email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านงานของเรานะคะ ดีใจที่ได้รู้จักกันผ่านทุกตัวอักษร ฝากเอ็นดูนิยายของเราด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขอย่างยิ่งค่ะ

ชื่อตอน : Diamond eyes △ {10}

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2562 18:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Diamond eyes △ {10}
แบบอักษร

 

 

 

 

Diamond eyes 

 

{10} 

 

 

 

 

 

"เจ้าช่างเหมาะกับสีครามเข้ม เหมาะสมกับความเป็นราชวงศ์นอร์ธทุกกระเบียดนิ้วลูกรัก" น้ำเสียงหวานราวอยู่ในห้วงฟุ้งฝัน มือผอมกลัดเข็มประดับยศเพิ่มอีกชิ้นบนป้ายผ้าคาดอกสีขาวที่คาดทับบนอกผึ่งผายใต้ชุดสีครามเข้มเนื้อดีที่แสนประณีต 

 

 

“จะหาผู้ใดคู่ควรกับบัลลังก์แห่งนอร์ธได้เช่นเจ้าอีก" โอเมก้าหญิงซึ่งมีอายุเกือบถึงครึ่งของอายุเฉลี่ยแห่งชาวเฟนเรียร์ ทว่าใบหน้ายังอ่อนเยาว์และแต่งแต้มสีสันด้วยความสวยงาม ชุดกระโปรงออกงานสีครามเข้มประดับเพชรเม็ดเล็ก ๆ สีเดียวกันรอบชุดจนระยิบระยับยิ่งขับผิวขาวของเธอ 

 

 

"ขอบพระคุณท่านแม่ขอรับ" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยนิ่งสงบ ดวงตารีเรียวคมที่ดูราวกับเย้ยหยันทั้งโลก ยามนี้อ่อนแสงลงเล็กน้อยเมื่อมองมารดาของตนเช่นพระสนมเซเรน่า นางเดินไปหยิบมงกุฎทองคำขาว ซึ่งประดับรอบทิศด้วยเพชรสีนิลเป็นประกายระยับไล่ไปจนถึงสีครามเข้ม 

 

 

ไม่มีเหลี่ยมมุมหรือสีสันของเพชรเม็ดใดจะเหมือนกัน 

 

 

ซึ่งล้วนได้มาหลังจากการเผาร่างของบรรดาอัลฟ่าที่เคยครอบครองบัลลังก์แห่งนอร์ธและสิ้นอายุขัยไปตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งราชวงศ์ 

 

 

เครื่องแสดงถึงยศฐาของราชาแห่งนอร์ธ 

 

 

"ใครจะเหมาะกว่าเจ้าอีก จาคอบ" มือผอมยกมงกุฎมาถือไว้ในมือ จ้องมองมันด้วยดวงตาเป็นประกายเคลิบเคลิ้ม พลันหันไปมองบุตรชายคนโตของตน 

 

 

"หากเจ้าสวมมงกุฎนี้ เจ้าคงดูเหมือนพระราชาราฟาเอลบิดาของเจ้าไม่มีผิด" พระสนมเซเรน่ายกของในมือตนขึ้นสูงหมายจะลองเทียบวางลงบนเรือนผมสีดำสนิทของจาคอบ 

 

 

"ยังไม่ถึงเวลาเซเรน่า อดใจหน่อย" เสียงทุ้มดังเจือติติงมาจากด้านหลัง ทำให้โอเมก้าผู้มียศศักดิ์ลดมือของตัวเองลง และจำใจคืนของในมือให้แก่เจ้ากรมการคลังแห่งนอร์ธ 

 

 

คามิล เฟริเซีย นอร์ธ 

 

 

หรือจะกล่าวว่าเป็นผู้ที่เคยจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์แห่งนอร์ธแล้วก็เป็นได้ หากมิใช่ว่าบิดาของคามิล ได้เลือกผู้เป็นน้องชายเช่นราฟาเอล ให้ขึ้นนั่งบัลลังก์แทน 

 

 

"ท่านลุงคามิล" จาคอบโค้งคำนับบุคคลตรงหน้า ด้วยหลายสถานะ ทั้งผู้มีศักดิ์เป็นลุงแท้ ๆ และในฐานะของขุนนางผู้มีอำนาจของนอร์ธในยามนี้ ขุนนางผู้ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ที่เลือกสนับสนุนให้เจ้าชายโจนาธาร์น โดมินิก นอร์ธ ในพระสนมเซเรน่าเป็นผู้ครองบัลลังก์ 

 

 

"ตื่นเต้นหรือไม่ ที่จะเข้าสู่พิธีราชาภิเษก จาคอบ" คามิลเอ่ยถามยามที่หยิบมงกุฎวางคืนบนหมอนรอง เพื่อส่งให้ทหารคนสนิทที่คามิลไว้ใจนำไปเตรียมพร้อมซึ่งห้องทำราชพิธีสำคัญต่อหน้าคนเมืองนอร์ธทั้งหมด 

 

 

ดวงตาของคามิลเต็มไปด้วยความรู้สึกยามมองของในมือ 

 

 

เมื่อคราที่ตนคลาดจากบัลลังก์ไป ตนนึกเจ็บแค้นและอยากรู้เหตุผลนักว่าเหตุใดจึงมิได้ถูกเลือก ทว่าเมื่อกลายเป็นเชื้อพระวงศ์ในคราบขุนนาง ผู้ดูแลการเงินและงบประมาณของทั้งแผ่นดิน 

 

 

คามิลจึงได้รู้ว่าจุดที่มีอำนาจอย่างแท้จริงของนอร์ธนั้นอยู่ที่ตรงไหน และตนก็คว้ามันมาได้ 

 

 

ทว่าของที่ควรเป็นของตนจะเมินเฉยไปได้หรือ 

 

 

สุดท้ายแล้วเมื่อไม่ได้นั่งบัลลังก์เอง ก็ขอเลือกผู้ที่นั่งตรงนั้นต่อไป ตามใจตน ทั้งเพื่ออำนาจและความพอใจ 

 

 

"น่าแปลก แต่ข้ามิรู้สึกตกประหม่าเลยขอรับ ท่านลุงคามิล" จาคอบเอ่ยตอบ ยังคงยืนนิ่งให้มารดาตนสางเส้นผมให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญ 

 

 

"คงเพราะเจ้าเกิดมาเพื่อเป็นผู้ครองบัลลังก์นี้" คามิลเอ่ยเสริมกำลังใจ ก่อนจะนึกถึงอีกเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ต้องเร่งจัดพิธีราชาภิเษกในยามนี้ 

 

 

"หลังจากประกาศเรื่องการตายของเบเนดิกแล้ว จะสวมมงกุฎและตั้งยศราชาให้เจ้าทันที คงจะฉุกละหุกหน่อย ดีแล้วที่เจ้านิ่งสงบเช่นนี้ จาคอบ" เมื่อเอ่ยถึงเบเนดิก ไดนาดิน นอร์ธ ตนก็นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน 

 

 

แน่นอนว่าเบเนดิกก็เป็นหลาน เป็นเจ้าชายอัลฟ่าที่เก่งกาจ ทว่าพวกที่ถือหางอยู่คือตระกูลของเจ้ากรมทหารและตุลาการ อีกฝั่งขั้วอำนาจที่ไม่ลงรอยกับตน 

 

 

ตามกฎของราชวงศ์นอร์ธนั้น ไม่ได้ให้สืบบัลลังก์ตามอายุ การเกิดก่อนหลัง ทว่าจะให้ราชาองค์ก่อนเป็นผู้เลือกและนั่นคือคำตัดสินเด็ดขาด 

 

 

ทว่าหากเลือกไม่ได้ ก็ให้เสนอคนที่ยังคงลังเลใจขึ้นมา และทำการประลองทั้งด้านวิชาการและแรงกายกัน เพื่อตัดสิน 

 

 

ใครต่อใครก็รู้ว่าโจนาธาร์นกับเบเนดิก สูสีคานอำนาจกันอย่างสมน้ำสมเนื้อที่สุด 

 

 

แม้ไม่ได้เลือกออกมาชัดเจน แต่ก็เห็นชัดอีกเช่นกันว่า ราชาราฟาเอลมีใจเอนเอียงชมชอบ เบเนดิกในพระสนมรีเบกการ์อย่างออกนอกหน้า 

 

 

และก่อนสิ้นใจก็ได้เลือกเบเนดิกให้สืบต่อบัลลังก์ ทว่ามิได้มีใครรู้เห็นด้วยอีกนอกจากพระสนมเซเรน่า คามิล โจนาธาร์น และเบเนดิก 

 

 

และในเมื่อเบเนดิกได้ตายตามความตั้งใจตนแล้ว ก็ย่อมถือว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น 

 

 

"ถึงเบเนดิกมันจะตายแล้ว ทางเจ้ากรมทหารและทางพระสนมรีเบกการ์ก็ไม่น่าไว้ใจเลย" จาคอบเอ่ยขึ้น หางตาคมเห็นทหารคนสนิทยืนเข้ามุมห้องอย่างเงียบเชียบและมีแค่นั้น ไร้เงาของน้องชายอัลฟ่าอีกสองคน 

 

 

" รีเบกการ์จะไปทำอะไรได้กัน ยามนี้คงเสียสติไปแล้ว ลูกอัลฟ่าก็ตาย ลูกโอเมก้าก็หายตัว หึ ข้าขอให้ตายตกกันไปทั้งคู่เลยก็ดี" เซเรน่าเอ่ยขึ้นมาเสียงหยามเหยียด 

 

 

"มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ลอเรนจะถูกสัตว์ป่าขย้ำตายไปแล้วท่านแม่ จากหลักฐานที่ข้าพบ" จาคอบเอ่ยรายงานมารดาเสียงนิ่งลึก 

 

 

"เก่งเหลือเกินจาคอบ ให้มันตายกันเสียให้หมด สาแก่ใจข้านัก" 

 

 

"ถึงจะอยู่ในห้องส่วนตัวเช่นนี้ แต่ก็พูดเบาหน่อย เจ้าจะทำเสียเรื่องเซเรน่า" คามิลเอ่ยปราม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ พวกฝั่งเจ้ากรมทหารก็ยังมีอำนาจอยู่อีกมาก ไม่มีใครรู้ย่อมดีกว่า 

 

 

"ข้ามีความสุขไปหน่อย ท่านคามิล" เซเรน่าเอ่ยเสียงไม่ฉะฉานเช่นเคย คามิลไม่ได้เอ่ยสิ่งใดนอกจากมอบสายตาติติง 

 

 

"เราจึงต้องแต่งตั้งเจ้าเป็นราชา เป็นผู้นำที่ถูกต้องในใจของชาวเมืองนอร์ธให้เร็วขึ้น" คามิลเปรย จาคอบพยักหน้ารับ ยามเดินตรงไปตามทางลาดยาว เสียงอึกทึกจากการรวมตัวของผู้คนภายนอกเริ่มดังให้ได้ยินอยู่เนือง ๆ  

 

 

แม้ยามนี้ติดต่อ เอ่ยแจ้งกับเมืองอื่นทั้งอาณาจักรเฟนเรียร์ไปหมดแล้วว่าตนคือราชาคนใหม่แห่งนอร์ธ ทว่าชาวเมืองนอร์ธมิได้รับรู้เช่นนั้น ยังคงรอคอยการเลือกสรรว่าระหว่างเจ้าชายโจนาธาร์นหรือเจ้าชายเบเนดิกว่าผู้ใดจะได้ขึ้นครอง 

 

 

ใจชาวเมืองแตกเป็นสองฝั่งไม่ต่างจากในราชสำนัก และเอนเอียงไปทางตรงกันข้ามกับจาคอบมากกว่าเสียด้วย 

 

 

"พวกมันอาจดิ้นรนตั้งทัพมาต่อกร ทว่าไร้เจ้าชายที่เหมาะสมจะมาแข่งกับเจ้า ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ใช่ว่าข้าจะไม่ได้เตรียมการรับมือไว้" คามิลกระตุกยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารและการใคร่ควรลึกล้ำ 

 

 

"ข้าเชื่อใจในความรอบคอบของท่านลุงคามิล" จาคอบกล่าว ตนยังจำค่ำคืนแห่งการสิ้นใจของบิดา ที่ตนและคามิล ร่วมกันไล่ล่าสังหารเบเนดิกได้ดี 

 

 

แม้มันจะพยายามดิ้นรน ทว่าก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่รอโอบรับเบเนดิกไว้ ผลึกเพชรสีนิลที่ได้จากซากเผาไหม้ชายเขตเมืองลินน์ที่ให้ทหารออกตามล่าศพยืนยันกับตนได้อีกอย่าง 

 

 

ทว่าใจก็มิได้สงบอย่างที่ควร ยังหวั่นระแวง แม้จะลงดาบฟาดฟันกลางหลังและแทงทะลุร่างของเบเนดิกด้วยตนเองก็ตาม 

 

 

"ทำใจให้สงบเถิดจาคอบ นี่เป็นช่วงเวลาของเจ้า" คามิลเอ่ย 

 

 

จาคอบมองม่านสีน้ำเงินสูงมากกว่าตนหลายเท่า เสียงโหวกเหวกด้านนอกเพราะชาวเมืองที่อัดแน่นเงียบลงหลังเสียประกาศว่าตนมาถึง 

 

 

พระสนมเซเรน่ายิ้มกว้างด้วยตาเป็นประกายและใจเต้นรัว อีกไม่นานหล่อนจะไม่ใช่เพียงพระสนมไร้ความสำคัญ แต่จะเป็นมารดาของราชาแห่งนอร์ธ 

 

 

แม้มิได้เป็นราชินี ทว่ายศตำแหน่งนี้ก็สมแก่ใจหล่อนไม่น้อย 

 

 

 

ม่านสีน้ำเงินกางขึงออก ร่างอันผึงผายและสะกดตาของจาคอบก้าวตรงออกมาอย่างโดดเด่น 

 

 

"ในวันนี้เป็นวันเวลาแสนสำคัญที่ทางราชวังมีเรื่องประกาศต่อชาวเมืองสองเรื่อง" เสียงเคร่งทว่าเจือสำเนียงน่าฟังจากมหาดเล็กประจำราชวังเอ่ยผ่านเยื่อไผ่เงิน จนเสียงกังวานไปทั่ว 

 

 

ชาวเมืองที่นึกสงสัยอยู่ก่อนแล้วถึงการประกาศรวมตัว โดยไม่แจ้งเรื่องชัดเจน นอกจากว่าสำคัญและต้องมานั้นคืออะไร จะเกี่ยวกับบัลลังก์ที่ไร้ผู้สืบทอดชัดเจนที่เนิ่นนานกว่าปกติหรือไม่ 

 

 

ไหนจะก่อนหน้านี้ที่ต้องเสียหนึ่งในเจ้าชายโอเมก้าแห่งนอร์ธ เช่นเจ้าชายมอร์แกนให้แก่เพิร์ลไปอีกเล่า 

 

 

ความกังวลและสงสัย จึงทำให้ชาวเมืองนอร์ธไม่รอช้าที่จะมารวมกันตามประกาศของราชวัง 

 

 

"เรื่องแรกนั้นเป็นความน่าเศร้าสลดอย่างยิ่ง หลังจากการตรวจสอบและพิสูจน์ จนแน่ใจแล้วว่านอร์ธได้สูญเสียเชื้อพระวงศ์คนสำคัญ ผู้มีเกียรติ์แห่งราชวงศ์นอร์ธไปแล้ว” สิ้นคำเอ่ยชาวเมืองยิ่งเงียบลงมากขึ้นด้วยความตื่นตระหนก 

 

 

"เจ้าชายเดฟ เบเนดิก ไดนาดิน นอร์ธ ได้สิ้นพระชนแล้ว! " สิ้นเสียงประกาศเกิดความเงียบขึ้นอึดใจจากใจที่มิอาจรับต่อความสูญเสียที่ได้รู้ ก่อนเพียงครู่จะเป็นเสียงร้องไห้ เสียงโวยวายกับข่าวร้ายจนดังระงมไปทั่ว 

 

 

"เงียบ! เงียบ!!! " คามิลตะโกนผ่านเยื่อไผ่เงิน ส่งผลให้ประชาชนที่เสียขวัญชะงักเงียบแม้ใบหน้าเปื้อนน้ำตา มหาดเล็กหลวงยิ้มแหยรับเยื่อไผ่เงินของตัวเองคืน ก่อนตั้งสีหน้านิ่งสงบ 

 

 

"ทว่าบรรดาชาวเมืองจงอย่าได้สูญสิ้นกำลังใจ แม้โลกแห่งนี้จะสิ้น เจ้าชายเบเนดิกแล้ว ทว่านอร์ธยังมิสิ้นความหวัง" 

 

 

"....." 

 

 

"ในช่วงเวลานี้จะเข้าสู่พิธีราชาภิเษกพระราชาองค์ใหม่แห่งนอร์ธ ! " สิ้นคำประกาศ มงกุฎที่แสดงยศฐาบนหมอนสีครามเข้มถูกยกขึ้นด้วยทหารที่ภาคภูมิ และก้าวออกมา 

 

 

เช่นที่จาคอบขยับตัวมายืนเคียงข้าง โดยมีพระสนมเซเรน่าแย้มยิ้มไม่ไกลจากมงกุฎเพื่อรับหน้าที่ในการหยิบวางลงเหนือจาคอบ ยามประกาศแต่งตั้ง 

 

 

"ด้วยอำนาจแห่งราชวังนอร์ธ เห็นสมควรให้เจ้าชายจาคอบ โจนา...." 

 

 

ตึง!!  

 

 

วงแหวนสีส้มขนาดใหญ่ปรากฏตัวฉับพลันในวินาทีนั้น ทำให้เสียงประกาศขาดห้วงไป เฉกเช่นที่สายตาของทุกคนโดยรอบที่จับจ้องวงแสงสีส้มขนาดใหญ่ซึ่งกำลังขยายอาณาเขตกว้างขึ้น 

 

 

ราวกับประตูเวทมนต์แสนน่ากลัว 

 

 

เมื่อรัศมีวาดกว้างไปทางใดผู้คนใกล้เคียงต่างรีบวิ่งหนีห่างอย่างหวาดผวา 

 

 

และเพียงชั่วครู่เดียว 

 

 

เวิ้งตรงกลางกลายเป็นภาพป่าแห่งเมืองนอร์ธที่ดูคุ้นตา ทว่าแปลกประหลาดเมื่อมันลอยเด่นตัดกระจกประดับอาคารด้านหลัง 

 

 

"..!! .." 

 

 

และสิ่งที่ทำให้ทุกสายตาเบิกกว้าง คือบุคคลที่ก้าวเดินออกมาจากประตูเวทนั้น 

 

 

คนที่ทำให้ความคิดว่านี่คือประตูเชื่อมโลกแห่งคนตายชัดเจนขึ้นในใจของผู้พบเห็น 

 

 

"จะไม่รอข้าหน่อยหรือ" 

 

 

"เจ้า เจ้าชายเดฟ! " เสียงของมหาเล็กดังสะท้อนไปทั่วผ่านเยื่อไผ่เงิน ตอกย้ำว่าร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำน่าเกรงขามนั้น พวกตนหาได้มองผิดไปจากความจริง 

 

 

"ท่าน ท่านยังไม่ตายหรือเจ้าชายเดฟ ท่านยังอยู่หรือ" มหาดเล็กถามเสียงสั่น ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ เสียงหัวเราะทุ้มหนักที่คุ้นเคยจึงดังผ่านเยื่อไผ่เงินให้ทุกคนรับรู้กันโดยทั่ว 

 

 

"ข้าอยู่ตรงหน้าพวกเจ้า และย่อมมีชีวิต" ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วบริเวณ ร่างกายผึ่งผายแผ่อำนาจอย่างเคยชิน 

 

 

"หากคิดว่าข้าตายคงเป็นเรื่องเข้าใจผิด จริงหรือไม่เจ้าชายจาคอบ" 

 

 

น้ำเสียงและการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นธรรมชาติมีชีวิตชีวา เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเจ้าชายผู้มีสิทธิ์เด่นชัดในตำแหน่งราชาอีกคน ยังคงมีชีวิตครอบครองสิทธิ์นั้นอยู่อย่างสมบูรณ์ 

 

 

แจ้งประจักษ์ชัดต่อชาวเมืองทุกคนที่สบมอง 

 

 

บัลลังก์แห่งนอร์ธยังมิได้ตกเป็นสิทธิ์ขาดของผู้ใด 

 

 

 

 

 

ยามนี้จีนเข้าใจแล้วว่า แผนที่ซึ่งครูใหญ่ให้ตนมานั้นแตกต่างจากแผนที่ทั่วไปอย่างไร 

 

 

มันคือแผนที่เวทมนตร์ซึ่งสามารถเปิดประตูเวทย์ย่นย่อระยะทางได้อย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากถูกตามตัวอย่างเร่งรีบในวันนั้น จีนคว้าถุงผ้าและของจำเป็นติดตัวมาด้วยยามที่ทหารเบต้าและเจ้าชายอัลฟ่าเร่งรีบช่วยกันขนกระสอบสมุนไพรตามมา 

 

 

จีนถูกพาขึ้นไปบนรถม้าและนั่งอยู่ในนั้นเพียงลำพังจวบจนฟ้าสางรถม้าก็ไม่หยุดเคลื่อนที่มันยังคงมุ่งไปอย่างรีบร้อน 

 

 

ที่สุดแล้วเมื่อยามใกล้เที่ยง รถม้าถูกหยุดลง จีนไม่กล้าจะลงไปหากไร้การเชื้อเชิญจากอัลฟ่าเจ้าของกลิ่นเปลือกไม้ที่เคยคุ้น 

 

 

ทว่าแอบลอบมองผ่านจากหน้าต่างของรถม้า รอบด้านนี้มีกระโจมตั้งอยู่มากมาย มีทหารหลายร้อยนายอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง 

 

 

และได้เห็นคนที่ตนมองหามากที่สุด อัลฟ่าเดฟในชุดสีดำคุ้นตาที่ขับดันให้ไหล่กว้างยิ่งผึ่งผาย แผนที่ในห่อผ้าสีน้ำเงินถูกส่งให้เฮเลน โรมานอฟ 

 

 

แผนที่นั้นลอยขึ้นกลางอากาศอย่างน่าตื่นตา อัลฟ่าเฮเลนหยิบแผ่นกระดาษสีส้มขึ้นมาก่อนจะเหวี่ยงไปในกลางอากาศและเปิดประตูเวทมนตร์ออกไป 

 

 

อัลฟ่าเดฟก้าวผ่านเข้าไปในนั้น 

 

 

จีนได้ยินสิ่งเกิดขึ้นหลังประตูเวทมนตร์เพราะมันดังก้องไปทั่ว ก่อนที่อัลฟ่าเดฟจะย้อนคืนกลับออกมาผ่านประตูบานเดิม 

 

 

ทหารหลายร้อยนายโดยรอบกู่ร้องอย่างยินดี และแซ่ซ้องเป็นชื่อของเบเนดิก ไดนาดิน นอร์ธ ราวกับว่าพร้อมแล้วซึ่งการหยุดยื้อให้ตำแหน่งพระราชาแห่งนอร์ธเป็นของเจ้าชายอัลฟ่าผู้นี้ 

 

 

เมื่อนั้นเองที่แองเจลโล่ ปาร์กเกอร์ รู้สึกตัวว่าอัลฟ่าที่คอยเย้าแหย่และกกกอดตนไว้ในอ้อมแขนเสมอ นั้นเป็นเจ้าชายมากกว่าคราไหน 

 

 

 

กึก 

 

 

เสียงที่ดังมาจากผ้าหยาบหนาซึ่งถูกใช้ขึงกันลมทำให้โอเมก้าต้องสาปรีบหันมาดูอย่างหวาดระแวง กระโจมชั่วคราวกลางบรรดาอัลฟ่าและเบต้า ไม่ใช่สิ่งที่จีนคุ้นเคยนักแม้จะอยู่แบบนี้มาห้าวันเต็มแล้วก็ตาม 

 

 

ต่อให้กระโจมของจีนจะเต็มไปด้วยถุงสมุนไพรนานาชนิดราวกับกระโจมเก็บของ และตั้งอยู่ห่างจากกระโจมของผู้อื่นพอสมควรก็ตาม 

 

 

"...." และเมื่อได้เห็นเป็นใบหน้าคมคายคุ้นตาของอัลฟ่าเดฟก็ทำให้จีนเบาใจได้มากขึ้น 

 

 

"เป็นอย่างไรบ้าง ท่านเดฟ" เสียงหวาน ๆ ทว่าหวานน้อยกว่ากลิ่นหอมที่เดฟสูดดมจากคนให้อ้อมอก ทำให้เดฟอมยิ้มได้ แม้ความจริงแล้วไม่มีเศษเสี้ยวให้ชวนให้เป็นเช่นนี้ นอกจากคนในอ้อมกอด 

 

 

"ก็วุ่นวายตามประสา" อัลฟ่าตัวโตเอ่ยบอก ร่างกายสูงใหญ่ตรงเข้ามายื้อหยุดร่างน้อยไปกอดแทบทันที จีนไม่ค้านแต่สีหน้าก็ยังฉายคำถามชัดเจน 

 

 

และเดฟก็เห็น 

 

 

"ในเมืองนอร์ธโกลาหลกันพอดูตั้งแต่ตอนที่ข้าไปปรากฏตัว ชาวเมืองเริ่มเสียงแตก ฝั่งจาคอบกับเจ้ากรมการคลังรู้ว่าข้ายังไม่ตายสมใจพวกเขา และรับรู้ว่าท่านแม่และท่านตาเตรียมกำลังทหารเพื่อรอโจมตี 

 

 

ทว่าพวกนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะข้าเองก็เป็นคนเมืองนอร์ธ หากกรูออกมาประหัตประหารทำสงครามก็มีแต่เสียศรัทธาจากชาวเมือง" เดฟเอ่ยบอกเรื่องราวให้ฟัง ตนรู้ดีว่าการไม่รู้อะไร ไม่ได้ช่วยจีนได้ 

 

 

แม้จะกังวลและเป็นห่วง แต่จีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับตนแล้วย่อมไม่พ้นจะเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เด็กฉลาดอย่างจีนอยากรู้ ขี้สงสัย ตนเล่าให้ฟังเองไปเลยย่อมดีกว่า 

 

 

"เช่นเดียวกับฝั่งของท่านที่ไม่อาจจะโรมรันเข้าแย่งบัลลังก์ เพราะจะกลายเป็นว่าท่านนั้นเป็นผู้เริ่มการโจมตี ยิ่งถ้ามีชาวเมืองบาดเจ็บก็คงยิ่งไม่ดีต่อความรู้สึกที่ชาวเมืองมีต่อท่าน" จีนเอ่ยต่อ ได้ถูกต้องตรงจุดเช่นที่เกิด จนเดฟกระตุกยิ้มทั้งชื่นชมและเอ็นดู 

 

 

"ถูกต้อง” เดฟเอ่ย จะย้อนความไปว่าตนถูกลอบสังหารก่อนก็ไร้หลักฐานเสียแล้ว ด้วยตนยามนี้แข็งแรงดี ทั้งยังมีกองทัพคอยหนุนหลัง 

 

 

"และพวกจาคอบอยู่ในวัง อยู่ใจกลางเมืองนอร์ธที่มีประชาชนมากมายอยู่รายล้อม หากบุกฝ่าเข้าไป การปะทะของสองฝ่ายย่อมตามมาที่ความเสียหายของนอร์ธ" 

 

 

"แล้วเราใช้ประตูเวทมนตร์มิได้หรือ ค่อย ๆ ทยอยเข้าไปแล้วบุกยึดยามค่ำคืน" จีนเอ่ยตามประสาของคนที่อ่านเรื่องราวมามากและขบคิดตามอยู่เสมอ 

 

 

"ข้ากับทุกท่านก็คิดเช่นนี้ยามแรก ทว่าฝั่งนั้นรู้เรื่องประตูเวทมนตร์หมดแล้ว ย่อมหาทางป้องกันและกำจัด หากไปน้อยก็ตายเปล่า หากไปมากก็หนีข้อครหาว่าบุกทำลายนอร์ธไม่ได้ ทั้งพวกนั้นยังเตรียมทหารคอยเฝ้าระวังอยู่ทั่วกัน แม้จำนวนไม่มากแต่ฝีมือดี" 

 

 

"แบบนี้ต่างฝ่ายต่างก็ต้องดูท่าที รอจังหวะไปก่อนหรือ" 

 

 

"ใช่ เจ้าคงเคยได้ยินว่าเริ่มก่อนได้เปรียบ หากแต่สถานการณ์ตอนนี้ ผู้ใดเริ่มก่อนย่อมเป็นทรราช" ได้บัลลังก์มา ทว่าไร้การยอมรับ ย่อมไม่มีประโยชน์ 

 

"ท่านเดฟ" ร่างน้อยในอ้อมอกขยับตัวออกห่าง ดวงตากลมวาวใสจดจ้องมองดวงตาคม เครื่องหน้าหวานล้ำหมดจด เจือความอารีและห่วงใยจากดวงตาคู่วาวสวย ริมฝีปากชมพูเอิบอิ่มเม้มเข้าก่อนคลายออกยามขบคิด 

 

 

"ท่านเหนื่อยไหม" เป็นคำถาม ซื่อ ง่าย ที่สุดแสนจะทำให้ใจคนฟังแช่มชื่น 

 

 

"แน่นอน ข้าเหนื่อย" มือหนาแตะช้อนใต้คางนุ่มไล่นิ้วตามเนื้อแก้มนิ่ม ลมหายใจประสานใกล้จนรู้สึกถึงไออุ่น เมื่อร่างกำยำโน้มตัวเข้าหาโอเมก้าตัวน้อยหอมนุ่มในอ้อมแขน 

 

 

"แต่หากได้รับจุมพิตจากโอเมก้าตรงหน้าข้านี้ ความเหนื่อยล้า คงล่าถอยไม่กล้ากวนใจ" 

 

 

"เช่นนั้นก็ทำการขับไล่มันเสียสิ ด้วยริมฝีปากของท่าน" จีนเอ่ยบอกอย่างใจกล้า ทว่าแก้มขาวเปลี่ยนเป็นสีฝาดเลือดคล้ายคล้ายผลพลับสุกไปเสียแล้ว 

 

 

"...." 

 

 

"ท่านเดฟ" 

 

 

"เจ้าชายเดฟขอรับ! " 

 

 

"..." เดฟเม้มปากอย่างขัดใจ เมื่อกำลังจะได้ลิ้มความนิ่มอุ่นจากกลีบปากอิ่ม ทว่าเสียงเร่งเร้าจากทหารกล้าก็ยังไม่มีท่าทีลดละไป คงมีเรื่องด่วนเข้ามาอีกแล้ว 

 

 

"พวกเขาต้องการตัวท่าน รีบไปเถิด" จีนเอ่ย แม้จะยังหน้าร้อน รู้สึกเขินอายปนเสียดายด้วยเช่นกัน 

 

 

"ข้ารู้แล้ว" เดฟเอ่ยเสียงหน่าย 

 

 

“คืนนี้รอนอนพร้อมข้านะ จีน” จมูกโด่งกดหอมแก้มนุ่มก่อนจะรีบเร่งออกไปตามเสียงเรียกตัวที่คอยอยู่ด้านหน้า 

 

 

แองเจลโล่นั่งลงบนตั่งนอน ดึงหมอนขึ้นมากอด ทอดมองตามผ้าซึ่งเป็นประตูกระโจมที่ยังเคลื่อนไหวตามแรงปิด 

 

 

ยามนี้การปะทะยังไม่เกิด ทว่าจะเป็นเช่นนี้เพียงชั่วทิวาหรือยาวนานแค่ไหน บางทีอาจมีเพียงเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์เท่านั้นที่จะล่วงรู้ 

 

 

 

 

#ดมอบีนยอง 

ความคิดเห็น