่อยากเลยสักนิด” ร่างบางพูดบอกอย่างโกรธเคือง

 

“บังเอิญกูอยากยุ่งไง” ผมบอก มองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่ตอนนี้ คิ้วขมวดเข้าหากัน ผมเดินเข้าไปใกล้ๆมัน ก่อนจะคว้าตัวมันเข้ามาจูบ

 

“อื๊ออออ” ร่างบางทุบตีบผมด้วยกำหมัด แต่ผมไม่สนใจ ยกมือขึ้นกดท้ายทอยมันไว้ไม่ให้ละออกห่าง ลิ้นร้อนสอดเข้าไปเกี่ยวตวัดรสหวานจากโพรงปากสีสดเนินนาน

 

“มีคู่หมั่นทำไมไม่บอก” ผมถามขณะที่ล่ะปากออก

 

“ไม่จำเป็น” ร่างบางบอกก่อนจะหลบตาผม “เราไม่ได้เป็นอะไรกัน” คำพูดนั้น ทำให้ผมหงุดหงิดจนต้องลากมันเข้ามายังโซนห้องนอนซึ่งมีแค่ผ้าม่านบางๆกั้นไว้

 

“งั้น เรามาระลึกชาติกันดีมั้ย” เพี้ย!!!! ผมยังไม่ทันได้ก้มลงประกบปากมัน ร่างบางกลับฝาดฝ่ามือเข้าให้บนหน้าผมเต็มแรง

 

“สารเล............อื๊ออออ” จากนั้นอารมณ์ผมก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ฉกจูบปากสีสดแรงๆไม่พอยังขบเม้มจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือด

 

“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรกัน มึงก็หยุดกูให้ได้สิ ที่รัก!” มือเล็กยังตุบตีข้างตัวผมแรงๆแต่ผมไม่สนใจรุกจูบปากสีสดต่อ พร้อมกับมือไม้เริ่มแกะกระดุมเสื้อมันทีล่ะเม็ด

 

“ไอ้....เหี้ย ปล่อยกู!!!!  อ่ะ!!!!” ผมกัดซอกคอมันแรงๆจนเกิดรอย ก่อนจะไล่มือลงมาถอดกางเกงขาสั้นแค่เข่าของมันทิ้ง

 

“หึ ไหนว่าไม่ได้เป็นอะไรกันไง ทำไม......ของมึงมันชี้หน้ากูแบบนี้วะ” ผมบอกพร้อมกับมองสำตรวจร่างกายมันไปทั่วร่างอย่างหื่นกระหาย จนคนใต้ร่างผมหน้าร้อนขึ้นสีแดดเทือกแม้ว่าจะผ่านมีตั้งสี่ปีแต่มันก็ยังดูแลร่างกายได้ดีทุกซอกทุกมุม

 

“ไอ้เลว อ่ะ!!!!” ผมแกล้งกดแกนกายของมันเพื่อหยุดคำด่าทอนั่น และหันมาถอดเสื้อผ้าตัวเองออก

 

“จะไปไหน!!! มานี่ หรือมึงอยากโดนมัดห๊ะ!!!!” โอ๊ตใช้จังหวะที่ผมถอดเสื้อผ้าจะลุกหนีแต่ผมคว้าตัวมันไว้ได้

 

“ปล่อย!!!” ผมดึงมันเข้ามากอดจนร่างกายเราเบียดชิดติดกัน ถึงแม้ว่ามันจะร่างเล็กกว่าผมแต่แรงมันก็เยอะใช่น้อย ผมจะหมดแรงก่อนจะตอนที่ไล่จับมันเนี่ยแหละ

 

“ทำไมดื้ออย่างนี้ห๊ะ!!!!  มานี่!!!!” ผมเริ่มมีอารมณ์โกรธเลยเผลอตวาดใส่มันเสียงดัง ร่างบางนิ่งไป ก่อนที่จะกลับมาตุบตีผมอีกครั้งเมื่อผมอุ้มร่างมันเข้ามาในห้องน้ำ

 

“ปล่อย ไอ้เหี้ย!!!!  ไอ้อุบาทต์!!!” ปากมันดีอย่างนี้แหละผมถึงทนไม่ได้

 

ผมดันมันลงไปในอ่างน้ำที่มีน้ำอยู่เกือบเต็ม ร่างบางเกือบจมลงไปในน้ำทั้งร่างเพราะอ่างน้ำที่กว้างเป็นพิเศษ ผมเริ่มรุกจูบอย่างร้อนแรงทันทีเมื่อมีโอกาส และจะไม่ยอมให้มันขัดใจอีกแล้ว

 

“อ๊ะ......ไอ้.....อื๊ออออ” ผมซุกดูดเม้มซอกคอขาวจนร่างบางเคลิ้มและคล้อยตาม มือเล็กที่เอาแต่ทุบตีผมเมื่อกี้ตอนนี้เปลี่ยนเป็นโอบรอบคอผมแทน

 

“อื่มมมม.....ยอมตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง” ผมบอกก้มลงขบกัดยอดอกสวยของมันที่กำลังชูชันสู้ลิ้นร้อน ไล่มือลงไปปลดปล่อยรูดรั้นแกนกายให้มัน

 

“อ่าส์.............อ๊ะๆๆ” ผมรูดรั้นแกนกายอุ่น และเร่งจังหวะเร็วๆ ร่างบางครางออกมาอย่างเสียวซ่านก่อนจะปลดปล่อยออกมาเพียงแค่เวลาไม่นาน

 

“ถึงทีกูมั่ง ล่ะ” ผมดึงร่างมันขึ้นมาจากอ่าง ให้นั่งคร่อมตักผมแทน “ใส่เอง หรือจะให้กูใส่ให้” ผมบอก เพี้ย!!! โดนบ่องหูกูเต็มๆครับ มันทำท่าจะขัดขืนแต่ผมหรือจะยอมปล่อย มันไม่ใส่กูก็ยัดใส่เองสิ

 

“อ๊ะ!!!!  ไอ้.........อ๊ะๆๆๆๆ” ผมไม่ปล่อยให้มันได้ด่าทออีก เพราะน้ำในอ่างผสมสบู่เรียบร้อยแล้ว ผมเลยไม่คิดจะเปิกทางให้มัน ร่างบางถึงกันนิ่วหน้าเพราะความเจ็บแถมผมก็ไม่ให้มันทำความคุ้นชินกับแท่นร้อนผมเลย ใส่ปุ๊บ ก็สวนไม่ยั้ง

 

“อ่าส์.....” บทรักอันร้อนแรงในห้องน้ำเกิดขึ้นวงไปเวียนมาเกือบทุกท่วงท่าที่ผมสามารถทำได้ ความอุ่นร้อนที่กำลังตดรัดผมมันทำให้มีอารมณ์ความต้องการก่อตัวขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด จนเวลาล้วงเลยมาจนถึงช่วงบาย  เรียกว่าข้าวปลาไม่ได้กินกันเลยทีเดียว

 

ผมเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หยุดน่ะหยุดให้   แต่แค่ไม่ถึงสามสิบนาที ผมก็เริ่มปลุกอารมณ์มันขึ้นมาใหม่ จนตอนนี้ร่างบางหนังตาเริ่มปิดลงเต็มที

 

“พอ.....อ่าส์......ไม่ไหว” โอ๊ตบอกเมื่อผมเริ่มรุกจูบมัน หลังเสร็จไปอีกรอบบนเตียงเมื่อยี่สิบนาทีที่แล้ว

 

“อื่ม.......กูยังไม่อิ่มเลย” ผมบอก มันเลยกัดหัวไหล่ผมเต็มแรงเพราะคงไม่เหลือแรงที่จะยกมือขึ้นมาฟาดใส่ผมแล้ว

 

“อื๊อออออ.........” เมื่อผมเริ่มแล้วก็จะไม่ยอมให้ค้างคาเด็จขาด

 

“ไปว่ายน้ำกัน...” ผมบอกอุ้มมันขึ้นมาจนเตียงกว้าง ทั้งที่ร่างกายไม่มีผ้าปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว  ผมพามันมาลงสระน้ำของห้องพัก ซึ่งเป็นที่ส่วนตัว เพราะงั้นจะทำอะไรก็ได้ไม่มีใครเห็น

 

“ไม่!!!!....อ๊ะ.....ไอ้โรคจิต....ไอ้....อุ๊บส์” ผมกลืนกินคำพูดจากโพรงปากรสหวานลงคอ มือลูบไล่ไปทั่วร่างเพรียวบาง ที่สัมผัสกี่ทีกี่ทีก็ทำให้ผมร้อนรุ่มไปทั้งตัว นี่แหละไม่ยากเลยที่ผมจะมีอารมณ์มันกับได้ง่ายๆ และเหมือนจะไม่อยากหยุดเลยด้วยซ้ำ

 

ผมดำน้ำลงไปโดยให้ร่างมันพิงกับขอบสระ กระตุกอารมณ์มันด้วยลิ้น ผมไล่ลิ้นกับสะดือเล็กให้มันเสียวเล่น จากนั้นก็ไล่ลิ้นลงมาขบเม้มแกนกายที่กำลังชูชันตรงหน้า น้ำในสระดับความร้อนในตัวก็จริงแต่ดูเหมือนจะไม่ใช่กับผม

 

ผมครอบปากลงกับแกนกายร่างบางจนขาเรียวหนีบเข้าหากัน ก่อนจะรูดรั้นแกนกายมันด้วยปากเพื่อให้มันปลดปล่อยออกมาก่อน แต่ดูเหมือนร่างบางจะทนความเสียวซ่านไม่ไหวเลยปล่อยตัวลงมาใต้น้ำให้ผมเกาะเอวมันไว้ และไม่นานน้ำรักสีขุนก็พุ่งออกมาเต็มปากผม มีบางส่วนที่เผลอกลืนลงคอไป แต่แปลกที่ผมไม่ได้รังเกียจเลยสักนิด

 

“อ่าๆ.....เฮ้ย! อย่าเพิ่มหลับ” ผมโผล่ขึ้นมาจากน้ำเห็นร่างบางใกล้หลับเต็มที ผมเลยไม่รอช้าจับขามันสองข้างมาเกี่ยวเอวไว้ก่อนจะแทรกแท่นร้อนเข้าไปในช่องทางคับแคบของมันรวดเดียวเต็มลำ

 

“อ๊ะๆๆๆๆๆ................” เสียงครางพร่า ดังตามแรงกระแทกกระทั้งจากสะโพกสอบของผม ความอุ่นร้อนภายในตดรัดจนทำให้ผมคลั่งแทบควบคุมสติไม่อยู่

 

“อ่าส์/อ่าๆๆ” ผมปล่อยน้ำสีขุนภายในร่างกายมันจนไหลเยิ้มออกมา ก่อนจะค่อยๆถอดแทนร้อนออกช้าๆ ร่างบางโอบรอบคอผมไว้แน่นและนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ

 

“กูล้างให้” ผมบอกโดยไม่รอคำตอบจากมันสอดนิ้วเข้าไปภายในช่องแคบสีหวานควานน้ำรักออกให้จนหมด ก่อนจะพามันไปล้างตัวอีกครั้งและกลับมานอนพักบนเตียงกว้างอย่างหมดแรง

 

ก็อกๆๆ

 

เสียงประตูห้องพักดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำพอดี ผมเลยเดินไปเปิดทั้งที่ยังใส่เพียงเสื้อคลุมอาบน้ำ

 

“อาหารครับ” ผมรับอาหารจากพนักงานก่อนจะเดินกลับเข้ามา

 

“โอ๊ต  จุ๊บๆ.......ลุกมากินข้าวก่อน ค่ำแล้ว” ผมปลุกมันโดยการจุ๊บมุมปากเน้นๆสองที ร่างบางปรือตาขึ้นมองนิดๆ ก่อนจะพลิกตัวนอนหาย

 

“อื่ม.......” โอ๊ตยันตัวลุกขึ้นนั่ง เพี้ย!!!!  โดนเต็มๆอีกดอกครับ  มันฟาดมือลงบนหน้าผมอีกแล้ว

 

“ยังมีแรงนะมึง......กินข้าวก่อนจะได้กินยา” ผมไม่เคยแคร์ใครจนถึงขนาดเอาข้าวเอาน้ำมาให้แบบนี้หรอก เนี่ย คนแรกเลย

 

“ถามหน่อย” มันเอ่ยปากถาม หลังจากที่ทานข้าวทานยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมหันไปเลิกคิ้วรอคำถามนั่น “ทำอะไรเคยคิดถึงจิตใจคนอื่นบางหรือเปล่า”

 

โอ๊ตมองสบตาผมเหมือนรอคำตอบ แต่คำถามนั่นทำให้ผมจุกแน่นในอกจนพูดไม่ออก มันกำลังหมายถึงสิ่งที่ผมทำกับมันหรือเปล่า และผมก็ไม่มีคำตอบให้มัน ทำได้เพียงคว้าร่างบางเข้ามากอดไว้  ผมจะทำยังไงดีพรุ่งนี้ผมต้องกลับแล้วและก็อยากให้มัน.............

 

“ไปอยู่กับกูมั้ย”

 

 

 

.............................................................................

ภาษาเราแข็งมากกกกกกกกกก พยายามคิดตามเน้อ

ขอโทษที่ให้รอนาน อยากอ่านลีวายส์กันชิมิ อย่าเพิ่มโวยกันน้าาาาา

 

ขอโทษด้วยนะคะถ้ามีคำผิด

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น