email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านงานของเรานะคะ ดีใจที่ได้รู้จักกันผ่านทุกตัวอักษร ฝากเอ็นดูนิยายของเราด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขอย่างยิ่งค่ะ

ชื่อตอน : Diamond eyes △ {15}

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2562 18:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Diamond eyes △ {15}
แบบอักษร

 

 

Diamond eyes 

 

{15} 

 

 

ความลับมีอายุอยู่ได้มากเท่าไหร่ 

 

สามวัน หลายสัปดาห์ เปลี่ยนผ่านมากเดือน หรือยาวนานนับสิบปี 

 

ทว่าความลับของแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ตึงมือถึงที่สุดได้ในระยะเวลาราวหกเดือน เป็นช่วงเวลาที่หน้าท้องซึ่งเคยเรียบผอมนั้นนูนตึงขึ้น จนแม้แต่เสื้อตัวโคร่งยาวก็มิอาจอำพลางความจริงไว้ได้ 

 

เสียงซุบซิบนั้นกระจายไปทั่วใต้ขอบรั้วโรงเรียนโอเมก้าลินน์ ในที่แห่งนี้มีใครมิรู้จักโอเมก้าต้องสาปผู้เคยส่งผลให้พวกตนเข้าสู่อาการฮีทอย่างไม่ขอมาหลายต่อหลายครั้งแล้วบ้าง 

 

และเมื่อยามที่อีกฝ่ายหายไปจากโรงเรียนนานนับเดือน ทั้งยังกลับมาด้วยท้องที่โตขึ้นทุกวันมีหรือจะไม่เป็นที่จับจ้องของเหล่าคนที่สงสัย 

 

ทว่าทำได้เพียงกระซิบกันแผ่วเบา เพราะในเขตห้องสมุดที่แองเจลโล่ ปาร์กเกอร์นั้นซ่อนตัวอยู่เกือบตลอดเวลามิอาจส่งเสียงดังได้ 

 

"ซ้ายหน่อยลูเซียน" 

 

"ข้าซ้ายแล้ว นี่ใช่หรือไม่" 

 

"ไม่ใช่ ซ้ายอีก สันสีน้ำเงินถัดจากสีม่วงนั่นไงเล่าลูเซียน" เสียงหวานของจีนที่เอ่ยบอก ทำให้อีกคนซึ่งแหงนคอมองอยู่ข้าง ๆ ชักจะหงุดหงิดใจ 

 

"โอ๊ยลูเซียนเจ้าไม่เห็นหรือ มาข้าขึ้นไปเอง โง่นัก" 

 

"บิช็อปเจ้าอย่ามาว่าข้านะ นี่ใช่ไหมจีนเล่มนี้" 

 

"ถูกแล้ว ๆ หยิบลงมาให้ข้าที" จีนบอกเพื่อนรัก แบบนั้นคุณหนูตระกูลโรมานอฟจึงรีบคว้าหนังสือไต่ลงบันไดที่เพื่อนอีกคนช่วยจับไว้ให้ 

 

"เอ้า เจ้าถือเพิ่มอีกเล่ม อย่าให้จีนถือเชียวเดี๋ยวจะกระทบหลานข้า" ลูเซียนยื่นหนังสือให้โอเมก้าสาวบิช็อป เจมส์ถือเพิ่ม 

 

"ข้ารู้น่ะ แค่ลำพังเจ้าตัวน้อยในท้องจีนก็ต้องแบกหนักจะแย่แล้ว ข้าไม่ได้โง่เหมือนเจ้านะ" 

 

"เจ้าได้คะแนนวิชาการทูตน้อยเสียยิ่งกว่าข้าบิช็อป" 

 

"วิชาเต้นรำข้าได้เยอะกว่าเจ้าลูเซียน" 

 

ศึกปะทะคารมของสหายทั้งสองดูจะดังขึ้นเรื่อย ๆ จนบรรณรักษ์ประจำห้องสมุดจำต้องบีบไหล่แคบผอมของเพื่อนทั้งสอง 

 

"ห้องสมุดอย่าเสียงดังสิ" เพราะคำขอของจีนทั้งคู่เลยเงียบเสียงลงได้ ช่วยกันถือหนังสือที่ต้องการไป เห็นแบบนั้นจีนจึงพอจะยิ้มได้ 

 

มือน้อยวางแนบลงบนหน้าท้องนูนใหญ่ของตัวเอง ยามนี้ลูกน้อยในท้องของตนนั้นได้หกเดือนกว่าแล้ว ช่วงห้าเดือนแรกนั้นท้องของตนไม่ใหญ่นัก อาการแพ้ท้องก็มิได้รุนแรงเท่าใด และยิ่งดีขึ้นเมื่ออยู่ท่ามกลางกลิ่นเปลือกไม้ ห้องสมุดที่มีกลิ่นไม้กลิ่นกระดาษหอมโดดเด่นจึงเป็นที่พำนักชั้นยอดซึ่งกดข่มอาการแพ้ท้องของจีนได้ 

 

แม้มิใช่กลิ่นเปลือกไม้ที่คิดถึงเช่นบนตัวท่านเดฟก็ตาม 

 

ช่วงเวลาหกเดือนมานี้เกิดอะไรขึ้นมากมาย หรืออาจจะนับย้อนรวมไปถึงช่วงที่จีนออกจากขอบรั้วโรงเรียนไปด้วยก็ได้ 

 

เมื่อคราวนั้น ลูเซียนเพื่อนรักก็ได้ผูกมิตรใหม่กับอดีตคู่กัดเช่นบิช็อป เจมส์ เพราะมีศัตรูคนเดียวกัน ทั้งบิช็อปและลูเซียน ต่างไม่ชอบ แนนซี่ สเวนสัน เมื่อเจอหน้าแนนซี่ก็พร้อมจะโจมตีอีกฝ่าย จึงทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทที่คอยลับฝีปากให้กันยามว่าง 

 

แม้แต่ในห้องสมุดก็เสียงดังจนจำต้องถูกปรามบ่อย ๆ  

 

จีนปล่อยผ่านไม่ได้หรอก เพียงเท่านี้คำครหาด้านแย่เกี่ยวกับตนก็มากพอแล้ว จีนไม่อยากสร้างภาระให้ครูใหญ่เกเบรียลที่เมตตาตนต้องหนักใจและถูกต่อว่าต่อขานว่าลำอียงอีก 

 

"ใกล้เวลาเข้าเรียนตอนบ่ายแล้วลูเซียน บิช็อป วันนี้ขอบคุณพวกเจ้าทั้งคู่มากเลยนะ" 

 

"เดี๋ยวสิจีนข้ากำลังสนุก" บิช็อปว่าในขณะที่มือง่วนกับการป้ายแป้งเปียกสูตรลับเฉพาะของคุณโดโรธีลงไปซ่อมขอบหนังสือให้ตามที่จีนเคยสอน 

 

"วันนี้คุณโดโรธียังไม่กลับจากการไปรับหนังสือชุดจากจากโรงคัดอักษร ข้าไม่อยากทิ้งเจ้าอยู่คนเดียวนานเลยจีน" ลูเซียนเอ่ยบอก ร่างผอมบางแนบมือลูบหน้าท้องนูนใหญ่ของจีน 

 

"อะ หลานดิ้น ๆ เนี่ยเจ้าหลานรักของข้าก็ไม่อยากให้ข้าไป" ลูเซียนเบิกตาโตเมื่ือรู้สึกได้ถึงแรงสั่นจากในท้องของเพื่อนรักที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวมตัวโต 

 

"จริงหรือ ๆ ไหนข้าขอจับหลานด้วย" บิช็อปรีบทิ้งไม้พายตักแป้งเปียก โถมตัวมาแตะบนท้องของจีนเช่นกัน พอรู้สึกถึงแรงดิ้นก็ทำตาโต 

 

"เจ้าหลานแข็งแรงนัก เมื่อไหร่เขาจะคลอดกันข้าอยากเจอเจ้าหลานแล้ว" บิช็อปพูดขึ้นมา รอยยิ้มหวานของจีนเจื่อนลงทันที จนลูเซียนต้องทุ้งศอกส่งสายตาตำหนิใส่เพื่อน 

 

จีนมิเคยลืมว่า ลูกน้อยในท้องตนนั้นมิใช่โอเมก้า เมื่อใดที่คลอดออกมาลูกก็ไม่อาจอยู่ในรั้วโรงเรียนนี้ได้อีก และแน่นอนว่าตนย่อมจะอยู่กับลูกรักเสมอไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดก็ตาม 

 

ที่คิดคาดการณ์ไว้ก็คงกลับไปหาพ่อจ๋าแม่จ๋าที่บ้าน แม้ว่าตอนนี้ยังไม่กล้าพอจะส่งจดหมายไปเล่าให้พวกท่านฟังถึงการมีอยู่ของหลานก็ตาม 

 

แต่อย่างน้อยก็ยังดีเมื่ือคิดว่าอาการฮีท และกลิ่นหอมที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นรอบกายนั้นดูจะไม่เป็นบ่อยเท่าที่เคย หลายครั้งมันราวกับหายไปสิ้น แต่บางหนก็ปะทุรุนแรงทว่าไม่บ่อยนัก 

 

ดูคาดเดาได้ยาก แต่อาการที่สงบมากกว่ากำเริบก็ทำให้จีนเบาใจได้หน่อย 

 

"ข้าขอโทษนะจีน" บิช็อปพึมพำบอก จีนส่ายหน้าระบายยิ้มให้เบาใจ 

 

"พวกเจ้าไปเรียนเถิด ข้าอยู่ได้อีกไม่กี่ชั่วยามตกเย็นพวกเจ้าก็กลับมาหาข้าแล้วนี่" พอจีนว่าเช่นนั้นทั้งสองก็จนใจ ได้แต่ย้ำว่าให้รอตนทั้งสองมาช่วยเคลื่อนย้ายหนังสือกองโต 

 

ห้องสมุดกลับสู่ความสงบเงียบอีกหน เหลือเพียงนักเรียนไม่กี่คนที่ไร้ตารางเรียนกระจายตัวอยู่ตามมุมโปรดของห้องสมุด  

 

ร่างอุ้ยอ้ายของคนท้องลุกขึ้นตรวจสอบดูงานที่เหลือคั่งค้างเมื่อเห็นว่าไม่มากจึงนั่งประจำที่เดิม ถกแขนยาวกรอมมือของเสื้อกระดุมหน้าสีครีมขุ่นตัวโคร่งเนื้อดีขึ้นให้ฉวยจับของตรงหน้าได้ถนัดมือ หยิบเสื้อไหมพรมสีฟ้าหม่นมาถักต่อ 

 

เจ้าเสื้อตัวจิ๋วนี้ถักเตรียมไว้ให้ลูกน้อยที่จะกำเนิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ท่ามกลางฤดูหนาวที่ใกล้จะมาถึง 

 

มือผอมลูบผ้าพันคอสีครามเข้มซึ่งตนคล้องพันรอบลำคอของตัวเอง ทั้งป้องกันอากาศเย็น ทั้งปิดบังรอยกัดซึ่งถูกฝังหลังลำคอ ทั้งเป็นแหล่งชั้นดีในการส่งกลิ่นเปลือกไม้หอมกรุ่นจากผู้เป็นเจ้าของให้จีนได้รับรู้ 

 

ผ้าพันคอผืนนี้เป็นของที่ท่านเดฟใส่มันไว้ในกระเป๋าของจีนโดยที่ตนมิเคยรู้เมื่อครั้งเริ่มออกเดินทาง แต่ทันทีที่ได้สัมผัสและคลอเคลียกลิ่นเอกลักษณ์ติดตรึงในความทรงจำก็บอกจีนได้ทันทีว่าเป็นของผู้ใด 

 

มันทำให้จีนอุ่นใจได้เสมอเหมือนมีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ 

 

"เจ้าก็คิดเช่นเดียวกันใช่หรือไม่ลูกแม่" มือน้อยลูบหน้าท้องนูนของตัวเอง หลังจากที่ดิ้นซนไป ยามนี้ก็เข้าสู่ความสงบ คงหลับสนิทไปเสียแล้ว ครูใหญ่เกเบรียลมิอาจบอกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง เบต้า อัลฟ่า หรือโอเมก้า ทว่าบอกชัดเพียงว่ามีสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ แค่หนึ่งเดียวในท้องของจีน 

 

"กลิ่นพ่อของเจ้าทำให้เราทั้งสองนั้นรู้สึกมีความสุข" 

 

"หัดโป้ปดลูกตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลกเลยหรือแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์" น้ำเสียงเยาะหยันที่คุ้นหูเหลือเกินทำให้จีนถอนหายใจก่อนช้อนตาโตขึ้นมองหน้าของแนนซี่ สเวนสัน ที่ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะสำหรับยืม-คืนหนังสือ 

 

"เจ้ามิเข้าเรียนหรือนักเรียนชั้นปีสุดท้าย" จีนเอ่ยถาม และสรรพนามที่ฟังดูเหนือกว่าทำให้แนนซี่ยิ่งเบิกตาโพลงจนหน้าตาสะสวยขึงโกรธ 

 

"ข้าพอใจจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า หึ คิดว่าครูใหญ่ลำเอียงให้แก่เจ้าแล้วลำพองใจหรือจีน ก็อย่างว่านั่นล่ะคนเช่นเจ้ามียางอายด้วยหรือไง ข้าพูดไว้ผิดที่ไหนโอเมก้าต้องสาปเช่นเจ้า สุดท้ายก็ต้องซมซานกลับมาที่นี่โดยท้องไม่มีพ่อ" แนนซี่ยิ้มเยาะ ทว่าจีนเพียงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม เพราะเหนื่อยแรงเปล่าจะเจรจากับคนเช่นคุณหนูตระกูลสเวนสัน 

 

และมันก็ไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักนิด ลูกของจีนมีพ่อและแม่ที่รักเขามาก 

 

"เงียบ หึ หรือว่ามิรู้เลยด้วยซ้ำว่าใครเป็นพ่อ เจ้ามันทำให้อัลฟ่าทั้งบ้านทั้งเมืองวิ่งไล่ตาม ก็คงจะลืมนับเลยล่ะสิว่าใครจะเป็นพ่อเด็ก" แนนซี่ใช้ถ้อยคำที่ร้ายกาจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังนิ่ง จีนถอนหายใจ วางเสื้อที่ถักอยู่ลง แล้วหยิบอุปกรณ์สำหรับยืมคืนขึ้นมาแทน 

 

"เจ้าจะยืมเล่มนั้นก็ส่งมาเถิด และรีบออกไปเจ้าเสียงดังรบกวนผู้อื่นแนนซี่" 

 

"อย่ามาสั่งข้านะ โอเมก้าจากตระกูลปลายแถวอย่างเจ้าน่ะ หึ หรือความจริง เจ้ารู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก แต่ที่ถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่นี่ก็เพราะเด็กนั่นเกิดมาจากความใคร่ใต้กลิ่นยั่วยุ ทว่าไร้ความรักให้คอยตามดูแลเจ้า" แนนซี่มิยอมลดถอยลงเลยสักนิด 

 

และครั้งนี้ใบหน้าหวานของจีนนั้นเงยขึ้น ดวงตาคมจดจ้องมองอีกฝ่ายแข็งกร้าว บอกชัดถึงความไม่พอใจ 

 

"เจ้าจะด่าว่าถากถางข้าเช่นไรก็ได้ จะป้ายสีตามแต่ใจโสมมของเจ้าจะคิดได้มากเพียงไหน ข้ามินึกเดือดร้อน แต่อย่าได้กล้าเอ่ยออกมาว่า ลูกข้ามิได้เกิดจากความรัก เขาเกิดจากความรักของข้าและพ่อของเขา" น้ำเสียงหวานของจีนย้ำชัดเจน ถ้อยคำยอกย้อนยิ่งทำให้แนนซี่เต้นด้วยอารมณ์ 

 

"รักอย่างนั้น รักอย่างนี้ เจ้าช่างกล้าเอ่ยปาก มีพ่อคนไหนที่รักลูกเมียแล้วทิ้งห่างไม่เหลียวแลแบบนี้บ้าง แล้วถ้ารักเจ้าจริงเขาเป็นใครล่ะ อยู่ไหน กล้าเอ่ยอ้างออกมาหรือไม่ล่ะ" แนนซี่ถลึงตาถาม จีนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะกัดฟันเงียบ 

 

นอกจากครูใหญ่ คุณโดโรธี และลูเซียน จีนไม่ได้บอกเรื่องของท่านเดฟกับใครอีก กระทั่งบิช็อปก็รู้ว่าพ่อของเจ้าตัวน้อยนั้นคือพี่ซาก ทว่าพี่ซากแล้วแท้จริงเป็นใครก็มิอาจบอกให้รู้ 

 

ครูใหญ่เองเห็นด้วย เพราะจีนถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของท่านเดฟในตอนนี้ มิมีใครรู้เลยว่าฝ่ายที่ไม่ปรารถนาดีกับท่านเดฟพร้อมจะทำอะไรกับจีนและลูกบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะแก่ฝ่ายตน การเก็บเป็นความลับจึงเป็นทางเลือกซึ่งดีมากที่สุด 

 

"เงียบ น่าสมเพช นอกจากเจ้าจะหลอกลูกเจ้าว่ามีพ่อที่รักแล้ว เจ้ายังหลอกตัวเองอีกหรือ แองเจลโล่ ผู้น่าสงสาร โดนหลอกย่ำยีจนแปดเปื้อนทั้งยังตั้งท้องโดยมิมีใครต้องการ" แนนซี่กดเสียงเย้ยหยัน 

 

ยิ่งเห็นจีนได้แต่นั่งกัดฟันน้ำตาคลอก็ยิ่งสาแก่ใจ นึกปรามาสในใจว่าผู้ที่สร้างรอยด่างพร้อยให้กับโอเมก้าสิ้นราคาคนนี้ก็คงเป็นแค่คนชั้นต่ำสักคนเพียงเท่านั้น จึงมิกล้าที่จะปากดีเอ่ยให้ฟัง 

 

"ขอให้ได้คลอดนะ ข้าอวยพรให้" แนนซี่สะบัดตัวเดินจากไปเมื่อได้เอ่ยจนสิ้นสิ่งที่ต้องการ ในใจลำพองเหลือล้นว่าอดีตโอเมก้าที่เคยสวยงามราวกับต้องสาป ยามนี้ตกต่ำจนไม่น่าเหลียวแลให้เป็นคู่แข่งตนอีกแล้ว 

 

จีนสูดลมหายใจเข้าลึกมือขาวลูบหน้าท้องนูนของตัวเอง ก้อนขมสะอึกอยู่ในอก มิใช่เพราะคำถากถางของแนนซี่ แต่เพราะหวนคิดว่าพ่อของลูกตนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ 

 

สงครามที่น่ากลัว ผ่านมาหลายเดือนแล้วเหลือเกินที่ไม่รู้ข่าวคราวคืบหน้าใด ใจของจีนเป็นกังวล ทว่าก็บอกให้ตัวเองเข้มแข็งเรื่อยมา 

 

ท่านเดฟสัญญาแล้วว่าจะปลอดภัย สัญญาแล้วว่าจะกลับมาพบกันอีกหน 

 

"เจ้าตัวเล็ก พ่อของเจ้าจะต้องสบายดีอยู่แน่ ๆ ลูกรัก" น้ำเสียงหวานสั่นแผ่วเอ่ยปลอบประโลมใจทั้งลูกน้อยทั้งใจของตนในคราเดียว 

 

 

 

 

"พวกท่านมีความเห็นเช่นไร" 

 

"ทหารของเราล้าจนกลัวว่าเวลานั้นอาจไม่คอยท่า" น้ำเสียงหนักใจจากแดเนียล อิซิดอร์ผู้ดูแลด้านจัดสรรงบประมาณของการทำศึกครั้งนี้เอ่ยตอบเจ้าชายเดฟผู้ซึ่งยืนจ้องมองแผนที่แห่งนอร์ธอยู่ตรงหน้า 

 

"ที่กู้ยืมมาจากตระกูลเจมส์แม้มากมายเพียงใด ทว่าก็ย่อมร่อยหรอและหมดลงดั่งเช่นเวลาที่ผันผ่าน ในสงครามที่นานขึ้น" เบต้ามียศท่านหนึ่งเปรยขึ้น เหล่าผู้มีความสามารถและอำนาจตัดสินใจในสหพันธ์ถอนหายใจด้วยความกังวล 

 

ผ่านพ้นมาแล้วกว่าหกเดือนกับการทำศึกเพื่อยื้อแย่งบัลลังก์และเมืองนอร์ธคืนมาจากจากฝั่งของเจ้าชายจาคอป ทางฝั่งนั้นสมกับอยู่ในเมืองนอร์ธ ใช้ที่ตั้งและจุดยุทธศาสตร์ของเมืองในการป้องกันตนได้อย่างดี 

 

อีกทั้งมีเจ้ากรมการคลังเป็นผู้หนุนหลัง เบิกทรัพย์ท้องพระคลังออกมาเป็นทุนสนับสนุนการรบของฝั่งตนในครั้งนี้จึงมิมีสะเทือน ทหารและโจรรับจ้างก็มีมาหลากหลายเหลือเกิน ไม่แค่จากในเฟนเรียร์ แต่ติดต่อว่าจ้างจากต่างอาณาจักรให้เข้ามาทั้งแผ่นดินที่ติดกันเช่นอาณาจักรเอร์เวน หรือล่องมาจากต่างดินแดนก็มีไม่ขาด 

 

ทางฝั่งเจ้าชายเดฟเองก็มีทุนที่หนุนจากการหยิบยืมมาจากตระกูลเจมส์ มีนายทหารชั้นดีที่ผ่านการฝึกฝนมา ทว่าไม่ได้ถูกเปลี่ยนใช้แล้วทิ้ง จึงเหนื่อยล้าสะสมทั้งท้อแท้ใจ สงครามนี้หากไม่จบในเร็ววันฝ่ายที่รอวันแพ้ย่อมเป็นเจ้าชายเดฟอยู่ดี 

 

"หากเราคอยล่อพวกมันให้วิ่งไปลงเหวลึกเล่า เช่นนั้นแล้วประหยัดทั้งแรงและเวลาของเรา" ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา 

 

"ท่านตรองดูก่อน แม้สัตว์ป่าโง่เขลายังรู้ตัวกลัวตาย เห็นผาเห็นแง่งหินก็ยั้งเท้ายื้อตน เหตุใดพวกลิ่วล้อฝั่งจาคอปถึงจะพาตนวิ่งลงเหวเองเล่าท่าน" 

 

"ก็ตัวล่อหลอกเราดีเยี่ยมไงเล่าท่าน เช่นตอนเริ่มสงครามนั่นไงเล่า พวกมันวิ่งกรูเข้าป่าไปอย่างไร้สติ ให้เราได้เริ่มโจมตีเสียที ไม่อย่างนั้นสงครามนี้คงยื้อไปเป็นสิบปี ก็ใช้ตัวล่อเดิมมาล่อสิ ข้าว่าดี" 

 

ตึก 

 

เสียงทุบกำปั้นลงบนโต๊ะดังลั่นขึ้นหนึ่งทีจนทั้งโต๊ะเงียบสงัด เกือบค่อนในกระโจมกลืนน้ำลายฝืดคอเมื่อเห็นด้วยตาเรียวคมดุดันของเจ้าชายเดฟเปลี่ยนเป็นสีดำระยิบระยับทั้งสองตาจนไร้ส่วนสีขาว 

 

บอกชัดถึงการปลดพลังแห่งอัลฟ่าซึ่งครานี้เกิดขึ้นเพราะความไม่พึงใจ กับการเสนอความคิดเห็นที่ปรารถนาให้ส่งโอเมก้าต้องสาปแห่งยอดเขาเมืองลินน์ไปเป็นเหยื่อล่อเพื่อแต้มต่อของสงครามนี้อีกหน 

 

โอเมก้ากรุ่นกลิ่นกระดังงาแสนรักที่เดฟคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ 

 

"ข้าเขลานัก ข้อเสนอนั่นไร้แก่นสารสิ้นดี ขอ ขออภัยทุกท่าน" ชายผู้นั้นรีบละล่ำละลักบอก รอบด้านยังคงน่าอึดอัดใจ 

 

"ท่านเดฟ" เลเวียนภรรยาผู้นำตระกูลโรมานอฟเรียกเสียงนิ่มคล้ายช่วยผ่อนคลายจนดวงตาที่เปลี่ยนสีเริ่มย้อนคืนดั่งเดิม บรรยากาศค่อยดีขึ้นมาได้บ้าง 

 

"มิต้องทำเช่นนั้น ฝ่ายเราก็ยังมีแต้มต่อมิใช่หรือ" เบเนดิก ไดนาดิน นอร์ธเปรยขึ้นเสียงจริงจังทว่าเจือความทุ้มนุ่มมากขึ้น พาเข้าประเด็นหารือต่อราวกับเรื่องเมื่อครู่มิเคยเกิด 

 

"แผนที่เวทมนตร์" เจ้าชายเดฟเอ่ยต่อในทันที มือหนารับม้วนกระดาษจากเฮเลน โรมานอฟมาถือไว้ หยดเลือดตนลงไปหนึ่งหยดเพื่อเป็นค่าการใช้งานและปล่อยให้มันลอยอยู่บนโต๊ะสะกดสายตาของผู้ร่วมประชุมของสหพันธ์ทุกคน 

 

"ณ เวลานี้และตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเราโจมตีทางฝั่งนู้นด้วยการปะทะจากภายนอกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทางเข้าลับใดก็ตามอีกฝ่ายรู้ทันทั้งหมด คนที่ภักดีต่อทางเราล้วนแต่ออกมาด้านนอกเมืองหมดเหลือเพียงหน่วยแฝงคอยสืบข่าวไม่กี่คนเท่านั้น หวังผลอะไรแทบไม่ได้เลยหากจะทำสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ทว่าหากเรารุกโจมตีจากภายในเล่าทุกท่าน" น้ำเสียงทุ้มนุ่มของเจ้าชายเดฟนั้นทั้งจริงจังทั้งน่าสดับฟัง ทว่าก็ยังมีคนที่มุ่นคิ้วส่ายหน้าค้าน 

 

"เจ้าชายเดฟ มันเสี่ยงเหลือเกิน เมื่อคราที่เราเปิดไปกลางงานแต่งตั้งของเจ้าชายจาคอปได้มันถือเป็นโชคเสียมาก ตอนนี้ทางฝั่งนู้นรู้สิ้นหมดแล้วถึงแต้มต่อนี้ที่เรามี ยามนี้คงให้คนตรวจตราเข้มงวดทั่วในเมือง อย่างยิ่งส่วนด้านในวังหลวง ปลายทางที่เราเจาะผ่านไปเหมือนส่งทหารสู่ลานปลิดชีพมากกว่าทางชนะ" คาลเดอร์ เกรแฮม ผู้เป็นตาแท้ ๆ ของเจ้าชายเดฟเอ่ยติงด้วยเสียงทรงอำนาจของผู้ผ่านงานมาเนิ่นนาน อัลฟ่าผู้มีศักดิ์เป็นหลานพยักหน้าเล็กน้อยรับฟัง 

 

"ทุกท่าน เรื่องจุดหมายนั้นข้าได้ใคร่ครวญคิดแล้วหลายหน แน่นอนว่าเราควรเลือกสถานที่ปิด แต่จะเป็นเรือนพำนักที่ข้าและน้องชายอยู่กับท่านแม่คงเป็นไปมิได้ เพราะคงถูกจับตามองอย่างไม่ยิ่งหย่อน 

แต่มีที่แห่งหนึ่งซึ่งข้ามั่นใจว่าหากเราคำนวณระยะลงให้ตรงจุดนั้นได้อย่างแม่นยำ เราย่อมไม่เจอใครที่จะมาขัดขวาง เป็นห้องที่กว้างมากพอ ทว่าก็ปลอดภัยต่อการให้คนใช้แผนที่เวทมนตร์ลอบเข้าไปในเมืองนอร์ธเพื่อเผด็จศึกครั้งนี้" 

 

"แล้วมันเป็นที่ใดกันท่านเดฟ" เสียงถามด้วยความร้อนใจ 

 

"ห้องนอนของมอร์แกน แอนนิกา นอร์ธ" ชื่อของเจ้าชายโอเมก้าเพียงหนึ่งเดียวในพระสนมเซเรน่าดังขึ้นไปทั่วกระโจมด้วยเสียงของเจ้าชายผู้ทรงภูมิ 

 

แม้นอร์ธจะมีเจ้าชายเจ้าหญิงจากพระราชาองค์ก่อนรวมกันถึงสิบเอ็ดคน ทว่าทุกคนต่างจดจำเจ้าชายโอเมก้าเช่นเจ้าชายมอร์แกนได้เป็นอย่างดี ในความอาภัพที่เสี่ยงจะสิ้นชีวิตบ่อยหน และการไม่เป็นที่ปรารถนาจากผู้ให้กำเนิดเช่นพระสนมเซเรน่า 

 

"ยามนี้มอร์แกนนั้นอยู่ที่เมืองเพิร์ลถูกแต่งเป็นภรรยาของนายทหารชื่อมิคาเอลตั้งแต่เมื่อการแข่งขันโคล์ดสโตน พระสนมเซเรน่าชิงชังมอร์แกนนักย่อมไม่มีวันเข้ามาทอดอาลัยหวนคิดถึงในห้องนั้นแน่ และก็คงไม่มีใจให้ใครคอยเฝ้าดูแล เป็นสถานที่ที่ดีเหลือเกินในการใช้เป็นปลายทาง" พอได้ฟังคำอธิบายเพิ่มเสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วมีทั้งค้าน ทั้งคล้อยตาม ทว่าโดยมากนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่เสนอ 

 

"แล้วเช่นนั้นเราจะส่งใครไปดีเล่า ต้องมีความคุ้นชินเส้นทางในวังหลัง และเก่งกล้ามากพอที่จะส่งไปเพียงหนึ่งหรือสองคนก็จัดการกรุยทางนำทัพหลวงตามเข้าไปได้โดยง่าย" 

 

"ในที่แห่งนี้คงมิอาจหาใครคุ้นชินในวังหลังได้เท่ากับข้า" เจ้าชายเดฟเอ่ยขึ้น ความเงียบเริ่มเข้าครอบคลุมอีกหน 

 

"เช่นที่ท่านกล่าวมิผิดเลย เจ้าชายเดฟท่านเกิดและเติบโตในวังหลัง ทว่าท่านก็สำคัญเหลือเกินสำหรับพวกเรา" หากราชสีห์ไร้หัวก็เป็นเพียงก้อนเนื้อโอชะเซ่นสังเวยเหล่าศัตรูเท่านั้น และเจ้าชายเดฟนั้นคือหัวสิงห์ที่ต้องโอดโฉมแก่ชาวประชา คือผู้ครอบครองบัลลังก์แห่งนอร์ธที่พวกตนหนุนหลังคนต่อไป 

 

ทว่าเมื่อฟังอัลฟ่าผู้ถูกเทิดทูนด้วยศักดิ์สูงส่งกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาเรียวคมดุดันและทรงพลังกวาดมองทุกคน 

 

"ข้าประเมินดูแล้วนี่คือสิ่งที่ดีที่สุด และมิต้องกังวล ศึกในครานี้ข้าจะไม่มีวันเป็นผู้พ่ายแพ้" 

 

ตนจะต้องคว้าชัยชนะ ดังเช่นที่ได้เอ่ยสัญญาเอาไว้กับแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ 

 

คนผู้เดียวที่ตนจะไม่มีวันปล่อยมือ 

 

 

 

 

 

 

อากาศที่เริ่มเย็นจัดมากขึ้นในทุกขณะ ทำให้ร่างซึ่งเคยผอมบางของแองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ซึ่งยามนี้มีหน้าท้องนูนใหญ่เพราะลูกน้อยเติบโตได้เจ็ดเดือนกว่านั้นถูกห่อให้หนาขึ้นอีกชั้นด้วยเสื้อไหมพรมสีฟ้าหม่นตัวโคร่ง ผ้าพันคอสีน้ำเงินถูกพันรอบคอบางเช่นทุกวัน 

 

มือน้อยยังคงหยิบจับหนังสือแบบที่คุ้นชิน แม้จะถูกคุณโดโรธีเอ็ดเอาอยู่บ่อย ๆ ที่นั่งแช่ทำงานนานเกินไปทั้งที่ท้องโต ทว่าจะให้ทำอย่างไรได้เล่านั่ง ๆ นอน ๆ โดยมีลูเซียนกับบิช็อปคอยเอาของกินมาให้ คอยดูแลน่าเบื่อแย่ 

 

 

ตึก ตึก ตึก 

 

เสียงคล้ายคนวิ่งจากด้านนอกห้องสมุดทำให้แองเจลโล ปาร์เกอร์เงยหน้าขึ้นจากกระดาษเก่า ใบหน้าหวานหมดจดเหลียวมองไปที่ประตูไม้ซึ่งปิดไว้หลวม ๆ รอต้อนรับเหล่านักเรียนและบุคลากรแห่งโรงเรียนโอเมก้าลินน์ให้มาใช้งาน 

 

ปึง 

 

และในตอนนั้นเองประตูบานโตก็ถูกกระชากเปิดออก โอเมก้าสาววัยไม่ถึงสิบห้าปี นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งวิ่งหอบตรงเข้ามาหา 

 

“คุณ คุณแองเจลโล่เจ้าคะ มี มีคนมาหาเจ้าค่ะ” เด็กปีหนึ่งเรียกบรรณารักษ์คนสวยใจดีด้วยเสียงติดเหนื่อย ท่าทางร้อนรนของอีกฝ่ายทำให้ร่างอุ้ยอ้ายซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้แปดเดือนเต็มทียันกายลุกขึ้นเดินตามฉับไวเท่าที่สังขารเอื้อยอำนวย 

 

มือน้อยลูบหน้าท้องอุ่นของตนทั้งปลอบโยนลูกทั้งปลอบโยนตนเองแบบที่คุ้นชินอยู่เสมอ 

 

ใครมากัน หรือว่าจะเป็นพ่อจ๋ากับแม่จ๋าที่ทราบเรื่องหลานในท้องของเขาจากจดหมายซึ่งไม่ได้รับเชิญส่งไปบอกอีกกัน 

 

จีนถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้งแต่ก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้าลง อย่างไรสักวันพ่อจ๋าแม่จ๋าก็ต้องรู้ รู้ไปเลยในยามนี้ก็คงไม่เป็นอะไร อีกไม่นานหลานก็คงคลอดออกมาแล้ว 

 

เด็กสาวเดินนำจีนมาที่ประตูรั้วของโรงเรียนโอเมก้าลินน์ซึ่งยามนี้เต็มไปด้วยเหล่าโอเมก้าตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งถึงปีสุดท้ายหลายคนในโรงเรียนออกันอยู่ เสียงดังระงมไปทั่วจนจับใจความไม่ได้ 

 

แม้จะอยากไปพบกับพ่อจ๋าแม่จ๋าตามที่เด็กสาวตามตนมา แต่ตอนนี้ตนถือเป็นบุคลากรของโรงเรียนที่โตกว่าเหล่านักเรียน หากมีปัญหาอะไรก็จะได้รับผิดชอบได้ในยามที่ครูใหญ่ไม่อยู่เช่นนี้ 

 

จีนเลือกแหวกผู้คนเข้ามาจากมุมด้านข้างซึ่งมีคนน้อยที่สุด เมื่อเอ่ยขอทางแก่ใคร แล้วหันมาเห็นว่าเป็นโอเมก้ามีครรภ์ท้องแก่ก็รีบหลบทางให้ทันที กระทั่งจีนมาถึงขอบรั้วประตูโรงเรียนโอเมก้าลินน์ที่ทำให้เห็นสิ่งซึ่งอยู่ด้านนอก 

 

ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นจ้องมองให้แน่ใจว่าแผ่นหลังกว้างในชุดสีครามเข้มประดับยศตรานั่นเป็นสิ่งที่ตนเห็นจริง ๆ หาได้คิดปรุงแต่งไปเอง 

 

แกก 

 

กุญแจสำหรับไขประตูของโรงเรียนให้เปิดออกซึ่งเหล่าบรรณารักษ์ต่างมีคนละหนึ่งดอกได้ทำงานของมันในทันที เสียงเคลื่อนตัวของรั้วเหล็กดังมากพอให้คนที่ยืนหันหลังอยู่รีบเหลียวกลับมา 

 

ในช่วงเวลาเดียวกับที่ขาเรียวยาวก้าวออกจากขอบรั้วของโรงเรียนโอเมก้าลินน์เพราะรู้ดีว่าอัลฟ่ามิอาจเข้ามาแนบชิดแม้แต่รั้วโรงเรียนแห่งนี้ได้ 

 

ออกไปเพื่อได้ใกล้คนซึ่งตนคิดถึงมากขึ้นอีกนิด 

 

“ท่าน ท่านเดฟ”  

 

“เจ้าจีนของข้า” เสียงทุ้มนุ่มเเสนคุ้นหูและใบหน้าคมคายที่หลับฝันถึง กลิ่นเปลือกไม้หอมที่ทำให้ใจเต้นรัว นอกจากแผลตรงหางคิ้วและชุดสีครามประดับยศตราดูทรงภูมิที่สวมใส่ ท่านเดฟเหมือนเดิมเช่นที่จีนเคยคุ้นทุกประการ 

 

อย่างยิ่งคือความอบอุ่นและความรักจากดวงตาคู่นั้นซึ่งสะท้อนภาพของตนไว้ 

 

“เจ้า ...จีน เจ้า” อัลฟ่าเดฟมุ่งตรงมายังเมืองลินน์ในทันทีหลังจากขึ้นรับตำแหน่งสวมมงกุฎครองบัลลังก์เป็นราชาแห่งนอร์ธเสร็จสิ้น ขึ้นควบม้าตรงมาที่โรงเรียนโอเมก้าลินน์ด้วยใจคิดถึงเปี่ยมล้น 

 

หวังว่าจะสร้างความประหลาดใจให้แก่คนรัก 

 

ทว่าเจ้าจีนที่ยืนอยู่หน้าตนในยามนี้ทำให้เดฟใจสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นแทน 

 

เดฟทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าโอเมก้าผู้กลิ่นหอมกระดังงาแปลกเปลี่ยนไปทว่าก็ยังคงหอมหวานเสมอสำหรับตน มือหนาแตะทาบหน้าท้องนูนด้วยหัวใจที่แทบระรัวออกจากแผ่นอก 

 

“เจ้าจีน เจ้า ...ข้า” ทั้งความรู้สึกและถ้อยคำมันจุกแน่นอยู่ในอกของเดฟเอ่ยพูดไม่ออก มีความห่วงใยมากล้น มีสิ่งมึนงงมากมายอยากจะเอ่ยปากกับผู้ครอบครองหัวใจตน 

 

ทว่าแท้จริงแล้วนั้นความตื้นตันใจทำให้มีเพียงแค่หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาเรียวคม 

 

ลูก ลูกของเรา ลูกของเขากับจีน 

 

ครอบครัวของเรา 

 

“ข้ากับลูกคิดถึงท่านเหลือเกินท่านเดฟ” น้ำเสียงนุ่มหวานย้ำถ้อยคำบอกให้ชัดถ้อยเสียยิ่งกว่าตาเห็น มือน้อยแตะใบหน้าคมคายที่ซบอยู่ชิดตรงหน้าท้องตน ร่างสูงใหญ่ยันตัวลุกขึ้นยืน ดึงร่างน้อยที่แสนคิดถึงไว้ในอ้อมกอด 

 

กอดไว้ให้อุ่นไอบอกชัดต่อเราทั้งคู่ว่าความคิดถึงที่มีต่อกันได้สิ้นสุดลงแล้ว 

 

“ข้าอยู่นี่แล้วจีน ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้ากับลูกแล้ว” ยิ่งเอ่ยย้ำคำว่าลูกออกมาน้ำเสียงก็ยิ่งสั่น จากเจ้าชายผู้กล้าแกร่ง ซึ่งยามนี้เป็นเพียงชายหนุ่มที่กำลังจะกลายเป็นพ่อคนหนึ่งเท่านั้น 

 

จีนอมยิ้มทั้งน้ำตาแห่งความปลื้มใจเอ่อล้น ทว่ามือน้อยซับเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าหล่อเหลาที่ตนคิดถึง 

 

ปลายนิ้วหนาใหญ่และหยาบกร้านของอัลฟ่าเดฟเองก็ค่อย ๆ ต้อนเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าแสนงามล้ำของคนรัก ที่ยามนี้แม้จะกลมยุ้ยมากขึ้นจากอายุครรภ์ที่กำลังแบกรับ ทว่าไม่ได้ลดความน่ามองลงเลยสักนิด 

 

กี่แสนล้านคำหวาน ความคิดถึงในใจที่มีมอบให้อีกฝ่ายย้ำบอกถึงกันและกันผ่านดวงตาซึ่งกำลังจ้องมองได้โดยมิต้องเอ่ยถ้อยใด มือของทั้งสองเช็ดน้ำตาแห่งความปีตีให้กันและกัน และมีรอยยิ้มที่เติมเต็มใจทั้งสองดวงให้ล้นด้วยความชุ่มชื่น 

 

“....”  

 

มือหนาประคองใบหน้างดงามเบามือ ยามที่ริมฝีปากหยักบรรจงทักทายกลีบปากนุ่มหวานด้วยความถนอมยิ่งกว่า ทุกความคิดถึงบอกผ่านรสจูบที่เริ่มอย่างเนิบช้า คลึงย้ำเร้าความทรงจำที่เราเคยเคียงคู่กัน ก่อนทวีความหวานซึ้งและลึกล้ำยิ่งขึ้น มือน้อยกอดคอลำคอแกร่ง ลิ้นชื้นน้อมรับการรุกเร้าจากคนรักทั้งยังเกรี้ยวเย้ากลับคืนให้รู้ว่าตนก็คิดถึงมากล้นไม่ต่างกัน 

 

เป็นจูบที่รสอร่อยสมค่าการรอคอย 

 

ร่างน้อยถูกโอบกอดอย่างถนอมไว้ในอ้อมแขนแกร่ง เดฟผละริมฝีปากออกในที่สุด ไวกว่าที่ใจของอัลฟ่าปรารถนาเพราะมิอยากให้รสจูบอัดแน่นด้วยความคิดถึงจากตนนั้นจะรังแกคนท้องจนแข้งเข่าอ่อนแรงได้ 

 

ริมฝีปากเอิบอิ่มของจีนยังคงร้อนผ่าวไม่ต่างจากอีกฝ่าย ดวงตากลมวาวสะท้อนใบหน้าของคนรักไว้ ก่อนจะผละไปมองด้านหลัง 

 

ทำให้จีนได้รู้ว่าขณะที่กำลังดื่มด่ำกับรสจูบนั้นเสียงการเคลื่อนไหวที่ตนได้ยินมิได้คิดไปเอง ทว่าเกิดขึ้นจริง 

 

ริ้วธงสีครามเข้มตัดเงิน ประดับตราสัญลักษณ์แห่งนอร์ธเด่นตระหง่านยาวไปสุดตา ดังเช่นขบวนของคนเมืองนอร์ธซึ่งอยู่ในชุดพิธีการ รถม้าและม้าซึ่งถูกบังคับด้วยเหล่าคนเมืองนอร์ธต่อขบวนกันอยู่ยาวเหยียดนำหน้าสุดนั้นด้วยอัลฟ่าหญิงเจ้าของผมสีม่วงงามสง่า เช่นเฮเลน โรมานอฟผู้เป็นแม่ทัพหลักของเจ้าชายเดฟ และเหล่าทหารที่จีนคุ้นตาอีกหลายคน ชุดพิธีการที่แต่ละคนกำลังสวมใส่อยู่นั้นงดงามวิจิตรแต่ก็ดูกระฉับกระเฉง 

 

“ทันทีที่สิ้นพิธีการขึ้นเป็นราชาข้าก็รีบมาหาเจ้าทันที คงเร่งควบม้าแรงเร็วเกินไปจึงทำให้ขบวนที่แต่งมารับเจ้าจีนของข้าเพิ่งมาถึง” เดฟเอ่ยอธิบายชิดข้างหูให้คนรักฟัง 

 

“ต่อแต่นี้ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม เจ้ากับลูกอยู่เคียงข้างข้าเสมอไปได้หรือไม่จีน” เดฟเอ่ยออกมา ตนไม่คิดว่าจะทนไร้คนรักเคียงข้างเนิ่นนานเช่นนี้ได้อีกแล้ว 

 

“เราจะมีกันเสมอท่านเดฟ ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าเมื่อไหร่” เพียงแค่คำเอ่ยบอกของแองเจลโล่ ปาร์เกอร์ เพียงแค่ได้ฟังสิ่งอื่นใดจะเล็กใหญ่ให้กังวลหรือร้อนรนในใจเดฟก็สลายไปได้หมดสิ้น 

 

ขอเพียงแค่มีคนคนนี้ เป็นความรัก เป็นครอบครัวของตน 

 

 

 

 

 

 

จบ ...ไม่ใช่จ้า ยังไม่จบจ้า เหลืออีกหลายตอนจ้า จุดเน้นของเรื่องนี้ที่เราวางไว้แต่ต้นจะอยู่หลังสงครามค่ะ หลายสิ่งหลายอย่าง เหลืออีกไม่มากตอนนักแต่มีอะไรอีกพอสมควร 5555 มาติดตามไปด้วยกันนะคะ อิอิ 

 

 

 

 

 

#ดมอบีนยอง 

@butterfly8ffect / @B8ffect 

ความคิดเห็น