Lady Dark

ขอบคุณท่านรีดทุกคนนะงับที่เข้ามาอ่านนิยายของเก๊าาา ><

Day 11 ยูนิคอร์นในร่างคน พลังแห่งการรักษา [เด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ทางการแพทย์] 100%

ชื่อตอน : Day 11 ยูนิคอร์นในร่างคน พลังแห่งการรักษา [เด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ทางการแพทย์] 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2559 12:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Day 11 ยูนิคอร์นในร่างคน พลังแห่งการรักษา [เด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ทางการแพทย์] 100%
แบบอักษร

#

 

วันที่ 11 

ยูนิคอร์นในร่างคน พลังแห่งการรักษา

 

[เด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ทางการแพทย์]

สุดยอดแรงปรารถนาของมนุษย์คืออะไร...

ความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด...

...ความโหยหา...ความอยากได้...

หรือ

 

ความหิวกระหาย...?

[Chalot : Part]

                คุณยังจำได้มั้ย ว่าของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่คุณได้คืออะไร...? ฉันยังจำมันได้ดี ไม่มีวันลืมเลยละ ของขวัญวันเกิดชิ้นแรก ฉันได้ตอนอายุครบหกขวบ มันคือชุดเครื่องมือมีดหมอสำหรับผ่าตัด ความคิดแรกที่ฉันได้มันมาคือ... เดียวนะ...คืออะไรอ่ะ?...ปะป๊ากับแม่เอาอะไรมาให้ฉันอ่ะ? มันใช้เล่นยังไง?? ความคิดพวกนี้หมุนวนไปในหัว คุณคิดว่าเด็กอายุหกขวบจะสามารถใช้ชุดมีดหมอทำอะไรได้บ้างละ จริงๆ ฉันแอบคิดว่าที่ปะป๊ากับแม่ให้ชุดมีดหมอมาเพราะจะเอาไว้ให้ฉันเอาไว้ตัดเค้กวันเกิด ก็แหม...ใครจะไปรู้ละว่าการได้ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกมันจะเปลี่ยนวิถีชีวิตที่สุดแสนจะลัลล้าของฉัน กลายมาเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์หมอผู้จริงจังได้

                ปะป๊ากับแม่ของฉันต่างก็เป็นศัลยแพทย์ชื่อดัง และด้วยความดังนี่เองที่จุดประกายความคิดของพวกท่านขึ้น  ทุกๆ วันหลังจากกลับจากโรงเรียน แทนที่ฉันจะได้ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ฉันกลับต้องมานั่งเรียนอะไรบ้าบอที่ปะป๊ากับแม่เป็นคนสอน ชีวิตที่แสนสนุกของฉันได้หายไปแล้ว หลังจากที่ได้ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกมา TT

                “ชาลอต!! ตั้งใจฟังที่แม่สอนหน่อย เดียวเราจะต้องลงมือปฏิบัติกันแล้วนะลูก” เสียงของแม่เอ็ดฉันเบาๆ เพราะฉันเหม่อมองไปนอกหน้าต่างอย่างใจลอย ไม่สนใจฟังสิ่งที่ท่านพูดเลยสักนิดเดียว พ่อแม่คนอื่นเขาเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง ปะป๊ากับแม่ของฉันดันเปิดเทปบรรยายระบบอวัยวะและการทำงานของร่างกาย ฉันอยากรู้ว่าปะป๊ากับแม่มั่นใจแล้วหรอ เด็กในวัยหกขวบต้องการอะไรแบบนี้จริงๆ TOT ฉันอยากฟังอลิสในแดนมหัศจจรย์มากกว่าฟังขั้นตอนการทำงานของระบบในร่างกาย ฉันอยากรู้ว่าหนูน้อยหมวกแดงจะจัดการกับเจ้าหมาป่ายังไงไม่ใช่อยากรู้ว่าเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวมีกี่ชนิดและแต่ละชนิดทำหน้าที่ยังไง ฉันอยากฝันหวานที่ได้ฝันว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงในนิทานและมีเจ้าชายขี่ยีราฟมาช่วยที่หอคอยไม่ใช่ฝันว่าตัวเองเป็นไส้ติ่งที่ถูกคุณหมอเอามีดเฉือนทิ้ง TOT

                ความขมขื่นในวัยเด็กเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความชินชาและในที่สุดมันก็กลายมาเป็นเรื่องสนุก เย้ ปรบมือรัวๆ =_= สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสนุกก็คงเป็นตอนที่ปะป๊ากับแม่สอนภาคปฏิบัติให้ฉัน ตอนฝึกใช้มีดผ่าตัด ท่านทั้งสองให้ฉันฝึกกรีดมีดให้เป็นเส้นตรงบนหนังน้องหมูอู๊ดๆ มีดแฉลบไปมา กว่าฉันจะผ่าให้ตรงได้ก็หมดหนังหมูไปหลายแผ่นเลยละ ตอนแปดขวบท่านให้ฉันลองเย็บแผลเจ้ากระต่ายน้อยที่ถูกน้องหมาโฮ่งๆ กัด แผลค่อนข้างสาหัส แต่ฉันที่ถูกฝึกมาอย่างดีก็สามารถเย็บแผลให้มันสวยเหมือนเย็บเสื้อตุ๊กตา พอฉันอายุครบสิบขวบ ท่านก็เริ่มให้ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์จริงๆ ฉันก็พึ่งค้นพบตัวเองนี่แหละว่าฉันมีพรสวรรค์ในด้านนี้เอามากๆ ฉันค่อนข้างเรียนรู้ได้เร็ว ฉันเข้าไปดูเควสผ่าตัดใหญ่ของปะป๊าเป็นประจำ วินิจฉัยโรคร่วมกับแม่ แถมยังได้เข้าร่วมการอบรมการรักษาใหม่ๆ มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีคนยอมรับนักหรอกสำหรับเด็กอายุสิบขวบ คงไม่มีใครไว้ใจให้เด็กสิบขวบอย่างฉันผ่าตัดให้แน่นอน หมอทุกคนล้วนแล้วแต่เรียนกันหกปี กว่าจะสามารถมาผ่าตัดคนได้ แล้วฉันที่พึ่งได้เริ่มเรียน คงไม่มีความน่าเชื่อและความน่าเชื่อใจให้ถึงขั้นจับมีดผ่าตัดคนไข้หรอก พวกหมอทุกคนในโรงพยาบาลคุณปู่ล้วนแล้วแต่คิดแบบนี้กันหมด ยกเว้นแค่ปะป๊ากับแม่

                มีอยู่ครั้งหนึ่ง ปะป๊าปวดท้องไส้ติ่ง ท่านยืนยันนอนยันท่าเดียวว่าจะให้ฉันเป็นคนผ่า ท่านไม่ยอมไปโรงพยาบาลเลย ฉันตกใจและเป็นกังวลอยู่นิดหน่อย ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยผ่าร่างของคนมาหรอกนะ แต่นี่คือปะป๊า ร่างคนที่มีชีวิตจริงๆ ที่ไม่เหมือนกับร่างของอาจารย์ใหญ่ที่แม่เคยสอนให้พร้อมพวกนักศึกษาแพทย์ สุดท้ายฉันก็ลงมือผ่าตัดปะป๊า โดยมีแม่ค่อยจับตาดูฉันอยู่ใกล้ๆ ห้องผ่าตัดก็ไม่ใช่ที่ไหน ก็ที่บ้านของฉันนี่แหละ อุปกรณ์พร้อม ห้องพร้อม แต่คนไม่ค่อยพร้อม TOT ตอนวางยาสลบปะป๊าไม่เท่าไร ไอ้ตอนที่จะต้องเอามีดกรีดลงเนื้อปะป๊านี่สิ มือฉันสั่นไม่หยุดเลย กว่าจะตั้งสติผ่าได้ ก็กินเวลาไปนานเหมือนกัน คนไข้รายต่อๆ มาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ตัวฉันทั้งนั้นเลย แน่นอนว่าเรื่องที่ฉันผ่าตัดให้นี่เป็นความลับ แน่สิ ถ้าคนอื่นได้รู้มีหวังติดคุกกันทั้งบ้านแน่ โทษฐานให้หมอเถื่อนอย่างฉันผ่าตัด

                ฉันมักจะพกกระเป๋าฉุกเฉินที่มีพวกยาสำคัญและอุปกรณ์ผ่าตัดไว้ในกระเป๋าที่ไปโรงเรียนด้วยเสมอ เพราะปะป๊ากับแม่สอนไว้ว่า เราไม่รู้หรอกว่าอุบัติเหตุมันจะมาเมื่อไร เรารู้แค่ว่ามันมาได้ทุกเมื่อ เพราะงันเราจึงต้องเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลา 

               

                ตอนนี้ฉันนั่งดูหน้าคาเรนที่เป็นลมไปเมื่อกี้ ในห้องนี้เงียบมากๆ เลยถึงแม้จะมีจำนวนคนเข้ามาเพิ่ม แต่บรรยากาศก็เงียบสงบ สถานการณ์แบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากลั้ลลาหรอก

                "อ่ะ...!" คาเรนผงะตัวเหมือนสะดุ้งตื่นขึ้นมา สีหน้าตกใจของเธอทำเอาฉันขำนิดๆ

                "คาเรนฟื้นแล้วหรอ" ฉันถามออกไปอย่างดีใจ แน่สิในห้องนี่คนที่ฉันสามารถคุยด้วยได้ก็มีแค่คาเรนนี่แหละ เพราะคนอื่นๆ ไม่มีใครสนใจฉันเลยสักคน ยิ่งผู้หญิงที่ชื่อเกลนั้นยิ่งแล้วใหญ่เลย ทุกคำพูด ทุกการกระทำของเธอเหมือนจะรำคาญพวกฉันเอามากๆ เลย ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เซรีนจะเป็นยังไงบ้าง ฉันภาวนาขอให้เธอรอดนะ ไม่งันฉันรู้สึกผิดมากแน่ๆ ที่เป็นคนทำให้เธอไม่รอด เพราะทำปากกาที่เธอให้ไว้ตกลงไปซะก่อน

                “เกล” เสียงของฝาแฝดเรียกให้เกลหันไปคุยด้วย ฉันมองดูสีหน้าของคาเรนที่ตอนนี้ยังดูมึนงงอยู่

                “คาเรน ไม่เป็นไรแล้วนะ สงสัยเธอคงจะได้ออกซิเจนต่ำไปนะ เลยเป็นลมไป” ฉันกระซิบคุยกับคาเรนเบาๆ ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องกระซิบด้วย

                ตอนซ่อนอยู่ใต้เตียงเสียงหัวใจของคาเรนเต้นแรงและดังมาก เหมือนคนป่วยโรคหัวใจที่ใกล้จะล้มเหลวเลยก็ว่าได้ แถมข้างใต้เตียงอากาศก็ไม่ค่อยถ่ายเทเลย มันก็เลยทำให้คาเรนเป็นลมจับจังหวะที่ผู้ชายที่คาเรนเรียกชื่อว่าโจชัวจ้ะเอ๋มาพอดี

                “อ่อ...ว่าแต่ทำไมเราต้องกระซิบคุยกันด้วยละ” คาเรนพยักหน้ารับรู้ช้าๆ ก่อนจะกระซิบถามฉันกลับมา

                “เฮ้ ขอฉันคุยด้วยหน่อยสิ” เสียงเรียกคาเรนของโจชัวดังขึ้นด้านหลังของฉัน เขามาอยู่ตรงนี้เมื่อไรก็ไม่รู้ 

                “ก็ว่ามาสิ” คาเรนตอบกลับไปทันที

                “ฉันอยากคุยกับเธอ แค่สองคน” โจชัวพูดแบบนั้นแล้วก็หันมาสบตากับฉัน เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าให้ฉันไปจากตรงนี้ซะ

                “เดียวฉันไปคุยกับพวกนั้นแปปนะ” ฉันว่าแล้วก็ลุกไปตรงที่พวกฝาแฝดกับเกลยืนคุยกันอยู่ทันที แอบอยากรู้เหมือนกันว่าสองคนนั้นเขาจะคุยอะไรกัน

 

 

                “เราจะเริ่มหาเมื่อไรกันละ”

                “เราจะหาที่ไหนกันละ” ฉันได้ยินเสียงฝาแฝดพูดสลับกันไปมา เหมือนพวกเขากำลังจะไปไหนกันนะ

                “เราจะเริ่มหากันเดียวนี้ ส่วนหาที่ไหนฉันคงต้องให้พวกเธอหาเองแล้วแหละ” เกลเป็นคนพูดประโยคนี้ เธอดูเหมือนหัวหน้าผู้สั่งการเลย ว่าแต่ตกลงคนพวกนี้คิดอะไรกันอยู่ สถานการณ์แบบนี้พวกเธอยังคิดจะไปไหนกันอีก

                “เอ่อ...ฉันได้ยินเสียงพวกเธอคุยกัน พวกเธอกำลังจะไปไหนกันหรอ” ฉันเดินมาถึงก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ ทุกสายตามองมาที่ฉัน เกลมองฉันด้วยสายตาเบื่อหน่าย แฝดคนที่เงียบๆ มองด้วยสายตาเรียบเฉย และแฝดคนที่ท่าทางร่าเริงก็มองฉันด้วยสายตาแววตาเหมือนกำลังสนุกสนาน

                “พวกเรากำลังจะไปหาเสบียงกันนะ” แฝดคนที่เงียบๆ ตอบคำถามของฉัน

                “เธอจะไปกับพวกเรามั้ย” และแฝดคนที่ร่าเริงก็เอ่ยชวนฉันทันที ว้าวว อย่างกะในหนังแนะ กลุ่มคนที่หลบซ่อนจากพวกซอมบี้กินคนรวบรวมพลไปหาอาหารมาเป็นเสบียงเพื่อความอยู่รอด ชักน่าสนุกแล้วสิ  

                “เอาสิ ฉันอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง อยู่นี่น่าเบื่อจะตาย ไม่มีอะไรให้ทำเลยสักอย่าง” ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตื้นเต้น รู้สึกกระตื้อรื้อร้นขึ้นมาทันที

                “ถ้าอยากล่นหาที่ตายก็ตามสบาย เพราะมันไม่มีหลักประกันอะไรที่จะบอกได้ว่าจะรอดกลับมา อีกอย่างเราไม่ได้จะไปทัศนะศึกษา ไม่ต้องตื่นเต้นก็ได้” เกลขัดฉันแบบนั้นพร้อมกับทำสีหน้าเฉยชาใส่ เหมือนเธอจะไม่ค่อยชอบฉันเท่าไรเลยนะ  

                “อ่า...” ฉันตอบกลับไปสั้นๆ คำพูดของเกลทำฉันเสียความรู้สึกอยู่นะ ทำไมเหมือนฉันไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ เลย TOT

                “เราจะออกไปหาเสบียงกันทางไหนละ ที่ประตูที่ชายคนนั้นเปิดเข้ามา...”

                “หรือที่ท่อระบายที่พวกเราพึ่งปีนลงมา...” ฝาแฝดเริ่มพูดสลับกัน เกลเงียบลงไปเหมือนกำลังใช้ความความคิด สักพักเธอก็ตอบกลับมาว่า

                “ฉันคิดว่าเราไปทางท่อระบายน่าจะปลอดภัยกว่านะ” จบประโยคสองแฝดก็พยักหน้ารับคำตอบ ก่อนจะลากเก้าอี้มาเพื่อใช้ปีนขึ้นท่อระบาย สองแฝดขึ้นไปก่อน เกลส่งสายตาให้ฉันขึ้นตามไป และเกลก็เป็นคนที่ปีนขึ้นมาปิดท้าย...

 

                ภายในห้องหลังจากที่พวกชาลอตปีนขึ้นท่อระบายไป โจชัวที่เห็นแบบนั้นก็เปิดปากพูดกับคาเรน

                “ฉันไม่อยากให้เธอปากสว่างบอกเพื่อนๆ ของเธอเกี่ยวกับฉัน” โจชัวบอกแบบนั้นไป ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีที่ดูสบายๆ

                “ฉันก็คงต้องบอกว่า ฉันไม่เคยมีความคิดที่บอกอะไรเพื่อนของฉันเกี่ยวกับเรื่องของนายเลยสักนิด” คาเรนเองเมื่อได้เห็นท่าทีของโจชัว เธอตอบกลับไปพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดอกด้วยท่าทีที่ดูสบายๆ ไม่แพ้กัน สายตาที่คาเรนมองโจชัวยามตอบนั้นดูแข็งกระด้าง

                “ก็ดี” โจชัวเองก็เช่นกัน เมื่อได้ยินคำตอบและท่าทีของคาเรนที่แสดงออกแบบนี้ ภายในใจก็ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่ก็ยังคงท่าทีและสีหน้าสบายๆ ต่อไป เพราะอย่างน้อยเขาก็หายกังวนไปขั้นหนึ่งแล้ว่าเธอจะไม่ทำให้ความลับที่เขาอุสากุเรื่องขึ้นมาแตก

                “ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายโกหกพวกนั้นทำไม แล้วก็ไม่รู้อีกด้วยว่านายมีจุดประสงค์อะไร แต่นายสบายใจได้ นายก็อยู่ส่วนของนาย ฉันก็อยู่ส่วนของฉัน ยังไงฉันก็ไม่มีสิทธิ์บอกใครๆ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านใหญ่ได้อยู่แล้ว มันเป็นกฎที่คุณนายใหญ่ตั้งขึ้นมานี่” คาเรนพูดแบบนั้นก่อนจะเดินไปอยู่อีกมุมของห้องด้วยความสงสัยและเป็นกังวลว่าพวกชาลอตไปไหนกัน เธอค่อนข้างอึดอัดและไม่สบายใจนักเมื่อต้องมาอยู่ในห้องกับผู้ชายอย่างโจชัวแค่สองคน

                “หึ...จริงด้วยสินะ มีกฎแบบนั้นอยู่ด้วยนี่” โจชัวแค่นหัวเราะออกมา ออกจะส่งยิ้มเหยียดๆ ไปให้คาเรนแล้วเดินกลับไปอ่านสามก๊กต่อดังเดิม

 

 

 

                “หยุดก่อน...” เสียงของแฝดคนที่เงียบๆ ดังขึ้น ทำให้ขบวนล่าเสลียงทุกคนหยุดคลาน  หลังจากที่พวกเราปีนขึ้นมาที่ท่อระบาย เวลาก็ผ่านไปสักพักแล้ว

                “มีอะไรแอช..?” เกลที่คลานอยู่ข้างหลังเอ่ยถามเบาๆ

                “ฉันว่าฉันได้กลิ่นสตูเนื้อ” ฉันได้ยินเสียงเธอทำจมูกฟุ๊ดฟิดของแฝดคนที่เงียบๆ ก่อนจะตอบเกลกลับมา

                “ใช่ ฉันก็ได้” ซึ่งแฝดคนที่ร่าเริงเองก็ทำตามและพยักหน้ารับเหมือนแฝดคนที่เงียบๆ

                “ฉันไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย” ฉันพูดแบบนั้นออกไป หลังจากพยายามสูดหากลิ่นสตูตามที่สองแฝดบอก แต่มันก็ยังคงว่างเปล่า

                “กลิ่นมาจากไหน นำไปเลยแอช” เกลบอกแบบนั้น แฝดคนที่เงียบๆ ก็พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเริ่มคลานต่อไป อย่าหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเห็นฉากสุนัขตำรวจกำลังดมหาตัวประกันที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่เลยง่ะ =[]= ฉันป่าวว่าสองแฝดเป็นสุนัขตำรวจนะ ฉันแค่รู้สึกเหมือนเฉยๆ ดูจากคำพูดของเกลสิ กลิ่นมาจากไหน ให้ไปทางนั้นเลย สองแฝดนี้จมูกจะไวไปมั้ย

                ปัง!! ปัง!! ปัง!!

                “กรี๊...”

                ปึก!

                “โอ๊ย...” หลังจากเริ่มออกตัวคลานต่อไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ฉันที่เผลอตกใจลืมไปว่ากำลังคลานอยู่ในท่อระบายอากาศ ผงะหัวขึ้นเตรียมกรี๊ด แต่หัวดันไปโขกกับช่องด้านบนเข้า มันเจ็บจนฉันร้องโอ๊ยออกมาเลยละ

                “ยัยเบ๊อะฉันจะไม่เตือนเธออีกแล้วนะว่างดใช้เสียง ถ้าไม่อยากตายเร็วๆ ก็หักหุบปากเงียบๆ บ้าง แค่เสียงปืนจะกรี๊ดไปทำไม” เสียงกระซิบจากเกลเอ็ดฉันอย่างรำคาญใจ 

                “ฉันขอโทษ” ฉันเอ่ยขอโทษเบาๆ ก่อนจะสงบสติใจและเริ่มคลานต่อ ดูเหมือนว่านอกจากฉันแล้ว คนพวกนี้จะไม่ตกใจกับเสียงปืนเมื่อครู่เลย เสียงปืนยังคงดังขึ้นมาอีกครั้ง และเหมือนครั้งนี้จะเป็นการยิงรัวๆ เพราะเสียงมันดังไม่มีหยุดเลย แต่พวกฝาแฝดและเกลก็ยังคงคลานต่อไปแบบไม่รู้สึกอะไร พวกนี้จิตใจทำมาจากอะไรกัน ฉันอยากลองผ่าดูสักครั้งจัง ทำไมถึงไม่ตกใจกับเสียงปืนที่ดังขึ้นนี้เลย

                ตอนนี้เสียงปืนสงบลงแล้ว ฉันคลานตามสองแฝดมาเรื่อยๆ สักพักก็เริ่มได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสตูเนื้ออย่างที่สองแฝดบอกไว้ไม่มีผิดเลย   ยิ่งคลานไปอีกกลิ่นก็เริ่มชัดขึ้นๆ แฝดคนที่ร่าเริงหยุดคลาน ฉันจึงหยุดตาม ดูเหมือนว่าเราจะมาถึงกันแล้วนะ

                “ฉันกับฮันนาห์จะลงไปตู้แช่แข็งนะเกล เธอกับผู้หญิงคนนี้หาพวกน้ำดื่นอะไรก็ได้นะ”

                “หาขนมมาได้ก็จะดีมากเลยละเกล เธอด้วยนะ” สองแฝดหันกลับมาบอกหน้าที่ให้ฉันกับเกล เกลพยักหน้ารับช้าๆ แฝดคนที่เงียบๆ หันกลับไปก่อนจะยกตะแกรงเหล็กของท่อระบายออกแล้วค่อยๆ ปีนลงไป

                ที่ๆ เราลงมาคือห้องครัวของโรงเรียน โชคดีที่จุดที่พวกเราลงมามีโต๊ะวางอยู่ พวกเราจึงลงมาอย่างง่ายดายและสบายๆ สองแฝดเริ่มเดินออกไปที่ตู้แช่แข็ง โดยไม่ลืมคว้าถุงผ้าแถวนั้นติดมือไปด้วย  ฉันหันมามองเกล เชิงจะถามว่าพวกเราจะไปทางไหนดี แต่เธอก็ชิ่งพูดตัดหน้ามาซะก่อน

                “เธอไม่ต้องตามฉันมา เธอเฝ้าทางขึ้นอยู่ที่นี้เงียบๆ เบ๊อะๆ อย่างเธอไปกับฉันมีหวังเดินชนข้าวของตกกระจายแน่” เกลสั่งฉันแบบนั้นแล้วก็เดินไปอีกทางทันที

                “ฉันไม่ได้เบ๊อะสักหน่อย” ฉันบ่นออกมาเงียบๆ พลางเตะขาไปข้างหน้า

                “อ่ะ!

                เป๊ง!!....ครืน...เป๊งเคร๊ง!! เคร๊ง!! โครม!!

                ฉันเผลอเตะไปโดนหม้อที่วางอยู่แถวนั้นเข้า แรงเตะส่งผลให้หม้อลอยไปชนกับขอบข้างบนของโต๊ะด้านข้าง ทำให้โต๊ะเซล้มลงไปกับพื้น เสียงของตกลงพื้นกระจายเสียงดังไปทั่วห้องครัว ฉันหลับตาปี๋ ยกมือขึ้นปิดหูเพราะเสียงในห้องมันกังวานไปทั่ว

                “ยัยเบ๊อะ!! เธอทำอะไรของเธอนะ ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าทำเสียงดัง เพราะเสียงจะเรียกพวกมัน...”

                “อ่า...อ่ะ...อ่า”

                ปึ่ง!! ปึ่ง!! ปึ่ง!!

                เกลหันกลับมากระซิบด่าฉันไม่ทันจบประโยค เสียงร้องแปลกๆ ก็ดังแทรกขึ้น พร้อมๆ กับร่างของแม่ครัวที่เริ่มโผล่ออกมาจากที่ไหนไม่รู้ แถมที่ประตูที่ปิดไว้ ดูเหมือนมีบางอย่างกำลังพยายามพังประตูเข้ามา

                “เกล!!!” เสียงตะโกนร้องของสองแฝดดังขึ้น พร้อมๆ กับร่างของทั้งคู่ที่วิ่งกลับมา ข้างหลังฝาแฝดมีร่างของแม่ครัวสองสามคนวิ่งตามมาด้วย ร่างนั้นทั้งร่างต่างโชกไปด้วยเลือด มีบาดแผลทั่วลำตัวและใบหน้า เศษหนังหลุดออกมาแต่ไม่ขาด พลิ้วไหวตามแรงวิ่งตามของร่างนั้น สายตาที่มีแต่ความหิวกระหายของสัตว์ป่า สองแฝดวิ่งผ่านฉันไปยังเกล ซึ่งตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่บนโต๊ะเครื่องปรุง ในมือของเธอถือกระทะเอาไว้ เหมือนเตรียมรับมือกับพวกแม่ครัวแล้ว

                “แอช! เอชหมอบลง!!” เกลบอกแบบนั้นแล้วเอื้อมแขนขึ้นไปข้างหลัง พร้อมที่จะฟาดกระทะใส่พวกแม่ครัวที่วิ่งตามมา

                พรึ่บ!!

                “อ่ะ!!!

                ตึง!!

                เกลสนใจแต่ด้านหน้าจนไม่ทันระวังข้างหลัง ถูกพวกแม่ครัวที่เริ่มโผล่มาเรื่อยๆ คว้าข้อเท้าแล้วลากลงมาอย่างรวดเร็วและแรงมาก หลังของเธอชนกับโต๊ะเสียงดัง ดูเหมือนเธอจะจุกด้วย เพราะเธอเอามือกุมท้องไว้ ใบหน้าของเธอมีเหงื่อผุดขึ้นอยู่เต็มไปหมด

                “กรี๊ดดดด!!!” เสียงของสองแฝดกรี๊ดออกมาเมื่อหนึ่งในแม่ครัวที่วิ่งไล่ตาม กระโดดพรวดตะปบหลังของพวกเธอ แฝดที่โดดตะปบนั้นล้มหน้าคะมำทันที!!!

 

                “ฮันนาห์!!!” แฝดอีกคนชะงักแล้วร้องออกมาอย่างตกใจ แฝดที่ล้มอยู่นั้นพยายามจับหน้าของแม่ครัวที่คร่อมร่างของเธอเอาไว้ ทั้งเลือดและน้ำเหลืองที่มาจากบาดแผลบนร่างของแม่ครัว ไหลย้อยลงมาโดนทั่วหน้าของเธอ ปากของแม่ครัวพยายามจะงับเข้าส่วนใดส่วนหนึ่งของเธอให้ได้!! ซ้ำร้าย!! พวกแม่ครัวที่วิ่งตามหลังมาก็วิ่งเข้ามาเตรียมจะรุมเธออีก เกลเองตอนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากเธอเท่าไร เพราะมือของเธอก็พยายามกันที่คอและหน้าของแม่ครัวที่ลากเธอลงจากโต๊ะเมื่อครู่ไม่ให้โดนกัด โอ้พระเจ้า!! ฉันทำอะไรไม่ถูกเลย!!! สถานการณ์ตอนนี้...พวกเราถูกพวกแม่ครัวผีดิบล้อมเอาไว้หมดเลย!! ใครก็ได้ ช่วยพวกนั้นที!!!

 

 

จบไปแล้วสำหรับบทนี้ รีดมีความคิดเห็นยังไงบ้างค่ะกับชาลอต 55555 ใจเต้นกันมั้ยค่ะกับฉากท้ายของบท ในความรู้สึกของไรท์ตอนแต่งบทนี้ไรท์คิดว่าชาลอตเป็นคนตลกมาก 55555 พอมาท้ายๆ ทำไมชาลอตยุ่งจังเลย เอาแต่บรรยายอยู่นั่นแหละ ไม่เข้าไปช่วยพวกเกลเลย 5555555 แต่งเองอินเองเลยไรท์ >< ขอสปอยไว้เล็กน้อยสำหรับบทหน้านะคะ พี่โจชัวของเราจะแผงฤทธิ์แล้ววว หลังจากที่เล่นรอคอมเมนต์มาช้านาน ไรท์เลยแต่งบทนี้ให้ยาวๆ อ่านกันจนสะใจไปเลย 55555 เป็นการชดเชยที่ทำให้รีดบางท่านค่อยนานเนอะ บทต่อไปก็จะยาวๆ แบบนี้เหมือนกัน หวังว่ารีดจะไม่หนีหายหรือเบื่อนิยายเรื่องนี้ไปน๊าาา ขอขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านและยังติดตามเรื่องนี้นะคะ ขอบคุณก๊าบบบบ 

 

ความคิดเห็น