Lady Dark

ขอบคุณท่านรีดทุกคนนะงับที่เข้ามาอ่านนิยายของเก๊าาา ><

Day 12 คู่แฝด!! อัจฉริยะแห่งการกิน!? [ความสามารถอันโดดเด่น] 100%

ชื่อตอน : Day 12 คู่แฝด!! อัจฉริยะแห่งการกิน!? [ความสามารถอันโดดเด่น] 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2559 20:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Day 12 คู่แฝด!! อัจฉริยะแห่งการกิน!? [ความสามารถอันโดดเด่น] 100%
แบบอักษร

#

 

วันที่ 12 : คู่แฝด!! อัจฉริยะแห่งการกิน!?

[ความสามารถอันโดดเด่น]

อะไรคือจุดเริ่มต้นของชีวิต...?

อะไรคือสิ่งที่ดีกว่า...?

ระหว่าง

ตายไปแล้ว

กับ

ตายไปแล้วแต่ยังไม่ยอมตาย...?

...ความตายคือจุดเริ่มต้น...

จริงหรอ??

[Hannah : Part ]

                มันจะดีแค่ไหนกันเชียว ที่เราเกิดมาแล้วมีคนอยู่เคียงข้างเราตลอดเวลา เล่นก็เล่นด้วยกัน นอนก็นอนด้วยกัน ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราก็สื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องพูด ฉันคิดว่าตัวฉันโชคดีที่มีแอชลีย์เป็นคนๆ นั้นนะ J

                พวกเราเป็นฝาแฝด เป็นแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ที่ๆ พวกเราลืมตาดูที่แรกนั้น ไม่ใช่โรงพยาบาลเหมือนคนอื่นๆ หรอกนะ มันคือห้องเครื่องใหญ่ของภัตตาคาร พ่อแม่ของพวกเราเป็นเจ้าของภัตตาคารที่นั่น วันที่พวกเราเกิด คือวันที่แม่ของเราต้องไปโชว์ฝีมือให้เหล่าลูกมือดู เพื่อเป็นการเรียนรู้ มันเป็นประเพณีของที่นี่ที่ถูกสืบทอดต่อๆ กันมา แม่อุ้มท้องพวกเราไปที่ห้องเครื่อง และทำการโชว์ เราไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ เรารู้แค่ว่า สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้คือกลิ่นหอมของอาหารที่แม่เป็นคนทำ และนั่นก็กลายมาเป็นความสามารถของพวกเราไปทันที...

                ฉันมักจะยิ้มอยู่เสมอ แตกต่างกับแอชลีย์ที่มันจะมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ใช่ว่าเธอยิ้มไม่เป็นหรอกนะ เพียงแต่ว่าเธอไม่ค่อยชอบยิ้มเท่าไร เราสื่อถึงกันได้เวลาเรามองตากัน นี่คงเป็นเพราะความเป็นฝาแฝดของพวกเราละมั้ง ตอนเด็กๆ เรามักจะเล่นกันแค่สองคนเสมอ จึ่งทำให้ไม่พวกเราไม่มีเพื่อนเลยสักคน เรามีแค่กันและกัน พ่อแม่ที่เป็นเชฟเองก็ด้วย เราไปที่ห้องเครื่องที่พ่อแม่อยู่บ่อยๆ ที่นั่นเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของพวกเราเลยละ ไม่รู้ทำไมพวกเรามักจะเล่นกับพวกเครื่องเทศหรือวัตถุดิบ มันอาจจะเป็นพรสวรรค์ที่ได้จากพ่อแม่ พวกเรารับรู้ถึงกลิ่นอาหารได้ไวพอๆ กับสุนัข หรืออาจจะดีกว่า ฉันก็ไม่แน่ใจด้วยสิ ไว้ลองทดสอบดูแล้วจะมาบอกนะ

                “เอช ดูนั่นสิ” แอชลีย์เรียกให้ฉันดูบางอย่าง ตอนเรากำลังจะเดินสนามเด็กเล่นแถวบ้าน ในเวลาที่ดึกแบบนี้ กลับมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเล่นชิงช้าคนเดียว เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง ดึงพวกเราให้เดินไปหาเธอ เด็กคนนั่นไม่ใช่ใคร อบิเกลหรือที่เราเรียกเธอสั้นๆ ว่าเกลนั่นแหละ แรกๆ เหมือนเธอจะดูรำคาญพวกเรา แต่นานๆ ไปทั้งพวกเราและเธอก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว ว้าว ฉันชอบคำๆ นี้นะ กันและกัน มันเหมือนกับว่าเราจะมีกันอยู่แบบนี้ ค่อยเคียงข้างกันตลอดไปเลยนะ ^^

 

[Ashley : Part]

                สายตาของฉันเบิกกว้างด้วยความกลัว ร่างของฮันนาห์ที่ตอนนี้กำลังจะถูกพวกมันกัด ทำให้ฉันอดที่จะหวาดกลัวต่อความสูญเสียไม่ได้ นี่คือชีวิตจริง ฉันไม่คิดว่าจะมีใครมาช่วยเราได้ทันในเวลานี้ สิ่งที่ฉันทำได้คือคว้ารถเข็นอาหารของห้องครัวที่อยู่ใกล้มือที่สุดแล้วเข็นผ่านร่างของฮันนาห์ให้เร็วที่สุด

                “เอช!! ปล่อยมือจากมันซะ!!” ฉันบอกแบบนั้นก็เข็นรถชนร่างที่คร่อมอยู่หลังฮันนาห์ทันที ตัวพื้นรถเข็นยกสูงพอที่จะผ่านร่างของฮันนาห์ไปได้ ด้วยแรงปะทะ ทำให้ร่างของแม่ครัวที่คร่อมอยู่กระเด็นหลุดไปจากหลังของฮันนาห์ พวกที่กำลังจะกระโดดมาก็ชนกับรถเข็นนั้นด้วย ฉันรีบดึงมือฮันนาห์ขึ้นลุกยืนแล้วออกตัววิ่งไปช่วยเกลที่ตอนนี้กำลังแย่เหมือนกันต่อ ฮันนาห์ที่ขวัญเสียไปเมื่อครู่หอบหายใจถี่อย่างรวดเร็ว ฉันเองก็ไม่ต่างกัน ความรู้สึกกลัวตายของฮันนาห์ส่งผ่านมายังมือที่จับอยู่ของพวกเรา สถานการณ์แบบนี้เราคงหวังพึ่งใครไม่ได้นอกจากหวังพึ่งตัวเราเอง ทั้งฉันและฮันนาห์ต่างก็คว้ากระทะมาถือไว้ในมือ พวกเราจับมันแน่นมากๆ ก่อนจะช่วยกันฟาดเสยหน้าของพวกแม่ครัวที่กำลังจะก้มลงกัดเกล สภาพเกลเองก็ไม่ต่างจากฮันนาห์มากนั้น ใบหน้าเปื้อนเลือดและน้ำเหลืองเหม็นๆ สีหน้าและแววตาหวาดกลัว เสียงหอบหายใจถี่และเสียงหัวใจเต้นรัวๆ

                “โอ้พระเจ้า!! พวกเธอปลอดภัยกันนะ!” เสียงตะโกนจากชาลอตที่ยังอยู่บนโต๊ะสูง ตะโกนถามออกมาอย่างโล่งอกที่เห็นพวกเราปลอดภัย ฮันนาห์พยักหน้ารับ ก่อนจะรีบๆ คว้าถุงอาหารที่พวกเราไปเก็บมาจากห้องแช่เย็นแล้วปีนขึ้นโต๊ะไปชาลอต

                “ฉันว่าเราคงต้องกลับกันก่อน ตอนที่พวกมันยังลุกขึ้นมาไม่ได้” เกลพูดแบบนั้นก่อนจะคว้าขวดน้ำดื่มที่อยู่ใกล้ๆ ใส่ถุงดำ ฉันรีบปีนตามฮันนาห์ขึ้นไป เกลเองก็รีบปีนขึ้นมาตามๆ กัน  ชาลอตให้ฮันนาห์และฉันปีนขึ้นท่อระบายไปก่อน เพราะตัวเธอจำทางกลับไม่ได้ เราใช้เวลากันไม่ถึงสามสิบวิทุกคนก็ขึ้นมาอยู่ที่ท่อระบายอากาศเหมือนเดิม

                “อ่ะ!!” เกลที่ปีนขึ้นมาคนสุดท้ายร้องเสียงหลง ทำให้ทุกคนหันกลับไปมอง ร่างของเกลถูกดึงเอาไว้ เธอพยายามใช้มือเกาะผนังท่อระบายไว้แต่ดูเหมือนจะเกาะไม่อยู่ จึงจับขาชาลอตเอาไว้แทน ในพื้นที่แคบแบบนี้พวกเราคงไปช่วยเกลไม่ได้แน่

                “จับขาฉันไว้ดีๆ นะเกล”ชาลอตพยายามเอื้อมมือไปดึงมือเกลไว้ เกลเองก็ดูเหมือนพยายามถีบตัวอยู่ สักพักเกลก็หลุดออกมาและรีบออกตัวคลานอย่างรวดเร็ว

                “แอชเร็ว! รีบกลับกันเร็ว พวกมันกำลังจะปีนขึ้นมา!!” สิ้นเสียงของเกล ฮันนาห์รีบคลานเร็วยิ่งกว่าเดิม พวกเราคลานกันเงียบๆ จนกลับมาถึงห้องลับที่พวกเราพักกันตอนแรก

                “ฟู่นึกว่าจะไม่รอดแล้ว” ฮันนาห์ถอดหายใจออกมาก่อนจะล้มตัวลงนั่งกับเก้าอี้

                “คาเรน TT” ชาลอตเองเมื่อลงมาถึงก็วิ่งเข้าไปกอดคาเรนเหมือนลูกวิ่งไปหาแม่ ฉันและเกลเราต่างก็ไม่พูดอะไร ทำแค่เพียงนั่งลงข้างๆ ฮันนาห์

                เราปล่อยให้ความเงียบครอบงำจิตใจและบรรยากาศในห้อง โดยที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรกำลังจะตามความเงียบนั้นมา....

                .

                .

                .

                .

                .

                .

                .

                .

[Sereen : Part]

                “เซรีน หยุดก่อน” เสียงทักของเจสซี่ทำให้ฉันหยุดเดิน ตอนนี้เราเดินอยู่บนดาดฟ้าของดึกเรียนซึ่งก็ใกล้จะถึงโรงอาหารกันแล้ว

                “มีอะไรหรอเจสซี่” ฉันหันไปถามเจสซี่

                “ฉันรู้นะว่ามันค่อนข้างเสี่ยง แต่มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะลงไปเอากระเป๋าของพวกเราก่อน อย่างน้อยเราก็จะได้ติดต่อข้างนอกได้ว่าตอนนี้เป็นยังไง เอ่อ...เธอว่ามันดีมั้ย?” เจสซี่บอกแบบนั้นแล้วถามความคิดเห็นจากฉัน  ใช่เลย!! ฉันลืมคิดไปได้ยังไงกัน  ก่อนที่จะเริ่มพิธีสถาปนาโรงเรียน พวกเราทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้พกกระเป๋าและเครื่องมือสื่อสารขึ้นไปด้วย พวกครูบังคับให้พวกเราเก็บกระเป๋าไว้ที่ห้องเรียน และก็อย่างที่เจสซี่บอก ถ้าเราไปเอา เราก็จะมีโทรศัพท์ไว้โทรหาคนที่บ้าน ในกระเป๋าฉันยังมีปืนอีกกระบอกแล้วก็มีดพก เอาง่ายๆ ว่า ถ้าไปเอากระเป๋าโอกาสรอดก็จะมีเปอร์เซ็นเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ถึงแม้ว่าตอนนี้ของที่ฉันแบกอยู่เต็มหลังจะพะรุงพะรังอยู่แล้วก็ตาม แต่ถ้าให้คุณเลือกระหว่างใช้ปืนกับใช้ขวาน  คุณจะเลือกอะไร? กระสุนปืนพกตอนนี้ยิงได้อีกแค่ห้าครั้ง ซึ่งถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมาฉันว่ามันคงรอดได้ยากมาก

                “ฉันคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีมากๆ เลยละเจสซี่ ไม่รู้ฉันลืมคิดเรื่องนี้ไปได้ยังไงกัน” ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเจสซี่ เอาละถ้าเราจะลงไปเอากระเป๋ากัน ความเสี่ยงแรกที่เราจะเจอก็คือ พวกมัน ซึ่งคิดๆ ดู ถ้าผ่านความเสี่ยงแรกไปได้ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีความเสี่ยงอะไรอีกแล้วนะ

                “เจสซี่ เธอคอยอยู่บนนี้แล้วกันนะ ถ้าเจอใครที่ยังรอดอยู่ เธอช่วยเขาด้วยนะ เดียวฉันจะลงไปเอากระเป๋าให้เอง ไปน้อยคนมันปลอดภัยกว่านะ” ฉันว่าแล้วก็ปลดเป้วางลงพื้น หยิบไปแค่ขวานอย่างเดียว ปืนพกฉันยังเก็บไว้ที่ขา เผื่อไว้ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ

                “เดี๋ยว! เซรีน” เจสซี่ดึงข้อมือฉันเอาไว้

                “มีอะไรอีกหรอเจสซี่” ฉันถามกลับไป

                “คือ...เธอทิ้งขวานไว้ได้มั้ย ฉันรู้นะว่า ลงไปข้างล่างมันเสี่ยงมากๆ แต่ถ้าเกิดฉันเจอคนที่ยังรอด แล้วไปช่วยด้วยมือเปล่า คือ เธอเข้าใจฉันใช่มั้ย?”

                “โทษที ฉันลืมคิดอีกแล้ว นี่จ้ะขวาน เจอพวกมันก็สับไปที่หัวไม่ต้องยั้งเลยนะ”  ฉันยิ่นขวานไปให้เจสซี่ พร้อมกับแนะนำเธอไปด้วย ฉันก้มลงหยิบไม้ม็อบที่หักไปแล้วมาถือไว้สองข้าง ก่อนจะเดินไปยังประตู เพื่อลงไปข้างล่าง ฉันไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอฉันอยู่ข้างล่างนั้น แต่ฉันก็ได้แต่ขอ...ขอให้พระเจ้าคุ้มครองฉันด้วย...

 

                ฉันจำได้ว่าชั้นเรียนของพวกเราอยู่ชั้นที่ ของตึก หลังจากที่เปิดประตูดาดฟ้าลงมา ตอนนี้ฉันกำลังเดินอยู่ชั้นที่ 10 ประตูดาดฟ้าไม่ได้เชื่อมบันไดลงมาทุกชั้น เพราะงันฉันต้องเดินผ่านทางเดินของชั้นเรียนลงไปชั้น เองตึกนี้ค่อนข้างเงียบ ฉันบอกได้ไม่เต็มปากหรอกว่าตึกนี้ไม่มีพวกมันอยู่ เพราะความเงียบมันถือเป็นสัญญาณเตือนภัยของเหยื่อที่กำลังถูกผู้ล่าซุ่มรอล่า

                แกร๊ก...แกร๊ก...

                เสียงบางอย่างดังขึ้น ฉันรีบหาที่ซ่อนพลางมองหาต้นตอของเสียง เสียงเมื่อกี้เหมือนจะดังมาจากห้องทดลอง ตอนแรกฉันว่าจะเดินผ่านไป แต่เสียงมันก็ดังขึ้นมาอีก ฉันจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดู ประตูห้องทดลองถูกล็อคเอาไว้ ฉันจึงลองเลื่อนหน้าต่างดู เผื่ออาจจะมีบานไหนที่ไม่ถูกล็อคเอาไว้ โชคดีที่หน้าต่างบานสุดท้ายไม่ได้ล็อคเอาไว้ ฉันแง้มมันขึ้นก่อนจะค่อยๆ ปีนเข้าไป

                แกร๊ก...แกร๊ก...

                “อ่า...อ่ะ...อ่า...”

                “นี่มันอะไรกันเนี่ย...” ฉันร้องออกมาอย่างตกใจกับภาพที่เห็น ผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะกลายเป็นพวกมันไปแล้ว ถูกจับมัดติดกับเก้าอี้เรียนแน่นหนา ไม่ให้ขยับได้ เสียงแกร๊กๆ ที่ได้ยินตอนแรกมาจากการเคาะโต๊ะของเธอ ทั่วร่างเธอถูกมัดติดกับเก้าอี้ไปหมด สิ่งที่เธอทำได้คือกรอกตามองดูฉันอย่างหิวโหย แววตาของนักล่าที่จ้องดูเหยื่ออย่างกระหาย ฉันตกใจกับสิ่งที่เห็นจนไม่ทันระวังข้างหลัง เงามืดของใครสักคนพังร่างของฉันมิด

                ตุ๊บ!

                “อ่ะ!

 

                ก่อนที่ฉันจะทันตั้งตัว ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ท้ายทอยแล่นเข้ามา พร้อมๆ กับสติของฉันเริ่มจ่างหายไปช้าๆ ความมืดเข้ามาครอบคลุมสายตา สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้ คือความรู้สึกเหมือนถูกผลักลงเหวลึก แล้วฉันก็ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกเลย.... 

 

=โฉมหน้าของเจสซี่ค่ะ=

 

#

 

รอดมาหลายบทแล้วว เลยเอารูปมาแปะไว้ให้รีดจินตนาการใบหน้าของเจสซี่ออกกันนะคะ >< เจสซี่ เดอะ เฟส 

ขออนุญาตยืมรูปมาใช้นะคะ ^^

เย้ จบไปแล้วสำหรับบทนี้ >< อาจจะมีคนสงสัยว่าทำไมแอชลีย์กับฮันนาห์พูดน้อยจังเลย ต้องขอบอกว่าด้วยบุคลิกของทั้งคู่ที่เป็นพวกไม่ชอบพูด ((และไรท์ก็คิดไม่ออก 555)) เลยค่อยข้างที่จะมีบทพูดน้อยไปนิด 55555 ตอนอ่านคอมเมนต์ของทุกคนนี้คือ ทุกคนลุ้นให้เซรีนไปช่วยกันทั้งนั้นเย้ยยยย ไม่ผิดหวัดกันเนอะที่เซรีนไม่ได้ไปช่วย 55555 บทนี้สิ่งที่แอชลีย์ทิ้งท้ายไว้ อะไรกำลังจะมา?? เซรีนจะเป็นยังไงในบทต่อไป?? เงามืดที่เซรีนพูดถึงคืออะไร?? ติดตามได้ในบทหน้าเลยนะคะ ><  ว่างๆ แวะไปอ่านนิยายน้อยอีกเรื่องของไรท์รอก่อนได้นะคะ เรื่อง Curse School สาปอาถรรพ์ โรงเรียนมรณะ ค่ะ อ่านแก้เบื่อไปก่อนเน้ออ >< และก็อีกตามเคย ขอบคุณทุกๆ คนมากเลยนะคะที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ มีความสุขและดีใจมากๆ เลยที่ทุกๆ คนชอบและรู้สึกสนุกกับนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณมากๆ เลยน๊าาา แล้วก็ขออนุญาตแจ้งนะคะว่าบทต่อไปขอไรท์ใช้ระบบเหรียญน๊าา ท่านรีดของเก๊าใช้กุญแจซื้ออ่านกันเอาเนอะ เรื่องนี้ใช้กุญแจซื้อประมาณสามถึงสี่บทนะคะ ขอเนอะๆ บททีใช้กุญแจสบายใจได้เลยค่ะ ไรท์จะเว้นๆ บทไปสักสามบทถึงใช้ ใครอยากให้ดาวไรท์แทนกำลังใจก็ให้ได้น๊าาา ><

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงบทนี้นะคะ หวังว่าทุกคนจะติดตามกันไปเรื่อยๆ เลย ขอบคุณมากๆ งับบบ

ความคิดเห็น