สิบเก้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

-น่ารักน่าชังครั้งที่หนึ่ง

ชื่อตอน : -น่ารักน่าชังครั้งที่หนึ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 332

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2558 20:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
-น่ารักน่าชังครั้งที่หนึ่ง
แบบอักษร

            อะไรคือสิ่งที่พวกคุณกลัวมากที่สุดในวัยเพียง 2 ขวบครับ

 

 

            สำหรับผมนะ แค่ยืนอยู่บนที่สูงเกินชั้นสองของบ้านก็เข่าแทบทรุดแล้ว ซ้ำร้ายอาการกลัวที่ว่าดันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย ซึ้งจนอยากจะเป็นบ้าจริงๆ

 

 

            แล้วถ้าเป็นกรณีของลูกชายตัวน้อยของคุณนายคิมล่ะ?

 

 

ไม่อาวง่ะ!!!”

 

 

            เด็กน้อยภายใต้ชุดเอี๊ยมสีแดงสดใสกำลังดิ้นขลุกขลักภายใต้อ้อมอกคนเป็นแม่พลางส่งเสียงโวยวายจนได้ยินแทบทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งลุงยามที่นั่งสัปหงกหน้าประตูทางเข้าโรงพยาบาล

 

 

            อ่านไม่ผิดหรอก โรงพยาบาลจริงๆ

 

 

            วันนี้เป็นวันแห่งการฉีดวัคซีนเด็กเล็กตามมาตรฐานที่ใครก็ไม่รู้ตั้งไว้ เพื่อสุขอนามัยของเด็กเองที่จะเกิดผลไปในระยะยาว เพราะงั้นคุณนายคิมเลยต้องพาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวมาอยู่ตรงจุดนี้

 

 

            สรุปคือมินซอกกลัวอะไรล่ะ?

 

 

            ใช่ครับ สิ่งมีชีวิตภายใต้ชุดกราวด์สีสะอาดตาประหนึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์น้ำยาซักผ้าขาว เรียกโดยชื่อเป็นทางการก็หมอนั่นแหละครับที่มินซอกหวาดผวา

 

 

            แล้วมันเกี่ยวกับผมตรงไหน?

 

 

            “ลู่จ๋า! หาลู่จ๋า!”

 

 

            เพราะว่าเด็กคนนี้ติดผมยิ่งกว่าอะไรดีไงครับ ผมถึงต้องมานั่งเท้าคางแกว่งขาไปมาแบบเซ็งๆ ณ จุดนี้ นี่ถ้าไม่ติดว่าแม่บังเกิดเกล้าบังคับข่มขู่ตอนกินข้าวเมื่อเช้านะ ให้ตายก็ไม่มาเด็ดขาด

 

 

            คิดดูดิ โรงพยาบาลมีแต่คนป่วย น่าเบื่อชิบหาย

 

 

            อ้อ นอกเรื่องซักนิดนึงแล้วกันกับคำหยาบคายที่ผมเพิ่งสบถออกไป พอดีว่าสองสามวันก่อนได้ยินพวกรุ่นพี่ผู้ชายมันพูดกันว่าจะเป็นคนแมนต้องป่าเถื่อนและเปิดกระโปรงผู้หญิงทุกคนที่ขวางหน้า ผมเห็นว่ามันเจ๋งดีเลยกำลังฝึกอยู่ เก๋ปะล่ะ

 

 

            ลู่จ๋าอุ้ม! อุ้มอุ้ม!”

 

 

            กลับมาที่มนุษย์เด็กปัญหาที่เพิ่งหลุดจากอกแม่มาได้ และตอนนี้กำลังพุ่งความสนใจมาตะกุยขาของผมแบบไม่สนใจว่าผมจะเจ็บหรือโดนกระแทกกับขาเก้าอี้รึเปล่า แน่นอนว่าความเป็นสุภาพบุรุษมันอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ผมเลยไม่แปลกใจที่ต่อให้ตัวเองรู้สึกรำคาญก็ยังไม่วายอุ้มคนตรงหน้าขึ้นมานั่งตัวเอง

           

 

            “ถ้าอ้วนยังไม่หยุดร้อง ลู่จ๋าจะหนีไปเลยเอาปะ

 

 

            ผมเปรยออกมาในเสียงที่ค่อนข้างไปทางดุมากกว่าพ่อพระ และขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ที่มินซอกยอมหุบปากแบบฉับไวยิ่งกว่าถูกปิดสวิตซ์

 

 

            “ไม่เอาง่ะ

 

 

            สิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนก้อนขนมโมจิเริ่มเบ้ปากแล้วมุดอกผมจนหัวจมมิด แต่ก็ยังไม่วายยื่นมือเล็กๆมาดึงชายเสื้อผมไว้เพื่อความมั่นใจว่าผมจะไปหายไปไหน

 

 

            ลู่จ๋าที่มินซอกว่าคือผมเองครับ ส่วนอ้วนนั่นเป็นชื่อพิเศษให้มินซอกซึ่งผมขอประกาศอย่างเป็นทางการเลยว่ามีแค่ผมเท่านั้นในการใช้สิทธิ์เรียกชื่อนี้

 

 

            เหตุผลที่ผมเรียกเด็กคนนี้ว่าอ้วนน่ะเหรอครับ?

 

 

            ก็เพราะน้องเขาอ้วนไงครับ อ้วนแบบโคตรจะกลมจนเป็นลูกฟุตบอลที่ผมชอบเตะใส่ประตูแล้วเนี่ย

 

 

            คุณนายคิมมองเราสองคนอย่างเอ็นดู แกยื่นมืออุ่นๆมาลูบหัวผมเหมือนแม่ที่ชอบทำตอนจะชมเชยผม ซึ่งผมชอบนะ

 

             

            เด็กชายคิมมินซอกเชิญที่ห้อง 7 ค่ะ

 

 

            ลำโพงสีขาวเป็นสื่อกลางในการส่งเสียงเรียกของป้าพยาบาลหลังกระจกสีใส คุณนายคิมเลื่อนมือไปลูบหัวลูกชายตนเองก่อนจะเนียนอุ้มพาดบ่า หยัดตัวยืนขึ้นจนสุดขาเผยให้เห็นเรือนร่างที่เป็นสัดส่วนแม้ว่าจะผ่านการทำคลอดมาแล้ว

 

 

            ผมเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ ระหว่างทางเดินสีขาวทอดยาวก็มีห้องต่างๆให้ชวนสงสัยว่าถ้าข้างในนั้นมีอะไร เราสามคนได้เข้าห้องในสุดของทางเดิน บรรยากาศรอบห้องตกแต่งไปด้วยรูปการ์ตูนหลากสีสันดูเบี่ยนเบนความสนใจจากเข็มแหลมยาวบนโต๊ะนั่นได้ดี

 

 

            ไหนแนะนำตัวให้พี่หมอรู้จักหน่อยสิครับคนเก่ง

 

 

            ผู้ชายตัวสูงภายใต้ชุดสีขาวทำไม้ทำมือหยอกมินซอกเหมือนกับสนิทสนมกันมาสิบปี ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเขาจะให้เด็กตัวกลมแนะนำตัวอีกทำไมในเมื่อในข้างหน้าตัวเองก็มีแฟ้มประวัติคนไข้แผ่หลาซะขนาดนั้น ยิ่งเห็นมินซอกหัวเราะกับอาการหยอกเย้าจากอีกฝ่ายแล้วชวนหงุดหงิดจริงๆ

 

 

            พอดีเป็นเด็กหวงของอ่ะครับ เข้าใจมั้ย

 

 

            ผมไม่ได้ฟังต่อจากนั้นว่าพี่หมอแกคุยอะไรกับคุณนายคิมอีกบ้าง เพราะสายตามัวแต่มองรูปวาดประหลาดๆบนฝาผนังอยู่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงร้องจากมินซอกออกมา

 

 

            “แง้!!!!!!”

 

 

            เด็กน้อยอ้าปากร้องพร้อมหยดน้ำตาไหลมาไม่ขาดสาย ไม่อยากจะซ้ำเติมนะครับแต่เห็นการร้องพร้อมเข็มกดเข้าไปในเนื้อขาวนั่นแล้วมันอดขำไม่ได้จริงๆ

 

 

            เฮ่! ผมไม่ได้โรคจิตนะ แค่เห็นว่ามันเป็นจังหวะเข้ากันเฉยๆหรอก

 

 

            สองชั่วโมงหลังจากนั้นมินซอกก็ร้องไห้จ้าเลยครับ ร้องแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดด้วย ร้องจนนายนายคิมกุมขมับต้องพาออกมาเดินกินลมแถวสวนธารณะ ร้องจนลุงที่ไม่รู้จักแซวว่าโตไปคงได้เป็นนักร้อง ร้องจนแม้แต่สุภาพบุรุษอย่างผมยังอยากเอาขนมทุกชิ้นบนโลกนี้ยัดใส่ปาก

 

 

            “แง้!!!!!!”

 

            จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า...

 

            “... ฮ ฮึก.. .

 

 

            ราวกับมีมนต์วิเศษ เสียงอะไรซักอย่างหลังประตูร้านขายดอกไม้ที่ผมไม่คุ้นตาเลยดังขึ้นและส่งผลให้เด็กอ้วนยอมสงบได้แต่โดยดี

 

            คุณนายคิมก็ดูจะแปลกใจไม่น้อย ผมเดาว่าแกก็ไม่น่าจะเคยเห็นร้านนี้เหมือนกันกับผม หญิงวัยทำงานอุ้มลูกชายเดินตรงไปหน้าประตูต้นกำเนิดเสียงอย่างระมัดระวัง สายตามองทะลุผ่านกระจกใสเข้าไป ก่อนจะพบว่ามีเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งกำลังยืนร้องเพลงให้พวกดอกไม้ในกระถางฟัง

 

 

            “ขอโทษนะจ๊ะหนู

 

 

            คุณนายคิมใช้ไหล่ดันประตูเข้ามาพร้อมเสียงนุ่มนวล หากแต่คงจะไม่เข้าหูเด็กคนนั้นเท่าไหร่นักเพราะอีกฝ่ายมีสีหน้าตกใจวิ่งหายเข้าหลังประตูไปซะดื้อๆ

 

 

            เหตุการณ์นี้เองครับที่ทำให้ผมกับคนโตกว่าถึงกับยืนเอ๋อ

 

 

            ฮ ฮือ... แง้!!!!”

 

 

            เหนือกว่ายืนเอ๋อก็เป็นมินซอกนี่แหละครับที่เริ่มบรรเลงการร้องไห้อีกแล้ว

 

 

            ผมได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆจากคุณนายคิม แกคงจะเหนื่อยน่าดูกับลูกชายคนเดียวของตัวเอง โชคช่วยเรานิดหน่อยเพราะเด็กผู้หญิงที่หลบเข้าไปหลังประตูนั้นค่อยๆโผล่หัวออกมาให้เราเห็นอีกครั้ง

 

 

            ทำไมน้องเขาถึงร้องไห้ไม่หยุดล่ะคะ

 

           

            เธอถามอย่างใคร่รู้ ดูเหมือนว่าความตกใจในตอนแรกนั้นหายไปแล้ว

 

           

            คุณนายคิมยิ้มให้อย่างอ่อนโยน หล่อนบอกว่าที่ลูกของหล่อนเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าโดนคุณหมอฉีดยามา เด็กผู้หญิงคนนั้นร้องอ๋อในลำคอ เดินออกมาจากประตูและหยุดอยู่ข้างๆผมโดยที่เท้าข้างขวาของเธอกำลังเหยียบเท้าของซ้ายของผมด้วย

 

 

            ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจซักนิดว่ามีผมอยู่ตรงนั้น

 

 

            “ถ้าหนูร้องเพลงให้ฟัง น้องเขาจะหยุดร้องใช่มั้ยคะ

 

            “แน่นอนที่สุดเลยจ๊ะ ช่วยน้าหน่อยนะ

 

 

            โอเค ไม่ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะจงใจหรือไม่ก็ตาม หากว่าเธอจะสามารถทำให้มินซอกหยุดร้องไห้โดยที่เหยียบเท้าผมล่ะก็ ผมยอมครับ

 

            อะแฮ่ม..

 

            “แง้!!!!”

 

            “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า...

 

            “…”

 

 

            เชื่อได้เลยว่าหล่อนต้องเป็นแม่มดแฝงตัวบนโลกมนุษย์แน่ๆ เพราะหลังจากนั้นครู่เดียว มินซอกก็กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสตามนโยบายเด็กสมัยใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุณนายคิมดูชอบอกชอบใจเป็นพิเศษ หล่อนถามเธอจนได้ข้อมูลว่าเธอชื่อเวนดี้ เวนดี้ชื่อเดียวกับตัวการ์ตูนหนึ่งในปีเตอร์แพน

           

 

            เวนดี้บอกว่าเพิ่งย้ายมาอยู่กับพ่อสองคนในเกาหลีเมื่อเดือนก่อนและเปิดกิจการขายดอกไม้ได้ไม่นาน ตอนนี้พ่อออกไปข้างนอกด้วยจึงเหลือแค่เธอเท่านั้นที่ทำหน้าที่ดูแลร้าน เวนดี้บอกว่าเธอชอบร้องเพลง ชอบเข้าป่า ชอบคุยกับดอกไม้เพราะดอกไม้ไม่เคยทิ้งเธอ

 

 

            ซึ่งอย่าว่างั้นงี้เลยครับ ผมฟังแล้วรู้สึกได้เลยว่าเธอต้องเป็นโรคจิตระยะเริ่มต้นแน่ๆ

 

 

            เราออกจากร้านพร้อมด้วยช่อดอกไม้สีขาวที่ผมไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร พร้อมด้วยเสียงหัวเราะของมินซอกที่ฟังแล้วรู้สึกดีกว่าเสียงร้องไห้เป็นไหนๆ คุณนายคิมให้เงินเวนดี้ไปเกินราคาดอกไม้ บอกว่าเป็นค่าทำขวัญลูกชายตัวเอง ซ้ำยังทิ้งท้ายด้วยว่าจะมาอุดหนุนร้านนี้บ่อยๆ

 

 

            หลังจากนั้นไม่นานเราทั้งสามคนก็นั่งรถกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย แม้ว่าคราวนี้ผมแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยแต่คุณนายคิมก็ยังชมให้แม่ฟังว่าผมเป็นเด็กดี แม่ยีผมของผมจนฟูฟ่องอย่างหมั่นเขี้ยว สั่งให้ผมเดินไปส่งมินซอกกลับเข้าบ้านก่อนเพราะต้องการจะคุยกับคุณนายคิมอีกซักพัก คิดว่าผมจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากตามใจคนเป็นแม่

 

 

            ผมขี้เกียจออกแรงอุ้มเลยบอกให้มือกลมของคนเด็กกว่ายื่นมาจับกับมือของผมไว้แทน เท้าเล็กเดินเตาะแตะน่าเอ็นดู จริงๆแล้วผมว่าเด็กคนนี้เดินเก่งใช่ย่อยเลยครับ จะว่าไปมินซอกพัฒนาการไวใช้ได้เลยแหละ

 

 

            พอคิดเรื่องของเด็กคนนี้ในหัว วูบหนึ่งก็เกิดคำถามที่สงสัยขึ้นมาเลย

 

 

            อ้วนชอบฟังเพลงเหรอ

 

 

            ถามแบบนั้นเพราะจำได้ว่าที่ผ่านๆมามินซอกชอบฟังพวกเสียงต่างๆมาก ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นแค่เสียงพวกเครื่องดนตรี แต่ดูจากวันนี้แล้วน้องเขาคงจะชอบเหมารวมเสียงคนด้วยแน่ๆ

 

            “ชอบจิ

 

 

            เด็กน้อยตอบด้วยสายตาสดใส พยักหน้ารัวแถมให้เป็นเครื่องยืนยันจนผมอดไม่ได้ที่จะลองถามอีกคำถามนึงออกไป

 

 

            “แล้วชอบคนเตะบอลเก่งปะ

 

 

            มันฟังดูแปลกใช่มั้ยครับ เอาน่า ก็ผมใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลระดับโลกนี่นา ทว่ามินซอกกลับแสดงสีหน้างงๆ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะหน้าตาผมตอนที่ถามจริงจังเกินไปหรือว่าเด็กคนนี้ไม่รู้ว่าฟุตบอลคืออะไร แต่ที่แน่ๆคือคำตอบที่ได้กลับมาเป็นการส่ายหน้าซะงั้น

 

 

            “ไม่ชอบง่ะ

 

 

            คำตอบแสนสั้นนั้นเป็นจังหวะเดียวกับตอนที่คุณลุงคิมเปิดประตูออกมาพอดี เด็กอ้วนกลมปล่อยมือจากผมวิ่งเข้าไปกอดคนเป็นพ่อ โบกมือบ๊ายบายให้กับผมแล้วกลับเข้าไปในบ้านด้วยตายิ้มหยี

 

 

            วินาทีนั้นเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในหัวสมองของผมขณะที่ผมทำได้เพียงยืนมองประตูบานดังกล่าวอยู่นิ่งๆ

 

 

 

            ผมคิดว่า... ผมคงต้องไปฝึกร้องเพลงบ้างแล้วล่ะ

ความคิดเห็น