Lady Dark

ขอบคุณท่านรีดทุกคนนะงับที่เข้ามาอ่านนิยายของเก๊าาา ><

Day 4 อัจฉริยะแห่งการต่อสู้ [ระเบิดเวลาที่ถูกปลดออก] 100%

ชื่อตอน : Day 4 อัจฉริยะแห่งการต่อสู้ [ระเบิดเวลาที่ถูกปลดออก] 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2558 10:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Day 4 อัจฉริยะแห่งการต่อสู้ [ระเบิดเวลาที่ถูกปลดออก] 100%
แบบอักษร

#

 

วันที่ 4 : อัจฉริยะแห่งการต่อสู้ 

[ระเบิดเวลาที่ถูกปลดออก]

ทั้งชีวิตของฉันเกิดมาเพื่ออะไร...มีใครเคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าเราเกิดกันมาทำไม

ใครเป็นคนกำหนดพ่อแม่ให้เรา ใครเป็นคนเลือกชีวิตให้เรา ใครเป็นคนกำหนดชะตาของเรา และ ใครเป็นคนสรรค์สร้างความแตกต่าง...แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่ฉันได้เห็น ได้รับรู้ ได้สัมผัส และได้ยิน

 

มันทำให้ฉันรู้ว่าฉันควรสู้เพื่อปกป้องคนที่รัก!!

 

[Sereen: Part]

               

                ฉันยืนตัวแข็ง มองดูเหล่าเหตุการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นอย่างกลหนรวดเร็ว ความตื่นกลัวแล่นขึ้นสมอง สั่งให้ฉันรู้สึกตัวและมองหาหนทางรอด

                “ภาพเหตุการณ์จลาจลที่ท่านผู้ชมเห็นขณะนี้นั้น เป็นภาพในพิธีสถาปนาของโรงเรียนชื่อดังของเมือง โรงเรียนเซนต์โจชัว โดยเหตุ...อ๊ากกกกก” ร่างนักข่าวสาวที่กำลังรายงานสถานการณ์ตะโกนร้องเสียงดังขึ้นอย่างเจ็บปวด เมื่อถูกนักเรียนคนนึ่งกระโดดเข้าไปกัดที่ไหล่ ตากล้องที่ยืนถ่ายภาพเมื่อครู่รีบเข้ามาช่วยนักข่าวสาวทันที นักเรียนคนที่กัดไหล่ถูกดึงออกมา ร่างนักข่าวสาวเริ่มกระตุกและบิดหงอแปลกๆ แม้ว่าฉันควรจะหนีเอาตัวรอด แต่บางอย่างกลับทำให้ฉันจ้องมองไปยังร่างที่กำลังกระตุก

1…

2…

3…

4…

5…

6…

7..

8.

.

.

14…

15….

                ฉับพลันร่างที่กำลังกระตุกอยู่กระโดดเข้ามากัดขาตากล้องที่พึ่งช่วยเธอเมื่อครู่ ฉันสะดุ้งกับภาพตรงหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเรียกสติกลับคืนมา

                 สิ่งที่ฉันต้องทำตอนนี้คือ พยายามหาทางออกจากหอประชุมที่ถูกปิดตายนี้! ดูเหมือนว่าตอนนี้ทั้งประตูหน้าและประตูหลังจะถูกล็อคจากข้างนอกหมดเลย บรรดานักเรียนและครูต่างทุบประตูเพื่อที่จะออกไป แต่มันก็เปล่าประโยชน์มาก เพราะประตูของหอประชุมโรงเรียนเป็นประตูเหล็กอย่างดี พังไม่ได้ง่ายๆ

                “กรี๊ดเซรีน!! ระวังง!!!” เสียงกรีดร้องของคาเรนทำให้ฉันดึงสายตากลับมาตรงหน้า ร่างของใครสักคนกำลังวิ่งตรงมาที่ฉัน แววตาและท่าทางหิวโหยเหมือนนักล่านั้น ทำให้ฉันหวาดกลัว ร่างนั้นวิ่งเข้าหาฉันอย่างรวดเร็ว สมองของฉันเริ่มตื้อซะดื้อๆ

                ตึกตึกตึก!

                เสียงหัวใจเต้นรัวอย่างแรง สติฉันเหมือนจะลอยออกไป อีกสิบก้าว... ขาฉันทั้งแข็งทั้งสั่นไปหมด ความเกร็งขาทำให้ฉันชาจนขยับนี้ไม่ได้ ฉันหลับตาลงเตรียมพร้อมรับชะตากรรมตรงหน้า

                ตึกๆๆ!!! ตึกๆๆๆๆ!!!

                เสียงหัวใจเต้นรัวเร็วกว่าเมื่อกี้มาก เลือดกำลังสูบฉีดไปทั่วร่าง ฉันสัมผัสมันได้

                “อะ...อ่า...” เสียงของร่างนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อีกแค่ห้าก้าว...

                ปึ่ง!!

                เพียงชั่ววินาทีที่มือฉันสัมผัสโดนเก้าอี้ ความเย็นสากๆ จากเหล็กนั่นก็ทำให้ฉันหายสั่นกลัว ก่อนที่ร่างนั้นกระโดดเข้ามาจะโดนตัวฉัน ฉันก็ยกเอาเก้าอี้นั้นฟาดเข้าไปอย่างแรงที่ศีรษะมันทันที อะดีนาลีนในตัวลุกพล่านไปหมด เสียงหัวใจเต้นแรงจนหูของฉันอื้อ ร่างที่ฉันฟาดด้วยเก้าอี้กระเด็นไปมอบอยู่ตรงหน้าคาเรนและชาลอต มันกระตุกขึ้นอีกครั้งและเตรียมจะพุ่งไปกัดคนตรงหน้า แต่ก่อนที่มันจะพุ่งไปกัด ฉันยกขาขึ้นเหยียบร่างนั้นไว้สุดแรง ไม่ให้ขยับได้พร้อมกับยกเก้าอี้ที่หุบแล้วโดยยกตรงสันของเก้าอี้ขึ้น เล็งไปที่ลำคอ แล้วฟาดใส่ร่างสุดแรงและฟาดใส่ไม่ยั้ง

                พลั่กพลั่กพลั่กตุ้บ!

                ฉันกระหน่ำฟาดใส่ร่างใต้เท้าไม่ยั้งมือ เลือดกระจายไปทั่ว เปรอะเปื้อนทั้งพื้นทางเดิน ทั้งเสื้อนักเรียนบางส่วนและหน้าของฉัน จนศีรษะของร่างนั้นหลุดกระเด็นออกมาดัง ตุ้บ!

                “เฮ้อ...” ฉันถอดหายใจอย่างแรง ขอบตาร้อนผ่าวน้ำตาเอ่อออกมา มองภาพร่างไม่มีศีรษะนอนแน่นิ่ง ความรู้สึกที่เหมือนได้ฆ่าคนลงไป...

                พวกนี้เป็นตัวอะไร...

                ฉันควรเรียกพวกนี้ว่าอะไรกัน...คนที่ตายไปแล้วแต่ยังเดินได้? ผีดิบ? ซอมบี้? หรืออะไรที่บ้าเลือด? ความคิดนี้วนเวียนในหัวฉันไปมา  

                ความกลัวเริ่มทำให้ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่เป็นฝ่ายฆ่า ก็ต้องกลายเป็นฝ่ายถูกฆ่าซะเอง หน้าของพ่อและแม่แวบเข้ามาในหัวของฉัน

                ฉันต้องอยู่รอดให้ได้ ต้องรอดกลับไปหาคนที่บ้าน ไม่ว่าจะต้องฆ่าพวกนี้อีกเท่าไร ฉันก็ต้องรอด!!

                “พวกเธอ...ไม่เป็น...อะไรนะ” ฉันถามคาเรนและชาลอตด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พลางเช็อดเลือดที่เลือดที่เริ่มเหม็นคาวออกจากหน้าตัวเองให้สะอาด ฉันพยายามทำตัวให้เคยชินกับความรู้สึกนี้ จากเสียงหัวใจเต้นรัวกลายเป็นสงบเงียบ เหมือนกับว่าระเบิดเวลาฉันได้ถูกปลดลงแล้ว

                ฉันเริ่มมองหาทางหนีอย่างจริงๆ จิงๆ สักที กลิ่นเลือดคลุ้งเต็มหอประชุมไปหมด เสียงกรีดร้องและเสียงโหยหวนดังขึ้นตลอดเวลา จำนวนคนที่ยังมีชีวิตอยู่หายไปกว่าครึ่งของทั้งหมด

                ฉันกวาดตามองหาทางหนี โดยไม่ลืมระวังหน้าและหลังให้กับสองสาว สายตาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มของฝาแฝดกำลังคลานพากันหนีไปที่ห้องควบคุมกระจายเสียงที่อยู่ข้างบนของหอประชุม!  เหล่านักเรียนที่วิ่งหนีหาทางออกและฝูงผีดิบที่วิ่งไล่ตามด้วยความกระหาย ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นพวกนั้นเลยสักคนนอกจากฉัน มันเหมือนมีบางอย่างบอกฉันว่าหากตามพวกนั้นไป พวกฉันอาจจะรอด

                “คาเรน ชาลอต ตามฉันมาเงียบๆ นะ ระวังด้วย มอบหัวคลานต่ำๆ เข้าไว้!” ฉันหันไปกระซิบบอกทั้งคู่เบาๆ และรีบย่อตัวลงคลานต่ำๆ ระยะทางที่พวกฉันอยู่ห่างจากห้องควบคุมไม่มาก จึงใช้เวลาไม่นาน แต่ก็ต้องคอยระวังตัวตลอด เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าพวกมันจะโผล่มาจากทางไหนบ้าง

                ตึก! ตึก!

                เสียงหัวใจเริ่มเต้นรัวเหมือนกำลังบอกผ่านความรู้สึกว่าใกล้จะรอดแล้ว เมื่อพวกฉันคลานมาถึงบันไดหน้าห้องควบคุมแล้ว ฉันค่อยๆ ดันประตูอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียง และภายในห้องฉันก็พบกับ...

                เด็กสาวหน้าตาน่ารักกำลังยืนหาวและสองแฝดที่กำลังยกบันไดของช่างไฟมาต่อ

                “พะ...”

                “ฉันไม่ชอบความวุ่นวาย เพราะมันจะทำให้เกิดเสียงดัง”เธอรีบพูดแทรกคาเรนออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญ

                “ทำไม” ฉันเอ่ยถามกลับไปเบาๆ เมื่อคำพูดของเธอไม่ทำให้ฉันกระจ่างเลยสักนิด

                “เพราะเสียงจะเรียก พวกมัน มานะสิ” สิ้นคำตอบ มันก็ทำให้ฉันกระจ่างทันที แล้ว...เธอรู้ได้ยังไงกันว่าเสียงจะเรียกพวกมันมา?? ความสงสัยผุดขึ้นมาในใจเงียบๆ

                “เกล รีบขึ้นมาได้แล้ว” เสียงกระซิบจากฝาแฝดเรียกให้ทุกคนหันไปมอง เนื่องจากทั้งคู่กำลังห้อยหัวลงมาจากช่องระบายลมอยู่

                “อ้าว...มีคนมาเพิ่มหรอ”

                “หวัดดี พวกเราเป็นฝาแฝด ชื่อฮันนาห์กับแอชลีย์ ฉันคือฮันนาห์”

                “ส่วนฉันคือแอชลีย์” ฝาแฝดสลับกันแนะนำตัว

                “รู้จักกันแล้วก็รีบขึ้นมากันเถอะ เกลก็เร็วๆ เข้าเถอะ” สองแฝดผลัดกันพูดคนละประโยคโดยที่ฉันก็ยังงงๆ ว่าคนไหนเป็นคนพูด เพราะทั้งคู่ รูปร่าง หน้าตา เหมือนกันเปี๊ยบเลย แตกต่างกันท่าทางที่ฮันนาห์จะดูร่าเริง ส่วนแอชลีย์จะซึนๆ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว เกล (สาวน้อยน่ารักขี้เบื่อคนนั้นแหละ) เป็นคนขึ้นไปก่อน ตามด้วยคาเรน ชาลอต และฉัน

                “กรี๊ดดดดด!! ช่วยด้วยยยยยยย!!!” จังหวะที่ฉันกำลังจะขึ้นช่องระบายอากาศ ก็มีเสียงตะโกนกรีดร้องดังขึ้น เพราะเสียงนี้ ความรู้สึกที่ไม่อยากเห็นแก่ตัว ฉันเลยตัดสินใจยังไม่ขึ้นไป

                “พวกเธอไปกันก่อนเลยนะ อ่ะนี้! เอาปากกานี้ขีดบอกทางให้ฉันด้วยนะ” ฉันโยนปากกาให้ชาลอตเสร็จก็รีบหันหลังกลับไปช่วยพวกที่เหลือ   

                ฉันคลานหมอบต่ำๆ พลางมองหาคนที่ยังรอดอยู่ ซึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ก็มีเพียงไม่กี่คน ส่วนที่เหลือยังคงตะเกียดตะกายพังประตูกัน  ตอนนี้ข้างนอกเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ฉันหวังว่าข้างนอกคงจะยังไม่มีพวกผีดิบแบบนี้หรอกนะ

                “เจสซี่! ดอร์ตัน! โบว์! ทางนี้ๆ” ฉันกระซิบเบาๆ พร้อมโบกมือเรียกกลุ่มเด็กในห้องของฉันให้มาทางนี้โดยเร็ว นับว่าโชคดีที่พวกของเจสซี่ยังดีเกาะกลุ่มกันหลบข้างๆ นี้ ฉันก็เลยกระซิบบอกได้

                “คลานขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงห้องควบคุม พวกเธอก็ปีนบันไดหนีกันไปทางช่องลมนะ จะมีสัญลักษณ์บอกทางไว้อยู่ รีบไปกันเร็ว!! แล้วก็เงียบๆ กันด้วยนะ” ฉันค่อยๆ บอกเมื่อพวกนั้นคลานมาใกล้ๆ แล้ว ตอนนี้เท่าที่ทำได้ ก็แค่ช่วยพวกที่ยังรอดหนีออกจากหอประชุมที่ปิดตายนี้เท่านั้นแหละ

                ฉันเห็นพวกของแพทน่าและเดซี่กำลังวิ่งหนีพวกผีดิบมาทางฉัน ฉันก็เลยดึงพวกเธอมาหลบอยู่ที่ข้างบันได พลางจับเก้าอี้ฟาดหัวผีดิบตัวที่กำลังวิ่งตามมา จนหัวกับตัวไปคนละทางกัน เลือดสาดกระเด็นเต็มทางเดิน ส่งกลิ่นสาบคาวที่เป็นเหยื่อล่อชั้นเยี่ยม อืม...เยี่ยมเลย!! ตอนนี้พวกผีดิบวิ่งมาทางฉันกันหมด เพราะได้กลิ่นเลือดที่มันกระเด็นเต็มทางเดินเมื่อครู่ พวกคนที่ยังเหลือรอดต่างก็แย่งกันวิ่งไปที่ห้องควบคุมอย่างไม่สนใคร ฉันที่ตอนนี้ไม่อยู่ในสภาพที่จะมีเวลาไปช่วยคนอื่น รีบวิ่งสุดตัวกลับไปที่ห้องควบคุม พร้อมกับปีนขึ้นปล่องอย่างรวดเร็ว สัญลักษณ์ลูกศรที่ชาลอตขีดไว้ให้เริ่มจางลงไปแล้ว ฉันออกตัวคลานทันทีเมื่อได้ยินเสียงคนคลานตามมาทางนี้ พร้อมๆ กับมือนับสิบที่แย่งกันปีนขึ้นมาเพื่อหาทางรอด   เสียงร้องระงมดังไปทั่วจนฉันที่ออกห่างบ้างแล้วยังได้ยิน  เสียงตะโกนยื้อแย่งกันขึ้นบันได แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้อง นั้นเป็นสัญญาณว่า พวกมัน กำลังตามมาฉันคลานมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดสิ้นสุดของสัญลักษณ์  

                ตึบ!

                ฉันเรียนรู้จากเกลแล้วว่า พวกมันจะตอบสนองกับเสียงไวมาก ก็เลยค่อยๆ ลงจากปล่องอย่างเบาเสียงสุดๆ  ที่ๆ ฉันลงมาคือห้องน้ำที่ไหนสักแห่งของโรงเรียน แสงไฟที่กระพริบถี่ๆ เหมือนไฟตก บรรยากาศที่น่าวังเวงจนขนลุก รอยเลือดที่เปื้อนกระจกและพื้นห้องน้ำบ่งบอกให้รู้ถึงการมีอยู่ของพวกมัน...พวกมันยังมีอีกนอกจากที่หอประชุมนั้น สิ่งที่ฉันหวาดกลัวที่สุดตอนนี้คือครอบครัว ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นยังไง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะปลอดภัยมั้ย

                “ฮึ่ก...อ่ะ...อ่า...” และแล้วก็มีเสียงมาทำลายความเงียบและบรรยากาศอันน่าวังเวงนี้ไป ซึ่งไม่รู้ว่าฉันควรจะดีใจดี  รึว่าเสียใจดี...เสียงของคนชักกระตุกดังขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นคาวของเลือด เสียงนี้ดังมาจากมุมมืดหนึ่งของห้องน้ำ ร่างที่ค่อยๆ เคลื่อนไหวโผล่ออกมาจากเงามืดพุ่งตรงมาที่ฉันอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณสั่งให้ฉันถีบขาออกไปทันที เมื่อร่างๆ นั้นพุ่งเข้ามาใกล้ ร่างนั้นล้มลงทันทีที่ถูกฉันถีบ แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นมาและพุ่งใส่ฉันอีกครั้ง ชุดฟอร์มสีฟ้าขาดๆ นั้นทำให้ฉันรู้ว่าร่างนี้คือแม่บ้านทำความสะอาดของโรงเรียน สภาพช่วงคอและเนินอกถูกกัดจนเห็นแต่กระดูก ซึ่งแม้แต่เครื่องในก็ไม่มีเหลือไว้ให้เห็น บอกได้ว่าก่อนที่แม่บ้านคนนี้จะกลายเป็นผีดิบ ต้องถูกพวกมันที่หิวกระหายรุมกัดกินอย่างทรมาน แม้ว่าจะตายไปแล้ว แต่ร่างกายยังตอบสนองกับความหิวกระหาย แม้จะตายไปแล้ว แต่ร่างเนื้อก็ยังขยับ สิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งหัวใจ และไร้ซึ่งวิญญาณ ไร้ซึ่งความรู้สึกความใดๆ นอกจากหิวกระหาย  ฉันหยิบไม้ม็อบที่วางอยู่ข้างๆ มากำไว้ เพื่อร่างนั้นพุ่งมา ฉันก็เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ร่างนั้นจึงพุ่งชนกำแพงข้างหลังเต็มๆ ฉันรีบยกไม้ม็อบฟาดลงไปทั่ว ขาก็ออกแรงถีบไปที่ข้อต่อหัวเข่าจนร่างนั้นล้มลง จากไหวพริบบนหอประชุม ทำให้ฉันรู้ว่าจุดตายของพวกมันอยู่ที่หัว ฉันจึงฟาดไม้ม็อบอีกครั้งลงไปที่หัวอย่างสุดแรง ร่างของแม่บ้านสงบลง ฉันถ่อยออกมาดูท่าทีสักพัก เมื่อเห็นว่าไม่มีแววว่าจะลุกขึ้นมาอีก ฉันก็เริ่มสำรวจในห้องน้ำก่อนออกไปข้างนอก เพราะจากที่เห็นสภาพของห้องน้ำแล้ว ฉันคิดว่าข้างนอกนี้คงมีอีกแน่ และฉันที่มีเพียงไม้ม็อบคงไม่รอดอย่างแน่นอน...

                ฉันขยับตัวเดิน

                แกร๊กกึ่ก!

                เสียงบางอย่างร่วงหล่นลงพื้น ฉันแอบใจหาย เพราะกลัวว่าอาจจะมีพวกมันได้ยินเสียงนี้เข้า แต่เมื่อทุกอย่างยังเงียบเชียบ ฉันก็ก้มลงดูที่พื้นว่าอะไรหล่น

                ปืนพกหรอ...

                ปืนพกขนาดเล็กที่ฉันดูแล้วคุ้นตาแปลกๆ หล่นอยู่ตรงจุดที่ฉันยืน ฉันล่วงมือเข้าไปใต้กระโปรงตัวเองแล้วจับๆ แถวต้นขา สัมผัสโดนปลอกเก็บปืนพก ฉันลืมไปได้ยังไงว่าฉันพกปืนพกมาโรงเรียนด้วย!! และเพราะเห็นปืนพกกระบอกนี้ มันก็ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของฉัน...

               

                ต้องบอกก่อนว่าฉันเป็นลูกคนกลางของบ้าน มีพี่และน้องอย่างละคน พ่อและแม่ของฉันรับราชการ แต่ว่า...พวกท่านได้เปิดโรงเรียนสอนการต่อสู้และใช้อาวุธครบวงจร เพราะเมื่อก่อน พ่อของฉันเคยเป็นทหารมาก่อน และแม่ก็เป็นอดีตมือปืนที่เคยถูกกล่าวว่าเป็นตำนานแห่งวงการ ทั้งคู่ออกจากอดีตที่เป็นและสร้างปัจจุบันที่มีฉันและพี่น้องขึ้น พ่อแม่ฝึกพี่ ฉัน และน้องทุกอย่างตั้งแต่เดินได้ ไม่ว่าอะไรที่พวกท่านเปิดสอน พวกฉันจะได้เรียนทั้งหมด จนมันกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกวันหลังเลิกเรียน จะต้องมาฝึกต่อสู้ ฝึกใช้อาวุธให้เป็นทุกอย่าง ฉันก็เคยสงสัยว่าฝึกไปทำไม...พ่อพูดกับฉันครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่เราทำอยู่ ไม่ได้ทำไปเพื่อฝึก แต่เราทำไปเพื่อคนที่รัก คำพูดของพ่อนั้นไม่ได้ทำให้ฉันตอนนั้นเข้าใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าพวกเราจะฝึกกันเพื่อป้องกันตัว แต่แม่ของฉันมีความคิดแปลกๆ ที่นึกสนุกกันอยู่แค่คนเดียว เพราะคิดที่จะวางมือแล้วอยู่กันอย่างเงียบๆ แต่ก็ยังไปลงสมัครแข่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ มันแปลกมั้ยละ และทุกครั้งที่สมัคร ท่านจะลงชื่อฉันอยู่ในใบสมัครเสมอ...  

                ก่อนที่ฉันจะย้ายโรงเรียนมาเซนต์โจชัว ที่โรงเรียนเก่าของฉัน ก็มักจะส่งฉันไปแข่งขันการต่อสู้ เพราะว่าฉันถูกฝึกโหดโดยพ่อที่เป็นทหาร ไม่ว่าการแข่งนั้นจะต้องแข่งกับคนที่อายุมากกว่าถึงเท่าตัว หรือจะยากแค่ไหน ฉันก็ชนะได้มาตลอด จนทุกคนต่างก็เรียกฉันว่า อัจฉริยะแห่งการต่อสู้’ พี่และน้องของฉันนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เก่ง เพียงแค่ว่าพวกเขาไม่ยอมลงแข่งเท่านั้นเอง

                เรื่องของฉันก็มีแค่นี้แหละ เพราะพอย้ายมาที่นี่ฉันก็ไม่ค่อยจะได้ลงแข่งอะไร ก็นะ...ย้ายมาแค่สองวันก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ความทรงจำที่เคยดูหนังแนวผีดิบซอมบี้เริ่มแล่นเข้าหัวฉัน ฉันนึกวิธีเอาตัวรอดจากพวกมันจากหนังและนิยายแต่ละเรื่องที่เคยเห็นและเคยอ่าน แม้ว่ามันจะฟังดูตลก แต่เชื่อสิ ถ้าโรงเรียนของพวกคุณเป็นแบบโรงเรียนฉันเมื่อไร พวกคุณก็คงต้องทำแบบนี้เหมือนกัน....สิ่งแรกที่ตัวละครในเรื่องทำกันหลังจากหนีตายมาได้ก็คือการหาอาวุธป้องกันตัว แต่เท่าที่ฉันดูแล้วนอกจากปืนพกของฉัน ก็ไม่มีอะไรที่พอเป็นอาวุธได้เลยแม้แต่น้อย สงสัยคงต้องประยุกต์เอาเองแล้วละ ระหว่างที่ฉันหาของที่พอจะประยุกต์ได้นั้น ร่างของแม่บ้านที่ฉันแน่ใจว่าไม่ขยับแล้วก็เริ่มเคลื่อนไหวโดยที่ฉันยังไม่รู้ตัว จังหวะที่ฉันกำลังถือไม้ม็อบอยู่หน้ากระจก ฉันก็เห็นเงาสะท้อนของร่างนั้นพุ่งมากัดที่คอฉันอย่างรวดเร็ว!

         .

         .

         .

         .

         .

         .

         .

                เก๊ก!

                นับว่าโชคดีที่ฉันถือไม้ม็อบไว้อยู่ ฟันของแม่บ้านนี่คงจะกัดคอฉันขาดไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าฉันไม่เอาไม้มากันไว้ก่อน ฟันที่แหลมคมอยู่ห่างจากคอฉันแค่ไม่กี่เซน ความเสียวสันหลังพุ่งปรี๊ดขึ้นทันทีจนน่าใจหาย เกือบไปแล้ว...เกือบไม่รอดแล้วเรา ฉันคิดในใจพลางหาวิธีจัดการกับแม่บ้านผีดิบนี่  ฉันรับรู้ถึงแรงมหาศาลที่กดลงมาที่ไม้  ฟันของร่างแม่บ้านขยับใกล้เข้ามาจะกัดคอ ฉันตัดสินใจรวบแรงที่มีอยู่ทั้งหมด ยกตัวของแม่บ้านนี้ทุ่มร่างทั้งร่างไปชนกับกระจกแล้วรีบพลิกตัวหยิบเศษกระจกที่แตก ปักลงที่หลังหัวของแม่บ้านทันที เศษกระจกที่เสียบอยู่หลังหัวของแม่บ้านถูกฉันกดลงไปจนเสียบทะลุ เลือดค่อยๆ ไหลออกจากมือของฉัน แผลที่เกิดจากกระจกบาดไม่ได้ใหญ่อะไรมาก ฉันรอดูปฏิกิริยาของร่างแม่บ้าน เมื่อเห็นว่าร่างไม่ขยับเคลื่อนไหวอะไรอีกเลย ฉันก็ได้ข้อสรุปว่าการจะจัดการพวกมันได้แบบแน่นอนนั้นต้องหาอะไรเสียบที่หัว หรือถ้าทำให้หัวขาดได้ก็ทำเลย เพราะมันเป็นหลักประกันที่ชัวร์กว่าว่าพวกมันจะไม่มีทางลุกขึ้นมาอีกแน่นอน

                ฉันเปิดก๊อกน้ำล้างแผลที่ถูกกระจกบาดเมื่อครู่ ฉันเบ้หน้าเล็กน้อยเพราะความแสบของแผลเมื่อโดนน้ำ ก่อนจะค่อยๆ ฉีกชายเสื้อนักเรียนตัวเองออกมาพันปิดแผลกันเลือดไหล สายตาสะดุดเข้ากับตู้ล็อกเกอร์ที่อยู่ข้างประตูเป็นแนวยาว เมื่อลองเปิดดู ฉันก็เจอเสื้อผ้าบางส่วนเหลืออยู่ในนี้ แม้จะแปลกใจที่เห็นเสื้อผ้าพวกนี้ แต่ฉันก็หยิบออกมาเปลี่ยนทันที จากชุดฟอร์มโรงเรียนมาเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ให้ความรู้สึกถมัดถแมงยิ่งขึ้น ความเย็นทำให้ฉันหยิบเสื้อฮูดสีมืดขึ้นมาสวมใส่ ฉันเห็นเป้อยู่ที่ใต้ล็อกเกอร์ เลยหยิบเป้ออกมาพร้อมเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดลงไปในเป้นั้น เผื่อพวกคาเรนและชาลอตที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนกัน ก่อนจะลงมือดัดแปลงอาวุธ เศษกระจกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ นั้น ถ้านำมาลับคมกับกระจกอีกอันมันก็จะคมมากจนตัดหัวคนได้เลย เอาละ! ตอนนี้ฉันก็พร้อมจะออกไปตามหาพวกนั้นแล้ว...

                แอ๊ด...ปึง...

 

                (เสียงเปิดและปิดประตู)

<<แฮ่! เป็นไงกันบ้างค่ะกับบทนี้ ไรท์ขอแนะนำว่าถ้าเปิดเพลงที่ไรท์แปะไว้ ฟิลลิ่งจะมาเต็มเลยค่ะ ยิ่งจังหวะตอนที่นักข่าวรายงานสถานการณ์แล้วด้วย ถ้าเปิดเพลงที่ สองฟังช่วงกลางๆ เพลง มันจะตรงกับบทพอดีเลยด้วยค่ะ บทนี้ไรท์พยายามแต่งให้มันดูลุ้นระทึกสุดๆ แต่ก็ไม่รู้ว่ารีดจะรู้สึกว่ามันระทึกมั้ย บทนี้ออกจะเวอร์วังอลังการไปหน่อย ตอนที่แต่งในหัวไรท์ก็สลับไปมาทั้งฉากในหนังสือ ฉากในหนัง คือแต่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังและเหมือนอยู่ในหนังสือสลับกันเย้ยย สุดท้ายของบทนี้คือขอขอบคุณทุกคนที่สละเวลาตามอ่านนิยายเรื่องนี้อยู่นะค่ะ ไรท์จะปลื้มปริ่มยินดีมีไฟในการแต่งมากขึ้นถ้ารีดเม้นให้เนอะ >3< >>

ความคิดเห็น