JK-JILLAPAT

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 29 : เวลา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2558 21:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 29 : เวลา
แบบอักษร

◊ 29 Time ◊

 


‘Liam Payne’

   ทุกอย่างกำลังกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดูเหมือนมันจะไปได้สวยไม่น้อย ดูท่าแล้วเธอเองก็ไม่ได้โกธรเคืองอะไรผมมากขนาดนั้น แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ผมต้องนอนซมที่บ้านแล้วไม่นานก็ต้องมาซมที่โรงพยาบาลเพราะโดนทำร้ายร่างกายขณะที่เดินล่องลอยในตอน ตี 2 กว่า มันเป็นช่วงที่เวลาผ่านไปช้ามาก ผมต้องใช้ชีวิตและมีความคิดแบบไม่มีความสุข ต้องข่มตาเพื่อนอนหลับอยู่ 2 คืน เพราะเรื่องที่ทำลงไปมันคอยหลอกหลอนเสมอ คำพูดที่บอกว่าเกลียดผมก็ลอยวนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันๆผมก็เฝ้าคิดโหยหาแต่การยกโทษจากเธอ จนวันนี้เธอเดินเข้ามาหา และทำเหมือนลืม ลืม...ทุกอย่าง ผมรู้ดีว่าเธอไม่อยากจำมัน จูบ อันจืดชืดนั่น มันคงเลวร้ายสำหรับเธอ ผมไม่ควรขออะไรไปมากกว่านี้แล้ว เพราะที่เธอยกโทษให้ มันก็มากเกินไปแล้วหล่ะ

....................................................................................................................................................................

 

  

 

     เส้นผมสีดำลอนอ่อน ปลิวไปตามลมของรสบัสสีแดงที่แล่นช้าๆในตัวเมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด นำพาร่างเพรียวของหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังใหญ่ของชายหนุ่มรูปหล่อ ที่มีเพื่อนในแก๊งค์ทั้งกำลังรอเธออย่างใจจดใจจ่อ

   แสงอาทิตย์อ่อนๆในยามรุ่งอรุณทะลุผ่านช่องกระจกใสข้างๆ สาดส่องมายังใบหน้างาม ที่หันมองข้างทาง หน้าผากสวยโค้งเป็นรูปหัวใจมีตีนผมปกเป็นไรพลิ้วไหวตามสายลม คิ้วสวยหนาแม้ไม่ได้เขียนราวกับถูกวาดมาให้ปรากฏบนใบหน้านี้โดยเฉพาะ จมูกเล็กเป็นสันโด่งพองามดูวิจิตรเพราะจมูกปลายหยดน้ำงามอย่างไทย ตาคมกลมโตแบ่งชั้นสวยสะกดทุกจิตวิญญาณด้วยนัยน์ตาสีดำชวนไขปริศนาดึงดูดสายตาทุกคู่ให้เหลียวแล ปากบางปานกลีบกุหลาบเป็นสีชมพูระเรื่อแม้ขาดการแต่งแต้มโน้มน้าวจิตใจผู้คนให้ไขว้เขวและหลงใหลไปกับมัน ผิวพรรณสีน้ำผึ้งสวยเป็นประกายตามแสงแดดอ่อน ทำให้เรือนร่างดูงดงามและเซ็กซี่เกินห้ามใจ ใบหน้าโดยรวมงดงามดั่งอัปสรในวรรณคดีที่งามวิจิตรล้ำเหลือราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างนางในวรรณคดีออกมาให้มีชีวิตจริง สิ่งเหล่านี้อยู่บนหน้าหญิงสาวที่นั่งเอาใบหน้างามโต้กับแสงแดดและสายลมที่พัดผ่านกระจกรถประจำทาง

   วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนมาถึงวันเสาร์ของสัปดาห์ แต่ในใจหญิงสาวกลับคิดว่านาฬิกาช่างเดินช้าเสียเหลือเกิน ทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายและเริ่มรุนแรง ก็จะอดคิดถึงชายผู้ที่เธอรักมากที่สุดเช่นพ่อไม่ได้ และเมื่อคิดถึงเขา ก็ไม่แปลกที่เธอจะคิดถึงบ้านด้วย  

   คิดถึงบ้านเหลือเกิน...คือสิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวของเธอตอนนี้ นี่พึ่งจะมาอยู่ได้ 2 เดือนกว่าๆเองเหรอ?’  เธอคิด

   นัยน์ตาสีดำมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่ดูเศร้าและว่างเปล่าในเวลาเดียวกัน

----------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                 

   Louis Part:

 

   “อื้ออออ”  เสียงครางเบาๆดังกรอกเข้ามาในหูขณะที่แผ่นหลังของผมเอนอยู่ที่เตียงนอนใหญ่ขนาดคิงไซส์ในห้องนอนหรูที่ตกแต่งตามสไตล์โมเดิร์น

   ผมค่อยๆขยับเปือกตาที่ปิดออกช้าๆ แล้วกลอกตาไปมามองเพดานห้องหรูที่คุ้นเคยของตนเองเพื่อปรับระดับสายตา

   ส...สุดยอดดด”  เสียงอู้อี้ดังขึ้นอีกครั้ง ผมจึงหันหน้าไปทางขวาเพื่อมองหน้าสวยของคนข้างๆ (หน้าเขาสวยจริงๆนะครับ)

   ผมลอนสีน้ำตาลเข้มถูกบดขยี้ด้วยหัวหนักของตนเองจนแบนราบไปกับหมอน เปลือกตาบางซ่อนนัยน์ตาสีเขียวสวยไว้ข้างใน ปากหนาขยับขมุบขมิบไปมาเพราะงึมงำๆบางอย่างด้วยน้ำเสียงแหบต่ำและฟังไม่รู้เรื่อง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นต้นแขนแกร่งของชายชาตรีที่ดูกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสาวๆก็ต้องการเขา

   ผมจ้องคนข้างๆสักครู่ก่อนจะเงยหน้ามองเพดานอีกครั้ง แม้คนตรงข้ามจะสวยปานใด แต่จิตใจผมก็กลับคิดถึงแต่คนๆหนึ่งที่โหยหาตลอดเวลา ผมคิดถึงแววตาสีดำมันวาวเมื่อสะท้อนกับแสงไฟยามค่ำคืน ผมคิดถึงผิวสีน้ำผึ้งเนียนสวยเมื่อกระทบกับแสงจันทร์นวลผ่อง ผมคิดถึงปากบางที่ผมต้องการประทับ ผมคิดถึง คิดถึงทุกอย่างที่เป็นเธอ

   แต่ไม่นานความคิดถึงก็คงจะหายไป เพราะวันนี้คือวันที่ผมรอคอยในทุกๆสัปดาห์ วันที่เธอจะเข้ามาอยู่ในบ้าน วันที่ผมจะได้อยู่กับเธอไปตลอดทั้งวันโดยที่ไม่ห่วงถึงความอันตรายของเธอ

   จากคนที่ไม่เคยตื่นแต่เช้า กลับกระปรี้กระเปร่าตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าของวันหยุด เพื่อที่จะรีบแต่งตัวและขับรถหรูไปเกยถึงคนสำคัญ

   พูดมาขนาดนี้ คงไม่ต้องเดาเลยว่าเธอเป็นใคร และสำคัญมากขนาดไหน เธอเป็นแค่...โลกทั้งใบของผมเท่านั้นเอง

 

   ผมยิ้มให้กับสิ่งที่ตัวเองนอนคิด วันนี้คงจะมีความสุขไปอีกวัน ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วอย่างนี้ เผลอแป๊ปเดียวนี่จะเข้าเดือนที่สามที่เธอเข้ามาอยู่ในชีวิตผมแล้วเหรอผมอยากเก็บเวลาทุกนาทีให้มากที่สุด และไม่อยากปล่อยให้มันผ่านไปเลย

 

   ห้าววววว”  ผมหาวออกมาหลังจากที่ดีดตัวออกจากฟูกใหญ่ เสียงคนข้างๆก็เงียบไป พร้อมกับหลับตาฝันหวานเช่นเคย

 

   ทำไมถึงยิ้มไม่หุบเลยนะ ฮ่าๆ แอบกระแอมขำกับตัวเองเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบนาฬิกาเรือนหรูบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู

 

   ชิปหาย!!!”  หายจริงๆเลยครับงานนี้!!

 

   ตุ๊ป!!  

 

   เสียงกระแทกดังลั่นจากการกระทำของผมที่เผลอทุ่มนาฬิกาลงบนโต๊ะตัวเดิมเพราะความตกใจ  9:40  คือเวลาที่เข็มสั้นชี้เลขเก้าและเข็มยาวชี้เลขแปดอย่างชัดเจน

   ร่างสูงที่นอนซุกตัวในผ้าห่มก็สปริงตัวขึ้นมามองผมอย่างตกใจขณะที่ผมรีบใส่รองเท้าสลิปเปอร์ แล้วปลดกระดุมชุดนอนอย่างเร่งรีบ

   ไม่รีบได้ไง ผมนัดเธอไว้ 8:00 ป่านนี้คงนั่งหน้าบูดรอแหงๆ

 

   เกิดอะไรขึ้นลู?”  เสียงงัวเงียถามผมพลางขยี้ตาอย่างงงๆ

   แครอท!!”

 

   “แค!!”  แฮร์รี่ตื่นร้อยเปอร์เซ็นต์  เกิดอะไรขึ้น!?”  ดูเหมือนเขาตกใจมาก

   ตอนนี้ 9:40 แล้วฉันต้องไปรับเธอตอน 8:00 นะ!”

   ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าเลียมเห็นนายยังไม่ตื่น เขาคงไปรับแล้ว”  แฮร์รี่พ่นลมหายใจใส่ผม  

 

   เลียม...

 

   ไอ้บ้าแฮซ!”  ผมเรียกสติคนตรงหน้า  เลียมพึ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อเย็นวานนี้เองนะ เขาจะตื่นไปรับแคอยู่หรอก!!”

 

 

   ตึกๆๆๆ

 

 

   เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของผมและแฮร์รี่วิ่งตามกันออกมาจากห้องนอน แล้วไปที่ทางเดิน เสียงรองเท้าสลิปเปอร์ลากกับพรมบนทางเดินสวยทำให้เกิดเสียงดังสากๆหู

 

 

   ปัง!!

 

 

   ผมไม่รีรอ เปิดประตูห้องนอนของเลียมและไนออลทันที

 

   “ซวย!”  แฮร์รี่อุทานขึ้นหลังจากที่ผมเปิดประตูห้องเข้าไป และพบว่ามีร่างสองร่างนอนกอดกันราวพ่อกับลูก และหลับอย่างสบายในเช้าวันหยุด  ออกไปตอนนี้เลยนะลู ไม่ต้องเปลี่ยนชุดแล้ว!!”

 

   ผมไม่รอช้ารีบซอยเท้าไปทางบันไดโค้งงามทันที ผมสับขาลงบันไดอย่างรวดเร็วเพราะความเคยชินกับบันไดทุกขั้น จึงไม่มีเลยที่ผมจะพลาด

 

   แฮ่กๆ’  ผมเริ่มหอบ เพราะตื่นมายังไม่ทันตั้งตัวก็ต้องวิ่งเสียแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดเหมือนเดิม พลางคว้ากุญแจรถหรูของตนเองที่แขวนอยู่ตรงผนังห้องครัวออกมาอย่างรีบร้อน ผมรีบจนลืมติดกระดุมเสื้อที่ปลดออก แต่...ชั่งมันสิ ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเธอแล้ว!

 

   แกร๊ก!!

 

   ผมบิดลูกบิดประตูสวยอย่างรีบร้อน ทำให้เกิดเสียงสลักประตูสั้นๆดังกระชับตามความเร่งรีบ

 

   เฮ้ย!!!”  

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

   Jeniwa Part:

 

   40 นาทีที่แล้ว...  

 

   ฉันถือเสื้อคลุมแขนยาวสีกรมท่าไว้ในมือ พลางชะเง้อมองหารถสปอร์ตหรูสีดำ ไม่ก็บีเอ็มดับเบิลยูสีเทาดำจากปลายถนนทางด้านตะวันตก แต่ก็ไม่มีทีท่าว่ารถสองยี่ห้อนี้จะโผล่มาสักที

 

   คงตื่นสายหล่ะสิท่า...”  ได้แต่งึมงำกับตัวเองหลังจากที่พลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู นี่ก็รอมาเกือบจะชั่วโมงนึงแล้ว บางทีเขาอาจจะยังไม่ตื่นจริงๆ

 

   แกร๊ก...

 

   เสียงประตูบ้านที่คุ้นเคยจากทางด้านหลังดังขึ้น ฉันจึงหันหน้าไปมองตามสัญชาตญาณที่อยากรู้อยากเห็นของมนุษย์

 

   “…”  รู้งี้ไม่หันไปเสียดีกว่า

 

   ร่างสูงสะพายกระเป๋าเป้สีดำแดงที่เป็นของโรงเรียนออกมาจากบ้านอย่างไม่รีบร้อน ขายาวก้าวลงจากบันไดหน้าบ้านด้วยท่าทีสบายๆ ฉันหลบนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มด้วยการหันหน้ากลับมาที่เดิม

 

   จะไปไหนหล่ะ?”  

   บ้านทอมลินสันค่ะ คุณหล่ะ?”  อย่างน้อยก็อยู่ชายคาเดียวกัน ถามกลับเพื่อเป็นการไม่เสียมารยาทแล้วกัน อย่างน้อยก็แอบดีใจที่เขาชวนคุยครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์

   ไปโรงเรียนหน่ะ แล้ว...เขายังไม่มารับเหรอ?”  น้ำเสียงปนไปด้วยความเป็นห่วงแต่ขัดกับสีหน้าที่กำลังเลิกคิ้วถาม

   กำลังมามั๊งคะ”  ฉันตอบไปงั้นๆแล้วก็รีบก้มหน้าหลบสายตาคมของเขา

   ทั้งที่อยากจ้องใบหน้านั้นนานๆ แต่สมองกลับสั่งให้หลบไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

   “ไปกับฉันมั๊ยหล่ะ”  ห๊ะไม่ได้หูฝาดไปจริงๆใช่มั๊ย?

   “ม...ไม่เป็นไรค่ะ” 

   เดี๋ยวให้ลาน่าแวะไปส่งก่อนก็ได้หนิ ติดรถเพื่อนตัวเองไป จะเป็นไร

 

   แปล๊ป...

 

   ชื่อที่ออกมาจากปากหนาเมื่อสักครู่ เป็นเหมือนดั่งกระแสไฟฟ้าวิ่งมาช๊อตหัวใจให้ชาและหยุดเต้นไปชั่วขณะ...

 

   ที่แท้ก็...จะไปกับเธอนี่เอง

   มาทำเป็นพูด...

   แต่จริงๆกำลังจะสื่อว่าตัวเองมีนัดกับเธอสินะ

   บ้าจริงๆ!

 

   “ไม่เป็นไร”  ฉันตอบห้วนๆอย่างไม่มีหางเสียง แล้วก็เดินออกมาจากเขาทันที

 

   ร่างกายไร้จิตวิญญาณเดินมาเรื่อยๆจนถึงป้ายรถเมล์ที่ห่างจากบ้านมาประมาณ 50 เมตร ฉันตัดสินใจขึ้นรถที่พึ่งเข้ามาจอดอย่างไม่ลังเล โดยไม่สนใจว่าคนที่มองอยู่ข้างหลังจะคิดยังไง

 

 

   ขณะนี้:

 

   “เฮ้ย!!!”  เสียงร้องตกใจออกมาจากปากคนตรงหน้า ตกใจอะไร เห็นฉันเป็นผีรึไงกัน!?

   “อรุณสวัสดิ์”  ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆปนหน้าตาที่ดูเบื่อๆเซ็งๆ

 

   คนตรงหน้าปาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดตรงตีนผมสีช็อคโกแลตที่ดูยุ่งเหยิง ลมหายใจหอบเหนื่อยถูกพ่นมาจากจมูกสวยของเขา ปากบางหอบแฮ่กๆเพราะดูท่าจะใช้พลังงานไปเยอะ รวมถึงนัยน์ตาสีฟ้าครามที่กำลังจ้องฉันเป็นเชิงอ้อนวอน

 

   ฉันเข้าใจท่าทีของเขาดีว่าจะพูดอะไร หรือกำลังทำอะไร สิ่งแรกที่เขาจะพูดก็คงจะเป็น....

 

   ขอโทษ!!”  ใช่เลย คิดไว้ไม่ผิด

 

   “…”  ฉันได้นิ่งและยืนขมวดคิ้วไปอย่างนั้น เพื่อดูปฏิกิริยาหนุ่มหล่อตรงหน้า

 

   เสื้อคอปกบางที่เจ้าตัวแก้กระดุมออกเผยให้เห็นอกแกร่งสักนิด ทำเอาคนตรงหน้าดูดีแม้ไม่ได้ตั้งใจ มือซ้ายเท้าขอบประตูไว้พยุงร่างอย่างเหนื่อยๆ แต่ดูแล้วมันกลับเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก

 

   ไม่เอาน่า ไม่งอนนะ”  ลูอิสทำน้ำเสียงออดอ้อนสุดชีวิต ทิ้งคราบคนเอาแต่ในไปโดยปริยาย

   ถ้าไม่มารับก็รีบบอกสิ จะได้ไม่ต้องรอ

   “ก็ฉันกำลังจะไปรับนี่ไง”  เขาชูกุญแจรถยี่ห้อหรูขึ้นมาตรงหน้าฉันก่อนที่จะแกว่งไปมาอย่างหยอกล้อ ทำให้แสงแดดข้างหลังสะท้อนเข้ากับปลายกุญแจมันวาว แล้วสะท้อนกลับมาที่ใบหน้าฉัน

   นายนัดฉัน แปดโมง”  ฉันย้ำเวลาให้เขาได้ยินแล้วดึงกุญแจของเขามากำไว้

   แครอท ฉันขอโทษ ไม่รู้จะขอโทษยังไงแล้ว ฉันตื่นสาย ตื่นมาอีกทีก็จะสิบโมงแล้ว ฉันตกใจมาก และก็รีบลงมาทันทีเลย เห็นมั๊ย น้ำก็ยังไม่อาบ”  เขาพยายามแก้ตัว เอ้ย อธิบายสุดฤทธิ์

   อืม”  ฉันพยักหน้าแล้วเลิกคิ้วหน่อยๆ

   แล้วมายังไง!?”  เจ้าตัวรีบถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

   เหาะมา”  ฉันดันไหล่ขวาเขาออกนิดๆแล้วเดินเข้าไปในบ้าน โดยที่เจ้าของบ้านรีบปิดประตูแล้วเดินตามมา

 

   นี่ๆ หายโกธรเถอะนะ นะครับ นะๆ”  เจ้าตัวแสบอ้อนวอนสุดชีวิต ด้วยท่าทีที่ดูน่ารักและเหมือนจะกลายเป็นเด็กไป หลังจากที่ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วนั่งไขว่ห้างกอดอกอยู่อย่างนั้น

   ฉันไม่ได้โกธร”  ก็แค่อยากนั่งเฉยๆ

   แล้วเป็นอะไรอ่ะ บอกมาเถอะ นะๆๆ ทำไมเหมือนไม่อยากคุยกับฉันหล่ะ?”  นัยน์ตาสีฟ้าส่งมาอย่างออดอ้อน

   เบื่อ เซ็ง แล้วก็...”  ฉันชะงักไป  ช่างมันเถอะ”  ยิ่งคิดถึงคำพูดมาลิคทีไรก็ปวดใจทุกที

   ฉันไม่ได้โกธรคนตรงหน้าเลยสักนิด แต่เพียงแค่อยากนั่งคิดกับตัวเองสักหน่อย ฉันรู้ดีว่าลูอิสมักสายเสมอ เขาเป็นคนไม่ค่อยตรงเวลา ซึ่งฉันก็ชินกับตรงนี้ไปแล้ว แม้ว่าทุกครั้งที่เขาสายเลียมจะเป็นคนมารับ แต่ครั้งนี้ไม่ เพราะฉันเข้าใจดีว่าสุขภาพเลียมยังไม่แข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์

 

   งอนเหรอไม่เอานะ ไม่งอน ดีกันนะ ดีกัน”  เสียงอ้อนออกมาจากปากบางพร้อมนิ้วก้อยเรียวยาวที่ยื่นมาตรงหน้าแล้วพลิกไปมาเพื่อขอคืนดี

   แต่...จะให้บอกกี่ครั้งว่าไม่ได้โกรธ ทำไมพวกผู้ชายเข้าใจยากจริง?

   “ไม่ได้งอน”  ฉันตอบด้วยความใจเย็นอีกครั้ง

   แคอ่ะ”  เจ้าตัวนั่งห่อไหล่ข้างๆฉันแล้วทำหน้ามู่  งอนก็บอกมาเลยสิ จะได้ง้อไงเล่า

   “ลู”  ฉันหันไปมองหน้าเขา  ฉัน-ไม่-ได้-งอน!”  แล้วเน้นคำช้าๆให้เขาฟัง

   เฮ้อออ”  เขาถอนหายใจยาวๆ  ผู้หญิงก็แบบนี้ ชอบบอกว่าไม่เป็นอะไรทั้งที่เป็น

   “…”  นี่ต้องให้พูดอีกกี่ครั้งว่าไม่ได้เป็นอะไรห๊ะ!?

   “ดีกันนะ ดีกัน ถ้าไม่หายงอนก็จะง้อแบบนี้แหล่ะ ฮัลโหลๆ”  เขาโบกมือไปมาตรงหน้าฉัน  ฉันยอมให้เธอทำโทษโดยการหอมแก้มฉันก็ได้ อ่ะนี่”  หน้าหล่อยื่นมาข้างๆแล้วเอียงแก้มขวาให้ฉันก่อนที่จะใช้มือตัวเองจิ้มแก้มเนียนนุ่มไปมาอย่างชวนกดปากจูบ จากนั้นก็ทิ้งตังลงนั่งข้างๆฉัน

 

   “…”  นี่คือการลงโทษจริงเหรอ?

 

   “โห...นี่กะจะไม่พูดกันเลยเหรอ ยอมรับแล้วใช่มั๊ยหล่ะว่างอน ไม่เป็นไรนะๆ ฉันก็จะง้อนี่แหล่ะ

   “ลูอิส”  ฉันกดเสียงต่ำแล้วเรียกชื่อเขา

   ค๊าบบ”  เจ้าตัวพยายามทำเสียงสดใสทั้งที่ใจแอบหวั่นๆ

   ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายใช้ไม้แง่มาง้อไม้งอนยังไงกับสาวๆของนาย แต่ฉันไม่เหมือนพวกเธอ และตอนนี้ฉันบอกนายไปหลายครั้งแล้วว่าฉัน ไม่-ได้-งอน  ถ้าฉันงอน ถ้าฉันโกธร หรือฉันเกลียด ฉันก็จะพูดออกไป แต่นี่ฉันไม่!!”  หมดกันความอดทนที่กลั้นมา

   “…”  นี่ถึงกับเงียบไปเลยเหรอฉันพูดอะไรผิดไปหล่ะ

   เข้าใจรึยัง?”

   “เข้าใจแล้ว”  ลูอิสพยักหน้าช้าๆด้วยสีหน้าที่เจื่อนลง

   นี่ฉันไม่ได้ดุนายนะ ฉันแค่บอก

   “ฉันก็ไม่ได้ว่ายังไงหนิ”  เออ...ปากพูดออกมาแต่สีหน้าดูได้อย่างชัดเจน นายกำลังงอนสินะ แหม...ว่าแต่ผู้หญิงปากไม่ตรงกับใจ

   อืม...ก็ดี”  แต่เสียใจที่ฉันไม่ได้เป็นคนชอบง้อใคร

   “ฉันไม่ชอบ เวลาเธอเสียงดังใส่ฉันเลย”  ลูอิสทำแก้มป่อง บ่งบอกว่าตัวเองงอนฉันถึงเพียงใด

   แล้ว?”

   เฮ้อ...”  เขาถอนหายใจแล้วนั่งห่อไหล่ตัวลีบข้างๆฉัน  งอนยังไงเธอก็ไม่ง้อฉันเหมือนไอ้ไนล์อยู่ดี ใช่สิฉันมันไม่สำคัญ”  ฉันว่าเราควรสลับเพศกันนะลูอิส คนบ้าอะไร เอาแต่ใจแถมขี้งอน

   สำคัญสิ”  ฉันหันไปมองหน้าหล่อ และเขาก็ไม่หลบสายตาไปจากฉัน

   นัยน์ตาสีฟ้าสวยจ้องฉันทั้งที่แววตาเป็นประกายและเปี่ยมไปด้วยความหวัง หวังกับสิ่งที่ฉันจะพูด

   “เพื่อนๆฉันสำคัญทั้งนั้น ไม่มีใครสำคัญไปกว่าใครหรอก

   “มากกว่าเพื่อนไม่ได้รึไง?”  เขาทำหน้าเศร้าเล็กน้อย

   เพื่อนสนิท”  ฉันส่งยิ้มกลับทำเอาเจ้าตัวกระแอมหัวเราะตามเล็กน้อย

   อย่างน้อยก็ยังได้เป็นคนสำคัญแหล่ะเนอะ”  เขาเอาศอกมากระทุ้งแขนฉัน

   ใช่แล้ววว”  ฉันยกมือซ้ายขึ้นมายีผมคนข้างๆจนเสียทรง

   อื้มมม”  เขาครางออกมายังกับลูกแมวที่ถูกเกาคาง  ฉันชอบบบบ

   “…”  ฉันนิ่งเงียบและลดมือลง ชอบอะไรวะ แล้วการทำเสียงอื้ออึงแบบนั้นมันก็ทำให้คิดเล็กน้อยเหมือนกัน

   ชอบเวลาเธอยีผมฉัน ยีไปมาจนมันเสียทรง ฉันรู้สึก...มีความสุข”  ตาสวยหลับตาพริ้มแล้วเอามือฉันไปวางบนหัวอีกครั้ง  ทำอีกสิ

   “เฮ้อออ”  ฉันถอนหายใจแล้วเริ่มวาดมือไปบนผมสีน้ำตาลยุ่งๆของเขา

 

   ฉันต่างหากที่ควรจะงอนนาย เล่นปล่อยให้ฉันรอเกือบชั่วโมงเลยหล่ะ จนทำให้ฉันต้องได้ยินประโยคเจ็บปวดนั่น และเกิดทนไม่ไหว เดินระหกระเหเร่รอนไปขึ้นรถเมล์มาบ้านนาย แล้วยังต้องมานั่งง้อคนที่น่าจะทำให้งอนอีก นายนี่มันจริงๆเลย

 

   ฮะแฮ่ม!!”  เสียงกระแอมแหบๆของใครสักลงดังลงมาจากบันไดโค้งหรู

   ฉันผละมือออกจากผมยุ่งสีน้ำตาลแล้วหันไปทางต้นเสียงเมื่อสักครู่

 

   ขัดจังหวะอีกละ”  เสียงข้างๆบ่นพึมพำในลำคอแล้วนั่งนิ่งๆไป

 

   อรุณสวัสดิ์แฮซ”  ฉันกล่าวทักทายคนตัวสูงในกางเกงนอนขาสั้นสีน้ำเงินที่รัดติ้วความเป็นชายของเขา ฉันจึงรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเนียนๆ

   นายขับรถเร็วมากเลยนะลู นี่พึ่งจะ 5 นาทีเอง”  แฮร์รี่ค่อยๆก้าวลงบันไดมาเรื่อยๆด้วยรองเท้าใส่ในบ้านที่ลูอิสชอบเรียกว่า สลิปเปอร์

   อันที่จริง ฉันยังไม่ได้ออกไป”  ลูอิสกระแอมหัวเราะใส่เพื่อนซี้

   นายหมายถึงอะไร?”  ดูเหมือนว่าแฮร์รี่จะไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูอิสพูด พลางร่างกายเขาก็ลงจากบันได แล้วตรงมาที่โซฟากำมะหยี่สองตัวที่ตั้งตระหง่านกลางห้องโถงใหญ่

   โอย...ไปใส่กางเกงมาดีๆเถอะ

   ฉันมาเอง”  ฉันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆแล้วพยายามหลบสายตาออกจากตัวเขา

   ห๊ะ!! ได้ไง!?”  ตกใจทำไมเล่า!

   “นั่งรถเมล์มา

   “แล้วเธอเคยขึ้นเหรอ?”

   “ไม่เคย ไม่เคยขึ้นคนเดียว ส่วนมากก็ขึ้นแต่กับ...”  อีกแล้ว ทำไม่ต้องโยงไปที่เขาด้วย จริงสิ ทุกครั้งที่ต้องขึ้นรถเมล์ก็คือครั้งที่ต้องไปโรงเรียน แต่นั่นก็เป็นรถโรงเรียนที่สุดท้ายจุดหมายปลายทางก็ต้องเป็นโรงเรียนเสมอ แต่เมื่อห่างเหินกับเขา การขึ้นรถโรงเรียนก็ห่างเหินไปเช่นกัน

   แล้วเธอรู้เหรอว่าต้องลงตรงไหน อะไรยังไง”  แฮร์รี่พูดเหมือนฉันเป็นเด็กประถม

   “ฉันบอกลุงคนขับก่อนว่าจะไปแถวไหน แล้วบอกให้เขาจอดให้ ดีแต่ลุงเขาใจดีและเข้าใจว่าฉันเป็นคนต่างถิ่น เขาเลยจอดให้ฉันที่ป้ายรถเมล์ใกล้ๆกับบ้านลูอิส แล้วฉันก็ค่อยๆเดินต่อมาเอง อย่างน้อยก็จำทางได้แหล่ะน่า

   “ฮือๆๆๆ น่าสงสารเกินไปแล้ว!”  แฮร์รี่แทบคลั่ง  เพราะนายเลยลูอิส นายตื่นสาย เธอเลยต้องนั่งรถมาเอง แล้วดูสิ ลำพังผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอเดินมาจากป้ายรถเมล์คนเดียวอีก ถ้าฉันขับรถได้นะ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอนั่งรถเมล์นั่นมาแน่ๆ”  เขาตอกย้ำลูอิส

   โอ๊ยแฮซ!”  ลูอิสทนไม่ได้ที่เพื่อนรักตอกย้ำอย่างนั้น เพราะเจ้าตัวเองก็รู้สึกผิดจะแย่  ฉันก็รีบแล้วไง นายจะดราม่าอะไรนักหนาเนี่ย ฉันยอมรับว่าฉันผิด แต่อย่าลืมสิ ว่าเมื่อคืนใครปิดนาฬิกาปลุก!”

   สิ้นสุดประโยคที่ลูอิสพูด แฮร์รี่ก็เงียบลง ฉันจึงเงยหน้าไปมองคนร่างสูงที่ยืนอยู่ แล้วเลิกคิ้วให้เขา

   ฉันปิดเอง”  เขาคายความจริงออกมา  ก็ฉันรำคาญเสียงนาฬิกาปลุกนายนี่!”

   “เห็นมั๊ย ทั้งหมดเป็นเพราะนาย”  ลูอิสกล่าวอย่างมีชัย

   ยกโทษให้ผมนะครับบบบ”  แฮร์รี่ทิ้งตัวลงข้างๆฉันตรงแขนของโซฟา

   ผมหยิกเป็นลอนสวยถูไถไปกับต้นแขนราวกับลูกแมวเหมียวต้องการความรัก สองมือหนาโอบรอบตัวฉันจากข้างๆแล้วไถหัวไปอย่างสบายใจ

   เอาหัวออกไปเลย”  ฉันดันหัวของเขาออกเล็กน้อย ก่อนที่มือใหญ่จะค่อยๆคลายออกจากกัน

   บอกก่อนสิครับว่าจะไม่งอน”  เขายังคงส่งสายตาอ้อนมาให้อีกครั้ง

   โว๊ย...(ได้แต่ร้องในใจ)  ฉันรู้แล้วว่าทำไมสาวๆติดใจพวกนายนัก คงไปทำแบบนี้กับใครหลายคนสิท่า พวกกะล่อน (เฮ้ยๆ แต่ฉันไม่ได้คล้อยตามนะ แค่ยกตัวอย่าง)

 

   ฉันไม่ได้งอนเฟ้ย!”

 

   “ดูก็รู้ว่าเธองอน แต่ทำเป็นพูด อยากให้ฉันง้อหล่ะสิ”  ความหลงตัวเองเป็นเลิศ และอีกอย่างความหื่นกามก็ยังคงครองแชมป์ เขาเอานิ้วชี้เรียวยาวมาม้วนเส้นผมฉันไปมาเชิงหยอกล้อ

 

   เธอไม่ได้งอนนาย ไม่ได้งอนใคร แล้วก็เอามือออกจากแครอทได้แล้ว”  ลูอิสที่มองอยู่นานเริ่มพูดขึ้น

   ไม่สิ”  แฮร์รี่เลิกคิ้วใส่เพื่อนรัก  นาทีนี้ฉันจะง้อเธอ เงียบไปเถอะน่าบูแบร์” 

   เออ!”  ลูอิสพูดอย่างไม่สบอารมณ์เพราะการถูกเรียกชื่ออย่างนั้น เขาลุกออกจากโซฟาและเดินฟึดฟัดขึ้นบันไดไปอย่างไม่พอใจ

  “ฉันว่านายควรไปง้อเขานะ”  ฉันกดเสียงต่ำใส่แฮร์รี่ แล้วเขยิบมาอีกฝั่งของโซฟา (ไม่ได้รังเกียจนะ จริงๆ)

   “เดี๋ยวเขาก็หาย แค่ฉันเดินไปบอกรัก เดี๋ยวเราก็คุยกันเหมือนเดิม”  เดี๋ยวนะๆ

   บอกรัก?”  ฉันถามเสียงสูง เริ่มแปลกๆแล้วนะ นายกับลูอิสมีซัมติงกันแน่ๆ

   ใช่”  แฮร์รี่พยักหน้า  ทุกครั้งที่เราไม่เข้าใจกันแล้วลูอิสงอน ฉันจะต้องไปง้อเขาแล้วจบด้วยการบอกรัก แค่นั้นแหล่ะ ลูอิสก็จะยอมพูดด้วย”  ผู้ชายแท้ๆแน่นะ

   อ๋อ”  ตอบไปงั้นๆ ทั้งๆที่ใจยังครุ่นคิดตาม

 

   อยากให้ง้อแบบนั้นมั๊ยหล่ะ?”

 

   “ห๊ะ?”

 

   “ฉันรักเธอ

 

   ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

 

   ง้อแล้วนะเนี่ย หายเถอะครับ”  นัยน์ตาสีเขียวมรกตจ้องเข้ามาเอาเรื่อง ฉันได้แต่หลบหน้าหนีเพื่อซ่อนอาการเลือดข้นที่ไหลมารวมกันที่ใบหน้าแล้วร้อนฉ่าอย่างบอกไม่ถูก

 

   บ...บอกแล้วไงว่าไม่ได้งอน!”

 

   “แล้วทำไมไม่หันหน้ามามองกันหล่ะ?”

 

   นิ้วเรียวของเขาจับมาที่ปลายคางของฉันอย่างอ่อนโยน พลางดันหน้าของฉันหันไปเผชิญกับใบหน้าหล่อเหลาของเขาโดยตรง

   นัยน์ตามรกตสะกดจิตใจให้หมกมุ่นกับสิ่งงามตรงหน้า คิ้วของเขาโค้งเป็นเส้นสวยชวนอารมณ์ให้พลิ้วตาม จมูกโด่งเป็นสันปลายแหลมสวยแทบชนกับใบหน้าบางของฉัน ปากหนาเร่าร้อนดึงดูดร่างกายราวกับแม่เหล็ก

 

   หน้าแดงนะ”  เขากระแอมหัวเราะ  ไม่สบายเหรอ?”

   “สบายดี”  ฉันตอบห้วนๆเพื่อเก็บอารมณ์ความรู้สึก

   หลงเสน่ห์ฉันสิไม่ว่า”  แฮร์รี่ยกคิ้วเหนือเชิง

   นายต่างหาก”  ฉันเลิกคิ้วกลับแล้วยืนขึ้นจากโซฟากำมะหยี่

 

   ไปอาบน้ำแล้วลงมาทานอาหารสะ ฉันจะไปเตรียมอะไรให้ทาน” 

   "ฉันอยากกินเธอมากกว่า"  เสียงแหบแห้งปนเซ็กซี่เอ่ยขึ้น แล้วนั่งมองฉัน

   "กิน ตี_ มั๊ย!?"  ฉันพูดแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้น แฮร์รี่ได้แต่แสยะยิ้ม

   "ไปอาบน้ำก่อนไป!"  ฉันไล่เขาไปปัดๆ แล้วเดินเข้าไปในครัวก่อนจะใช้หางตามองไปยังโซฟาตัวเดิมที่ร่างสูงในกาเกงขาสั้นสีน้ำเงินนั่งไขว่ห้างแล้วมองตามฉันจนสุดสายตา

 

   เฮ้อ...เขาก็คงทำแบบนี้กับทุกคนนั่นแหล่ะน่า อย่างน้อยเขาคงหยอกเพราะเห็นฉันเพื่อนเพื่อนคนหนึ่ง อีกอย่างพวกเขาก็ชอบแกล้งฉันอยู่แล้วนี่นา ฉันไม่น่ากำหนดเกมส์บ้าๆมาให้พวกเขาเล่นเลย

----------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

    คิดถึงบ้านเป็นบ้า...

   

   ฉันยืนคิดกับตัวเองขณะที่มือซ้ายถือจานใบใหญ่ และมือขวาถือฟองน้ำวนน้ำยาล้างจานไปทั่วจานใหญ่ ด้วยท่าทีที่เฉื่อยและเหม่อลอย

   หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็ยืนล้างจานที่หนุ่มๆกินทิ้งไว้บนโต๊ะทื่อๆแล้วปัดตูดหนีไปเล่นวิดีโอเกมส์จอยักษ์ในห้องนั่งเล่น

   แม่ก็ไม่โทรมาหาเลยสักนิด เจ็ทก็ยุ่งกับการถ่ายแบบที่แม่เป็นคนปูเส้นทาง ทุกครั้งที่วิดีโอคอลไปหาใครสักคนที่บ้าน คำตอบที่เป็นข้อความจะถูกส่งกลับมาว่า ไม่ว่าง เดี๋ยวจะโทรกลับ’ เสมอ  ด้วยระยะเวลาที่ไม่ตรงกัน รวมถึงความห่างไกล จึงไม่สามารถที่จะติดต่อกันทางอื่นได้แล้วนอกจากทางนี้ จะโทรหาก็ต้องกะเวลาเอา ถ้าฉันไม่อดนอน ก็ต้องเป็นอีกฝ่ายที่อดนอน หรือไม่ก็ถ้าฉันว่าง ต้องเป็นอีกฝ่ายที่จะไม่ว่าง เขาตื่นเรานอน เขานอนเราตื่น

 

   แครอท!!”

 

   “ห...ห๊ะ!?”  ฉันสะดุ้งเฮือกหลังจากที่ได้ยินเสียงทุ้มของใครสักคนดังแทรกเข้ามาในหู

   เป็นอะไรห๊ะ ยืนเหม่ออยู่ได้ เรียกนานแล้วนะ”  เลียมยืนเท้าสะเอวแล้วมองหน้าฉัน

   ป...เปล่านี่”  ฉันหลบสายตาแล้วเปิดก๊อกน้ำล้างคราบน้ำยาออก

   อย่าคิดว่ามือเปื้อนฟองจนไม่สามารถเอามาพันผมได้เวลาโกหก แล้วฉันจะไม่รู้นะ”  กรรม =.=

   “…”  ทำไมต้องรู้ไปหมด

   เป็นอะไร ไหนบอกมาสิ”  เขาเอื้อมมือมาดึงจานที่สะอาดแล้วไปวางไว้ข้างๆอ่างล้างจาน จากนั้นก็เอื้อมมือมาปิดก๊อกน้ำ แล้วหมุนร่างของฉันไปหาเขาช้าๆ

   “ก็แค่...คิดถึงบ้าน

   “อ๋อ...”  เขาพยักหน้า  ที่แท้ก็ Home Sick นี่เอง ไนออลก็เป็นบ่อย

  : * Home Sick ใช้เรียกกับคนที่มีอาการคิดถึงบ้านเมื่อต้องจากมา ไม่ใช่บ้านป่วยนะคะ อิอิ:

   แล้ว...ทำยังไงเขาถึงหาย?”

   “จริงๆก็ต้องกลับบ้าน แต่ถ้าเกิดกลับไม่ได้ พวกฉันก็จะพูดสำเนียง ไอริชกับเขา”  ดีจังเลยนะ

   อืม”  ฉันพยักหน้าไปงั้นๆ

   ดูเธอไม่สดชื่นเลย ตั้งแต่นั่งทานอาหารแล้ว ไหน ยิ้มหน่อยสิ”  เขาเอามือมาจิ้มแก้มฉัน

   เลียมเปลี่ยนไปจริงๆ ตั้งแต่นั้นมาความเย็นชาของเขาก็ลดลงเยอะ กลายเป็นคนที่เริ่มจะซุกซนและรุกไปตามเพื่อนๆ แต่สิ่งที่เขาไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือความอบอุ่นที่มีให้ตลอดมา

   ฉันค่อยๆฉีกยิ้มออกช้าๆให้คนตรงหน้าดู แล้วก็หุบมันลงเพราะทนแกล้งยิ้มต่อไปไม่ไหว 

   เฮ้อ...ไม่ชอบเลยเวลาเธอดูเศร้าๆ แบบนี้ ขอโทษนะที่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย

   “ไม่เป็นไรหรอกน่า คนเรามันก็ต้องคิดถึงบ้านอยู่แล้ว ไนออลเองยังคิดถึงเลย”  ฉันส่งยิ้มเจื่อนๆแล้วหันหน้าหนี

 

   ซาหวาดเด ควับ”  เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นหลังจากที่ฉันกำลังจะหันไปล้างจานต่อ

   ภาษาดูคุ้นๆ แต่ฟังแล้วดูแปลก เดี๋ยวนะ!! เขาพูดว่า สวัสดีครับรึเปล่า?’

   “ซาบายเดหมาย ควับ”  ไม่ได้หูฝาดไปแน่ๆ เลียมกำลังพยายามพูดภาษาไทย  

   นายพูดภาษาไทยเหรอ?”  ฉันถามทั้งๆที่อึ้ง

   ก็ไม่รู้มันถูกหรือเปล่า”  เขาพูดแล้วลูบท้ายทอยตัวเองอย่างอายๆ

   ฮ่าๆ ถูกสิ ไม่งั้นฉันจะรู้เรื่องได้ไง มันแค่ยังออกเสียงไม่ถูกแค่นั้น!”

   “แย่เลยนะ ฉันพยายามสุดๆแล้วนะเนี่ย

   “ไม่ๆ นายทำได้ดีมากต่างหาก”  ฉันพาเดซี่พูดตั้งนานเธอก็ยังทำท่าทีงงๆ

   จริงเหรอ?”

   “ใช่ๆ”  ฉันพยักหน้า  ว่าแต่ นายไปฝึกมาจากไหน?”

   “ในอินเทอร์เน็ตหน่ะ เขามีคำอ่านภาษาอังกฤษให้ด้วยแหล่ะ

   “ฮ่าๆ ถือว่าเก่งมากเลยนะ แล้วอะไรดลใจให้ไปเข้าเว็บเรียนภาษาไทยหล่ะ?”

   “เธอไง”  เลียมยักคิ้วให้ฉัน ซึ่งฉันก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วหันหน้าหนีเพื่อปิดการสนทนา

 

   นี่”  เลียมยังคงชวนคุย  ตอนเย็นทำอาหารไทยให้กินหน่อยสิ ฉันไปดูมามันน่าอร่อยมาก

   “มันทำยากนะ อีกอย่างวัตถุดิบก็หายากกว่าด้วย

   “ที่นี่อ๊อกซ์ฟอร์ดนะ ไม่ใช่สลัม ที่ซุปเปอร์มาเก็ตก็มีของนำเข้าเยอะแยะ ต้องมีของมาจากบ้านเธอบ้างแหล่ะน่า”  จริงด้วย

   แต่อาหารไทยต้องใช้ช้อนทานนะ”  แล้วนายดันกลัวช้อนเนี่ย

   ช้อนเหรออืมมมม”  เขาทำท่าคิด  มันต้องกินกับข้าวใช้ม๊า?”  ฉันพยักหน้า

   ฉันมีวิธีกินของฉัน ว่าแต่เธอจะทำให้กินมั๊ยหล่ะ?”  เลียมถาม

   ก็ถ้านายและพวกนายอยากกิน…”

   “ไม่ต้องห่วงหรอก อะไรที่เธอทำพวกเรากินหมด!” 

   “นายพูดแล้วนะ”  ฉันเลิกคิ้ว

   จัดมาเลย”  เขายักคิ้วตอบ

   ฉันจะทำให้พวกนายหลงรักอาหารไทยไปเลย

   “แน่นอน เพราะฉันจะมีภรรยาเป็นคนไทย”  เอ่อ

   “ก็ตามแต่วาสนา”  ฉันยิ้มมุมปาก

   ก็แล้วแต่ว่าเธอจะยอม

   สิ้นสุดประโยคที่เขาพูด ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจ จากนั้นก็หันมาเช็ดจานต่อ ช่วงนี้รู้สึกโดนรุกหนักแปลกๆ แต่ยังไงสะ ฉันก็ไม่มีวันอ่อนไหวให้พวกนายหรอก ท่องไว้แครอท พวกเขาแค่ทำตามเกมส์ แค่เกมส์เท่านั้น

 

 

   “อาหาร อาหาร อาหาร!!!”  เสียงทุ้มของใครบางคนตะโกนแล้ววิ่งมายังห้องครัวของบ้านขณะที่ฉันวางถ้วยต้มยำกุ้งน้ำข้นถ้วยใหญ่ลงบนโต๊ะอาหาร

   ไนออล เอ่อช่วยแกะโบว์ผ้ากันเปื้อนออกให้ที…”  ฉันบอกคนที่วิ่งเข้ามา แล้วหันหลังให้เขา

   ได้ครับ”  ไนออลฉีกยิ้มแล้วค่อยๆคลายปมเชือกที่ผูกเป็นหูกระต่ายไว้

   วันนี้รู้สึกเหมือนจะใช้ชีวิตในครัวเยอะจริงๆ

   ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว เมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านี้พวกเราก็ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารกัน ฉันซื้อข้าวหอมมะลิมาด้วย แพ็กใหญ่ แล้วก็หมู เห็ด เป็ด ไก่ อีกมากมาย พวกเราแชร์เงินกันทั้งหมด ยกเว้นแต่ค่าขนมที่ไนออลเป็นคนออกเอง เพราะเจ้าตัวเล่นเหมามาเป็นตะกร้า ฉันเองก็โทรไปบอกคุณจิลแล้วว่าจะอยู่กินข้าวที่บ้านลูอิส ซึ่งเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังบอกสูตรทำต้มยำกุ้งให้ฉันอีก เธอช่างดีจริงๆเลย

 

   โห!! น่ากินทั้งนั้นเลย!”  เสียงเล็กของเจ้าของบ้านร้องขึ้นมาเมื่อสูดดมเอากลิ่นอาหารเข้าไป

   อเมซิ่งไทยแลนด์มากกกก”  แฮร์รี่ปรบมือ

   หวังว่ากินแล้วจะไม่ตายนะ”  จะตายเพราะไม่ได้กินนี่แหล่ะ หน๊อยก่อนหน้านี้เรียกร้องอยากกินนะไอ้หมี

 

   เชิญคุณผู้ชายทั้งหลายนั่งก่อนค่ะ”  ฉันทำเป็นยิ้มแล้วสวมบทบาทเป็นคนใช้อย่างแนบเนียน (อันที่จริงก็เป็นอยู่แล้วนี่)

  

   ทั้งสี่คนยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ก่อนที่จะหย่อนก้นลงในที่นั่งประจำของแต่ละคน

   ฉันคิดว่าฉันจะลองซื้อชุดเมดคอสเพย์ให้เธอแต่ง แล้วก็ใส่แว่นเข้าไปด้วย อื้ม คงน่ารักไม่เบา”  ลูอิสพูดแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม เจ้านี่ชอบผู้หญิงใส่แว่นอย่างกับอะไร ฉันเลยหลีกเลี่ยงการใส่แว่น และเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันสายตาสั้น แต่ใส่คอนแทกเลนส์

   แบบที่เราเห็นในหนังเอวีเมื่อวานหรือเปล่า?”  ไนออลถามอย่างไร้ยางอาย

   อ่าห๊ะ ใช่เลย”  แฮร์รี่ดีดนิ้วเป๊าะบอกไนออล

   พวกบ้า”  เฮ้อ อย่างน้อยพ่อหมีของฉันก็ยังมียางอายอยู่บ้าง  ที่ดูเมื่อวานนี้มันชุดพยาบาลต่างหาก”  หน้าแทบคว่ำลงจานอาหาร

 

   พวกนายไม่ควรพูดเรื่องแบบนี้บนโต๊ะอาหารนะ”  ฉันที่ทนฟังอยู่นานพูดขัดคอขึ้น

   งั้นเราย้ายไปกินบนห้องดีมั๊ย?”  ลูอิส นายนี่มันปรมจารย์ด้านเซ็กส์รึไง?

   “ถ้าไม่เลิกพูดอะไรแบบนี้ ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ”  เอาสิ คนอย่างฉันพูดจริงทำจริงนะ

   อะ โอ๋ เอ๋”  ไนออลดึงแขนฉันไว้  รูดซิปปากแล้วครับ

   “ทำอย่างกับไม่เคยดู”  แฮร์รี่เบ้ปาก

   ทำไมจะไม่เคย”  ไอ้เคยมันเคยแน่นี่มันสมัยไหนแล้วเถอะ  แต่มันไม่จำเป็นต้องเอามาพูด

   ทุกคนบนโต๊ะอาหารอึ้ง กับสิ่งที่ฉันพูดออกมา คงไม่อยากจะเชื่อหล่ะสิว่าคนอย่างฉันก็เคยดู สำหรับฉันอ่ะนะ เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องถึงเวลาและเหมาะสม

   แห่ะๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยเนอะ”  ไนออลหัวเราะแห้งๆ

   เอาหล่ะๆ ทานอาหารกันได้แล้ว ก่อนที่มันจะเย็น”  เลียมดักคอขึ้น

   นี่คืออะไรเหรอ?”  ลูอิสถามแล้วชี้ไปที่จานตรงหน้าเขา

   ผัดผักรวมมิตร” 

   “ผาด ผัก รวม มิด!”  ลูอิสพูดตามอย่างไม่ถนัด  เรียกยากจัง แต่น่าอร่อยดี

   “แล้วนี่หล่ะ ห๊อมหอม ว่าจะถามนานแล้ว”  แฮร์รี่ดึงความสนใจมาที่จานแบนตรงหน้าเขา

   นั่นกระดูกหมูทอดกระเทียมพริกไทย” 

   ห๊ะ!?”  เขาดูตกใจกับชื่อ  กะ กะ อะไรนะ?”

   “กระ-ดูก-หมู-ทอด-กระ-เทียม-พริก-ไทย

   “อยากพูดตามนะ แต่…”  เขาเริ่มลังเล

   ตามใจ อย่าหวังว่าจะได้เมียไทยเลยชาตินี้”  แกล้งไอ้หยองดีกว่า

   กะดวกหมือทวด….กะ”  เขาพยายามจะพูด แต่ฉันก็ได้แต่กลั้นขำจนสุดท้ายต้องปล่อยก๊ากออกมา

   กระเทียมพริกไทย!”  ฉันพูดต่อปนหัวเราะไปด้วย ทำเอาทุกคนหัวเราะตาม แต่แฮร์รี่กับทำหน้านิ่ง

   แกล้งกันชัดๆ เธอตั้งชื่อเองใช่มั๊ย!?”  ความคิดอนุบาล =.,=

   “ภาษาไทยเขาเรียกแบบนี้จริงๆ”  ฉันพยายามกลั้นหัวเราะแล้วอธิบายให้เขาฟัง

   เขาไม่เหนื่อยเหรอเวลาจะเรียกแต่ละที?”  เลียมที่นั่งเงียบๆถามบ้าง

   ไม่หรอก มันไม่ใช่คำยากอะไรหนิ

   “กาดวกหมือทวดกาเทมพิกทาย…”  ฉันได้ยินแต่เสียงแฮร์รี่พึมพำกับตัวเองแล้วเอามือขึ้นมานับพยางค์

   เจนิวา อันนี้หล่ะ เค้าเรียกอะไรเหรอ ทำไมสีมันน่ากลัวจัง?”  ไนออลชี้ไปที่ถ้วยใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง

   ต้มยำกุ้ง”  ฉันหันไปบอกไนออล

   ฉันเคยได้ยิน!”  เลียมแทรกขึ้น  อาหารประจำชาติไทย!”

   “ทำไมนายรู้?”  ลูอิสถามอย่างสงสัย

   ฉันกำลังศึกษาวัฒนธรรมและภาษาไทยหน่ะ”  เลียมยักไหล่

   ฉันก็อยากศึกษาดูบ้าง อยากได้ภรรยาเป็นคนไทยอ่ะ”  เขาพูดแล้วเหล่ตามาทางฉัน (คิดอะไรอยู่ รู้นะเตี้ยนะ)

   ว่างๆจะส่งเว็บให้ละกัน”  เลียมผู้ไม่หวงความรู้บอกกับลูอิส

   มันจะเผ็ดมั๊ยอ่ะ?”  ไนออลถือช้อนขึ้นมา อยากชิมเต็มทีแต่อีกใจก็ลังเล

   ไม่เท่าไหร่ ฉันไม่ได้ใส่พริกเยอะ กลัวพวกนายกินไม่ได้หน่ะ”  ฉันบอกเขา

   แต่สีมัน….”  โถ่ไนล์ ที่ไทยนะสียิ่งส้มกว่านี้อีก เท่านี้ยังเบาะๆ พริกไม่เยอะจะแซ่บได้ยังไง?

   “ชิมดูสิ”  ฉันมองไปที่ถ้วยต้มยำกุ้งสลับกับมองเขา

   กินได้จริงๆนะ”  นี่กลัวฉันแกล้งขนาดนั้นเลยรึไงพลุ้ย?

   “กลัวอะไร”  ฉันพูดแล้วใช้ช้อนยาวตักไปที่น้ำต้มยำแล้วเอามาเป่าเล็กน้อย  เอ่าชิมสะ!”

   “จะป้อนเหรอ?”  ไนออลฉีกยิ้ม

   “…”  ฉันได้แต่มองหน้าเขาอย่างดุๆ จ่อปากขนาดนี้คงไม่อ่ะ

   ซู๊ดดดดด”  เขาทำปากจู๋แล้วซดน้ำต้มยำเข้าไปเสียงดัง พลางมือใหญ่ของเขาก็ประครองมือฉันไว้ด้วย  ซี๊ดดด อ๊าส์ ถ….ถึงใจจริงๆ”  จำเป็นมั๊ยที่ต้องร้องออกมาแบบนั้น

   หมั่นไส้!!!”  แฮร์รี่พูดขึ้น พร้อมจะสาดน้ำต้มยำข้นใส่หน้าคนข้างๆฉัน

   อยากชิม โต้ม ยาม กึ้ง จังเล้ยยยย”  ลูอิสพูดขึ้นมาลอยๆ แต่เหล่ตามองฉัน

   มาค่ะที่รัก ฉันจะป้อนคุณเอง”  แฮร์รี่ทำเสียงหวานพลางพูดกัดกามใส่ฉัน แล้วยกช้อนยาวขึ้นมาจ้วงเอาน้ำต้มยำไปจ่อที่ปากลูอิส

   อ๊าก!!! ร้อน!!!”  ลูอิสร้องอย่างขาดสติเพราะตัวเองก็ลืมเป่า

   ฉัน ไนออล เลียม และแฮร์รี่ก็หัวเราะเขาอย่างชอบใจ

 

   แล้วนี่ เรียกว่าอะไร?”  เลียมดึงความสนใจทุกคนมาที่อาหารจานสุดท้าย

   อ๋อนั่น ไข่เจียวหมูสับ”  ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ฮ่าๆ กินไข่เจียวสูตรคุณย่าฉันแล้วกันนะ กรอบนอกนุ่มในเลยหล่ะ

   ข่ายเจียวหมือสาบ”  เลียมพูดตามฉัน ได้ชื่ออาหารใหม่อีกแล้ว   

   เจนิวา เค้าอยากกินอันนั้นนน”  ไนออลทำท่าเหมือนเด็กแล้วชี้ไปที่ไข่เจียว

   กินเองสิวะ บอกแครอททำไม?”  ลูอิสดักคอเขาก่อน ไนออลจึงทำหน้ามุ่ย

   ไม่ถึงใช่มั๊ย เดี๋ยวเอาให้นะ”  ฉันยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ไนออล แน่หล่ะ ถ้าไม่ถูกใจขึ้นมาก็จะนั่งหน้าบูดเป็นตูดลิงไปอีก ไนออลยักคิ้วให้แฮร์รี่และลูอิสอย่างมีชัย ก่อนที่จะอ้าปากรับไข่เจียวโปะข้าวสวยร้อนๆจากช้อนยาว

   ทำไมกะดืกหมือมันอยู่ไกลจังเลยหล่ะ”  เลียมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ (กะดืกหมือ) อยากจะเอาหัวโขกกำแพง

   อ่ะ”  ฉันยกจานกระดูกหมูทอดไปตรงหน้าเขาให้เขาหยิบเอาเอง ก่อนที่เจ้าตัวจะทำหน้ามุ่ย

   ลำเอียง”  เลียมสบถเบาๆ

   เห็นมั๊ยแด๊ดดี๊ยังรู้สึกได้!”  แฮร์รี่ให้ท้าย

 

   ไอ้ไนล์มันได้ใจเกินไปละ”  ลูอิสพูดอย่างหมั่นไส้ ไนออลได้แต่ส่งยิ้มหวานปนใสซื่อใส่เพื่อนๆ

 

   พวกเรานั่งทานอาหารไปพร้อมกับการพูดคุยที่สนุกสนาน ไนออลได้แต่กินเอาๆ และขอข้าวเพิ่มอีกเป็นจานที่สอง ลูอิสเองก็กินไปชมไป นั่นอร่อยนี่ก็อร่อย แฮร์รี่เองก็กัดแทะกระดูกหมูทอดกันไม่มีเนื้อติดที่กระดูก มีเพียงแต่เลียมที่นั่งกินอย่างสงบเสงี่ยมและกินไม่ทันเพื่อนๆ

 

   นี่นายยังไม่ได้ทานต้มยำเลยนะ”  ฉันมองไปทางเลียมที่ค่อยๆเอาซ้อมตักข้าวขึ้นมากิน โอยยยยอะไรจะลำบากอย่างนี้

   ก็อยากลองกินดูเหมือนกัน” 

   ทำไมต้องเป็นโรคกลัวอะไรที่คนอื่นเขาไม่กลัวด้วยนะ ช้อนนี่นะมันฆ่าหมานายตายรึไง?

   ฉันถอนหายใจก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวใหญ่ แล้วไปเปิดตู้เก็บถ้วยชาม ก่อนที่จะเอาถ้วยไปเล็กออกมาหนึ่งใบ

   ฉันเดินกลับมาที่โต๊ะ แล้วใช้ช้อนกลางตักน้ำต้มยำใส่ถ้วยเล็กแล้วยื่นให้เขา

   ในเมื่อไม่ใช้ช้อน ก็ซดเอาแบบนี้แล้วกันนะ” 

   “ฮ่าๆ น่ารักจริง”  เขาอมยิ้มแล้วรับถ้วยใบนั้นไป  ซู๊ดดดด”  เขาซดน้ำซุปเสียงดัง

   เป็นไงแด๊ดดี๊!?”  ไนออลถามอย่างตื่นเต้น

   เป็นซุปที่ อร่อยมากๆเลย แต่ฉันว่ามันเผ็ดนิดนึงนะ”  โขลกพริกลงไปสองเม็ดเองนะ =.=

   “ไม่ใช้ช้อนแบบนี้ เป็นเขยไทยยากหน่อยนะ”  ฉันเลิกคิ้วให้เขา

   มันไม่ยากหรอก ชีวิตคู่มันไม่จำเป็นต้องใช้ช้อน”  เขายักคิ้วกลับ

   นี่ๆ ฉันเป็นได้ใช่มั๊ย!?”  ไนออลเรียกร้องความสนใจ  ฉันใช้ได้คล่องเลยนะ แล้วฉันก็ชอบอาหารที่เธอทำด้วย!”

   “แน่นอน”  ฉันส่งยิ้มแล้วเอามือหยิบเม็ดข้าวที่ติดมุมปากของคนมูมมามออก ทำเอาไนออลเกิดอาการหน้าแดงขึ้นมา

   อุ๊ยๆ น้ำซุปเลอะปากฉันแหล่ะ”  แฮร์รี่พูดขึ้นแล้วทำปากจู่ใส่ฉัน

   เอาไป!”  ฉันปากระดาษทิชชู่ใส่หน้าเขาก่อนที่จะก้มหน้ากินข้าวต่อไป แฮร์รี่ได้แต่ทำหน้ามุ่ยแล้วเขี่ยอาหารในจานไปมา เป็นเชิงว่าเริ่มอิ่ม

 

   เอื้อกกกกกก

 

   “ทุเรศหว่ะไนล์!”  เลียมเอ็ดหนุ่มผมฟางเมื่อเขาปล่อยพลังแห่งความอิ่มออกมา เรอขนาดนี้ กินควายเข้าไปทั้งตัวรึไง?

 

   “อร่อยมากกกกก”  แฮร์รี่วางช้อน  แบบนี้ลูกเราคงไม่อดตายหรอกเนอะ”  เขาขยิบตาให้ฉัน

   ลูกเราต่างหาก!”  เลียมสวนขึ้น

   ลูกชั้น!! น้องเจไนล์ต้องอ้วนกลมแน่เลย!!”  ไนออลไม่ยอม

   ลูกใครไม่รู้ แต่นี่แม่ของลูกฉัน”  ลูอิสชายตามาทางฉัน

   โว๊ยฉันบอกตอนไหนว่าจะมีลูกกับพวกนายห๊า!?

   “ลูกฉัน!!!”  เออ ให้มันได้อย่างนี้

   ลูกฉันต่างหาก!!”  เอาแล้วไง

   น้องเจไนล์ลูกเรา!!”  หยุดเถ้อะ!

   “หยุดเลยนี่แม่เจลิส!”  ฉันพึ่ง 17 เองนะ

 

   โว๊ย!!!!!”  ฉันร้องออกมา ทำไมทุกครั้งที่ร่วมโต๊ะอาหารต้องทะเลาะกันเสมอเลยนะ!

 

   หลังจากที่ฉันร้องออกมา ว่าที่คุณพ่อทั้งสี่ก็เงียบสงบลง

 

   วันไหนก็เถียงกัน เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องไร้สาระ ฟังนะ ลูกใคร หรือแม่ของลูกใคร ฉันก็ไม่เป็น ทั้งนั้นแหล่ะ!

 

   “เห็นมั๊ยแฮซ นายเปิดประเด็น แครอทโมโหเลย”  ลูอิสเบ้ปากให้แฮร์รี่

   แล้วนายมาต่อปากต่อคำทำไมเล่า?”  แฮร์รี่เลิกคิ้วกวนประสาทลูอิส

   พวกนายเป็นพ่อคนไม่ได้หรอก”  ไนออลเอาบ้าง

   พวกนายทุกคนนั่นแหล่ะ”  เลียมอดไม่ได้ที่จะแซะ

 

   “พอสักที!”  ฉันพูดขึ้นอีกครั้ง  ช่วยนั่งกินข้าวดีดีแบบคนอื่นบ้างได้มั๊ย?”  ทำตัวยังกับเด็กอนุบาลแย่งตุ๊กตากัน

 

   “ขอโทษครับ”  พวกเขาพูดด้วยเสียงอ่อนๆแล้วนั่งห่อไหล่อย่างรู้สึกผิด

   ดีนั่งกินข้าวเงียบๆไป ทำตัวดีๆหน่อย!” 

 

   แม่ดุอย่างนี้ มีหวังลูกขาลายหว่ะ”  ลูอิสกระซิบกระซาบกับแฮร์รี่ ซึ่งเขาก็ได้แต่พยักหน้าเบาๆตาม

 

   อะไร!?”  ฉันถลึงตาถามเขา

 

   เปล่า ลูอิสแค่บอกว่า แถวนี้คงมียุงลาย”  แฮร์รี่แก้ตัวเสียงสั่น

 

   แล้วไป!”

 

   “ดุฉะมัดเลย”  ไนออลบ่นพึมพำในลำคอ

 

   ก็ทำตัวดีดีแบบเด็กผู้ชายอายุ 17 บ้างสิ!”

 

   “ครับๆ รู้แล้วครับ”  พวกเขาพยักหน้าพร้อมกัน

 

   เฮ้อ….เบื่อจริงๆเลยไอ้สงครามบนโต๊ะอาหารเนี่ย ไม่รู้จะเถียงอะไรกันนักหนา เรื่องไม่เป็นเรื่อง

 ----------------------------------------------------------------------------------------------

 

   เฮ้อ….วันนี้จะผ่านไปอีกแล้วเหรอ?”  เสียงละห้อยๆ ของคนร่างบางพูดขณะที่ยืนส่งฉันอยู่หน้าประตูบ้าน

   เวลาไม่เคยหยุดหมุน”  ฉันตอบแล้วหันหลังให้เขาเพื่อจะเข้าบ้าน

   แครอท…”

   “?”  ฉันหันหน้ากลับไปหาเขา แล้วยืนนิ่งๆ

  

   สวบ!!

 

   ร่างหนาตรงหน้าดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว สองแขนแกร่งโอบรอบตัวฉันไว้อย่างอ่อนโยน ไออุ่นจากสัมผัสถูกส่งมาเมื่อร่างกายแนบชิด ปอยผมสั้นสีน้ำตาลทิ่มแทงต้นคอและแก้มข้างขวาทำให้รู้สึกจั้กจี๋  เสียงลมหายใจแผ่วๆของคนข้างๆดังเป็นจังหวะ ก่อนที่จะกระชับอ้อมกอดเข้าอีก

 

   ไม่ว่าเวลาจะหมุนไปเร็วเพียงใด แต่เวลาของฉันมันก็หยุดทุกครั้งที่อยู่ใกล้เธอ…”  เสียงแหบพร่ากระซิบข้างๆใบหูฉัน

  

   “ขอบคุณที่ทำให้เวลาในทุกๆวันของฉันมีค่า…”

 

   “มันทำให้ฉัน ไม่อยากเสียเวลาไปแม้แต่วินาทีเดียว…”

 

   “ขอบคุณที่นายทำให้ฉันมีค่า”  ฉันพูดขึ้น

 

   แต่เวลาของฉันมันยังคงเดินไป และเวลาของเราอาจไม่ตรงกัน สักวันต้องมีคำบอกลา…”

 

   ลูอิสโอบฉันแน่นขึ้นอีก

 

   เพราะฉะนั้น ฉันจะจำเวลาที่มีค่าให้มากที่สุด และพร้อมที่จะบอกลาเธอในวันที่เวลานั้นมาถึง”  ปากสวยของเขาแนบชิดกับไหล่ฉัน  สัญญาสิ ว่าเราจะมีเวลาที่มีค่าร่วมกัน

 

   “ราตรีสวัสดิ์ ลูอิส…”  ฉันดันร่างเขาออกช้าๆ แล้วบอกลาเขา ก่อนที่จะก้าวขึ้นบันไดหน้าบ้านแล้วเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว

 

   ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

 

   เสียงก้อนเนื้อบีบตัวเป็นจังหวะภายใต้หน้าอกที่กระเพื่อมตามแรงบีบของหัวใจ ชีพจรเต้นแรงจนร่างกายรับรู้ได้

 

   ฉันดันประตูบ้านเข้าเสียงดัง และพิงมันไว้โดยไม่ขยับไปไหน

 

   เวลา

 

   ฉันหลับตาลงแล้วลอบกลืนน้ำลายตัวเองเล็กน้อย

 

   ไม่เคยหยุดเดิน…’

 

   ฉันคลี่ผ้าม่านออกเล็กๆ ให้เห็นแผ่นหลังสวยเดินกลับไปที่รถของตัวเอง ผ่านกระจกประตูบานใหญ่

 

   เขาเดินออกไปช้าๆได้สักพัก ก็ยีหัวตนเองจนยุ่ง ก่อนที่จะเตะก้อนกรวดเล็กๆ กระจายไปตามทาง จากนั้นก็กระชากประตูรถของตนเองออก แล้วขับออกไปจนเสียงเครื่องยนต์ดังลั่น

 

   เฮ้อ… ฉันถอนหายใจช้าๆ แล้วเดินออกมาให้ห่างจากประตู

 

   ทำไมบ้านเงียบแบบนี้หล่ะ?

 

   ฉันมองไปรอบๆบ้าน แล้วก็ไม่เห็นวี่แววใครสักคน จึงตัดสินใจเดินไปที่ห้องครัว

 

   ‘แม่ไปสมาคมแม่บ้านจ๊ะ หนูคงทานอาหารมาแล้ว แต่ถ้าหิว ยังมีแซนด์วิซในตู้เย็นนะจ๊ะ

 

   ฉันดึงโพสอิสสีขาวที่ติดหน้าตู้เย็นตัวใหญ่ออกมาอ่าน แล้วยิ้มบางๆให้มัน คุณจิลน่ารักไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลย

 

   ก็คงออกไปตามประสา สามีภรรยาเช่นเคย หวังว่าลูกชายของพวกเขาคงจะยังไม่กลับนะ บ้านเงียบยังกับป่าช้า

 

   คิดได้อย่างนั้น ฉันก็รีบขึ้นห้องของตนเองทันที

 

   ฉันเดินผ่านห้องของมาลิค แล้วก็แอบส่องช่องล่างประตูที่แคบไม่ถึงเซ็นท์เล็กน้อย

 

   มืดสนิท

 

   ก็ยังคงไม่กลับมา

 

   ป่านนี้เขาคง

 

   ทานอาหารเย็นกับลาน่า ไม่ก็อาจจะดูหนังด้วยกัน

 

   ช่างเขาปะไร

 

   แกร๊ก!

 

   ฉันเปิดประตูห้องของตนเองเข้าไปอย่างเหนื่อยๆ

 

   ฟุบ!!

 

   จู่ๆ ก็มีร่างสูงดึงฉันเข้าไป ดันเข้าไปที่กำแพงห้องของตนเอง จากนั้นก็จัดการล็อคกลอนประตูทันที!

 

 

     แสงสีขาวนวลจากจันทราเมื่อสุริยาลับฟ้าส่องผ่านหน้าต่างห้องนอนโค้งสวยที่มีผ้าม่านลูกไม้บางๆแหวกออกอย่างตั้งใจ ร่างสูงของใครสักคนยืนอยู่ในตำแหน่งที่แสงจันทร์สาดส่องสู่ร่างกาย ลมหายใจแผ่วๆถูกส่งผ่านมาจากจมูกที่อยู่เหนือใบหน้าออกไป ฉันได้แต่อยู่นิ่งๆอย่างผู้ถูกกระทำ ดั่งลูกไก่ในกำมือ ที่ถูกจองจำไว้ โดยนักล่าผู้กระหาย

   มือหนาเย็นเฉียบดันไหล่ฉันติดฝาผนัง แขนแกร่งส่งพละกำลังมาจนเต็มที่ แผ่นหลังของฉันรับรู้ได้ถึงความเย็นของกำแพงท่ามกลางห้องมืดที่ยังไม่ทันได้เปิดไฟ มีเพียงแต่ร่างสูงโปร่งของคนข้างหน้าที่ดูก็รู้ว่าเขาเป็นใคร

   เกลียดฉะมัด เวลาที่หลังชนกับผนัง มันเป็นสัญญาณว่า เรากำลังจนมุม

 

   ต้องการอะไร?”  เสียงทุ้มและเย็นชาถามด้วยแววตาแข็งกร้าว แม้ว่าจะอยู่ในความมืด แต่ก็ไม่ได้มืดพอที่จะมองไม่เห็นดวงตาคู่ที่มองมาปานจะเข่นฆ่าตัวเรา

 

   แล้วคุณหล่ะ ต้องการอะไร?”  ฉันถามกลับหน้าด้านๆด้วยสีหน้าเรียบเฉยยั่วอารมณ์คนตรงหน้า

 

   ฉันต้องการให้เธอบอกว่า เธอต้องการอะไร” 

 

   ฉันไม่ได้ต้องการอะไร”  ฉันเลิกคิ้วหยั่งเชิง ในขณะที่เขายังดันตัวฉันติดกับผนังไว้

 

   ลมหายใจแผ่วๆพ่นออกมาจากคนตัวสูงและตกลงที่ใบหน้าฉัน ร่างของเราชิดกันจนแทบจะเป็นหนึ่ง ท่ามกลางความมืดที่มีแสงจันทร์ส่องผ่านไหล่กว้างกระทบลงใบหน้าฉันพอดี

 

   โอ๊ย!!”

 

   ฉันร้องออกมาหลังจากที่มาลิคบีบไหล่ฉันแน่น รับรู้ได้เลยว่าเขาโกธรมากเพียงใดและไฟในใจคนตรงหน้ามันกำลังเผาร่างกายเขาให้ร้อนรุ่ม มาลิคมองฉันอย่างไม่ลดละ ขณะที่ฉันมองไปที่ใบหน้าเขาได้ไม่ชัดเจน เพราะความมืดกำลังกลืนกินใบหน้าคมหล่อของเขาอยู่

 

   พรวด!

 

   มือหนาลดลงมากระชากข้อมือฉันแล้วลากออกมาจากผนังด้วยพละกำลังทั้งหมดของชายหนุ่ม ฉันรู้สึกว่าร่างกายแทบจะลอยลิ่วไปตามแรงกระทำของคนตรงหน้า ดังกับว่าร่างหนักอึ้งกลายเป็นสำลีที่ล่องลอยไปได้เมื่อมีลมพัด ทำไมมาลิคกลายเป็นคนที่น่ากลัวและเย็นชาได้ถึงเพียงนี้

 

    ตุ๊บ!!

 

   “บ้าจริง!”  ฉันสบถเบาๆขณะที่เขาเหวี่ยงฉันลงบนเตียงเหล็กดัดทองเหลืองอย่างดี ที่มีผ้าปูลายกุหลาบสวยรองไว้ ร่างของฉันกระทบลงบนฟูกนุ่มและเด้งตัวขึ้นเพราะสปริงที่นอนจากแรงเหวี่ยงของเขา

 

   “…”  เขาไม่พูดอะไร ได้แต่ยืนจ้องฉันราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะกระชากวิญญาณพาฉันลงสู่จุดต่ำสุดของก้นบึ้งหัวใจ

 

 

   แสงนวลของดวงจันทร์กระทบกับใบหน้าเพียงครึ่งของชายหนุ่มหน้าคม ผมสีดำสะท้อนไปกับเงาจันทร์เป็นมันวาว ตาสีน้ำตาลสวยทำให้ใบหน้ายังคงดูงดงามและน่ากลัวในคราเดียวกัน ใบหน้าอีกซีกยังคงจมอยู่ในห้วงแห่งความมืด ร่างสูงที่ยืนอยู่ปลายเตียงกอดอกมองดูฉันอย่างไม่พอใจ

 

   อะไรทำให้คุณเปลี่ยนไปขนาดนี้?”  ฉันถามด้วยน้ำเสียงเกรงๆ พร้อมกับดันตัวเองขึ้นจากเตียงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาสบกับเขาพอดี

   นั่นเป็นคำถามของฉัน”  น้ำเสียงเยือกเย็นไร้เยื่อใยใดๆที่เคยผ่านมาเอื้อนเอ่ยจากปากหนาที่เจรจาดุจซาตาน

   หึ!”  ฉันกระแอมหัวเราะในลำคอออกมาอย่างไม่กลัวทีท่าของเขา  ฉันไม่น่าถามในสิ่งที่รู้เลยนะ”  รู้ทั้งรู้ที่เขาเปลี่ยนขนาดนี้เพราะอะไร ตั้งแต่เธอคนนั้นปรากฏตัว มาลิคที่ฉันเคยรู้จักกลับหายไปโดยไม่มีวันหวนกลับ

   เธอจะบอกว่าฉันเปลี่ยนไปเพราะลาน่าใช่มั๊ย?”  คิ้วสวยเลิกขึ้นทำให้นิสัยคนอบอุ่นที่เคยเป็นอันตธานหายไปอย่างสิ้นเชิง

   “…”  คุณรู้ตัวเองด้วยเหรอ?

   “นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่อันที่จริง ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ เธอคนเดียว!” 

   เหรอ?”  ฉันเลิกคิ้วข้างหนึ่ง  แล้วไม่ทราบว่าฉันไปทำอะไร?”

 

   ฝุบ!!

 

   ร่างสูงคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว สองแขนแกร่งกดฉันลงที่เตียงอย่างไม่ปราณี  ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาอย่างใกล้ชิด ทำเอาจิตใจของฉันดิ่งลงไปที่ปลายเท้าจนส่วนบนของร่างกายชาไปโดยอัตโนมัติ

   นัยน์ตาสีน้ำตาลแข็งกร้าว จ้องมาที่ใบหน้าฉันอย่างขุ่นเคือง แววตาดุนั่นราวกับจะเข่นฆ่าฉันให้ตายไปเสีย เขากำลังทำให้ฉันกลัว แค่เพียงการจ้องมอง

   ความอบอุ่น สัมผัสละมุน คำพูดที่เป็นห่วงเป็นใย หายไปจากตัวเขาจริงๆ เหลือเพียงแค่ปีศาจที่กำลังคร่อมร่างและก้มมองฉันอย่างฆาตกร

 

   ทุกครั้งที่ฉันบอกให้เธออยู่ห่างพวกเขา เธอก็จะใกล้เข้าไปอีก…”

 

   “ทุกครั้งที่ฉันบอกว่าเป็นห่วง เธอไม่เคยใส่ใจกับคำพูดของมัน…”

 

   “ทุกครั้งที่ฉันบอก เธอไม่เคยจะฟังมันฉันทนเธอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เธอทำเหมือนฉันไม่ได้อยู่ในสายตาและทำดีแค่ไหน เธอก็ไม่เคยมองฉันเลย!”  ใบหน้าของเขาดูจริงจังและห่างกับฉันแค่ นิ้ว ลมหายใจอุ่นรดลงต้นคออย่างรับรู้ได้ รวมถึงแสงจันทร์ที่เริ่มโยกตำแหน่งและสาดแสงให้สว่างขึ้น เผยใบหน้าหล่อออกทีละนิด

 

   ใจเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ดังความรู้สึกที่พบกันวันแรกได้กลับมาอีกครั้ง

 

   “ในเมื่อการทำดีแล้วเธอไม่สนใจฉัน…”  เสียงเขาเริ่มอ่อนลง  ฉันก็จะเลวเลวให้ถึงที่สุด และเธอก็ต้องจดจำฉันไว้!!”

 

   “…”  ฉันได้แต่เงียบ

 

   นัยน์ตาสวยคู่นั้นจ้องมองใบหน้าฉันท่ามกลางความมืด เสียงลมหายใจหอบๆ หลังจากที่ระเบิดอารมณ์ตัวเองออกมาจนไม่เหลือคราบคนดีที่เคยรู้จัก ฉันแอบหวั่นๆในตัวเขาอยู่ขณะหนึ่ง แต่จิตใจกลับประโลมความคิดลึกๆว่า เขาจะไม่ทำอะไร

 

   เอาเลยสิ…”  ฉันเอ่ยขึ้นอย่างไม่กลัว  เลวออกมาเลยสิ ทำให้ฉันเกลียดคุณให้ได้สิ

 

   “…”

 

   “คุณจะทำอะไรก็ทำเลยสิมาลิค ตอนนี้คุณคุมเกมส์แล้ว ถ้าจะเลว ก็เลวให้ถึงที่สุด…”

 

   “รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไร?”

 

   “แน่นอน ฉันรู้!”  ฉันตอบ 

   “เหรอ?”  เขาหยั่งเชิง 

   “คุณแค่อยากเอาชนะฉัน

   “อะไรทำให้เธอคิดแบบนั้น?”

   “เพราะคุณไม่ใช่มาลิค

   “แล้วเขาไปไหนหล่ะ?”  มาลิคเลิกคิ้วใส่ฉัน

  

   “ฉันมั่นใจ มั่นใจว่ามาลิค ยังอยู่ในนี้”  ฉันจิ้มไปที่อกข้างซ้ายของเขา

 

   ชายหนุ่มตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ

 

   มาลิคที่ฉันรู้จัก เขาอยู่ในนี้ ฉันเชื่ออย่างนั้น

   “…”

  “ตรงหน้าตอนนี้ ก็แค่คนที่พร้อมจะเลวคนหนึ่ง”  ฉันลดมือลงจากอกแกร่ง

   หึ!”  เขากระแอมหัวเราะ

   คุณจะไม่มีวันทำอะไรฉัน เพราะฉันเชื่อเชื่อว่ามาลิค ยังคงปกป้องฉันจากข้างในจิตใจของคุณ!”

   “เสียใจด้วยนะ…”  เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

   “…”  ฉันเงียบและรอฟัง ร่างกายไม่ได้ขยับไปไหน ยังคงอยู่ภายใต้ร่างสูงอย่างแน่นิ่ง

   ฉันคือมาลิค…”

   “…”

 

   ร่างสูงค่อยๆถอนกายและยันตัวเองออกจากฉัน เตียงที่ยุบตามแรงกดเริ่มกลับสู่สภาพเดิม มาลิคลุกขึ้นช้าๆ ก่อนที่จะเดินออกไป ฉันนอนแน่นิ่งบนเตียงพร้อมมองตามเขาแล้วกระพริบตาช้าๆ จ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆเดินออกไปทางประตู

 

   แกร๊ก

 

   เสียงสลักดังเป็นสัญญาณเมื่อประตูปิดลง

 

   ฉันหันหน้าไปมองประตูเปล่าที่ปิดลงด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ราวกับร่างถูกแช่แข็งให้ขยับไปไหนไม่ได้ ดวงตาร้อนผ่าว แต่ไม่มีของเหลวใสที่มาคลอแม้แต่นิด ความรู้สึกเมื่อสักครู่ที่เกินขึ้น ได้แต่คับแน่นในใจ กลืนก็ไม่ได้ คายก็ไม่ออก สายตาที่เย็นชาดุจดั่งธารน้ำแข็งที่พร้อมจะสาบให้ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนเนื่องจากความชินชาที่ส่งผ่านมา ความชิดใกล้ที่โหยหา ได้ห่างออกไปทีละนิด ทีละนิด ฉันรู้แล้วว่าการที่ใครสักคนหันหลังให้ แล้วเดินจากไป มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยสักนิด แล้วยิ่งเป็นคนที่เรารู้สึกด้วยขนาดนี้ ไม่มีใครโอเคกับเหตุการณ์ที่ต้องมองใครสักคนจากไปอย่างแน่นอน ฉันลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคืองแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพดาน   

   ห้องนอนที่ว่างเปล่า เรียบเฉย และไร้ซึ่งสีสัน แม้เพดานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทำไมผู้คนชอบมองข้ามมันนัก เลือกที่จะปล่อยให้มันว่างเปล่า เลือกที่จะไม่ใส่ใจกับมัน ทั้งๆที่มันคอยคุ้มกันเราเสมอ มันเหมือนมั๊ยเหมือนกับที่มาลิครู้สึกหรือเปล่า ฉันกำลังทำให้เขารู้สึกแบบนั้นใช่มั๊ยฉันผิดเหรอที่ไม่สนใจ ฉันแค่เลือกทางที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องเจ็บใจไปมากกว่านี้เท่านั้นเอง

   ทีเขาหล่ะ เขาเคยสนใจหรือเปล่า ว่าฉันรู้สึกยังไงบ้าง เคยรู้บ้างไหมว่าต้องเจ็บปวดทุกครั้งที่เขาพูดชื่อเธอคนนั้นออกมา เขาไม่รู้หรอกว่า ความรู้สึกเราตอนนี้มันไม่ต่างกัน

   เราต่างคน ต่างก็เป็นเพดานของกันและกัน

   ฟังดูแล้วมันอาจจะงี่เง่า ทำไมต้องทนทำไมไม่ตัดใจไปเสีย แต่ถ้าหากเรานึกไปถึงทฤษฎีของความรักแล้ว เราจะรู้ว่ามันไม่มีเหตุผล

    หากเรามีความรัก เราจะไม่มีเหตุผล แต่ถ้าหากเราเกลียดใครสักคน เหตุผลจะมาเป็นสิบ

    นี่แหล่ะ คือความจริงที่ว่า ทำไมนางเอกถึงต้องทนทั้งๆที่ใครบางคนไม่ได้ดี เพราะเหตุผลมันไม่มีนี่เอง

   แต่นี่คือชีวิตจริง ไม่ใช่ในละคร ในนิยาย หรือตามเรื่องราวที่ได้ถูกขีดเขียนไว้ คนเราต้องมีจุดที่ทนไม่ได้เสมอ แต่มันช่างโชคร้าย ที่ฉันยังไม่ได้ยืนอยู่ที่จุดนั้น  

 

 

 

   ตื้ดดดดดด  ตื้ดดดดดด

  

   เสียงรอสายทื่อๆธรรมดาทั่วไปดังผ่านหูเข้ามาหลังจากที่ฉันเอาโทรศัพท์แนบเข้ากับใบหู เมื่อกดโทรออกไปหาใครสักคน

 

   “(คิดถึงหล่ะสิ)”  เสียงปลายสายรับโทรศัพท์อย่างดีใจ

 

   แฮซ…”  ฉันเรียกชื่อเขาด้วยเสียงสั่นๆ  “นายออกมาคุยข้างนอกได้หรือเปล่า?”

 

   (แคเธอโอเคนะ?)

   “ฉัน….” 

   (มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ)”  เสียงอ่อนโยนของเขาปลอกประโลมมา ทำให้น้ำตายิ่งไหลพราก

   “คิดถึงพ่ออีกแล้ว”  ฉันลอบกลืนน้ำลายตัวเองแล้วตัดสินใจโกหกออกไป มันไม่ใช่เรื่องหรอกที่เขาต้องมาฟังเรื่องงี่เง่าเมื่อสักครู่

   (คิดถึงได้ แต่อย่าร้องไห้รู้มั๊ย?)”  แฮร์รี่พูดด้วยเสียงอ่อนโยนทำให้ใจฉันชื้นขึ้นมาอีกนิด

   อื้ม”  ฉันกลั้นสะอื้นแล้วตอบไป

   (อย่าร้องไห้ อย่าอ่อนแอนะ ใครจะจากไปก็ช่าง แต่อยากให้เธอเชื่อมั่นว่า ฉันคนหนึ่งที่จะเคียงข้างเธอ)”  ทำไม….นายพูดเหมือนรู้

   โฮกกกก ฮือๆๆๆๆ”  กลั้นไม่อยู่แล้ว ฮือๆๆๆ

   (นี่ๆ ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าร้องไห้ เฮ้อต้องแอบออกมาคุยข้างนอกเลยเนี่ย)”  แฮร์รี่พูดเชิงกะซิบ

   อึกฉันไม่อยากเสียใครไป ไม่อยาก!”

   “(บางทีนะ)”  เสียงแหบของเขาพูดขึ้น  (การสูญเสียใครไปก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะที่แน่ๆเราจะรู้ว่า เหลือใครบ้างที่จะอยู่ข้างเราในวันที่อ่อนแอ)

   “อึกฮือๆๆ”  ได้แต่ร้องไห้ เพราะที่เขาพูดมันก็จริง

   (อย่าร้องไห้สิ ทำอ่อนแอไปได้)

   “…”

   “(หยุดรึยัง?)”  เขาถามเพื่อความแน่ใจ

   อือ”  ฉันเม้มปากกลั้นน้ำตา

   (ถึงตอนนี้ฉันจะออกไปหาเธอไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อย อยากให้เธอรู้นะ ฉันยังอยู่ข้างๆ เพื่อนทุกคนยังอยู่ข้างเธอเสมอ)

   “…”

   “(โทรมาหาก็เอาแต่ร้องไห้อยู่ได้ เฮ้อออ)”  เขาถอนหายใจอย่างหน่ายๆ

   ขอโทษนะ…”  รู้สึกไม่ดีเลยที่ต้องร้องไห้ใส่เขาตลอด

   (ยังไงก็อย่าคิดมากนะ ฉันไม่อยากเห็นเธอตาบวมในวันเดทของเรา)” เดท?

 

   ฉันนิ่งเงียบไปสักพัก พลางหันหน้าไปทางกระจกเงาบานใหญ่ข้างๆตู้เสื้อผ้า

 

   ไปเที่ยวกับไอ้หยอง วันอาทิตย์

 

   โพสอิทสีเทายังคงแปะไว้กับกระจกเงา

 

   “(ฉันจะทำให้เธอ หายคิดถึงคนที่จากไปทุกคนให้ได้เลย!!)”  เสียงหวานกรอกมาทางโทรศัพท์ ทำเอาฉันรีบปาดน้ำตาของตัวเองออก

 

   (เงียบทำไมหล่ะ?)”  แฮร์รี่สะกิดสมาธิของฉัน

 

   เปล่า!”

 

   “(อย่าบอกนะว่าลืมอีก!?)

 

   “ไม่ใช่สะหน่อย!”

 

   “(แน่นะ?)

 

   “แน่สิ!”

 

   “(โล่งอกไป)”  เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกจริงๆ  (รีบนอนนะครับ พรุ่งนี้ออมแรงไว้นะ เราอาจจะเสียเหงื่อกันเยอะเลย)”  เดี๋ยวๆ ฉันไม่ได้คิดลึกใช่มั๊ย?

   “อย่ามาลามกแถวนี้นะแฮซ ฉันไม่ไปกับนายนะฉันกลัว!”

   “(คิดอะไรของเธอเนี่ยโถ่)”  อ้าวกลายเป็นว่าฉันหมกมุ่นเหรอนี่?

   “ก็นายชอบพูดแบบนี้!”

   “(แบบไหนครับ?)”  โอ๊ยถ้าอยู่ใกล้ๆนะ จะทึ้งผมแรงๆ

   ไอ้แฮซ ไอ้หื่น!”

   “(ฝันดีนะ ไอ้ขี้แย)”  เขากระแอมหัวเราะในลำคออย่างขำๆ  “(พรุ่งนี้เจอกัน)

   เอออออออออออ”  ฉันลากเสียงใส่โทรศัพท์แล้วกดวางสาย

 

   การคุยกับนายนี่มันทำให้สบายใจขึ้นทุกที ถึงแม้นายจะพูดบ้าๆแบบไม่คิดอะไร มันก็พลอยทำให้ฉันลืมเรื่องที่เสียใจไปได้เหมือนกัน ขอบใจในทุกๆครั้งนะแฮร์รี่

   ฉันเผยยิ้มบางๆกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟเพราะลืมไปว่าตัวเองกลัวความมืด แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อค้นหาชุดที่จะใส่ในพรุ่งนี้

 

 

   ฉันไม่ได้ตื่นเต้นนะ

#

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น