email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านงานของเรานะคะ ดีใจที่ได้รู้จักกันผ่านทุกตัวอักษร ฝากเอ็นดูนิยายของเราด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขอย่างยิ่งค่ะ

ชื่อตอน : Diamond eyes △ {17}

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2562 18:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Diamond eyes △ {17}
แบบอักษร

 

 

 

 

Diamond eyes 

 

 

{17} 

 

 

 

 

 

 

 

ห้องว่าราชการของเมืองนอร์ธนั้นเป็นห้องโถงกว้างตั้งอยู่บนชั้นสามของอาคารปลูกสร้างขนาดใหญ่ สองชั้นล่างเป็นห้องจัดเก็บของล้ำค่าที่มิอาจบริโภคได้ ไม่ว่าจะแพรพรรณ อัญมณี ทอง เครื่องเงิน สินค้าหายาก จะถูกจัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อยรอบคอบ 

 

โดยมีห้องว่าราชการตั้งอยู่เหนือความมั่งคั่งแห่งเมืองนอร์ธ 

 

ในห้องจะตกแต่งด้วยโทนสีครามตัดเงิน ทว่ามิทิ้งความหรูหราด้วยการประดับอัญมณีหลากสีมากมูลค่าซึ่งเป็นสินค้าหลักจากเหมืองแร่ของเมืองได้อย่างลงตัว 

 

ห้องนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพดานสูงประดับโคมระย้าหนุนกับแสงสว่างจากหน้าต่างรอบด้านอยู่เสมอ เต็มผืนที่ผนังด้านในสุดแขวนธงสีครามเข้มประทับตราสัญลักษณ์สีเงินของราชวงนอร์ธไว้หนึ่งผืน ถัดมาบนแท่นไม้ คือบัลลังก์ของราชาแห่งนอร์ธซึ่งตั้งอยู่สูงกว่าเก้าอี้ตัวอื่น 

 

เดิมทีขนาบข้างพรมสีน้ำเงินที่ทอดยาวกลางห้องจะเป็นโต๊ะยาวฝั่งละตัว มีเพื่อให้เหล่าเจ้ากรมต่าง ๆ ของเมืองนอร์ธนั่งยื่นฎีกาและว่าราชการกัน 

 

ทว่าวันนี้เรื่องที่จะกระทำในห้องนี้ต่างไป โต๊ะเนื้อดีทั้งสองจึงถูกยกออก เหลือเพียงเก้าอี้ที่จัดไว้ไม่กี่ตัว รวมทั้งเก้าอี้ตัวใหม่ที่ถูกเสริมเข้ามาต่ำชั้นกว่าบัลลังก์ไปเพียงนิดเดียว 

 

เก้าอี้ในตำแหน่งซึ่งมักเป็นของราชินีแห่งเมืองนอร์ธ ทว่าในสมัยราชาองค์ก่อนไม่มีราชินี และเหล่าสนมทั้งหกไม่ได้เข้ามาร่วมประชุมด้วย เก้าอี้ในตำแหน่งนี้จึงหายไปกลาย ๆ แต่ในวันนี้กลับมาอีกครั้ง 

 

ทั้งยังถูกจัดแต่งให้ดูหนานุ่มนั่งสบายมากกว่าดูน่าเกรงขามอย่างปกติ แม้มีคนนึกขัดในใจแต่ก็ไม่อาจติติงในเมื่อผู้ที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นเป็นโอเมก้ามีครรภ์แปดเดือนถ้วนพอดี ไม่แปลกที่ควรจะนั่งให้สบาย 

 

"พาคนท้องแก่มาชมการตัดสินโทษกบฏเช่นนี้ ข้าเห็นว่ามิค่อยสมควรต่อสุขภาพของทายาทแห่งนอร์ธเท่าใดนัก ราชาเดฟ" คาลเดอร์ เกรแฮมเอ่ยทัก เมื่อเดินอย่างองอาจเข้ามาในห้องว่าราชการแล้วเห็นใบหน้าที่ยังคงงดงามหมดจดแม้จะอวบอิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์ยืนข้างหลานชายตน 

 

แน่นอนว่าคาลเดอร์ย่อมต้องเป็นห่วงเหลนตัวน้อย นี่คือแต้มต่อที่มีค่ามากของตนทีเดียว หากไม่ได้คลอดออกมาอย่างสมบูรณ์จะทำเยี่ยงไร 

 

"ท่านตามิต้องห่วง จีนพอใจที่จะอยู่ในห้องนี้ ข้าก็พอใจที่เขาอยู่เช่นกัน" ราชาคนปัจจุบันแห่งนอร์ธเอ่ยอย่างปรานีปราศรัย รอยยิ้มมุมปากน้อย ๆ ดั่งเช่นที่ได้รับการสั่งสอนมา ต่างจากแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะได้ออกมาเจอผู้คนมากมายโดยไม่มีกระสอบสมุนไพรห้อมล้อมรอบทิศทาง 

 

อีกทั้งคราวนี้ก็ถูกแต่งตัวในชุดคลุมสีครามเข้ม ประดับเครื่องยศหรูหรานั่งเคียงบัลลังก์ราชา มิมีสิ่งใดที่คุ้นชินเลย จึงทำให้มีเพียงรอยยิ้มจืดเจื่อนด้วยความประหม่า ก่อนจะหลุบตาลงพื้น ใช้สองมือลูบหน้าท้องนูนใหญ่อบอุ่นไม่ละมือให้รู้สึกใจสงบมากขึ้น 

 

อัลฟ่าเดฟปรายตาเรียวคมกวาดมองไปทั่วห้องเมื่อเห็นว่าผู้คนที่มีความจำเป็นในการพิจารณาคดีกบฏในวันนี้มาอย่างครบถ้วนแล้วก็หันมาหาโอเมก้าเจ้าของกลิ่นกระดังงาข้างกาย 

 

"มาเถิดจีน ข้าจะพาเจ้าไปนั่ง ยืนนานจะไม่ดี" น้ำเสียงทุ้มนุ่มอบอุ่นต่างจากดวงตาเรียวคมที่แสนเย็นชาเมื่อครู่ลิบลับ และราชาแห่งนอร์ธก็มิสนใจสายตาของผู้ใดที่มองมา ตนไม่นึกให้ใครมาช่วยโอบประคองคู่แท้ของตน ร่างกายสูงใหญ่ค่อย ๆ พาโอเมก้าตระกูลปาร์กเกอร์มานั่งบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ให้ 

 

เดฟสบตากับไอรีน่า โรมานอฟและคาร่า เกลเลอร์ เบต้าหญิงทั้งสองในยามนี้ก็กำลังทำหน้าที่เดิมของตนคือเสริมการปกป้องให้แก่แองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ ในยามที่เดฟทำได้ไม่เต็มที่ 

 

"อดทนรอสักหน่อยนะเจ้าจีน อีกไม่นานก็เสร็จสิ้นแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล" 

 

"แค่มีท่าน ข้าไม่กังวลสิ่งใด ทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยดีแน่ท่านเดฟ" มือน้อยลูบใบหน้าคมสันมอบรอยยิ้มหวานให้แบบที่หากไม่ใช่ห้องว่าราชการเดฟคงโผจูบร่างน้อยตรงหน้าสักหน แต่ที่ทำได้มีเพียงแค่ละมือออก 

 

ทว่าเท่านี้ก็มากพอให้เกิดคำครหาและเพิ่มน้ำหนักความจริงในใจเหล่าเจ้ากรมและผู้คนในห้องว่า อัลฟ่าเดฟนั้นทั้งหลงทั้งรักแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์มากเหลือเกิน ก่อนที่จะได้พินิจพิเคราะห์ผู้นั่งเก้าอี้ราชินีต่อ เบต้าไอรีน่าและเบต้าคาร่าก็ยกฉากกั้นไม้มาบังล้อมโอเมก้าท้องแก่ไว้ด้านใน นั่งนาน ๆ ยืดขาแข้งคุมร่างกายได้ไม่ดีคงกลัวมีภาพไม่งามให้ได้เห็น 

 

ร่างสูงใหญ่ของเดฟก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์ตน มงกุฎที่ประดับด้วยเพชรสีดำซึ่งเคยเป็นดวงตาของอดีตอัลฟ่าผู้ครองบัลลังก์แห่งนอร์ธรุ่นแล้วรุ่นเล่าถูกสวมลงแก่เดฟเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มว่าราชการ 

 

เดฟขณะสวมมงกุฎนั่งบัลลังก์เหมาะสมยิ่งนัก ผู้ซึ่งอยู่ในห้องยากจะปฏิเสธเมื่อมองเห็น 

 

"เบิกตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้" เดฟเอ่ยคำสั่งและในทันทีนั้นทหารก็โค้งรับและทำให้ทันที 

 

เรื่องที่จะพิพากษาในวันนี้ค่อนข้างเปราะบาง เพราะเช่นไรเจ้าชายจาคอปและพระสนมเซเรน่ารวมทั้งบรรดาทหารติดยศที่ถูกคุมตัวก็เป็นคนของราชวงศ์ เพื่อไม่ให้เกิดการครหา ประตูและหน้าต่างจึงถูกดึงลงกลอนปิดจนมิดชิด 

 

ผู้คนที่ใช้พิจารณาคดีมีไม่มากนัก น้อยกว่าเรื่องทั่วไปในปกติด้วยซ้ำ มีเจ้ากรมทหาร เจ้ากรมตุลาการ และผู้สนับสนุนฝ่ายสหพันธ์ที่ชนะสงครามในครั้งนี้ รวมทั้งเหล่าทหารคนสนิทติดตามแต่ละฝ่ายจำนวนเล็กน้อยที่ได้เข้ามาในห้องด้วย 

 

และครั้งนี้พระสนมรีเบกกา มารดาของราชาเดฟเข้าร่วมด้วย ทว่าไร้เงาของเจ้าชายโอเมก้าลอเรนโซ่ซึ่งอยู่ในที่ปลอดภัยและยังคงมิได้กลับคืนมาที่นอร์ธ 

 

ส่วนทางด้านกบฏ เมื่อสิ้นเจ้ากรมการคลังที่ถูกวินิจฉัยว่าล้มป่วยตายฉับพลันไปเมื่อวันก่อนก็เหลือ เพียงทหาร เจ้ากรมเล็ก ๆ ที่เคยเป็นพวกไม่มากนัก และแน่นอนคือเจ้าชายจาคอป ทหารคิม และพระสนมเซเรน่า ส่วนบุตรชายอัลฟ่าอีกสองคนของพระสนมเซเรน่าพบว่าล่องเรือออกจากเฟนเรียร์ไปตั้งแต่สงครามชิงบัลลังก์เริ่มได้ไม่นาน 

 

แม้จะเป็นนักโทษ ทว่าเชื้อพระวงศ์ยังคงได้นั่งเก้าอี้บุนวม ตรวนโซ่เหล็กเข้าไปสองแขนขาล็อกไว้กับเก้าอี้ ส่วนบรรดาเจ้ากรมและทหารผู้พ่ายสงครามถูกจัดให้นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เช่นที่ทหารคิมนั่งคุกเข่าถูกโซ่ตรวนสองข้อมืออยู่ข้างเก้าอี้ของเจ้าชายจาคอป 

 

สภาพของนักโทษแต่ละคนนั้นไม่สู้ดีนัก เสื้อผ้ามีรอยขาดและเปรอะเปื้อน แต่เจ้าชายจาคอปยังคงนั่งตัวตรงอกผายไหล่ผึ่งไม่ต่างจากเดิม ทว่าพระสนมเซเรน่านั้นเงียบกริบแต่ใบหน้างดงามแหงนมองเพดานสายตาเลื่อนลอยราวกับหลุดจากโลกแห่งความจริงไปแล้ว 

 

"ข้อพิพาทความผิดในครั้งนี้ เจ้าชายจาคอป..." อัลฟ่าเฮเลน โรมานอฟก้าวอย่างองอาจในชุดสีครามเข้มประดับดาบคู่ใจออกมาด้านหน้าอ่านม้วนกระดาษในมือ ร่ายยาวตั้งแต่เจ้าชายจาคอปเริ่มวางแผนกับเจ้ากรมการคลังคามิลซึ่งสิ้นชีพไปแล้ว 

 

เป็นการลงรายละเอียดยิบย่อยและปรับแต่งให้เกินจริงไปบ้างตามประสาผู้ชนะกระทำต่อผู้แพ้ มีความยืดยาวที่น่าเบื่อ แต่เพราะน้ำเสียงฉะฉานน่าฟังของอัลฟ่าเฮเลนและเบต้าอีกสองคนที่ผลัดกันอ่านนั้นชวนสนใจอยู่บ้างจึงพอทนได้ 

 

วี๊ดด 

 

ผ่านไปเกือบชั่วยามในที่สุดการอ่านประกาศข้อพิพาทก็จบลง คาลเดอร์ลอบมองนาฬิกาพกของตน ประเมินว่ากว่าจะได้ตัดสินประหารเจ้าชายจาคอปและพวกก็คงปาเข้าไปเที่ยงพอดี 

 

กินเวลามากโขกับสิ่งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าจะออกไปในทิศทางไหน 

 

"การกระทำของเจ้าชายจาคอปนั้น ท่านเห็นเป็นเช่นไร ท่านเจ้ากรมทหารคาลเดอร์" ราชาเดฟเอ่ยถามขึ้นมา คาลเดอร์ที่กำลังเบื่อหน่ายยืดหลังตรง ยันตัวลุกขึ้นอย่างผ่าเผย 

 

ได้โอกาสพูดในสิ่งที่อยากพูดโดยไม่ต้องดูเจ้ากี้เจ้าการเกินไปพอดีไม่คว้าไว้ได้อย่างไรเล่า เจ้าชายเดฟใหม่นักกับการเป็นราชา ฟังความเห็นผู้มากประสบการณ์กว่าเช่นตนย่อมเหมาะสม ค่อยว่าง่ายหน่อย 

 

"ข้าเห็นว่าเช่นไรกบฏโทษมีสถานเดียวอยู่แล้ว หลักฐานอันเป็นรูปธรรมชัดเจนในทุกสิ่งทางนอร์ธต่างมีอย่างครบถ้วน ไฉนเลยเสียเวลาคุยกับนักโทษกบฏให้มากความ" คาลเดอร์ก้าวออกมาด้านหน้าด้วยความเคยชิน เอ่ยถ้อยผลักให้ผู้แพ้เป็นเพียงคนนอก ส่วนตนคือนอร์ธยึดอำนาจรัฐสนับสนุนตน ให้ฟังดูเหมือนทั้งหมดนี้ทำในนามเมืองนอร์ธมิใช่ปรารถนากำจัดเสี้ยนหนามส่วนตัว ดูดีนักฟังอย่างไรก็ดูดี 

 

ดวงตาคมโตทรงอำนาจกวาดมองไปทั่วห้องด้วยความคุ้นเคย ก่อนชำเลืองมองราชาแห่งนอร์ธซึ่งเป็นหลานตน 

 

"ข้าเห็นควรให้ตัดสินโทษประหารแก่กบฏไปเสียตั้งแต่ตอนนี้" 

 

"โทษประหาร ท่านพินิจว่ามันไม่มากเกินไปหรือท่านคาลเดอร์" ราชาเดฟเอ่ยถาม คาลเดอร์เห็นความมิเดียงสาในหลานชายของตนแล้วอดจะยิ้มเล็กน้อยไม่ได้ ยามเป็นราชา ไร้เดียงสา ใจอ่อนเช่นนี้เลยหรือ ไฉนเมื่อยังเป็นเจ้าชายถึงได้หัวแข็งดื้อรั้นควบคุมยากจนน่ากำจัดทิ้งมากกว่าเลี้ยงไว้ 

 

"ไม่มากเกินไปหรอกราชาเดฟ เห็นกันอยู่เสมอว่าอย่าตีงูหลังหักมันจะแว้งกัดเอาได้ เช่นที่เห็นตัวอย่างบนแผ่นดินนอร์ธหลายต่อหลายหนอย่างไรเล่า" เจ้ากรมทหารเอ่ยเรื่องราวที่ตนมีส่วนร่วมมาเนิ่นนานหลายสิบปีตลอดเวลาที่รับตำแหน่งนี้ คอยควบคุมจัดการราชวงศ์นอร์ธมาเสมอ 

 

วี๊ดด วี๊ดด 

 

"ข้าเห็นด้วยกับท่านเจ้ากรมทหาร" ราชาเดฟคลึงฝ่ามือไปกับดาบเล่มโปรดของตนซึ่งเสียบอยู่กับแท่นประดับข้างบัลลังก์ 

 

"เก็บผู้หวังร้ายไว้ข้างตัวก็มิต่างหอกข้างแคร่" ราชาแห่งนอร์ธแย้มยิ้มเล็กน้อยอย่างที่คุ้นเคย 

 

"นอร์ธ ควรเปลี่ยนแปลงเสียที" 

 

เคร้ง แกร๊ง 

 

เสียงโซ่ขาดสะบั้นลงพลันเจ้าชายจาคอปที่เคยถูกจองจำสลัดโซ่ข้อมือข้อเท้าทิ้งให้ห่างตัว ดังเช่นทหารคิมหยัดยืนขึ้นพร้อมมีดเล่มเหมาะมือ ทั้งยังโยนดาบเล่มโตให้แก่นายตน 

 

"กบฏคิดต่อสู้! สังหารมันเดี๋ยวนี้" เสียงคำสั่งจากเจ้ากรมทหารดังลั่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงโรมรันของคมหอกคมดาบที่พุ่งเข้าหากัน เสียงการปะทะน่าหวาดหวั่นดังอยู่หลายนาทีก่อนจบลงที่กองเลือดอาบนองบนพื้นพรมสีน้ำเงินเข้ม 

 

และความเย็นของดาบคมที่ทาบอยู่บนคอของคาลเดอร์ เกรแฮม ทว่าผู้จับปลายดาบอีกฝั่งมิใช่เจ้าชายจาคอปที่ถูกกำหนดให้เป็นศัตรูแต่เป็นอัลฟ่าเฮเลน โรมานอฟผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งแม่ทัพของราชาเดฟ 

 

"เฮเลนเจ้าเป็นกบฏหรือ! " เจ้ากรมทหารคำรามถามอย่างตระหนก ดวงตาคมโตของชายชราเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าทหารคนสนิทของตนถูกแทงจนล้มลงกับพื้น และดาบเล่มโตนั้นผู้ที่ถือมันก็คือราชาเดฟเอง 

 

เมื่อกวาดตามองไปทั่วห้อง ทหารที่กำลังถูกดาบคมกดแนบคอล้วนเป็นทหารคนสนิทที่ภักดีกับเจ้ากรมทหารเช่นตนทั้งนั้น ทว่าเจ้าชายจาคอปกับทหารคิมนอกจากมิถูกจองจำซ้ำยังยืนหันดาบเข้าใส่ตนได้อย่างอิสระ 

 

คาลเดอร์เดือดดาลไปทั้งใจ กัดขบฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด 

 

"ได้ยังไงกัน มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร" คาลเดอร์คำรามลั่น ไฉนเลยการพิพากษาเจ้าชายจาคอปและพวกกลับกลายเป็นตนและลูกน้องที่ถูกไล่ต้อนได้ 

 

หรือว่ามันเป็นแผนลวงแต่แรก 

 

"ท่านคิดว่าจะไม่มีผู้ใดเอะใจกับแผนของท่านหรือ ทั้งที่ท่านไปตกลงกับเจ้ากรมการคลังคามิลให้กำจัดข้าและเจ้าชายจาคอป ทั้งที่ท่านยักยอกทุนสงครามซึ่งกู้ยืมจากตระกูลเจมส์เพื่อลอบตั้งทัพใหม่ของตนมาจัดการกำจัดพวกข้า เรื่องพวกนั้นน่ะท่านคาลเดอร์ มันมิอาจเป็นความลับไปตลอดหรอกนะ" เดฟกล่าวด้วยน้ำเสียงชืดเย็นชา ดวงตาคมจับจ้องมองดาบคมที่เปื้อนเลือดในมือตน 

 

"เจ้าเอาอะไรมาพูดกันเดฟ ข้านี่น่ะหรือจะทำเรื่องพวกนั้น เจ้าคิดสังหารตาของเจ้า เข้าข้างศัตรูกับกบฏอย่างจาคอปหรือ" คาลเดอร์ยังเอ่ยต่อไป แม้จะกลัดกลุ้มกังวลที่หลานชายพูดออกมาได้ตรงจุดทุกอย่าง ทว่ามินึกยอมรับ 

 

"พวกข้ามิได้โง่เง่าเบาปัญญา การนัดพบเพื่อเจรจาของท่านกับท่านคามิลกี่หนบ้างข้ารู้สิ้น ทรัพย์สินที่หายไปเท่าไหร่บ้าง ข้าก็รู้" เดฟเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ และอีกเรื่องสำคัญที่มิได้กล่าวคือ ทหารในความดูแลของเจ้ากรมทหารคาลเดอร์ ซึ่งส่งไปลอบสังหารแองเจลโล่ เมื่อครั้งส่งตัวกลับโรงเรียนโอเมก้าลินน์นั้นตนก็รู้  

 

ที่จริงต้องเอ่ยว่า แรกเริ่มเดิมทีแล้ว ตนเริ่มมาเอะใจกับความผิดปกติให้มากขึ้นจากเหตุการณ์นั้น ด้วยข้อมูลที่ไอรีน่า คาร่า และเฮเลนนำมาบอก ทว่ามิอาจเอ่ยปากบอกได้ เพราะถ้าจากเหตุห่วงชีวิต หากถูกบิดเบือนไปว่าเป็นเพราะมัวเมาคลั่งในรักมากไปย่อมไม่เป็นการดี 

 

"ข้ามีหลีกฐานทุกอย่าง มิใช่เพียงข้า แต่ทางจาคอปเองก็มี ทั้งท่านและคามิลรวมหัวกันตลบหลังพวกเรา มั่นใจในแผนการ จนมิเคยระแวดระวังตัวสักนิด" 

 

"เจ้ากับจาคอปสนทนากันเมื่อใด ได้อย่างไรกัน" 

 

"ท่านคิดว่าเหตุใดข้าถึงต้องการใช้แผนที่เวทมนตร์เข้าไปในนอร์ธเพียงลำพังเล่าท่านคาลเดอร์ ในเมื่อพวกท่านวางแผนลับเพื่อสังหารพวกข้า พวกข้าเองก็ย่อมทำได้" เดฟสบตากับจาคอป พี่น้องต่างแม่ที่ยืนกำดาบนิ่งอยู่เบื้องหน้าตน 

 

ตั้งแต่จำความได้ ตนและจาคอปถูกวางให้เป็นคู่แข่งและศัตรูกัน เพราะตำแหน่งราชา เพื่อตอบสนองอำนาจที่หนุนหลังเราทั้งสองฝ่าย เดฟเองมิเคยอยากเป็นราชา แม้แต่เป็นเจ้าชายก็เหนื่อยล้า ทว่ามิอาจออกจากเส้นทาง สละโซ่ตรวนที่กักขังกำหนดบทบาทชีวิตตนได้ 

 

เกิดเป็นเจ้าชาย หากมิตายอย่างราชา ก็เหลือเพียงหมากไร้ค่าที่ต้องหวาดระแวงไปชั่วชีวิต ช่างไม่ยุติธรรมที่พวกตนถูกกำหนดชีวิตให้เป็นเช่นนี้จากการบงการและชักใยแสนกระหายอำนาจของผู้อื่น 

 

และเมื่อรู้ว่าท่านเจ้ากรมทหารผู้เป็นตาแท้ ๆ วางแผนและตกลงกับเจ้ากรมการคลังคามิลซึ่งนับได้ว่าเป็นลุงของตนเช่นกัน เพื่อที่จะสังหารและกำจัดตนรวมทั้งจาคอปทิ้งเพราะควบคุมยากเกินไป 

 

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในการพลิกสถานการณ์นี้คือ หามิตรที่เหมาะสมและศัตรูอันแท้จริง เช่นสิ่งที่คาลเดอร์สอนเดฟมาเสมอ ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร 

 

เมื่อทุกอย่างคืบหน้า เดฟรู้มาว่าคาลเดอร์กับคามิล ตั้งใจให้สงครามยืดเยื้อจนทหารในสังกัดของเดฟและจาคอปล้าอ่อนแรง ทั้งดึงงบประมาณการรบจากทั้งสองฝั่งเก็บเข้ากระเป๋าส่วนตนได้มากพออย่างแนบเนียน สุดท้ายจะตลบหลังสังหารพวกตน สงครามที่ควรยืดยาวไปอีกหกเดือนถึงหนึ่งปีจำต้องจบเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เข้าแผนของเจ้ากรมทหารและเจ้ากรมการคลัง 

 

เดฟจึงทำทีเสนอให้ใช้แผนที่เวทมนตร์ในการลอบเข้าวังนอร์ธ 

 

ตนตั้งใจเพื่อไปพบกับจาคอปและทหารคิมโดยเฉพาะ แน่นอนว่าถ้าจะสานต่อแผนนี้ทางฝั่งจาคอปย่อมต้องร่วมมือ และหากเสนาธิการผู้วางกลยุทธ์ของจาคอปอย่างทหารคิมไม่เห็นด้วยก็เป็นการยากยิ่งจะสำเร็จ 

 

แม้ลำบากไปเสียหน่อย แต่เมื่อเจรจาด้วยเหตุผล เป็นโชคดีที่ทหารคิมฉลาดนัก เบต้าผู้นั้นรู้สึกเอะใจในเจ้ากรมการคลังคามิลอยู่แล้วและมันตรงกับข้อมูลที่เดฟให้มา จาคอปจึงตกลงในแผนนี้ 

 

ไม่ใช่ด้วยความเชื่อใจหรือยึดมั่นในสายเลือดพี่น้องเท่าใดนัก ทว่าแผนการและพันธมิตรที่เสนอหนทางรอด ย่อมดีกว่ามิตรเก่าที่วางแผนส่งพวกตนไปตาย 

 

การเจรจาเปลี่ยนสงครามนี้เป็นแผนกำจัดศัตรูที่แท้จริงซึ่งมีร่วมกันจึงเกิดขึ้น 

 

ระยะเวลาหลายต่อหลายคืนเนิ่นนานนับเดือนหลังจากนั้น เดฟและเหล่าทหารคนสนิทลอบเข้าไปในเมืองนอร์ธผ่านแผนที่เวทมนตร์ทุกค่ำคืนเพื่อร่วมวางแผนกับทางเจ้าชายจาคอปและทหารคิม 

 

ล่อหลอกให้ฝั่งเจ้ากรมทหารคาลเดอร์และสหพันธ์คนอื่นที่ไม่เข้าพวกตนคิดว่าเป็นการกรุยทางเพื่อโจมตีฝั่งเจ้าชายจาคอป 

 

ทว่าแท้จริงแล้วเดฟไปเพื่อวางแผนกับฝั่งจาคอป เพื่อจัดการทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จ ถอนรากถอนโคน 

 

แม้แต่การที่จับกุมเจ้าชายจาคอปในฐานะผู้แพ้สงครามนี้ก็เป็นการตกลงไว้เช่นกัน การกำหนดวันในการพิจารณาโทษก็ร่วมเลือกอย่างดี 

 

ต้องเป็นหลังจากเดฟขึ้นนั่งตำแหน่งราชาแล้ว เพื่อให้อำนาจที่ยังค้างคาในหลายส่วน เข้าสู่มือราชาแห่งนอร์ธอย่างเบ็ดเสร็จได้มากที่สุด 

 

"การตัดสินโทษกบฏในวันนี้ก็เพื่อดึงท่านและทหารชั้นผู้นำที่ภักดีของท่านเข้ามาในห้องลงกลอนรอบด้านนี้อย่างไรเล่าท่านคาลเดอร์" เจ้าชายจาคอปเอ่ยด้วยเสียงทุ้มแหบ เครื่องแต่งกายที่มอซอมิได้ทำให้ดูน่าเกรงขามน้อยลงเลย เครื่องหน้าดุดันคมคาย และดวงตาเรียวเล็กเหมือนหมาป่าดั่งเช่นพี่น้องร่วมสายเลือดอย่างเดฟนั้นดูเยือกเย็นกดดันไม่ต่างกัน 

 

"พวกเจ้า เจ้า คิดว่าจะกำจัดข้าง่าย ๆ งั้นหรือ! " อัลฟ่าชราคำรามลั่น คาลเดอร์หายใจรัวเร็วด้วยโทสะ เดฟกระตุกยิ้มเมื่อได้ฟัง 

 

"ข้ามิเคยคิดว่ามันจะง่ายจึงวางแผนอย่างดีที่สุด มีแต่ท่านนั่นแหละท่านคาลเดอร์ที่ลำพองใจว่าทุกสิ่งอยู่ในกำมือจนประมาทนัก" น้ำเสียงของเดฟนั้นเย็นชา กอปรกับดวงตาเรียวคมที่จ้องเขม็งมายิ่งแข็งกร้าว 

 

"ผู้ภักดีต่อข้าไม่ยอมให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้แน่ เจ้าจะต้องเจอบทเรียนราคาแพงที่อาจหาญต่อกรกับข้า เดฟ! จาคอป! " 

 

"เหอะ ถ้าหากพวกมันยังเหลือสักคนมาช่วยท่านล่ะก็นะ" จาคอปแค่นหัวเราะ 

 

"ท่านคิดว่าเราแยกทหารชั้นปกครองของท่านมาที่นี่ทำไมหรือ ข้างนอกนั่นคนของท่านถูกกำจัดทั้งหมดแล้ว ต้องขอบคุณท่านนักที่ช่วยทุ่นแรงกำจัดท่านคามิลและผู้ภักดีต่อเจ้ากรมการคลังไปจนสิ้น" เดฟเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น ทว่ากลับฟังดูน่าหวาดหวั่นจับใจ 

 

คาลเดอร์นึกเดือดดาลดั่งไฟสุ่มอก จนคมดาบเย็นเฉียบบนคอยังแสบผิว 

 

มิผิดจากที่คิดเลยสักนิดว่าเดฟและจาคอปนั้นเป็นเจ้าชายที่เก่งกล้าเกินไป เกินควบคุม ถูกแล้วที่ตนหมายกำจัดให้สิ้น 

 

"พวกเจ้าทำแบบนี้ไม่ได้ หึ เรื่องน่าอดสูนี้ยอมรับได้หรือ ข้าเป็นตาเจ้านะ เดฟ รีเบกก้า! รีเบกก้า! มาดูสิ่งที่ลูกชายชั่วช้าของเจ้าทำกับพ่อเจ้า ทำแบบนี้ได้อย่างไร" คาลเดอร์ร้องเรียกบุตรสาวของตัวเองที่นั่งอยู่มุมห้อง ทว่าการหันรีหันขวางเช่นนั้นทำให้ดาบคมในมือเฮเลนบาดเข้าผิวคอจนเลือดซิบ คาลเดอร์จึงต้องยืนนิ่งกวาดตามองรอบด้านด้วยดวงตาโทสะล้น 

 

"ทำไมจะมิได้เล่า ท่านพ่อ" รีเบกก้ายังคงมีสีหน้าเยือกเย็นเหมือนอย่างเคย เรือนร่างงามระหงในชุดสีขาวเดินมาหยุดยืนต่อหน้าบิดาตน 

 

"เจ้า! รีเบกกา" 

 

"ท่านคิดว่าหากมิได้ข้าช่วยเจรจา เดฟจะรวบรวมอำนาจเหนือสหพันธ์ได้อย่างไร" พระสนมรีเบกกามารดาของเจ้าชายเดฟกดยิ้มมุมปาก ทว่ามีแต่ความขมขื่น ตระกูลโรมานอฟเอย ตระกูลอิซิดอร์และตระกูลใหญ่ทั้งหลายเอย หากไร้รีเบกกาคงมิเข้าพวกกับเดฟโดยง่าย 

 

"ทำไมกันรีเบกกา เจ้าทรยศพ่อเจ้าได้อย่างไร" 

 

"ท่านเองมิใช่หรือที่ทรยศข้าซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านบังคับให้ข้าผูกชะตากับราฟาเอลทั้งที่ข้ามีคนรักอยู่แล้ว ท่านสนับสนุนให้ราฟาเอลขึ้นครองบัลลังก์เพราะเขาควบคุมง่าย ท่านร่วมมือกับราฟาเอลสังหารคนรักของข้า" 

 

"เจ้ารู้หรือรีเบกกา" 

 

"ใช่ หลังจากข้าโง่งมมานานหลายสิบปี คิดว่าเขาผู้นั้นถูกขับไล่และคงใช้ชีวิตอยู่สักแห่งหนในเฟนเรียร์ ทว่าแท้จริงแล้วเขาถูกท่านสังหารอย่างโหดร้าย ข้ารู้แม้แต่ที่ท่านยุยงให้ราฟาเอลข่มขืนข้าเพื่อให้กำเนิดทายาทที่จะขึ้นครองนอร์ธต่อ ราฟาเอลนั้นน่าชิงชัง ทว่ายังมิอาจสู้ท่านเลย ท่านพ่อ" 

 

"เจ้าควรตระหนักว่าข้าเป็นพ่อเจ้า" 

 

"ข้าก็เป็นลูกท่าน ข้ามิเห็นท่านตระหนักสิ่งใดเลยสักอย่าง หึ ท่านพ่อ ถึงเวลาที่ท่านจะทำเพื่อข้าแล้วมิใช่หรือ" 

 

"รีเบกกา! " คาลเดอร์ตะโกนเรียกชื่อบุตรสาวอย่างเดือดดาล ในห้องไร้เงาบุตรชายคนโต มิอาจรู้ได้เลยว่ายังเป็นมิตรตนที่ถูกกำจัดสิ้นหรือกลายเป็นศัตรูกับตนไปแล้วเช่นกัน 

 

"เหอะ บุตรสาวข้า เจ้าชิงชังบิดาเช่นข้า รวมหัวกับบุตรชายเช่นนี้ หากเจ้าอยากเป็นราชินีเหตุใดมิเทใจให้ราฟาเอลไปเล่า ราฟาเอลผู้นั้นทั้งตอแยทั้งบังคับเจ้าให้ขึ้นเป็นราชินีเคียงบัลลังก์ด้วย เจ้าเองนั่นแหละที่ไม่เคยยินยอม ราฟาเอลถึงไม่แต่งตั้งสนมคนไหนให้เป็นราชินีเพราะแบบนี้เจ้าก็รู้ดี จะมาอยากมีอำนาจเหนือบัลลังก์อะไรเอาตอนนี้" 

 

"ใครว่าข้าอยากได้อำนาจเหนือบัลลังก์น่าชังนี่กัน" รีเบกกาทอดสายตามองมงกุฎแห่งนอร์ธที่ถูกวางทิ้งไว้บนบัลลังก์ 

 

"สิ่งที่ทำให้ข้าตอบรับแผนการของเดฟ สิ่งเดียวกันที่ทำให้จาคอปเองก็ตอบรับ ก็คือการสิ้นสุดเรื่องชวนคลื่นเหียนนี่ต่างหากท่านพ่อ" 

 

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" 

 

"ท่านคาลเดอร์ ในเมื่อเจ้ากรมต่าง ๆ และขุนนางเช่นท่าน หรรษาในการปกครองและชักใยนอร์ธอยู่เบื้องหลังเสมอมา ไฉนเลยมิสู้เปลี่ยนการปกครองเป็นรัฐสภาเช่นที่เพิร์ลเป็น ใครปรารถนาทำสิ่งใดล้วนตรวจสอบกันได้ หาใช่ดึงบังเหียนอยู่เหนือราชาแล้วทำสิ่งตามใจชอบตนเช่นที่ท่านทำ" เดฟเอ่ยขึ้นไม่รีบร้อน แต่ทำให้คาลเดอร์กัดฟันตัวเองแน่นขึ้น 

 

ก่อนหัวเราะเหอะ ดวงตาคมของอัลฟ่าชราจ้องหน้าบุตรสาว 

 

"ดูเหมือนพวกเจ้าจะวางแผนกันมามากมาย ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เจ้าคงลืมบอกแก่บุตรชายเจ้าไปใช่หรือไม่รีเบกกาความลับนั่น มิเช่นนั้น เดฟคงมิภักดีกับเจ้าอยู่เช่นนี้" คาลเดอร์กระตุกยิ้ม ดวงตาของจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์พราวระยับเมื่อคิดว่าตนนั้นกำลังมีแต้มต่อ  

 

หากตนต้องลงเหวก็มิขอลงเหวตามลำพัง จะดึงเอาคนที่เป็นเสี้ยนหนามทั้งหลายลงไปด้วยให้หมดสิ้น 

 

"เดฟเอ๊ยเดฟ จาคอปก็ด้วย เจ้ารู้หรือไม่ว่าบิดาพวกเจ้าสิ้นใจได้อย่างไร" เรื่องที่ดูไม่เข้ากับเหตุการณ์ที่ถูกเอ่ยขึ้นมาทำให้เดฟและจาคอปสบตากันก่อนจ้องมองไปที่เจ้ากรมทหาร พอเห็นสายตาใคร่รู้เสียงหัวเราะของอัลฟ่าชราก็ดังก้อง 

 

“ท่านพ่อป่วยพิษไข้หายากจนตาย”  

 

"เพราะสตรีที่อยู่ตรงหน้าเจ้าอย่างไรเล่า นางเป็นผู้วางยาพิษบลูไลแลคในอาหารมื้อสุดท้ายให้บิดาที่กำลังป่วยของพวกเจ้ากิน ราชาราฟาเอลถึงได้สิ้นใจ" 

 

"จริงหรือท่านแม่" เดฟหันไปมองสตรีผู้ให้กำเนิดตน ทว่ารีเบกกายังคงยืนสงบนิ่ง ดวงตาสวยล้ำลึกทว่าไร้ความรู้สึกเศร้าเสียใจ 

 

"เรียกว่าลอบวางยาพิษได้ด้วยหรือในเมื่อข้าบอกราฟาเอลแล้วว่าในซุปถ้วยนั้นมียาพิษ แต่ก็เลือกที่จะกินเข้าไปเอง ชีวิตไม่ควรชดใช้ด้วยชีวิตหรืออย่างไร ราฟาเอลฆ่าคนรักของข้า ข่มขืนข้า ทำให้ชั่วชีวิตข้ามีแต่เรื่องราวน่าอดสู ได้รับความตายตอบแทนก็สมแล้ว" รีเบกกาจ้องมองใบหน้าของบิดาตน 

 

"แล้วจะปล่อยผ่านไปเช่นนี้หรือ รีเบกกาผู้นี้สังหารราชาคนก่อน นางควรต้องโทษประหาร ตัดคอเสียบประจานมิใช่หรือ" คาลเดอร์ตะโกนก้องขึ้นมาอย่างจนหนทางและคับแค้นใจ หากบุตรสาวทรยศตน ตนก็ไม่นึกเอาไว้ ลากกันลงนรกไปให้หมดสิ้นพร้อมกันย่อมดีที่สุด 

 

"ท่านอย่าลืมสิในเมื่อตอนนี้บุตรชายข้าเป็นราชา มันคือการเปลี่ยนผ่านบัลลังก์ที่มิอาจย้อนคืน ย่อมมีการสูญเสียเลือดเนื้อ ในตอนนี้ราฟาเอลก็แค่ชายคนหนึ่งที่ตายไป" รีเบกกากระตุกยิ้ม กวาดตามองรอบห้อง นอกจากเดฟกับจาคอป ผู้มีอำนาจในห้องนี้อย่างยิ่งพันธมิตรของรีเบกกามีใครตระหนกตกใจกับเรื่องที่พวกนั้นรู้อยู่ก่อนนี้บ้าง 

 

"แล้วท่านเอาเรื่องเช่นนี้มาว่าร้ายข้าได้ด้วยหรือท่านพ่อ ในเมื่อท่านก็ยินดีที่ข้ากำจัดราฟาเอลให้พ้นทางท่าน ไม่เช่นนั้นท่านคงห้ามข้าแล้ว คงติติงข้าสักคำเมื่อราฟาเอลสิ้นใจ แต่ท่านก็มิได้ใยดี หากมีใครที่จะผิดในเรื่องนี้พอกับข้าก็คือท่าน ท่านพ่อ" สิ้นคำเอ่ยของรีเบกกานั้นมีแต่คาลเดอร์ที่เดือดดาลขึ้น เดฟรู้สึกตระหนกและปวดลึกในใจกับในข้อมูลใหม่ที่ได้รับ ทว่าสิ่งเบื้องหน้าที่เริ่มไว้ย่อมสำคัญในการสานต่อมากกว่า 

 

 

"เป็นเจ้า! เป็นเจ้านี่เอง เจ้าพรากเขาไปจากข้า เจ้าเสมอ เป็นเจ้าเสมอรีเบกกา! " เสียงหวีดร้องดังลั่น เซเรน่าถลันตัวลุกขึ้นวิ่งเข้าใส่รีเบกกา จิตใจที่เจ็บช้ำเพราะกลายเป็นผู้แพ้สงคราม เพราะถูกเด็ดฝันนั้นทำให้ล่องลอยไปไกลหาคนที่ใจนางคิดคะนึง แม้กระทั่งยามที่จาคอปลุกขึ้นมาเผยแผนการทั้งหมด ทหารคิมปลดโซ่ให้นาง นางก็มิได้สติคืนมาสนใจ 

 

แต่เพราะชื่อเพียงชื่อเดียว คือราฟาเอล คนที่เซเรน่ารักที่สุดเท่านั้นซึ่งเร้าความสนใจได้ ที่ทำให้นางตั้งใจฟังสิ่งที่เกิดขึ้น 

 

"รีเบกกาเจ้ามันสารเลว เจ้าพรากเขาไปจากข้าซ้ำแล้วซ้ำอีก! " เซเรน่าโถมตัววิ่งเข้าหารีเบกกา จนจาคอปทิ้งดาบในมือเพื่อกอดรั้งมารดาที่ตนรักและทำเพื่อนางเสมอ กอดไว้มิให้วิ่งพล่านอาละวาด เซเรน่ากรีดร้องทั้งน้ำตา มือเรียวผอมชี้หน้าสตรีที่เป็นมารหัวใจอย่างรีเบกกา ในบรรดาสนมทั้งหก ทำไมเซเรน่าจะมิรู้ว่าใครคือผู้น่าชิงชังที่สุด 

 

"ข้าพรากเพียรทำทั้งชีวิตให้เขารัก ให้เขาสนใจข้า แต่มันก็ไม่เคยเป็นแบบนั้นเพราะเจ้า ข้าทุ่มเททำทุกทางเพื่อขึ้นเป็นราชินีเคียงข้างราฟาเอล อย่างน้อยเขาจะได้สนใจ ข้าพยายามแค่ไหนเพื่อมีแต่ทายาทเป็นอัลฟ่า ยากลำบากเหลือแสนมิมีใครรู้ แต่ข้าก็ไม่สมหวัง ราฟาเอลไม่เคยชายตาแลมองข้า 

แต่เจ้ารีเบกกา เขาเอาแต่รักเจ้า สนใจแต่เจ้า ตอนข้าไปดูแลเขาที่ป่วยหนัก เขาเอาแต่ชื่นชมกับถ้วยซุปโง่เง่าที่เจ้าทำมา เอาแต่พร่ำเพ้อว่าในถ้วยนี้ใส่สิ่งใดไว้ไม่นึกสนใจ เพราะเป็นอาหารมื้อแรกและมื้อเดียวที่เจ้าเคยทำเพื่อเขา" เซเรน่ากัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนห้อเลือด ใบหน้าอ่อนล้าโรยแรงเปื้อนน้ำตา 

 

"แม้แต่ก่อนตาย เขาก็ยังเรียกชื่อเจ้าเป็นหนสุดท้าย ไม่แม้แต่มองมาที่ข้าซึ่งนั่งกำมือเขาไว้จนสิ้นลมหายใจ ทำไมไม่เป็นข้า ไม่เคยเป็นข้าเลยสักหน! " เซเรน่ากรีดร้องก่อนจะทรุดลงนั่งกับพื้นโดยมีอ้อมแขนของจาคอปกอดปลอบผู้เป็นมารดาไว้ไม่ห่าง เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วห้อง 

 

รีเบกกาจ้องมองพระสนมอีกคน ซึ่งตนรู้เสมอมาว่านางมิเคยเป็นมิตรด้วยเลยสักหน เพราะชิงชังที่รีเบกาเป็นที่รักจากชายผู้นั้น ชายที่รีเบกาเกลียดชัง 

 

"ราฟาเอลมิเคยรักเจ้าเลย เจ้ายังจะทุ่มเทเพื่อชายผู้นั้นถึงเพียงนี้ทำไมเซเรน่า" รีเบกกาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความเห็นใจ ความเห็นใจที่มีต่อสตรีผู้ทุ่มเทในรักแต่มิเคยได้คืนย้อนมา 

 

ทั้งห้องว่าราชการไร้เสียงใดนอกจากเสียงร้องไห้อย่างทรมานใจของเซเรน่า ผู้ซึ่งไม่ว่านานแค่ไหนก็ดูจะเป็นคนที่เสียใจที่สุดในการจากไปของราฟาเอล 

 

ความวุ่นวายราวกับละครฉากใหญ่นั้นทำให้เกิดช่องโหว่มากมาย 

 

ปึง 

 

คาลเดอร์ เกรแฮมได้จังหวะต่อสู้ ถีบเข้าที่กลางตัวของเฮเลนในขณะที่ทุกคนเผลอ วิ่งอย่างช่ำชองด้วยทักษะทหารซึ่งฝึกฝนมาจนคล่องแคล่วแม้จะแก่ชรามากแล้วก็ไม่ลดหย่อนลงนัก 

 

คาลเดอร์ไม่นึกวิ่งออกไปทางประตูเพราะรู้ว่าตนไม่อาจสู้ได้ ทว่าหากมีแต้มต่อย่อมเปลี่ยนทุกอย่าง เจ้ากรมทหารคว้าดาบมีดสั้นจากรองเท้าหนังยาวของตนวิ่งตรงไปที่เก้าอี้ของราชินีแห่งนอร์ธ 

 

แองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ คือจุดอ่อนของเดฟและย่อมเป็นแต้มต่อที่ยอดเยี่ยม ถึงคนท้องจะพาเดินทางยากเย็นสักหน่อย ทว่าไม่มีใครเป็นตัวประกันดีกว่านี้อีกในการหนีเอาตัวรอด คาลเดอร์ถีบฉากกั้นไม้เต็มแรง หมายใช้มีดสั้นคมกริบทาบลำคอบางของแองเจลโล่เพื่อใช้พาตนหนี 

 

ทว่าสิ่งที่พบเจอหลังฉากกั้นกลับเป็นดาบเล่มโตในมือของเบต้าคาร่า เกลเลอร์ 

 

ฉึก 

 

และมันแทงทะลุอกของคาลเดอร์ที่โถมตัวเข้าไปอย่างรอท่าอยู่แล้ว ร่างของอัลฟ่าชราล้มลงสิ้นใจแทบในทันทีโดยที่ยังมิได้ทันไตร่ตรองสิ่งใด 

 

คาร่า เกลเลอร์มองร่างอัลฟ่าเจ้ากรมทหารที่สิ้นใจแทบเท้าตน และคิดว่าเป็นจริงเช่นท่านเดฟเอ่ยปากวางแผนไว้ แต่แรกที่เอาแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์เข้ามาไว้ในห้องให้ทุกคนเห็น ก่อนซ่อนไว้หลังฉากกั้นแล้วให้ไอรีน่าลอบพาออกไปซ่อนที่ห้องลับ 

 

เพื่อล่อหลอกให้คาลเดอร์คิดว่ามีจุดอ่อนของท่านเดฟอยู่ตรงนี้ ให้เห็นชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย ซ้อนแผนเผื่ออีกชั้นในสถานการณ์ไม่คาดคิด อย่างไรคาลเดอร์ที่โดนบีบย่อมใช้วิสัยเดิม หมายคว้าเอาตัวแองเจลโล่เป็นตัวประกันแน่ 

 

ทำให้เข้าใจว่ามีจุดอ่อนชัดเจนอยู่ตรงไหน สุดท้ายคนจนตรอกก็จะหมายมาจัดการจุดอ่อน ทว่ามิรู้ว่าถูกวางแผนตลบหลังรอเอาไว้แล้วเช่นกัน 

 

และเมื่อเรื่องราวพลิกผันไปมาจนออกมาในรูปแบบที่คาลเดอร์มีจังหวะหลุดรอดออกมาได้ ก็พุ่งตรงมาหาตัวประกันที่เป็นจุดอ่อนของท่านเดฟจริง ๆ  

 

 

 

 

 

 

 

ตอนที่แล้วที่พี่เดฟยังไม่อ่านจดหมาย ก็ตามนี้จ้า เพราะน้องบอกให้อ่านจดหมายหลังจากชนะสงคราม ที่ผ่านมายังไม่ชนะจริงๆ เลยไม่อ่าน แต่หลังจากนี้ก็จะอ่านได้ละ 

 

ตอนนี้คือเขียนเหนื่อยสุด เหนื่อยิ่งกว่าเขียนฉากเรท ถถถถ อยากให้อ่านกันเยอะๆ นะคะ ขอฝากฝังทีมอวยในการอวยอีกยกค่ะเพราะเขียนยากจริงจัง ถ้าเป็นไปได้ตอนนนี้ไม่อยากให้อ่านข้ามกันเลยนะคะ อยากให้อ่านให้ครบถ้วนเพราะเป็นการสางปม ถ้าไม่อ่านให้ดีอาจจะงงกันได้ 

สมารถอิน วิเคราะห์ และต่างๆ มาได้เต็มที่เลยนะคะ เราชอบอ่าน หลังจากนี้ก็จะมีสตอรี่อยู่อีกนิดหน่อย แต่ก็เป็นการเก็บรายละเอียดปมที่คลายออกมากว่าค่ะ  

 

 

 

 

หนุกหนานในการอ่านนะคะ 

 

 

 

#ดมอบีนยอง 

@butterfly8ffect 

ความคิดเห็น