Lady Dark

ขอบคุณท่านรีดทุกคนนะงับที่เข้ามาอ่านนิยายของเก๊าาา ><

ชื่อตอน : Day 13 พบเจอ 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2559 08:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Day 13 พบเจอ 100%
แบบอักษร

#

 

วันที่ 13 : พบเจอ

 

[Sereen : Part]

                ความอึดอัดทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตัว ฉันพยายามลืมตา แต่ภาพตรงหน้าก็ยังคงมืดสนิทเหมือนอย่างเคย ฉันถูกปิดตาอยู่หรอเนี่ย ความรู้สึกปวดๆ ที่ท้ายทอย เจ็บๆ แสบๆ ที่หัว นี่มันเกิดอะไรขึ้น...? ฉันค่อยๆ เรียบเรียงสติช้าๆ สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ห้องทดลองของตึกเรียน ฉันเลยลองเข้ามา...เจอกับร่างของใครสักคนที่กลายเป็นพวกมันไปแล้วถูกมัดเอาไว้...แล้วก็เหมือนมีคนมายืนข้างหลัง นี่คือความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ฉันจะหมดสติไป ความอึดอัดในตอนแรก ฉันคงถูกมัดด้วย ฉันลองขยับตัวแรงๆ ก็รู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังถูกมัดติดกับเก้าอี้

                “เธอ...เข้ามา...ทำไม” เสียงทุ่มๆ ของผู้ชายกระซิบข้างหู ทำเอาฉันรู้สึกเย็นๆ ไปทั่วร่าง

                แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก...

                “...” ฉันเงียบให้กับคำถาม เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าเข้ามาทำไมเหมือนกัน ความสงสัยนี้พาฉันมาซวยทุกทีสินะ  เสียงแกร๊กๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็น ฉันยังจำได้ดี ที่มาของเสียงคือภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้เหมือนฉัน เธอมีท่าทีที่ดูเหม่อลอย แต่สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหิวโหย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าผู้ชายคนนี้กับร่างที่ถูกมัดเหมือนกันมีความสัมพันธ์กันยังไง

                “ฉันถาม ทำไมเธอไม่ตอบ!!!

                “โอ๊ย!” ฉันร้องออกมาหลังผู้ชายคนนี้ตะคอกถามพลางกระชากผมของฉันอย่างแรง แรงกระชากที่หัวยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนลงเลย

                “ฉันถาม!! ได้ยินมั้ย!! ทำไมถึงยังไม่ตอบ!!” เสียงทุ่มยังคงตะคอกเสียงใส่หูฉันพร้อมๆ กับแรงกระชากที่เริ่มกระชากไปมา ฉันทั้งกำมือแน่น ทั้งกัดฟัน เพื่อข่มความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น สาบานได้ว่าถ้าฉันหลุดจากเชือกได้ หมอนี่ต้องโดนฉันอัดเละแน่ แรงกระชากยังคงกระชากไปมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผ้าที่ใช้ปิดตาฉันเริ่มหลุดออกมา ทำให้พอเห็นล่างๆ ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ฉันพยายามมองหน้าผู้ชายคนนี้ มันค่อนข้างแปลกที่ฉันรู้สึกคุ้นๆ หน้าของเขา สายตาที่เขามองดูฉันมันเหมือนกำลังสนุก และในที่สุดหมอนี่ก็กระชากผมฉันอย่างแรงจนเส้นผมกระจุกหนึ่งของฉันหลุดติดมือ ฉันรู้สึกเจ็บหัวไปทั่ว

                “อ่า...อ่ะ...อ่า...” เสียงร้องอย่างหิวกระหายทำให้เขาหันกลับไปดู สายตาที่ใช้มองร่างที่แปรเปลี่ยนเป็นพวกมันดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด

                “ลิลลี่ เธอว่าไงนะ” เขาถามร่างบางด้วยน้ำเสียงห่วงใย ฝ่ามือหนาเอื้อมไปลูบหน้าของร่างนั้นเบาๆ ท่าทีที่ดูเป็นห่วงเป็นใยทำให้ฉันเริ่มจะคิดออก ผู้หญิงคนนั้นคือคนรักของผู้ชายคนนี้หรอ ไม่รู้ทำไมฉันถึงสัมผัสความน่ากลัวในความรักนั้นได้แปลกๆ สมองเริ่มคิดหาทางหนี ไม้ม็อบที่ฉันถือมาตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าถูกนำไปทิ้งไว้ที่ไหน ตัวฉันเองก็ยังถูกมัดติดกับเก้าอี้เรียนอย่างแน่นหนา ไร้ทางแก้มัดเชือกด้วยตัวเอง ไร้อาวุธ ทางรอดฉันจะมีถึง 1% มั้ย?

                “นายบ้าไปแล้วหรอ” ฉันพูดออกไปอย่างนั้นเมื่อเห็นว่าเขากำลังนั่งโอบกอดร่างบางบนเก้าอี้ ฉันลองขยับตัวแรงๆ แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เขาถอยห่างจากร่างบางแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเดินมายังฉัน

                “หุบปาก!!!” เสียงตะโกนกลับมาพร้อมกับแรงอัดจากฝ่าเท้าพุ่งเข้าหน้าท้องฉันเต็มๆ

                ตึง!!

                “อึก!”  ให้ตายสิ!! แรงถีบจากหมอนี่นอกจากจะให้เก้าอี้ที่มัดฉันอยู่หงายหลังแล้วยังทำฉันจุกไปด้วย โครงเก้าอี้นี้ทำมาจากเหล็ก แรงถีบเมื่อครู่คงทำให้เก้าอี้หักเหมือนในหนังไม่ได้ง่ายๆ แน่ นี่ฉันคิดอะไรอยู่เนี่ย หาเรื่องเจ็บตัวเปล่าอีกแล้ว

                “เธอไม่เหมือนเดิมแล้ว นายไม่รู้รึไง ยัยนั้นตายไปแล้ว!!!” แม้จะรู้ว่าไม่มีผลอะไรต่อเก้าอี้ แต่ฉันก็ยังคงยุให้หมอนี่โมโห

                “ฉันบอกว่าให้หุบปากไง!!! ใครใช้ให้แกพูดหะ!!!” ว่าจบหมอนี่ก็ตรงมาซ้ำที่เดิม แรงเตะและถีบทำให้เชือกเริ่มคลายตัว ทำให้ฉันเริ่มขยับแขนขยับมือได้ อีกนิดเดียวเท่านั้น...

                “อึก! แค่กๆ” ร่างกายเริ่มทนรับแรงกระแทกไม่ไหว ฉันจุกจนต้องไออกมา

                “ลิลลี่ก็ยังคือลิลลี่ ลิลลี่ยังไม่ตาย!!! ได้ยินมั้ย!!!” ฉันขยับแขนจนหลุดออกมาจากเชือกได้แล้วข้างหนึ่ง ตอนนี้ร่างทั้งร่างของฉันเริ่มช้าไปหมดแล้ว ฉันจุกจนไม่รู้จะจุกยังไงแล้ว ไม่รู้เมื่อไร แผลที่เจ็บๆ แสบๆ ตอนแรกเริ่มมีเลือดไหลออกมา

                ตอนนี้แกะมัดที่แขนอีกข้างเสร็จแล้ว ร่างกายเริ่มระบมไปทั่ว หมอนี่หยุดหอบพักหายใจ ขอแค่ขาเป็นอิสระ  ฉันเอาคืนหมอนี่แน่นอน

                “อ่า...อ่ะ...อ่า...” กลิ่นเลือดของฉันเหมือนจะไปทำให้ร่างบางที่อยู่บนเก้าอี้เริ่มคลั่ง เพราะจากที่หยุดอยู่นิ่งๆ ตอนนี้เธอเริ่มขยับตัวไปมาแรงๆ แล้ว

                “ลิลลี่! เป็นอะไรไปหรอ” หมอนี่หันกลับไปมองคนรัก ฉันอาศัยจังหวะนี้ลุกขึ้นแล้วถีบหมอนี่คืนสุดแรง

                “อ่ะ!!” ร่างหนาเซไปข้างหน้าตามแรงถีบของฉัน ซึ่งข้างหน้าของหมอนั่นมีร่างบางนั่งอยู่...

                “อ่า!!...อ่า!!!” เหลือเพียงอีกนิด  ร่างของหมอนี่ก็จะถูกคนรักกัดหน้าเข้าให้แล้ว ถ้าหมอนี่ไม่ยันร่างไว้ทัน

                “กะ...แก!!” ฉันเหลือบไปเห็นด้ามไม้ม็อบใต้โต๊ะ เจ็บกายคงไม่เจ็บเท่าเจ็บใจ...หมอนี่ต้องหัดอยู่กับความเป็นจริงได้แล้ว ฉันคว้าด้ามไม้ม็อบแล้วหมุนตัวหลบหมัดของหมอนี่ที่พุ่งมาก่อนจะยกแขนข้างที่ถือด้ามแหลมของไม้ม็อบแล้วแทงลงไปบนหัวของร่างบางที่หิวกระหายตรงหน้าทันที!

                “อ่า...” เสียงครางออกมาช้าๆ ก่อนจะหยุดนิ่งไป

                “อ๊ากก!!! แกทำอะไรลิลลี่!! แกทำอะไรลงไป!!! แกฆ่าลิลลี่!!!” ร่างหนาเริ่มคลุ้มคลัง สายตาที่ใช้มองฉันก็มองมาอย่างอาฆาต

                “...” ฉันมองดูท่าทีที่ผิดแปลกไป หมอนี่ค่อยๆ เดินปที่ชั้นวางอุปกรณ์ ก่อนจะค่อยๆ หยิบบางสิ่งออกมา บางสิ่งที่ว่ามันก็คือ...มีด!!

                “แกต้องตาย!!!” พูดจบปลายแหลมคมของมีดก็พุ่งมาตรงๆ ฉันหลบไปมาอยู่พักหนึ่งพอสบโอกาสก็ฟาดไม้ม็อบไปที่ท่อนแขนของอีกฝ่าย มีดหลุดกระเด็น ฉันอาศัยจังหวะที่หมอนี่ตกใจเพราะมีดหลุดกระเด็น ชกเอาไปที่จุดตายที่ท้องเต็มแรง

                “อึก!!

                ตุบ!

                ร่างหนาจุกจนสลบลงทันที ฟู่! จบลงสักที ไม่รู้ป่านี้เจสซี่จะเป็นยังไงมั้งแล้ว ฉันคงต้องรีบแล้วละ

                .

                .

                .

                .

                .

                .

[Karen : Part]

                ตึง!! ตึง!!

                จู่ๆ เสียงทุบประตูก็ดังขึ้นมา ทุกสายตาของทุกคนเริ่มหันมาจับจ้องที่ประตู

                ตึง!!! ตึง!!!!

                เสียงเหมือนจะยิ่งทวีดังขึ้นพร้อมๆ กับแรงกระแทก โจชัวเดินลุกขึ้นไปดันชั้นหนังสือมาบังไว้ที่ประตู เกลเองก็ลุกขึ้นไปช่วยโจชัวเหมือนกัน ฉันและชาลอตเดินไปรวมกลุ่มกับสองแฝดที่เริ่มตัวสั่น

                “แย่แล้วสิ เหมือนพวกมันกำลังจะพังประตูเข้ามากันนะ” โจชัวพูดออกมาเบาๆ พร้อมๆ กับทำสีหน้าเคร่งเครียด

                “แอช เอช พวกเธอปีนกลับขึ้นไปที่ท่อระบายเดียวนี้” สิ้นเสียงเกล พวกเราก็เริ่มทยอยปีนขึ้นมา

                “พวกบ้านี้ไม่รู้จักเจ็บกันรึไงนะ” เสียงเกลดังตามมาก่อนที่เกลจะค่อยๆ ปีนขึ้นมา ตามด้วยโจชัว

                “เกลจะให้ไปทางไหน” แอชลีย์เอ่ยถามเกลทันทีหลังจากที่เห็นว่าเธอขึ้นมาแล้ว

                “ตึกเรียน...ไปทางตึกเรียนได้มั้ยแอช ฉันพึ่งคิดออกว่าพวกเราจำเป็นต้องใช้มือถือ” ฉันเองก็คิดออกทันทีหลังได้ยินเกลตอบกลับแอชลีย์ไป ใช่แล้ว!! ทำไมพวกเราถึงลืมคิดกันไปได้นะ แต่ว่า...เราจะไปกันถูกหรอ ที่นี่ที่ไหนเราก็ยังไม่รู้เลยไม่ใช่หรอ แล้วเราจะไปตึกเรียนถูก...?

                “ตรงไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวซ้ายจากนั้นก็ตรงต่อไปจนถึงทางแยกอีกทีนั่นแหละทางไปตึกเรียน” เสียงโจชัวตะโกนมาแอชลีย์ทำหน้าสงสัยเล็กน้อยแต่ก็ยอมคลาดไปตามที่โจชัวบอก

                “นายเป็นใครกันแน่...” เสียงกระซิบของเกลดังขึ้นเบาๆ ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอพูดอะไรเพราะในวินาทีต่อมาฝันร้ายก็เกิดขึ้นถ้าพวกเราไม่รีบขึ้นมาบนนี้กันซะก่อน

                ตึง!!!

                เสียงตู้หนังสือที่โจชัวและเกลช่วนกันลากมาขวางทับประตูไว้ล้มลงมา พร้อมๆ กับประตูไม้ที่ถูกทุบออกจนเป็นรูกว้าง พวกมันต่างก็กรูวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

                “อ่า...อ่ะ...อ่า” เสียงร้องของพวกมันทำเอาฉันรู้สึกกลัว ขนลุกไปทั่วร่าง

                ปลายทางข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่มีใครรู้...ปลายทางข้างหน้ายังมีอะไรรอพวกเราอยู่กันนะ

                .

                .

                .

                .

                .

                .

                “ทางไหนต่อดีละคนบอกทาง” เสียงแอชลีย์เอ่ยถามคนบอกทางอย่างโจชัวเมื่อเราคลานกันมาเงียบๆ สามสิบนาทีแล้ว ตอนนี้พวกเรามาถึงทางแยกสี่ทางตามที่โจชัวบอกไว้

                “ลงไปที่ท่อข้างหน้านั่นละ ตรงนั้นเป็นทางเชื่อมระหว่างตึกเรียนกับทางหนีไฟ” โจชัวบอกเสียงเรียบ แอชลีย์พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะค่อยง้ามฝาตะแกงออก เธอมองซ้ายทีขวาทีด้วยความระมัดระวังก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงท่อไป พวกเราค่อยๆ ลงมากันทีละคนด้วยความระมัดระวัง

                ตึก

                “เบาๆ หน่อยสิ นายคงไม่อยากให้พวกมันแห่กันมากินนายที่หรอกใช่มั้ย” โจชัวที่เผลอลงน้ำหนักที่ส้นเท้าตอนลงมามากไปเลยทำให้เกิดเสียงถูกเกลหันไปว่าเบาๆ เขาทำเพียงแค่ยักไหล่กลับเหมือนบอกว่ามันช่วยไม่ได้

                ตึก...ตึก...ตึก

                และแล้วพวกเราก็ต้องเงียบกันอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังใกล้เข้ามา พระเจ้า...ได้โปรดเถอะค่ะ ขออย่าให้เป็นพวกมันเลยนะคะ....ฉันวิงวอนขอพระเจ้าในใจ ขอให้สิ่งที่กำลังเดินมาไม่ใช่พวกมัน

                ตึก...ตึก...ตึก....

                เสียงใกล้เข้ามามากขึ้นๆ

                ความเงียบทำให้ฉันเริ่มได้ยินเสียงเต้นหายใจของคนรอบข้างที่เริ่มทำสีหน้าวิตก เหงื่อมากมายต่างเริ่มผุดออกมาทั่วใบหน้า

 

                “อ่ะ!!...พวกเธอ!!” น้ำเสียงและสีหน้าที่ดูตื่นตกใจยามเมื่อเห็นพวกเรา ซึ่งตอนนี้สีหน้าของทุกคนเองก็ไม่ต่างจากเธอเท่าไร ความโล่งใจที่รู้ว่าเสียงที่เดินมาไม่ใช่พวกมัน... 

 

 

ความคิดเห็น