snufflehp

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2562 18:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3
แบบอักษร

ตอนพิเศษ 3 

 

 

โลกของผมที่ผ่านมาสิบกว่าปีคือโลกที่มีพี่โปรดเป็นแกนกลาง ซึ่งนั่นทำให้สองวันหลังจากที่เขาออกจากบ้านไป ผมก็เริ่มเห็นความบิดเบี้ยวของมัน

ผมเคยชินที่ต้องตื่นมาทำอาหารเช้าให้กับเขา เคยชินที่ต้องเตรียมเสื้อผ้า ดูแลความเรียบร้อยให้กับชีวิตของเขา ชีวิตของผมที่ผ่านมามีแต่เขาเท่านั้น แต่ในตอนนี้แตกต่าง หลังจากที่ตื่นเช้ามาใส่บาตรก็ไม่มีอะไรทำต่อ บ้านที่มีเขาต้องรกกว่านี้ มีให้เก็บกวาด มีให้ทำความสะอาด เวลาเขาเหนื่อยๆ จะชอบถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ให้ตามเก็บ มีเรื่องให้ผมต้องคอยบ่นไม่เว้นวัน ทว่าบ้านที่มีผมอยู่เพียงคนเดียวนั้นไม่ต้องทำอะไรเลย กับข้าวก็ไม่ต้องทำเยอะ จะกินเวลาไหนก็ตามแต่ว่าจะรู้สึกหิวขึ้นมาเมื่อไหร่

เหงา ความรู้สึกนี้โจมตีจนผมคิดว่าคำว่าปากเก่ง คงต้องเอาไว้บอกกับตัวเอง

เพราะเขาน่ะเก่งกว่าจริงๆ ไม่ใช่แค่ปากเก่งปากดีไปอย่างนั้น

เขาจะทุรนทุรายบ้างไหม จะคิดถึงผมบ้างไหม ในวันแรกที่เขาไป สองคำถามนี้ผมแน่ใจในคำตอบมากและมั่นใจมากว่าเขาคงรู้สึกไม่ต่างจากผม แต่เมื่อเข้าวันที่สามที่ไร้การติดต่อจากเขา ความมั่นใจของผมก็ลดฮวบลงแทบไม่เหลือ

ค้นพบแล้วเหรอครับว่าชีวิตที่ไม่มีผม มันดีกับพี่แล้วจริงๆ  

ผมถอนหายใจพลางให้ความสนใจกับโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้มาตั้งแต่แปดโมงเช้า วันนี้รายการข่าวหดหู่ไม่ต่างจากอารมณ์ของผม ผมอยู่ตรงนี้โดยไม่คิดอยากทำอะไรมาสักพักแล้ว รู้สึกได้ถึงความไร้ค่าที่คืบคลานเข้ามาในจิตใจ ยิ่งมือที่กำลังถือโทรศัพท์มือถือมาเปิดห้องแชตของเขา ผมก็ยิ่งคิดว่ามันไม่มีค่าจริงๆ เพราะแม้แต่จะพิมพ์ข้อความไปทักทายเขาผมก็ยังทำไม่ได้

เปิดปิดหน้าจออยู่อย่างนั้นจนชักจะรำคาญตัวเอง 

ผมรู้ดีทีเดียว รู้ดีและอยากจัดการความน่ารำคาญนี้ แต่อาจเป็นเพราะตอนนี้เราไม่ได้มีสถานะต่อกัน ทุกความต้องการที่ผมคิดจะทำจึงดูเป็นเรื่องยากไปเสียหมด ข้อความสุดท้ายที่พูดคุยกันก็เป็นเมื่อหลายวันก่อนแล้ว ข้อความสุดท้ายที่จบลงที่ผมถามเขาไปว่าให้ผมรอกินข้าวเย็นมั้ย

ผมแน่ใจว่าตั้งแต่ที่ใช้ชีวิตด้วยกันมา เราไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย เพราะหากผมโกรธเขาก็จะง้อจนหายโกรธ พี่โปรดเป็นคนอารมณ์ร้อน เขาจะรัวแชตจนผมตอบ จะโทรหาจนผมรับ แต่ในตอนนี้กลับไม่มีการติดต่อใดๆ เลยสักทาง ทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิดทบทวนอีกทีว่าตัวผมนั้นมีความผิดในเรื่องใดและพอคิดๆ ไปแล้ว ผมก็คงผิดอยู่ไม่น้อยเลย

 

 

PP: พี่ครับ

 

 

ผมพิมพ์ไปแล้ว ตัดสินใจทำลงไปแล้ว และรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังกลั้นหายใจในระหว่างที่รอให้ข้อความขึ้นอ่าน แต่ในอีกสองนาทีที่ข้อความขึ้นอ่านแล้วเขาก็ยังไม่ตอบกลับ ผมจึงพิมพ์คำถามส่งไป

 

 

PP: เป็นไงบ้างครับ

 

 

คราวนี้ข้อความขึ้นอ่านในทันที แต่เขาไม่ได้ตอบกลับมา

 

 

PP: ยุ่งอยู่เหรอครับ

PP: ขอโทษที่กวนนะครับ

PP: แต่พี่คงสบายดีใช่มั้ย

PP: ดูแลตัวเองด้วยนะครับ

PP: ผมเป็นห่วง

 

 

ข้อความที่ผมส่งไปขึ้นอ่านครบทุกข้อความ แต่ไม่มีข้อความใดตอบกลับมาเลย ทั้งที่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้ เขาไม่เคยเมินข้อความของผม ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน เขาจะรีบตอบกลับทันทีที่ว่าง จะโทรหาผมทันทีหากผมทิ้งข้อความไว้แล้วเขาไม่ได้ตอบกลับในเวลานั้น แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วกับคำว่า ‘ต่างคนต่างอยู่’ ของเขา

ผมวางโทรศัพท์มือถือลง ไม่ลืมที่จะปิดเครื่องแล้วซุกมันไว้ใต้หมอนอิงบนโซฟาที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัว ก่อนจะยกมือขึ้นลูบใบหน้าแล้วหลับตาลงเพราะรู้สึกว่าน้ำตากำลังจะไหลลงมา

ผมนั่งนิ่งไปอีกครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ หยิบกล้องที่พี่โปรดซื้อให้เมื่อหลายปีก่อนซึ่งไม่ได้ใช้งานมานานออกมาจากตู้เก็บด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างชัดเจนว่าผมคงทนอยู่ในบ้านหลังนี้ได้อีกไม่นาน ผมต้องรีบออกไปก่อนที่โลกที่ผมเคยอยู่จะพังทลายลงมาจริงๆ

แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน

ผมไม่ใช่นักเดินทางเหมือนพี่เท็นที่จะมีจุดหมายปลายทางที่ตัวเองอยากไป เพราะตัวผมนั้นพอใจกับการอยู่ในโลกแคบๆ ผมไม่เคยออกเดินทางด้วยตนเอง ไม่เคยก้าวออกจากกรอบที่พี่โปรดขีดไว้ ด้วยเหตุนั้นผมจึงรู้สึกกลัวเล็กน้อยในตอนที่กำลังสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อออกเดินทาง

พี่เท็นเคยพูดไว้ว่าหากไม่รู้จะไปที่ไหน แต่อยากไป ก็แค่ไปก็เท่านั้น ไม่ต้องรู้จุดหมายปลายทางก็ได้ ซึ่งบอกตามตรงว่าตอนที่พี่เท็นพูด ผมเกิดความคลางแคลงใจ ทว่าตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นแล้ว เพราะก็แค่ต้องไปเรื่อยๆ ไปเท่าที่ใจอยากไป แล้วจะหยุดลงตรงไหนก็ให้หัวใจเป็นตัวกำหนด

ด้วยเหตุนั้น สถานที่แรกที่หัวใจผมนำพาก็คือที่วัด วัดที่ผมมักจะมาขอย่ามจากหลวงพ่อไปใช้อยู่เป็นประจำ ผมอยากมาให้อาหารปลา อยากสัมผัสความรู้สึกของการให้ที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมันมากนาน เพราะที่ผ่านมานั้นผมเป็นแต่ฝ่ายรับมาตลอด

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมรับมาจากเขามากเกินไป 

แต่การมาในครั้งนี้แตกต่างจากทุกๆ ครั้ง ครั้งนี้ผมมาคนเดียว ไม่ได้มีคุณเดลหรือพี่โปรดมาด้วย หากเป็นในตอนปกติแล้วผมคงไม่ได้ไปไหนมาไหนตามลำพัง หากเขาไม่ว่างก็ต้องมีใครสักคนมาเป็นเพื่อนผม

“เฮ้ คุณ” เสียงร้องทักที่เจือไปด้วยความดีใจทำให้ผมละสายตาจากฝูงปลาที่กำลังงับกินขนมปังแล้วหันไปมอง

คุณมาส์ หลานชายของเพื่อนคุณแม่ยืนยิ้มกว้างอยู่ไม่ไกลและเขากำลังเดินมาทางผม เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีเข้มเข้ารูปทำให้เขาดูเปล่งประกายท่ามกลางอากาศร้อนในยามสาย

“ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่” ใบหน้าของคุณมาส์ยังแต้มด้วยรอยยิ้มไม่จางหาย ประกายดีใจในแววตาของเขาทำให้ผมคลี่ยิ้มตาม

“ทำไมครับ ผมมาวัดไม่ได้เหรอ” ผมย้อนถามในขณะที่เขายิ้มกวนๆ กลับ

“อืมมม” เขาลากเสียงยียวน “ผมไม่คิดว่าคนใจร้ายจะมาวัดได้ด้วย”

ผมเลิกคิ้วกับคำปรามาสที่ได้ยิน “ผมใจร้ายตรงไหนกันครับ”

“ก็หลอกให้ผมเข้าทำงานแล้วก็ไม่ตอบข้อความของผมหลังจากนั้นไง ไม่เรียกว่าใจร้ายจะเรียกว่าอะไรดีครับ”

ผมหัวเราะกับถ้อยคำตัดพ้อของคุณมาส์ เขาไม่ได้มีท่าทีเสียใจจริงจังนัก ค่อนไปทางอยากกวนอารมณ์เสียมากกว่า ทำให้ผมไม่รู้สึกผิดที่ทำตัวเสียมารยาทกับเขาไป

บอกตามตรงว่าผมรู้สึกไม่ดีเล็กน้อยกับการที่จะคุยกับเขาต่อ เพราะเมื่อรู้จุดประสงค์ของเขาแล้วผมก็ไม่กล้ามากพอที่จะทำความรู้จักไปมากกว่านี้

“คุณชอบเข้าวัดเหรอครับ” ผมจงใจที่จะไม่ต่อความประเด็นที่เขาพูดก่อนหน้า “ผมมาที่นี่ก็ไม่คิดว่าจะเจอคุณเหมือนกัน”

“ไม่ใช่ความชอบหรอกครับ แต่ผมพาคุณหญิงป้ากับเพื่อนๆ มาทำบุญ” คุณมาส์ตอบด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย “ที่จริงผมคิดว่าผมควรรีบเริ่มงานนะ ไม่อย่างนั้นคงต้องมารับหน้าที่ขับรถให้กับคุณหญิงป้าถาวร”

“ก็ดูเหมาะกับคุณดี”

“หมายถึงหน้าที่ขับรถน่ะเหรอ” เขายิ้มกริ่ม แววตาเป็นประกายเมื่อมองผม “ถ้าเป็นการขับรถให้คุณนั่ง ผมว่าก็คงเหมาะกับผมอยู่นะ”

“คำพูดคำจา”

“ทำไมครับ” เขาย้อนถาม “คำพูดคำจาของผมทำให้คุณหลงเหรอ”

“คนทั่วไปอาจชอบคนปากหวานคารมดี” ผมยิ้มตอบเขาที่เลิกคิ้วมองมา “แต่ผมคงเป็นคนไม่ปกติที่ชอบคนพูดหยาบคาย”

“ฮ่าๆ ๆ แฟนเก่าของคุณคงหยาบคายมากล่ะงั้น”

“ไม่ครับ เขาไม่ได้หยาบคายแต่เขาก็ไม่หวานหรอก” ผมยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงคนปากแข็งคนนั้น “คำพูดคำจาบางทีก็ไม่ค่อยน่าฟัง แต่ถ้าเป็นเขา ผมโอเคทั้งนั้น”

แค่เป็นพี่โปรด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือแย่แค่ไหน ผมรับได้ทุกอย่างที่เป็นเขาและต่อให้จะมีใครที่ดียิ่งกว่าเขา ผมก็แน่ใจว่าผมคงไม่หวั่นไหวไปกับความดีนั้น

ในเมื่อผมไม่ได้รักที่เป็นคนดี แต่ผมรักเพราะเขาเป็นพี่โปรด มันก็เท่านั้นเอง

“คุณแม่งใจร้ายจริงๆ” คุณมาส์ถอนหายใจใส่ผม ตอนนี้เขาเท้าแขนกับราวระเบียงแล้วมองฝูงปลาในน้ำด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “ปลื้ม”

“ครับ”

“ผมชอบคุณนะ”

ผมเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ถูกสารภาพความรู้สึก “เจอกันไม่กี่วันก็ชอบแล้วเหรอครับ”

“ไม่รู้สิ แรกพบละมั้ง” เขาตอบยิ้มๆ สายตาทอดมองไปไกลกว่าจุดที่เคยมองก่อนหน้า “คุณเชื่อผมมั้ยถ้าผมจะชอบตั้งแต่ที่คุณไปรับผมที่สนามบิน”

“ก็...เชื่อครับ” ทำไมผมจะไม่เชื่อกันล่ะ “เพราะผมก็ตกหลุมรักแฟนของผมในไม่กี่วินาทีเหมือนกัน”

แค่เห็นรอยยิ้มของเขา รอยยิ้มที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน แค่เท่านั้นเอง หัวใจของผมก็ไปไหนไม่รอดแล้ว

“ทุกลมหายใจมีแต่เขาจริงๆ ด้วย”

“ก็ทั้งชีวิตของผมนั่นแหละครับ”

“แม่ง...แล้วอย่างนี้ผมจะเอาอะไรไปสู้” คุณมาส์ตัดพ้ออีกหน แต่ผมเห็นว่าเขากำลังยิ้ม “บอกให้ชื่นใจหน่อยได้มั้ยว่าถ้าเจอผมก่อน ผมอาจจะมีโอกาส”

“ต้องเจอก่อนเป็นสิบๆ ปีเลยนะครับ”

“น่ะ รู้อย่างนี้แล้วผมไม่น่าตามพ่อไปอยู่ที่นั่นเลย ไม่งั้นนะ คนที่คบคุณมาเป็นสิบๆ ปีและตอนนี้ก็ยังคบกับคุณต่อคงเป็นผม เพราะผมน่ะไม่มีวันเลิกกับคุณหรอก”

ผมรู้ดีว่าเป็นแค่คำหวาน คุณมาส์พูดได้ง่ายๆ เพราะเขาไม่เคยผ่านสิบกว่าปีนั้นมากับผมจริงๆ ไม่แน่หรอกว่าหากผมคบกับเขา เราอาจจะเลิกกันในไม่กี่เดือนก็ได้

“ไม่หรอกครับคุณมาส์” ผมแย้งพลางมองไปที่อีกฝั่งของบ่อปลา “ผมคิดว่าต่อให้ผมเจอเขาทีหลัง คนที่ผมรักยังไงก็เป็นเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็คงเป็นคนที่แย่มากๆ ที่นอกจากแฟนก็ได้”

“ตัดทุกทางเลยนะครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แถมแสร้งตัดพ้อกันอีก “คนเริ่มจีบอย่างผมโคตรท้อ”

“คุณอย่าจีบผมเลยครับ” ผมหันไปยิ้มให้เขา “ไม่มีหวังหรอก”

“เฮ้อ...คุณไม่เหมือนอย่างที่ผมคิดเลย” คุณมาส์ถอนหายใจยาว “คงเพราะคุณตัวเล็ก สุภาพเรียบร้อยแล้วเป็นคนเงียบๆ ภาพลักษณ์ของคุณทำให้ผมคิดไปว่าคุณอาจจะเป็นอีกอย่าง”

ผมเข้าใจอีกอย่างที่เขาพูด “หมายถึงใจอ่อน หัวอ่อน หรือว่าหวั่นไหวไปกับคนอื่นง่ายๆ อย่างนี้เหรอครับ”

“ก็...ยอมรับ ว่าตอนที่เห็นคุณก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะผมคิดนะว่าผมก็มีดีพอตัว” เขาบอกอย่างหลงตัวเอง แต่ผมก็คิดว่าไม่ผิดมากนัก

คุณมาส์คือผู้ชายที่สามารถพูดอวดตัวเองได้ว่าเขามีดี ด้วยรูปร่างหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล การศึกษาหรือทุกสิ่งอย่างที่เขามี เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าพี่โปรดเลย เขาเป็นความแตกต่างที่มีสีตรงข้ามกับพี่โปรดอย่างชัดเจน เพราะคุณมาส์น่ะให้ความรู้สึกเหมือนคุณชายในวัง ในขณะที่พี่โปรดนั้นเหมือนมาเฟียตามทวงหนี้ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดนี้ทำให้ผมเข้าใจรสนิยมความชอบของตัวเองขึ้นมาว่าความจริงแล้วตัวผมนั้นชอบความดิบเถื่อนมากกว่าความเป็นสุภาพบุรุษ แม้คุณมาส์จะไม่เหมือนคุณชายทุกกระเบียดนิ้ว มีบางคนที่เหมือนหนุ่มเพลย์บอยอยู่บ้างเพราะเขาไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาหลายปี ความคิดความอ่านหรือบุคลิกนิสัยก็รับเอาทางตะวันตกมาเต็มๆ แต่เขาก็ยังคงความสง่าอย่างคนที่มียศนำหน้าชื่อและออกจะมีความมั่นใจและภาคภูมิในตัวเอง

“คุณคงไม่เคยผิดหวังจากการจีบใครเลยสักครั้งสินะครับ”

“เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้มีแล้ว” คุณมาส์บอกพร้อมรอยยิ้ม “มีคุณเป็นคนแรก”

“ผมต้องขอโทษด้วยครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้นหรอก แต่รู้มั้ยว่ามันทำให้ผมยิ่งชอบคุณนะปลื้ม” เขาบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง รอยยิ้มที่มอบให้ผมก็เต็มไปด้วยความจริงใจ “ผมชอบความชัดเจนของคุณ”

“ผมก็ไม่คิดว่าตัวผมจะชัดเจนได้ขนาดนี้หรอกครับ”

เป็นเรื่องนานมากแล้วที่ตัวผมมีคนมาชื่นชอบ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยปฏิเสธคุณเปรมว่าอย่างไร แต่ก็จำความรู้สึกในตอนนั้นได้ เพราะมันก็เหมือนความรู้สึกในตอนนี้ หัวใจของผมชัดเจนว่ามีใครอยู่ในนั้น แม้ในบางครั้งจะอยากเกลียดเขา อยากทำให้เขาเจ็บ แต่ก็ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ผมจะหวั่นไหวไปกับใครก็ตามที่เข้าหา เพราะผมรู้ว่าถ้าหากผมหวั่นไหวเพียงนิด พี่โปรดจะเสียใจ แค่คิดว่าเขาจะเจ็บปวด ผมก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้เข้าหา แค่แชตกับคุณมาส์ไปในทางที่ให้ความหวังเขา ผมก็นอนไม่หลับข้ามคืน แม้จะชอบที่โดนหึงหวง แต่ผมก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่จะรู้สึกแบบนั้น

“ปลื้ม”

“ว่าไงครับ”

“คบกับเขากี่ปีแล้วนะ”

ผมคิดเพียงครู่ ก่อนจะให้คำตอบ “ก็น่าจะสิบสองปีแล้วมั้งครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านับวันถูกไหม”

“อืมมม” เขาลากเสียงแล้วเอ่ยถามต่อ “ผ่านอาถรรพ์เลขเจ็ดแล้วทำไมยังเลิกกันอีก”

ผมยิ้ม รู้สึกอยากยิ้มให้กับคำถามที่ได้ยิน “ที่จริงเขาบอกแค่ว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้พูดออกมาหรอกครับว่าเลิกกัน”

“ก็เหมือนเลิก”

ผมไม่ปฏิเสธคำพูดของคุณมาส์ แต่ว่า... “ใจผมยังไม่ยอมรับ”

“ผมเข้าใจ เพราะมันก็คงเหมือนฝันใช่ไหมที่เวลาสิบกว่าปีจบลงง่ายๆ”

“ก็อะไรทำนองนั้น”

“แล้ว” เขาจ้องตาผมขณะที่พูดขึ้น “ไม่ง้อเขาหน่อยเหรอ”

“ก็คิดอยู่ครับ แต่ต้องหลังจากที่ผมหาความผิดของผมเจอก่อน”

“หืม” คุณมาส์เลิกคิ้ว เขาคงแคลงใจกับคำพูดของผม แต่ก็ไม่ได้ซักอะไรต่อ กลับเป็นผมเองที่อธิบายให้เขาฟัง เพราะในตอนนี้ ที่ตรงนี้ ก็มีเขาเพียงคนเดียวที่รับฟังผม

“ผมไม่อยากไปง้อเขาทั้งที่ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เพราะหากผมไม่รู้ กลับไปเราก็อาจจะวนลูปเดิมแล้วจบลงที่เรื่องของเราเป็นไปไม่ได้แล้ว”

“คุณยังอยากมีเขาในชีวิตอีกเหรอครับ”

ผมหัวเราะเบาๆ กับคำถามของคุณมาส์ ก่อนจะย้อนถามกลับเขาไปว่า “คำตอบของผมมีผลกับการเข้าทำงานของคุณมั้ยครับ”

“ไม่ต้องถามแล้วมั้ง ปฏิเสธผมจริงจังขนาดนี้แล้ว” คุณมาส์หัวเราะหลังจากที่พูดจบ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่ผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น รับปากแล้ว ต่อให้โดนเบี้ยวทีหลังผมก็ยังจะทำตามที่รับปากไว้”

“เป็นคนดี”

“รักคนดีอย่างผมสิ”

“เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่รักผู้ชายที่ชื่อมาโปรดมาเป็นสิบๆ ปีแล้วล่ะครับ”

ผมรักคนใจร้ายแล้ว คนดีๆ ก็เลยไม่จำเป็น

“เขาชื่อมาโปรดเหรอ”

“ครับ ชื่อเพราะ”

“เหมาะเป็นสามีเลยสิ”

“อย่าแซวน่า”

“คุณนี่...อย่าทำหน้าให้ผมรู้สึกอยากบีบแก้มคุณได้มั้ย”

ผมรีบขยับตัวออกห่างคุณมาส์เพื่อให้พ้นจากระยะที่แขนของเขาจะเอื้อมถึง

“ทำอย่างนี้แล้วผมอยากตัดมือตัวเองทิ้งเลยนะ ขยับมายืนที่เดิมเถอะครับ ผมไม่รุ่มร่ามกับคุณหรอก ไม่ใช่คนที่อยู่ๆ จะดึงใครเข้ามาจูบเสียหน่อย”

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้รังเกียจ แต่ไม่ชอบการสกินชิพที่เกินจำเป็นจากคนไม่สนิท”

คุณมาส์หัวเราะลั่น เขาอารมณ์ดีเสียจนผมไม่ต้องเอ่ยขอโทษที่พูดจาเสียมารยาทหรือแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ชอบใจกับการกระทำที่เขาคิดจะทำ

“โลกของคุณคงมีแค่เขาสินะครับ” คุณมาส์พูดขึ้นหลังจากที่เขาข่มเสียงหัวเราะได้แล้ว “งั้นเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยว่าที่ผ่านมาคุณใช้ชีวิตยังไง มีความสุขมากแค่ไหนกับโลกที่มีแต่เขา”

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม “ผมคงไม่สามารถเล่าเวลาสิบกว่าปีภายในไม่กี่นาทีหรอกครับ”

“คุณดูหวง” เขาเอ่ยยิ้มๆ

“อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้น”

“แววตาของคุณบอกผมว่าอย่ามายุ่งกับความสุขที่ผ่านมาของคุณ ช่วงเวลาของคุณกับเขา คุณไม่อยากให้ใครรู้เลย แม้แต่แบ่งปันให้รับรู้ คุณก็ยังหวงแหน”

“คิดมากเกินไปแล้วครับ”

“แต่คุณก็คิดอย่างนั้นใช่มั้ย”

ผมไม่ปฏิเสธ เพราะก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ “ขอโทษครับ”

“คุณเหมือนคนป่วย”

คำทักท้วงของคุณมาส์ทำให้ผมเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ “คิดว่าสักชาติแล้วที่ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาล”

“ผมไม่ได้หมายถึงร่างกายของคุณ แต่ผมหมายถึงตรงนี้” คุณมาส์ยกมือขึ้น เขาทำท่าจะยื่นมือเข้ามา ผมจึงขยับออกห่างอย่างรวดเร็วแล้วขมวดคิ้วมองเขาด้วยความไม่ชอบใจ ในขณะที่เขาเอาแต่ยิ้ม ไม่แสดงความรู้สึกอื่นใดออกมา “คุณถูกขังไว้นานแค่ไหนกันนะ”

“ผมไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยคุณมาส์”

คุณมาส์อมยิ้ม “อันตรายนะ กรงขังที่มองไม่เห็น กรงที่สามารถขยายอาณาเขตได้ตามต้องการ” เขาพูดจบก็หยุดพูดไปเพียงครู่ เหม่อมองสายน้ำในขณะที่ผมลอบมองเสี้ยวหน้าของเขา “ผมสนใจคุณตั้งแต่แรกเห็นเพราะแววตาของคุณ นะปลื้ม สงสัยแววตานั้นจนอยากรู้จักคุณมากขึ้น แล้วคุณรู้มั้ยว่าต่อให้ผมไม่ใช่คนถือกุญแจ ผมก็อยากจะพังกรงที่ขังคุณไว้ แต่ตอนนี้ผมแน่ใจว่าต่อให้ประตูกรงขังมันเปิดอ้าออก คุณก็คงไม่ยอมออกมา เพราะเวลาสิบกว่าปีทำให้คุณเป็นแบบนั้นไปแล้ว”

ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจคำพูดของคุณมาส์ แต่ก็รู้สึกขุ่นเคืองที่คนนอกอย่างเขาพูดก้าวก่ายในความสัมพันธ์ของผมกับพี่โปรด

“แล้วมันไม่ใช่เรื่องดีเหรอครับที่ผมไม่ยอมออกไปไหน”

“ครับ” เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “มันไม่ดีกับใครเลย ทั้งคุณและเขา เพราะไม่ควรมีใครอยู่ในกรงนั้นตั้งแต่แรก”

“…” ถ้าผมไม่ควรอยู่ตรงนั้น แล้วผมควรอยู่ตรงไหนเพื่อให้พี่โปรดมีความสุข ผมไม่รู้เลย ผมพยายามสำหรับชีวิตคู่ของเรา พยายามแล้วที่จะทำให้เขาพอใจ พยายามที่จะเป็นคนที่เขารักโดยที่ความรักนั้นไม่จืดจางลง

“คุณกำลังจะเดินทางใช่ไหมครับ”

“…”

“แต่ผมรู้ว่าคุณไปได้ไม่ไกลหรอก เพราะสุดท้ายจุดหมายของคุณก็คือเขา”

“…”

“แต่ผมก็หวังนะว่าสุดท้ายจุดหมายของคุณจะเปลี่ยน”

“…”

“แล้วถ้ามันเปลี่ยน ขอให้ผมได้ไปกับคุณด้วยได้มั้ย”

ผมเบือนสายตาออกจากการจ้องมองของคุณมาส์ ภาพทิวทัศน์ที่เห็นเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อที่ข้างๆ ผมไม่ใช่พี่โปรด คุณมาส์ให้ความรู้สึกอึดอัด คำพูดของเขาก้าวล้ำความรู้สึกและทำให้ผมไม่อาจโต้แย้งกลับ เพราะแต่ละถ้อยคำมันเหมือนของแหลมคมที่กำลังทิ่มแทง

“คุณไม่ใช่คนที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของคนอื่นหรอกครับ”

“ครับ” เขายอมรับง่ายๆ “ผมไม่เข้าใจหรอก เพราะผมก็เป็นแค่ผม”

คุณมาส์เป็นแค่คนอื่น เป็นแค่คนอื่นในความสัมพันธ์ของผมกับพี่โปรด ทว่าผมกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “แต่คุณก็อาจจะเข้าใจมากกว่าเขา”

“คุณไม่ร้องไห้มานานแค่ไหนแล้วปลื้ม” น้ำเสียงของเขาชวนให้ตอบคำถาม เป็นความน่าประหลาดที่ผมก็เพิ่งค้นพบ

“ตั้งแต่ที่ผมรู้ว่าน้ำตาของผมทำให้เขาเจ็บปวด หากผมร้องไห้ เขาจะร้องด้วย ผมไม่ชอบน้ำตาของเขาเลย”

คุณมาส์ยิ้มแล้วถามต่อ “แล้วคุณฝืนยิ้มมานานแค่ไหนครับ”

“ตั้งแต่ที่ผมรู้ว่าเขาต้องเหนื่อยเพื่อผมมากแค่ไหน ผมอยากจะโอเคกับทุกเรื่องให้เขาไม่ต้องเหนื่อยไม่ต้องกังวล”

“ครับ”

“แต่สุดท้ายผมทำไม่ได้ ผมกลายเป็นคนงี่เง่า น่ารำคาญ ทั้งที่ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น”

“อยากร้องไห้กับผมมั้ย”

“ผมชินกับการร้องไห้คนเดียวแล้ว ขอบคุณนะครับคุณมาส์”

“งั้นผมยืนมองคุณอยู่ตรงนี้นะและสัญญาเลยว่าจะไม่ดึงคุณมากอด ไม่ว่าจะอยากทำมากแค่ไหนก็ตาม”

“ขอบคุณครับ”

คุณมาส์ทำตามที่เขาพูด เขาแค่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยืนอยู่เงียบๆ โดยไม่เอ่ยแม้แต่คำปลอบใจ ซึ่งผมคิดว่าดีแล้ว เพราะตัวผมในตอนนี้ไม่อยากได้รับการปลอบโยนจากใครทั้งนั้น

.

.

คุณมาส์พูดถูก จุดหมายของผมไม่เปลี่ยน หลังจากที่ออกจากวัดผมก็ขับรถไปเรื่อยๆ ผมไปไกลจนถึงชลบุรีแต่ไม่แม้แต่จะเปิดประตูรถลงไปเพื่อให้เท้าสัมผัสทราย ผมได้แค่มองท้องทะเลผ่านกระจกรถ ได้แค่ตากแอร์อยู่ในรถแทนที่จะลงจากรถไปรับลมเย็นๆ และสุดท้ายผมก็ขับรถกลับมาในสถานที่ที่คิดว่าจะเจอเขา

ตอนนี้เที่ยงคืนครึ่ง ผมไม่แน่ใจนักว่าเขาจะยังอยู่ที่โรงพยาบาลหรือกลับไปแล้ว แต่ผมก็แค่อยากมาที่นี่

ทว่าเป็นเหมือนตอนที่ไปชลบุรี ผมไม่ได้เปิดประตูลงไป ความกล้าหาญในตัวผมเหมือนจะหลบไปพักร้อนอย่างไม่มีกำหนดกลับ

อยากรู้ ตอนนี้ผมอยากรู้ว่าเขาตอบกลับข้อความของผมแล้วหรือยัง

อยากรู้ว่าตอนนี้เขาเหนื่อยไหม ได้กินข้าวหรือยัง

แต่ในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด เสียงปึงดังๆ ก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงกระทบของฝากระโปรงรถกับกำปั้นของคนคุ้นเคย

พี่โปรดปรากฏตัวขึ้นโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว เขาอาจจะเดินมาจากประตูทางเข้าตึก หรือทางใดทางหนึ่งของลานจอดรถ ผมไม่อาจรู้ แต่ตอนนี้เขายืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ที่หน้ารถของผม แสงสว่างจากเสาไฟต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดทำให้ผมเห็นความโกรธขึ้งในแววตาของเขาได้เป็นอย่างดี

“หายไปไหนมา!” เขาตะคอกเสียงดังเมื่อผมเปิดประตูรถลงไป “รู้ตัวมั้ยวะว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงกันขนาดไหน!”

“ผม…”

“เป็นบ้ารึไงวะ!” ความโกรธของเขาไม่มีทีท่าจะลดลงเลย ในความโกรธที่ผมเห็นนั้นแฝงไปด้วยความห่วงใย เขาเป็นแบบนี้เสมอ เป็นแบบนี้เสมอเลยไม่ว่าเราจะทะเลาะกันแรงแค่ไหน “ปิดโทรศัพท์! ติดต่อไม่ได้! ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง ไม่รู้ตัวเองรึไงวะว่าไม่ปกติเหมือนคนอื่นเขา!”

ผมก้มหน้าลงทันทีเพราะไม่กล้าสบตากับเขา พี่โปรดเวลาที่โกรธนั้นไม่น่ามองเลยสักนิด “ผมขอโทษครับ”

“กี่ครั้งแล้ววะที่ทำแบบนี้ โตแล้วนะเว้ยปลื้ม ทุกคนเขาเดือดร้อน ตามหากันให้วุ่น อย่างี่เง่าให้มันมากนักเลย จะประชดพี่ก็ให้มีขอบเขต ไอ้นิสัยหนีปัญหานี่พอสักที!”

“พี่คิดอย่างนั้นเหรอครับ คิดว่าผมจะทำตัวงี่เง่าได้ขนาดนั้นเลยใช่มั้ย” ผมย้อนถาม เพราะไม่ชอบใจกับคำพูดของเขาเลยจริงๆ “ถ้าโรคที่ผมเป็นมันทำให้พี่คิดว่าผมไม่เหมือนคนอื่น คิดว่าผมเป็นตัวภาระ พี่ก็แค่ทิ้งผมไว้เหมือนที่พี่กำลังทำ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องมาสนใจผม ไม่จำเป็นเลยจริงๆ นะครับพี่โปรด คนอย่างผมไม่ตายง่ายๆ หรอก”

“ไปเที่ยวระริกระรี้กับไอ้คุณชายนั่นแล้วยังมาพูดแบบนี้กับพี่เหรอวะปลื้ม ปากเก่งปากดี เป็นบ้าขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”

มือใหญ่ของพี่โปรดยื่นมาราวกับกำลังกระชากตัวผมเข้าไปเขย่า เขาโกรธมาก ผมรู้ เพราะผมก็ทำแต่เรื่องที่ทำให้เขาโกรธได้ตลอดเวลา แค่ผมขยับตัวก็มีแต่เรื่องที่ไม่ถูกใจเขาเกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นผมถึงได้เหมาะกับการอยู่ในคำสั่งของเขามากกว่า

“ปล่อยก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ แรงของคุณกำลังทำให้เขาเจ็บ” เสียงทุ้มน่าฟังที่ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของคุณมาส์ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาเดินเข้ามาใกล้ในระยะสายตาของผมแล้วและตอนนี้กำลังโดนพี่โปรดจ้องเขม็ง

“อ๋อ...นี่มาด้วยกัน” พี่โปรดยิ้มหยันอย่างไม่น่ามอง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังเมื่อหันมาสบกับผม “เพิ่งห่างกันไม่กี่วันก็มีใหม่แล้ว กูเชื่อเลย สิบปีของกู สู้ไอ้เวรนี่ไม่ได้สักนิด นี่พวกมึงคงไปทำระยำตำบอนกันมาแล้วใช่มั้ย ถ้าของมันขาดขนาดนั้น อยากไปจากกูมากทำไมไม่บอกกูตั้งแต่แรกวะ ไม่ต้องหาเรื่องชวนทะเลาะกูก็เลิกให้อยู่แล้ว!”

“ก็ถ้าคุณคิดได้แค่นั้น ก็ปล่อยคนของผมได้แล้วครับ” คุณมาส์พูดเสียงขรึม

“คนของมึง หึ” พี่โปรดยิ้มเยาะ แม้แววตาของเขาจะเจ็บปวด แต่ริมฝีปากของเขาก็เผยรอยยิ้ม

ผมชอบรอยยิ้มของเขา ตกหลุมรักรอยยิ้มของเขา แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเห็นเขายิ้มแบบนี้เลย

“ไม่ใช่ครับ” ผมรีบพูด เพราะผมไม่อยากเห็นพี่โปรดเจ็บเลย ผมน่ะปากเก่งไปเอง แต่หัวใจไม่ได้เก่งตามสักนิด “ไม่ใช่นะครับพี่ ผมกับคุณมาส์ไม่ได้ไปด้วยกัน”

“เราไปด้วยกัน” แต่คุณมาส์แย้งคำพูดของผม “เรามีความสุขด้วยกันวันนี้ทั้งวันเลยครับและผมคิดว่าเขามีความสุขมากกว่าตอนที่อยู่กับคุณนะ”

ผลัวะ!

คุณมาส์เซไปข้างหลังทันทีเมื่อถูกแรงชกจากหมัดหนักๆ ของพี่โปรด ในขณะที่ผมได้แต่ยืนตะลึงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ พี่โปรดต่อยเขาอีกครั้งแต่คุณมาส์ไม่ตอบโต้เลยจนผมต้องเข้าไปห้าม แม้จะคิดว่าคำพูดของคุณมาส์นั้นสมควรแก่เหตุที่ถูกต่อยแล้วก็ตาม

“ปล่อย!” พี่โปรดหันมาตะคอกผม ความโกรธของเขาตอนนี้อาจทำให้เขาต่อยผมอีกคน แต่ผมก็ปล่อยให้เขาต่อยคุณมาส์ต่อไม่ได้ “ปล่อยสิวะปลื้ม!”

“เกิดอะไรขึ้นคะ!” เสียงหวานใสของหมอปราณดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างบางของเธอกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ “มีเรื่องอะไรกันคะหมอโปรด”

พี่โปรดไม่ตอบคำถาม กำปั้นที่เงื้อขึ้นลดลง แล้วหันไปตอบคำถามของหมอปราณ “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่สะสางเรื่องไร้สาระให้จบแค่นั้น กลับเข้าตึกกันเถอะครับ”

“เอ่อ...ค่ะ แต่ว่าคุณคนนี้” แววตาหวานหันไปมองคุณมาส์ แต่พี่โปรดก็ตัดบทว่า

“เขามีคนดูแลอยู่แล้ว แค่นี้คงไม่ตายหรอก ไม่ต้องถึงมือหมอ ไปกันครับ”

แขนที่ผมจับไว้ถูกดึงออกจากการเกาะกุมและแม้ว่าผมจะยื้อไว้แค่ไหนก็สู้แรงเขาไม่ไหว เขาหันหลังเดินไปหาหมอปราณ เดินไปเหมือนในคืนวันที่ผมจำได้ วันที่เขาเลือกจะทิ้งผมไว้แล้วไปกินโจ๊กกับหมอปราณต่อ วันที่เขาเลือกจะละเลยความรู้สึกของผมเหมือนวันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

“ขอโทษครับ ผมทำพังหมดเลยใช่ไหม” คุณมาส์เอ่ยถามหลังจากที่ผมทำได้เพียงแค่ยืนนิ่ง “ต่อยผมก็ได้นะครับปลื้ม ผมถือวิสาสะตามคุณมาเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ผมบอกตามตรงว่าในใจลึกๆ แล้วผมไม่ได้โกรธคุณมาส์เลย “ยังไงก็ต้องพัง แค่ว่ามันพังเร็วขึ้นเท่านั้นเอง”

“คุณรู้มั้ยปลื้มว่าผมไม่ชอบรอยยิ้มของคุณเลย”

“ขอโทษครับ”

“คุณผิดอะไรถึงต้องขอโทษผม ทำไมต้องพูดคำนี้จนเป็นนิสัย ทำไมต้องพูดทั้งที่ความผิดไม่ใช่ของคุณคนเดียว”

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่รู้เลยว่าผมควรทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าควรจัดการปัญหายังไง ที่ผมคิดได้ก็แค่ต้องพูดขอโทษให้เรื่องมันจบไป เพราะเมื่อผมพูด ผมจะได้เห็นรอยยิ้มของเขา เมื่อผมพูด ความสัมพันธ์ของเราจะกลับมาดีอีกครั้ง

ที่ผ่านมา...ผมเชื่อแบบนี้มาตลอดเลย

“คุณป่วยหนักเลยปลื้ม ป่วยหนักมากจริงๆ”

ผมยิ้มรับกับคำพูดของเขา “งั้นตอนนี้ คนป่วยหนักร้องไห้ได้ใช่มั้ยครับ”

“ครับ ร้องเถอะ ผมจะอยู่กับคุณเอง”

ที่ผ่านมาผมก็แค่อยากเป็นที่รักที่ได้ดั่งใจเขา เพราะคิดว่าการทำแบบนั้นจะช่วยให้ความรักของเราไม่จืดจางลงก็เท่านั้น แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมคิดผิด ผมคิดผิดมาตลอดเลย

ความรักไม่ได้คงอยู่เพราะความพยายาม

“ออกมาได้แล้วครับ ออกมาเป็นตัวคุณเองนะ เพราะผมเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง คุณก็จะเป็นที่รัก”

ผมได้แต่ร้องไห้ออกมาเงียบๆ ได้แต่ตอบรับคำปลอบโยนของคุณมาส์ที่มอบให้

“ไม่ต้องทำตัวให้คู่ควรกับใคร เพราะคุณที่เป็นคุณ ดีที่สุดแล้วครับปลื้ม”

ถ้อยคำของเขาน่าฟัง น่าฟังเสียจนน้ำตาของผมไม่สามารถหยุดไหลได้

ผมที่เป็นผมน่ะ...ดีแล้วใช่มั้ยครับ

.

.

Tenth: เป็นไง

Mars: ไม่ปกติ

Mel: ไหวมั้ยครับ

Mars: พอไหวครับ

Tenth: ฝากมันด้วย ก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องแย่ลง เพราะคนรอบตัวมันก็เป็นอย่างนั้น

Mars: คุณอาหญิงไม่น่าจะเป็นคนเข้มงวด พี่ยินดีก็ดูร่าเริงดี ชีวิตดูมีความสุข แต่ทำไมลูกชายถึงเป็นอย่างนี้ได้

Tenth: พ่อกับผัวมันนั่นแหละตัวดีเลย

Mars: งั้นเลิกกันคงดีกว่าว่ะพี่ เจอตัวจริงวันนี้แล้วผมรู้เลยว่าทำไมปลื้มถึงเป็นแบบนี้

Mel: เขาก็รักของเขามากแหละครับ

Mars: รักแบบที่ไม่ฟังอะไรเลย แค่อ้าปากพูดก็โดนด่าแล้ว ไม่แปลกใจถ้าจะงงเวลากลับบ้านมาแล้วเจอเมียฆ่าตัวตาย

Mel: หนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ

Mars: ไม่รู้ครับ จะบอกว่าหนักแต่ก็อยู่กันมาได้ตั้งนาน

Tenth: ต้องจ่ายยามั้ยเคสอย่างนี้

Mars: ขอประเมินอาการก่อน ผมคิดว่าต่อให้จ่ายยาก็คงไม่กินหรอก เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองป่วย

Mel: ขอไปต่อยพี่โปรดได้มั้ย

Tenth: หัวร้อนเหรอหนุ่ม

Mel: ห่วงน้อง

Mars: ไปก่อนนะพี่ ไปทำแผลก่อน ผมน่ะโดนต่อยมา

Tenth: ดีไม่โดนตีนพี่มัน

Mars: แค่หมัดก็จะตายแล้วโว้ยยย บอกเลยงานนี้ไม่คุ้ม!!

 

 

........TBC..........

ความคิดเห็น