rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 22 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 22 (100%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.6k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2558 13:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 22 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

 

บทที่ 22

เกือบสัปดาห์แล้วที่ปัณไม่ได้พูดคุยอะไรกับหมอชลาธิปเลย ถ้าเอาเข้าจริงน่าจะเรียกว่า ไม่เคยได้มีโอกาสมองตากันเลยจึงจะถูก ปัณรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นอากาศธาตุสำหรับหมอชลาธิปอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังมีความหวังเล็กๆว่า คุณหมอจะหายโกรธเขาในอีกไม่ช้า เหมือนเมื่อครั้งก่อนที่เขาโดนคุณใหญ่ทำร้าย แต่เสี้ยวหนึ่งในความรู้สึกลึกๆในใจบอกกับปัณว่า ครั้งที่แล้วว่ายากที่จะได้คุณหมอกลับคืนมาแล้ว ครั้งนี้กลับดูเหมือนจะยากยิ่งกว่าเดิม
            ไม่มีใครคอยลอบมองพฤติกรรมเขาเหมือนครั้งที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำ หรือ คนในไร่ ปัณไม่แน่ใจว่าต้นน้ำถูกสั่งให้ไปที่ไร่บ่อยๆ หรือต้นน้ำไปเองกันแน่ บ้านทั้งบ้านที่ดูเหมือนจะเหลือเพียงแค่เขากับชลาธิป กลายเป็นความเหงาที่แสนหดหู่ เพราะชลาธิปไม่เคยพูดกับเขาแม้แต่คำเดียว หลังจากนั้น
            เมื่อจัดการกับอาหารมื้อเช้าและเรื่องในครัวเสร็จ ชลาธิปออกไปทำงานโดยไม่รอให้ปัณไปส่งที่รถ ไม่มีการจูบลา ปัณก็เดินขึ้นชั้นบนมาเก็บห้องนอนของทั้งคู่ เขาเก็บเอาผ้าขนหนูขึ้นไปใส่ตะกร้าเตรียมซัก น้ำตาเจ้ากรรมก็ค่อยๆทำงาน ร่างบางรู้สึกโหยหาเจ้าของกลิ่นกายที่ติดอยู่กับผ้าขนหนูนี้เหลือเกิน เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าความห่างเหินที่ชลาธิปมอบให้นั้นเป็นการลงโทษที่โหดร้ายมากกว่าการใช้กำลังทำร้ายร่างกายเสียอีก ร่างบางค่อยๆดึงผ้าปูที่นอนขึ้นมา สูดดมกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ติดอยู่บางๆ ก่อนจะทรุดตัวลงกับเตียงแล้วร้องไห้อย่างเดียวดาย

     คืนวันที่ผ่านไป ปัณทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก ชลาธิปไม่อนุญาตให้ปัณกลับไปนอนห้องนอนเดิมของตน แต่ก็ไม่เคยแตะต้องเขาเลย
            ไม่ใช่ปัณฝ่ายเดียวที่ย่ำแย่กับสิ่งทีเป็นอยู่ เพราะปัณก็สังเกตเห็นว่าหมอชลาธิปก็ดูไม่ดีนัก หลายครั้งเขาจึงทำอาหาร หรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังพิเศษสำหรับวันที่เขาทำงานดึกๆ
            แต่ก็แทบทุกครั้ง ที่มันถูกวางไว้ที่เดิม ในปริมาณที่เท่าเดิม

 

ช่วงบ่ายวันหนึ่งระหว่างที่อยู่บ้านคนเดียว ปัณตั้งใจจะเปลี่ยนผ้าม่านของห้องรับแขกที่จากสีขาวมันกลายเป็นสีซีดเหลือง ชายหนุ่มค่อนข้างหงุดหงิดกับส่วนสูงของตัวเองที่มักจะเป็นปัญหากับการทำงานที่สูงอยู่บ่อยครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าจะลากเก้าอี้แขนตัวเล็กมาต่อความยาวของขาแล้ว ปัณก็ยังต้องเอื้อมจนสุดมืออยู่ดีในการนำรูผ้าม่านผ่านเข้าไปในตะขอของรางผ้าม่าน และเขาก็พลาดจนได้ เสี้ยววินาทีนั้นปัณคิดว่า คางของเขาคงฟาดกับขอบหน้าต่าง และหัวของเขาก็คงแตกเมื่อร่างทั้งร่างหล่นถึงพื้น แต่ลำแขนแข็งแรงทำให้เขารอดจากวิกฤตินั้นมาได้ มันเกิดขึ้นเร็วมากจนปัณตั้งตัวแทบไม่ทัน หัวใจของเขายังคงเต้นแรงด้วยความตกใจ ใบหน้าเคร่งขรึมของหมอชลาธิปเจ้าของอ้อมกอดนั้นอยู่ห่างจากหน้าของปัณเพียงแค่คืบ ร่างบางยังคงอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงจนกระทั่งชลาธิปมั่นใจว่าปัณยืนได้ด้วยตัวเองอย่างปลอดภัยแล้วจึงคลายแรงที่แขนลง
            “ขอบคุ...” ยังไม่ทันพูดจบ ชลาธิปก็หันหลังไปแล้วอย่างรวดเร็ว ปัณน้ำตาคลออีกหน

 

เมื่อเวลาอาหารเย็นมาถึง ปัณจัดอาหารสองที่สำหรับเขาและหมอชลาธิปซึ่งยังคงอ่านเอกสารบางอย่างโดยไม่สนใจอาหารที่ตรงหน้าเลยสักนิด ปัณมองท่าทางนิ่งๆนั้นแล้วก็พาลไม่อยากอาหารไปด้วย
            “ทานให้หมด” เสียงเย็นและเฉียบขาดเอ่ยขึ้นเมื่อร่างบางวางช้อนลง
            “แต่ที่รักก็ยังไม่ได้ทานเลยเหมือนกันนะครับ” ชลาธิปละจากเอกสารที่ตัวเองอ่านอยู่ จ้องคู่สนทนาเขม็ง ปัณเห็นแบบนั้นจึงจำเป็นต้องฝืนกลืนอาหารลงคอไปทั้งที่ไม่อยากกินเลยสักนิด เมื่อปัณกินเสร็จ หมอชลาธิปก็ลุกจากโต๊ะทันที โดยไม่สนใจสายตาน้อยใจของใครบางคนที่ยังคงถูกทิ้งอยู่ทีเดิม
            หมอชลาธิปตรงไปที่ห้องทำงานอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้แวะมาที่ห้องนอนเลยจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเช้าวันใหม่ ปัณทนกระสับกระส่ายกับการรอไม่ไหว จึงลุกขึ้นมาจากเตียงมาชงดอกเก๊กฮวยแล้วนำไปให้ชลาธิปที่ห้องทำงานเหมือนที่เคยทำ
            “วางไว้ แล้วไปนอนซะ” ชลาธิปบอกเมื่อเห็นของในมือปัณ แล้วก้มหน้าทำงานต่อแทบจะวินาทีเดียวกัน ปัณวางถาดใส่ชาลงบนโต๊ะทำงานอย่างช้าๆ อาการน้อยใจมันแสดงออกผ่านม่านน้ำตาที่คลออยู่เต็มตาตอนนี้
            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ชาของเขาจะอยู่เต็มแก้วเหมือนเดิมจนเช้า

 

ปัณขัดคำสั่งคุณหมอโดยการกลับมานอนที่ห้องนอนของตนทันที แทนที่จะเป็นห้องนอนของคุณหมอที่เขาเคยนอนด้วยทุกคืนมานานแล้ว ตอนนี้คงจะเหลือเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างจริงๆแล้ว เขาคงเป็นเพียงพ่อบ้านในสายตาของคุณหมอชลาธิป หมอคนดีของคนจังหวัดนี้ ที่ดูเหมือนทุกคนจะได้รับความรักจากเขา ยกเว้น ปัณ
            หมอชลาธิปผ่านทุกเช้าไปด้วยกาแฟเพียงแก้วเดียว แต่ก็บังคับให้ปัณทำอาหารทุกเช้าและปัณก็ต้องกินมันลงไปตามความเหมาะสม ตอนเย็นก็เช่นกัน
            “แต่คุณหมอก็ควรทานบ้างนะครับ คุณหมอก็รู้ว่าอาหารเช้าจำเป็น” คำเรียก ที่รัก เปลี่ยนเป็น คุณหมอ ไปเมื่อเห็นว่าอีกคน ไม่เห็นเขาเป็นที่รักอีกแล้ว
            “ผมมีหน้าที่ออกคำสั่งคนเดียวใช่ไหม?” นั่นคือคำตอบที่ปัณได้รับ ปัณจึงทำได้เพียงห่วงอยู่ห่างๆเท่านั้น เมื่อเห็นว่าหน้าคุณหมอดูซีดเซียวจากการทำงานหนัก และดูเหมือนจะมีไข้รุมๆ ซึ่งจากนั้นไม่กี่วัน คุณหมอก็ล้มป่วยตามที่ปัณคาดการณ์เอาไว้

 

คืนวันนั้น แม้จะแสร้งเป็นไม่สนใจ แต่ปัณก็ลอบมองมาที่ห้องทำงานของหมอชลาธิปอยู่บ่อยๆ กระทั่งเห็นว่าดึกมากแล้วห้องทำงานนั้นยังเปิดไฟจึงเดินเข้าไปดู แล้วก็ต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นว่า ใบหน้าซีดเซียวของหมอชลาธิปฟุบอยู่กับโต๊ะ ร่างบางรีบเดินเข้าไปหาทันที
            “ที่รักครับ เอ่อ .. คุณหมอ” ปัณแตะแขนหมอเบาๆ แต่อีกคนไม่มีทีท่าว่าจะตื่น จึงออกแรงมากขึ้น “คุณหมอครับ ตื่นเถอะ” ปัณเรียกเมื่อเห็นว่า คุณหมอไม่ยอมลืมตาสักที “เอ๊ะ ตัวร้อนนี่ คุณหมอครับ ไม่สบายหรือเปล่า ลุกไปนอนที่เตียงเถอะครับ” ปัณจับแขนของหมอชลาธิปจึงได้รู้สึกถึงไอร้อนที่ส่งผ่านออกมาตามร่างกาย
            “อืม อือ” เสียงคุณหมอครางงึมงำเพราะพิษไข้ดังขึ้นเมื่อ แต่เมื่อเห็นว่าปัณยืนอยู่ข้างๆและพยายามใช้หลังมือวัดอุณหภูมิร่างกายตรงหน้าผากของเขาก็รีบปัดมือออก
            “ผมไม่เป็นไร คุณไปนอนเถอะ” หมอชลาธิปพูดออกมาแทบไม่เป็นภาษาเพราะ ไอไปพูดไป อาการของเขาห่างไกลจากคำว่า “ไม่เป็นไร” อยู่มากทีเดียว
            “ไปนอนที่ห้องนะครับ เดี๋ยวผมเช็ดตัวให้”
            “ก็บอกว่าไม่เป็นไรไง
!!” ชลาธิปตวาดเสียงลั่น จนปัณสะดุ้ง แต่ก็เพียงชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น ปัณก็ตรงเข้าไปยกแขนร่างหนาที่บัดนี้ไร้เรี่ยวแรงให้ยกขึ้นพาดบ่า แล้วลากเอาไปไว้บนเตียงนอนอย่างทุลักทุเล โดยไม่สนใจเสียงปฏิเสธลั่นของชลาธิปเลย
            ปัณหายใจหอบ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะพาผู้ชายตัวใหญ่ที่กำลังป่วยจนไม่มีแรงเดินเองมาได้แบบนี้ ปัณหายไปสักพักก็กลับมาพร้อมกะละมังใบย่อมกับผ้าขนหนูผืนเล็ก แล้วจัดการเช็ดตัวคนป่วยทันที โดยมีสายตาของคนป่วยคอยมองตามอยู่ไม่ห่าง
            “ผมบอกว่าไม่ต้องไง” ยังมีเสียงปฏิเสธออกมาไม่ขาดปาก “เดี๋ยวผมทำเองได้ ผมเป็นหมอนะ ผมรู้ว่าต้องทำยังไง”
            “เป็นหมอก็ควรจะรู้สิครับ ว่าเมื่อไม่สบายก็ต้องพักผ่อน”
            “ไม่ต้องแสดงอาการว่าเป็นห่วงผมหรอก ยังไงซะผมก็ไม่ชอบให้คนอื่นมาวุ่นวายกับผม”
            “ทำไมคุณ...” ปัณพูดอะไรต่อไม่ได้อีกแล้ว ก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอนี่แล้ว อีกไม่นานน้ำตาคงไหลให้กับคำว่า “คนอื่น” ของชลาธิป เจ้าของคำพูดนั้นเบือนหน้าไปทางอื่นจึงไม่เห็นว่า บัดนี้น้ำตาของปัณมันได้หล่อนลงมาอย่างเงียบๆเรียบร้อยแล้ว
            ร่างบางยังเช็ดตัวไปเรื่อยๆ พยายามไม่ส่งเสียงสะอื้นให้คนที่กำลังนอนอยู่ได้ยิน บางครั้งมือบางก็ต้องละจากผ้าเช็ดตัวย้ายมาปาดน้ำตาแทน ปัณได้ยินเสียงสะบัดลมหายใจอย่างหงุดหงิดจากคนที่นอนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ฝืนเช็ดตัวให้กับร่างหนาไปเรื่อยๆจนเสร็จ ก่อนจะลุกขึ้นเก็บของและกลับไปนอนห้องของตัวเอง ซึ่งแทบจะเป็นวินาทีเดียวกับหมอชลาธิปลุกขึ้นมา แล้วพึมพำบอกกับเขาว่า จะไปทำงานต่อ

 

เช้าวันต่อมาหมอชลาธิปยังไม่ลงมาจากห้อง ปัณกับต้นน้ำเตรียมอาหารง่ายๆ เป็นข้าวต้มปลากันจนเสร็จแล้ว เมื่อเจ้าของบ้านยังไม่ลงมาสักที ปัณจึงขอให้ต้นน้ำขึ้นไปตาม
            “ทำไมคุณปัณไม่ขึ้นไปเรียกเองล่ะครับ คุณหมอน่าจะอยากให้คุณปัณเป็นคนขึ้นไปตามมากกว่า”
            “มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วนะต้นน้ำ”
            “อะไรนะครับ?” ต้นน้ำเหมือนจะไม่ได้ยิน แต่จริงๆแล้วเขาได้ยินเต็มสองหูนั่นแหละ เพียงแต่ไม่เข้าใจสิ่งที่ปัณพูดเลย
            เหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้นนะ
            “เอ่อ ผมว่า...” เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเข้ามาพอดี เหมือนระฆังช่วยชีวิต ต้นน้ำมองหน้าปัณคล้ายจะขออนุญาตรับโทรศัพท์ ปัณถอนหายใจ แต่ก็ต้องพยักหน้า
            ร่างบางค่อยๆก้าวขึ้นบันไดช้าๆ คิดไม่ออกแล้วว่าจะต้องเจอกับเรื่องที่ต้องโดนทำร้ายจิตใจจากคุณหมอเรื่องอะไรอีก และเมื่อเคาะประตูเท่าไรก็ไม่มีคนเปิดให้ ปัณจึงใช้กุญแจสำรองที่เป็นพวงสำหรับพ่อบ้านมาถือวิสาสะไขประตูเปิดเข้าไปเอง
            “ที่รัก
!!!
            ปัณร้องเสียงหลงเมื่อเห็นร่างหนานอนแผ่ยาวอยู่ข้างเตียงหายใจรวยริน เขารีบไปลากร่างร้อนผ่าวเพราะพิษไข้นั้นให้ขึ้นมานอนที่เตียง
            “อื้อ ปล่อย แค่ก ไม่ต้อง ... ไม่ต้อง มายุ่ง” ชลาธิปพูด ทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท และเสียงแหบแห้ง
            “ตัวร้อนขนาดนี้ นอนเฉยๆก่อนนะครับ เดี๋ยวผมเช็ดตัวให้” ปัณพูดเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังขยับตัวหนี
            “ไม่เอา ไม่ต้อง” ปัณรู้สึกได้ว่าเสียงนั้นแข็งขึ้นมา
            “ผมจะรีบเช็ด แล้วก็รีบแต่งตัวให้ที่รั.. เอ่อ คุณหมอ แล้วก็ทานยาซะ ถ้าไม่อยากให้หน้าผมขนาดนั้น ก็รีบทำให้เสร็จเถอะครับ ทำเสร็จแล้ว ผมจะได้รีบไป” ชลาธิปชะงักไปนิดเมื่อได้ยินแบบนั้น ปัณตีความ ความนิ่งของชลาธิปได้ว่า นี่เป็นการเปิดโอกาสให้ รีบเช็ดตัว รีบแต่งตัว แล้วจะได้รีบไปซะ
!!
            “ต้นน้ำ
!! ต้นน้ำ!!” ปัณเปิดประตูห้องคุณหมอแล้วโผล่หน้ามาตะโกนลั่น
            “ครับ คุณปัณ” ต้นน้ำกระหืดกระหอบ ทั้งเหนื่อย และตกใจ เพราะไม่เคยได้ยินปัณตะโกนเลยสักครั้ง
            “เดี๋ยวอุ่น แล้วก็ยกข้าวต้มปลาขึ้นมาข้างบนชามนึงนะ” เมื่อต้นน้ำพยักหน้า รับทราบคำสั่ง ปัณก็กลับมาดูแลคนป่วยต่อทันที
            “จริงๆแล้ว ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ”เสียงแหบพร่าพูดขึ้น
            “เอาเถอะครับ ถ้าคุณหมอจะสบายใจขึ้น คิดซะว่า มันเป็นหน้าที่ของพ่อบ้านก็แล้วกัน” ปัณพูดขึ้น แล้วจัดการถอดเสื้อผ้าของร่างหนาออกจนหมด โดยเจ้าของเสื้อผ้าเอาแต่หลับตานิ่งจึงมองไม่เห็นแววตาโศกเศร้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
            เมื่อต้นน้ำยกข้าวต้มปลาขึ้นมา ปัณก็แต่งตัวให้คุณหมอเสร็จเรียบร้อยแล้ว
            “ลุกขึ้นมาทานข้าวก่อนนะครับ แล้วจะได้ทานยา เดี๋ยวผมโทรไปที่โรงพยาบาลให้ว่า วันนี้คุณหมอไม่สบายคงไปทำงานไม่ได้” ชลาธิปไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่พยุงตัวให้ลุกขึ้นมาพิงที่หัวเตียงไว้อย่างคนไร้เรี่ยวแรง และเมื่อชามข้าวต้มถูกยกมาที่หน้า คนป่วยก็นั่งนิ่งไม่ยอมรับไปแต่อย่างใด จนปัณนึกอะไรขึ้นมาได้
            “เดี๋ยวผมป้อนนะครับ”  ชลาธิปเอาแต่นิ่งอีก ปัณจึงเริ่มรู้แล้วว่า คราวนี้เขาคงป่วยหนักจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางให้เขาป้อนให้ทั้งที่ยังโกรธแบบนี้แน่ๆ ปัณตักข้าวขึ้นมาเป่าให้หายร้อนเบาๆ แล้วป้อนให้กับหมอ ความร้อนและนุ่มของข้าวต้มทำให้อาหารเจ็บคอของหมอทุเลาลงเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเจ็บมากอยู่ดี เขาฝืนกินเข้าไปได้ครึ่งชมก็ส่งสัญญาณว่าพอแล้ว ซึ่งปัณก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนี่ถือว่าเป็นคนไข้ที่เรื่องน้อยที่สุดแล้ว ถ้าเป็นชายกลาง หรือ แจ๋วแหววน่ะเหรอ ตามประสบการณ์ที่เขาเคยดูแลกันมา เวลาป่วยไข้ พวกนั้นไม่เคยทานข้าวได้มากกว่าสามคำด้วยซ้ำ ไม่ว่าข้าวนั้นจะกลืนง่ายแค่ไหนก็ตาม
            เมื่อกินยาที่แพทย์จำเป็นอย่างปัณ จัดมาให้เรียบร้อยแล้ว ชลาธิปก็พาตัวเองเข้าไปขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มตามเดิม ปัณลากเอาหมอนที่เคยเป็นของตนที่วางอยู่ข้างๆมารองหัวเพื่อให้หัวสูงขึ้นมานิดนึง เพราะปัณเกรงว่าหากนอนราบไปทันทีหลังกินเสร็จคงไม่สบายตัวนัก และยังไปหาหมอนสำรองอีกใบมารองใต้หัวเข่าเพื่อให้นอนสบายมากขึ้นด้วย ก่อนจะเดินออกไปจากห้องเงียบๆเมื่อเห็นว่า คนป่วย หลับสนิทแล้ว
            ขาเรียวค่อยๆพาร่างกายและจิตใจที่อ่อนล้าลงมาด้านล่าง ต้นน้ำทำหน้าที่ทุกอย่างในครัวครบถ้วนหมดแล้ว และคงไปโรงเรียนแล้ว เนื่องจากปัณได้ยินเสียงรถจากไร่เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ร่างบางนั่งแปะอยู่ที่โซฟานุ่มในห้องนั่งเล่น เพราะไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับร่างกายไปที่ใดได้อีกแล้ว ตอนนี้เหมือนหาทางออกให้ชีวิตไม่เจอ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูจะผิดไปซะทุกอย่าง นี่ถ้าเรี่ยวแรงของคนที่นอนอยู่ข้างบนมีมากกว่านี้ ปัณเชื่อว่าเขาก็คงไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากตนเองอย่างแน่นอน
            ก็รู้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้เลย ว่าจะเริ่มแก้จากตรงไหนดี หรือจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องแก้ .. แค่เดินออกไป ทุกอย่างจะจบลงไหมนะ
            คิดถึงคืนนั้น คืนที่มีคำว่า “แต่งงาน” ออกจากปากของเขา ... ต่อแต่นี้คงไม่มีคำนั้นออกมาอีกแล้ว

 

บ่ายวันเดียวกัน ปัณได้เจอคุณหมอที่ชั้นล่างของบ้านอีกครั้ง ในมือถือกระเป๋าเอกสารใบหน้า ใบหน้าอิดโรย ปรากฎขึ้นอย่างชัดเจน ตายังแดง ริมฝีปากแห้งผาก เนื่องจากพิษไข้ไม่ได้ลดลง แต่เจ้าตัวกลับมีเจตจำนงค์ที่แน่นอนในการเข้าไปดูงานที่ไร่ และไม่ว่าปัณจะรั้งไว้อย่างไร สิ่งที่ตอบกลับมาก็เป็นเพียงแววตาที่เย็นชา และดื้อรั้นเท่านั้น ยิ่งปัณพูดให้เขาอยู่บ้านและพักผ่อนมากเท่าไร สายตาที่ชลาธิปมองมาก็มีแต่เพียงความเกลียดชังและห่างเหิน ซึ่งมันทำให้ปัณยิ่งปวดใจมากขึ้นไปทุกครั้ง
            ชลาธิปทิ้งไว้แต่เพียงเสียงรถที่คลานออกไปไกลจากบ้านทุกทีๆ เท่านั้น  
            ตกเย็น ปัณทำอาหารว่างช่วงบ่าย และอาหารเย็นเสร็จแล้ว หลังจากที่หมดเวลาไปกับการดูแลบ้านจนเสร็จสิ้น ต้นน้ำก็ขอปลีกตัวไปทำการบ้านที่ค้างไว้ เสียงโทรศัพท์ของต้นน้ำดังขึ้น แต่ปัณก็ต้องแปลกใจเมื่อโทรศัพท์นั้นถูกยื่นมาตรงหน้า
            “พี่กูรขอคุยกับคุณปัณครับ”
            “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณกูร?”
            “ครับ คุณปัณ ผมจะโทรมาบอกว่า วันนี้ขออนุญาตให้ต้นน้ำนอนที่บ้านใหญ่นะครับ นอนที่ห้องผมก็ได้ จะได้นอนเป็นเพื่อนคุณปัณ”
            “นอนเป็นเพื่อน? มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
            “วันนี้คุณธิปคงไม่กลับบ้านนะครับ จะนอนที่ไร่”
            “แต่ว่า...” เสียงปัณอึกอัก น้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งที่พยายามบังคับให้เป็นปกติที่สุดแล้ว
            “ไม่มีอะไรหรอกครับคุณปัณ พอดีช่วงนี้ที่ไร่งานยุ่ง มันใกล้การประกวดไวน์เข้ามาทุกทีน่ะครับ ผมกับคุณธิปเลยต้องทำงานหนักกันหน่อย เป็นอย่างนี้ทุกปี คุณปัณอย่าคิดมากนะครับ”
            “ครับ ..ผมเข้าใจ” ปากบอกว่าเขาใจ แต่น้ำตาก็กำลังจะไหล มือบางวางโทรศัพท์ไว้ตรงโต๊ะใกล้ตัว แล้วรีบเดินขึ้นห้องนอนอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากให้ต้นน้ำเห็นว่าตัวเองร้องไห้ เมื่อถึงห้องนอน ร่างบางก็ทิ้งตัวเองลงบนเตียงนอน ร่างกายสั่นเทาด้วยแรงสะอื้นที่ไม่อาจจะกักเก็บได้อีกต่อไป เขายกแขนขึ้นมาโอบกอดตัวเองไว้ ราวกับต้องการการปลุกปลอบ แต่อ้อมกอดนั้นกลับไม่ทำให้หายหนาวใจขึ้นมาเลยสักนิด

 

50%

เช้าวันใหม่ที่ปัณรู้สึกได้ว่ามันจะไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วของปัณเริ่มต้นขึ้น ปัณพาร่างที่อ่อนล้าและไม่สดชื่นนักลงมาข้างล่าง ต้นน้ำที่ตอนนี้เก่งเรื่องทำกับข้าวขึ้นมาบ้างแล้ว เตรียมของทุกอย่างจนเสร็จ ปัณแค่มาตรวจความเรียบร้อยเท่านั้น หลายๆครั้งปัณก็คิดว่าหากต้นน้ำเก่งมากขึ้นแล้วอย่างนี้ บางครั้งบ้านนี้อาจจะไม่ต้องการเขาอีกเลยก็ได้
            “คุณปัณนอนไม่หลับเหรอครับ ทำไมหน้าตาซีดเซียวจัง” ต้นน้ำถามขึ้น ความจริงเด็กชายพอจะรู้สาเหตุที่ต้องมานอนค้างที่นี่เป็นเพื่อนคุณปัณอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าสภาพของคุณปัณที่ต้นน้ำแสนรัก แสนห่วงนั้น จะเป็นหนักขนาดนี้ ต้นน้ำชั่งใจอยู่นานว่าควรจะถามดีหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสภาพจิตใจและร่างกายของปัณตอนนี้ คงไม่เหมาะที่จะให้อยู่กับตัวเองคนเดียวเงียบๆอีกต่อไปแล้ว
            “ปวดหัวหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมเอายามาให้ดีมั้ย?”
            “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะต้นน้ำ พี่สบายดี ไม่ต้องห่วงหรอก”
            “ไม่ห่วงได้ยังไงล่ะครับ คุณปัณไม่สบายทั้งคน” ต้นน้ำบอก ปัณนิ่งไปนิด ตอนนี้คนที่เป็นห่วงเขาจริงๆคงมีแค่ต้นน้ำนี่สินะ
            “งั้น กินซุบร้อนๆนะครับ จะได้คล่องคอ” ปัณยิ้มอ่อนๆให้กับน้ำใจของต้นน้ำ
  
            ปัณรับความหวังดีของต้นน้ำไว้ได้นิดเดียวเท่านั้น ร่างกายของเขามันอยากจะขย้อนเอาของที่เข้าไปแล้วออกมาให้หมด เขาจึงขอตัวขึ้นไปนอนพักที่ห้องต่อ
            ร่างบางทรุดตัวลงบนที่นอนนุ่มในห้องนอนของตัวเองที่บัดนี้กลับมายึดไว้เหมือนเดิมเมื่อครั้งมาถึงที่นี่ใหม่ๆแล้ว “ห้องนอนพ่อบ้าน” ชายหนุ่มสะท้อนในอก นี่คงจะเป็นที่ที่เหมาะกับเขาแล้ว และหากชลาธิปจะตัดสินใจว่าจะไม่กลับมาที่นี่ ก็คงจะต้องเคารพการตัดสินใจนั้น
            ปัณตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเคาะประตูหลังจากที่เผลอหลับไปได้ชั่วโมงกว่าๆ เพราะอังกูรโทรมาบอกให้เตรียมเอกสาร พร้อมกับจัดเสื้อผ้าสำหรับหมอชลาธิปให้ด้วย แล้วจะมีคนมารับเอาไปส่งให้เจ้าของที่ไร่เอง แต่ต้นน้ำไม่รู้ว่าเอกสารที่ว่านั้นอยู่ที่ไหนและมีอะไรบ้าง ปัณที่แม้จะน้อยอกน้อยใจจากการถูกหมางเมิน ก็ยังทำหน้าที่พ่อบ้าน และอดีตคนเคยรักที่ดีด้วยการช่วยต้นน้ำจัดการทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ได้รับการร้องขอ โดยเอกสารที่จัดให้นั้น มีทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับไร่ และเอกสารทางการแพทย์
            “คุณปัณรอบคอบจัง” ต้นน้ำพูด
            “ก็เผื่อไว้น่ะจ้ะ ไม่รู้ว่าคืนนี้คุณหมอจะกลับหรือเปล่า เลยจัดไว้ให้ก่อนเลย พรุ่งนี้ถ้าคุณหมอจะไปโรพงยาบาลเลย ไม่แวะที่นี่ก่อน จะได้ไม่เป็นปัญหา”
            “ทำไมถึงคิดว่า คุณหมอจะไม่แวะมาล่ะครับ”
            “หึ ไม่รู้สิ พูดเผื่อไว้น่ะ” ปัณตอบ สีหน้าย่ำแย่

“ปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอครับคุณธิป” อังกูรถามหลังจากที่สันต์ คนขับรถของไร่เอาข้าวของของหมอชลาธิปที่ปัณเตรียมเอาไว้ให้มาส่ง ชลาธิปรู้ว่าอังกูรไม่ได้ถามถึงสภาพร่างกายของเขาหรอก ส่วนอังกูร ที่เขาถามไม่ใช่ถามเพราะเป็นห่วงปัณคนเดียว แต่ถามเพราะชลาธิปเองก็มีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกัน ทั้งภาวะร่างกายที่ป่วยเป็นไข้จนต้องนอนซม แล้วยังมีภาวะทางจิตใจนั่นอีก
            “ฉันอยากให้เขาได้ทบทวนอะไรๆหน่อยน่ะ เขาอาจจะได้คำตอบจริงๆว่าจะเอายังไงต่อไป ชีวิตเขาเหมาะกับที่นี่ กับบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างนี้จริงหรือเปล่า หรือจริงๆแล้วเขาควรจะกลับไปอยู่กับพี่ชายเขาจริงๆ”
            “คุณธิป” อังกูรร้องเรียกชื่อชลาธิปอย่างอ่อนใจ
            “ต่อให้ปัณเขาไม่ได้รักไม่ได้ชอบคุณใหญ่อะไรนั่นเหมือนคนรัก แต่พี่ของเขาคนนี้ต้องดูแลให้ปัณไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องลำบากแบบนี้ก็ได้นะ”
            “ลำบากอะไรคุณธิป คุณได้ถามคุณปัณเขาหรือยัง ว่าอยากสบายกับพี่ชายเขา หรืออยากอยู่แบบนี้กับคุณ”
            “ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้วกูร” หมอชลาธิปพูดตัดบท แล้วทำท่าจะเอนกายลงนอนต่ออย่างหมดแรง เขาหลับตานิ่ง รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก
            “นอกจากคุณจะกำลังทำร้ายคุณปัณแล้ว คุณกำลังทำร้ายตัวเองด้วยนะคุณธิป ทำไมไม่สู้เหมือนที่ผ่านมาล่ะ” อังกูรเสียงนิ่ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ยอมตอบอะไรก็เดินออกจากห้องนอนไป
            “ความเป็นฉันนี่แหละอังกูร ที่จะทำให้ปัณเสียใจ” หมอชลาธิปพูดเสียงเบาๆเมื่ออังกูรเดินออกจากห้องไปแล้ว เขารู้ว่าตัวเองมีนิสัยแบบไหน ทั้งหวงของรัก ทั้งขี้หึง ทั้งเรียกร้องความรักจากคนรอบข้างโดยเฉพาะคนรัก และเมื่อไม่ได้เขาก็เครียด โมโห และลงไม้ลงมือทั้งทางร่างกาย คำพูด และจิตใจ .. นั่นต่างหากที่ทำให้ปัณเสียใจ
            ... คุณอยู่ที่ไหนก็ได้ปัณ ผมแค่ขอให้คุณมีความสุข...
            ... นี่อาจจะเป็นวิธีการปกป้องคุณ จากความไม่ดีต่างๆของผมได้ ...

 

ชลาธิปตื่นเช้าขึ้นมาด้วยอาการที่ดีกว่าเมื่อวานมาก ต้องขอบคุณบรรยากาศห่างไกลเมืองแบบนี้ที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ช่วยผ่อนคลายอาการไข้ให้ทุเลาลงได้อย่างรวดเร็ว
            “ธิปคะ แทมทำข้าวต้มไว้ให้ ทานร้อนๆจะได้หายไวๆ” แทมมี่ถือถาดข้าวต้มและน้ำเข้ามาให้ห้องของชลาธิปอย่างถือวิสาสะ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าชลาธิปอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ค และในมือถือกระเป๋าประจำตัวของคุณหมอเรียบร้อยแล้ว  “นี่ธิปจะไปทำงานเหรอคะ?”
            “ครับ”
            “แต่ธิปยังไม่สบายอยู่เลย จะไปทำงานได้ยังไงคะ ไหวเหรอ?”
            “ไหวสิครับ ผมหยุดมาวันหนึ่งแล้ว ตอนนี้ผมสบายดีแล้วครับ”
            “แน่ใจเหรอคะธิป แทมว่าคุณน่าจะพักผ่อนให้มากกว่านี้สักหน่อย”
            “ไม่เป็นไรครับ ผมเกือบจะหายดีแล้ว แต่ยังมีคนไข้หลายคนเลยที่เป็นหนักกว่าผม และรอผมอยู่ที่โรงพยาบาล”
            “ธิป น่ารักไม่เปลี่ยนเลยนะคะ เห็นคนอื่นสำคัญกว่าตัวเองเสมอเลย แต่น่าแปลกนะคะ ทีแรกแทมนึกว่า คุณปัณจะมาที่นี่ตอนที่ให้คนไปเอาเอกสารแล้วก็เสื้อผ้า ปัณนี่ไม่ค่อยรักคุณเท่าไรหรือเปล่าคะธิป?”
            “อย่าพูดแบบนั้น
!!!!” หมอชลาธิปเสียงดังเกินกว่าที่ตัวเองคิดไว้ ซึ่งทำให้แทมมี่สะดุ้งจนข้าวต้มในมือแทบจะหก “คุณไม่รู้จักปัณ อย่าพูดถึงเค้าในทางที่ไม่ดีแบบนั้น” ตอนนี้แทมตั้งสติได้แล้ว หญิงสาววางถ้วยข้าวต้มไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง ก่อนจะยืนเต็มความสูงอีกครั้ง
            “คนนอกนี่ล่ะค่ะ ที่จะเห็นว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง โดยไม่มีอย่างอื่นเข้ามาบังตาไว้ ถ้าแทมเป็นปัณของธิป และรักธิปมากจริง ป่านนี้แทมมาหาคุณแล้ว ใช่ว่าไม่รู้เมื่อไรว่า ธิปอยู่ที่ไหน?”
            “คุณไม่มีสิทธิ์มาว่าใครในอาณาเขตการปกครองของผม คุณไม่ใช่คนของผม เพราะคุณเลือกทางอื่นไปแล้วนะแทม เพราะฉะนั้นอย่าว่า หรือ ตำหนิคนของผม ให้ผมฟังอีกเลย” ชลาธิปกำมือที่ถือหูกระเป๋าเอาไว้แน่นจนมือเกร็ง
            “ฮึ แทมรู้ค่ะ ว่าสิ่งที่แทมทำมันติดค้างอยู่ในใจของธิปมาตลอด แล้วสิ่งที่ปัณทำตอนนี้มันต่างอะไรกันล่ะคะ? แทมมาหาคุณไม่ได้ เพราะถ้ามาเราสองคนจะเป็นอันตราย ผิดกับปัณ เขามาหาคุณได้ โดยที่ไม่มีใครทำอะไรเขาได้เลย เข้าใจไหมคะธิป ถ้าเรารักใครสักคนจริงๆ เราทำอะไรก็ได้เพื่อเขาทั้งนั้นแหละ”
            “ผมก็จะพูดอย่างที่คุณพูดนะแทม ถ้าเรารักใครสักคนจริงๆ เราทำอะไรก็ได้เพื่อเขาทั้งนั้นแหละ และตอนนี้ ผม รัก ปัณ และผมไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับคนของผม คนที่ผมรัก เข้าใจนะไว้นะแทม” ชลาธิปพูดเสียงดัง ทว่า ช้า และ ชัด ทุกคำพูดตั้งแต่ คำว่า ผม รัก ปัณ เมื่อพูดจบก็เดินลงส้นเท้าออกไป
            แทมมี่กำมือตัวเองแน่น

 

โรงพยาบาลเล็กๆคราคร่ำไปด้วยผู้คนแห่งนี้เป็นที่ที่ชลาธิปคุ้นเคยมาหลายปี เขาไม่เคยคิดย้ายไปไหน ไม่เคยนึกเบื่อที่จะรักษาชาวบ้านคนยากคนจนระแวกนี้ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ชลาธิปกลายเป็นที่รักของคนที่นี่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
            ชลาธิปมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลาลงตรวจเล็กน้อย เขาวางกระเป๋าก่อนจะพาตัวเองทรุดลงไปพร้อมกับกระเป๋าด้วยอาการหน้ามืด หงุดหงิดตัวเองเล็กน้อยที่อาการไข้ต่างๆยังไม่หาย ก้มหน้าใช้นิ้วมือนวดขมับตัวเองแล้วหลับตาเสีย เสียงเคาะประตูเรียกให้ชลาธิปลืมตาขึ้นมา เด็กหนุ่มที่เคาะประตูไม่ได้รอให้เขาอนุญาต แต่เปิดเข้ามาพร้อมกับเอกสารบางอย่าง
            “บ่ายนี้ ผอ.นัดประชุมนะครับ เป็นวาระเกี่ยวกับความคืบหน้าการสร้างอาคารใหม่ที่เราเพิ่งได้เงินบริจาคมาเมื่อต้นปีน่ะครับ” ชลาธิปนึกไปถึงญาดา คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการระดมทุน ป่านนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง เด็กหนุ่มยื่นเอกสารนั้นให้กับชลาธิป แล้วยื่นสมุดเล่มหนาให้อีกที “เซ็นชื่อรับทราบด้วยครับ” เขายิ้มให้อย่างเป็นมิตร ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ชลาธิปหลงรักโรงพยาบาลเล็กๆในชุมชนเล็กๆแห่งนี้ เขาคิดว่างานทุกที่ก็มีเนื้องานที่ใกล้เคียงกันหมด ผิดกันแต่ว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ที่ทำให้งานนั้นน่าทำต่อหรือไม่ 
            ห้องประชุมใหญ่ แต่มีขนาดเล็กๆบรรจุคนได้เพียงแค่ห้าสิบคนของโรงพยาบาลถูกบรรจุด้วยผู้คนเกือบเต็มห้อง ชลาธิปเคยเข้าห้องนี้ไม่กี่ครั้ง เพราะส่วนใหญ่ที่นี่ไม่ได้มีวาระใหญ่โตอะไร มีแค่เพียงการแจ้งให้ทราบความเป็นไป และ นโยบายต่างๆเท่านั้น แต่โครงการก่อสร้างอาคารหลังใหม่นี้ต้องใช้เงินมหาศาลสำหรับโรงพยาบาลเล็กๆแห่งนี้ ดังนั้นผอ.โรงพยาบาลจึงอยากให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด
            เมื่อร่างสง่าของสุรสิทธิ์ย่างกรายเข้ามา ห้องประชุมที่กำลังเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงพูดคุยก็เงียบลงราวกับทุกคนได้นัดกันไว้ก่อน สุรสิทธิ์ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเขา ครอบครัวเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนใหญ่โตอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เจ้าตัวกลับเห็นถึงความไม่เท่าเทียมและอยากจะทำโรงพยาบาลที่อยู่ในชนบทให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯให้ได้มากที่สุด ซึ่งเมื่อมองถึงศักยภาพเครื่องมือ จำนวนผู้คน และงบประมาณต่างๆแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อาจจะเรียกได้ว่า ยากเหลือทน ซะด้วยซ้ำ
            แต่ขั้นตอนแรกของสุรสิทธิ์ซึ่งก็คือ การหาทุนนั้น ได้ผ่านไปแล้วอย่างดี ซึ่งก็อย่างที่รู้ว่า ญาดา เพื่อนเก่าของชลาธิปนั่นเองที่เป็นคนบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้ ชลาธิปจำได้ว่า สุรสิทธิ์วิ่งเต้นเรื่องนี้อยู่นานทีเดียว แท้จริงแล้วเขาอยากจะนำเงินของครอบครัวมาสร้างตึกนี้เลย แต่การทำแบบนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนักหากมีการตรวจสอบด้านความโปร่งใส ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ต่อให้เขามีความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็จะสร้างภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ให้กับธุรกิจของครอบครัวตัวเองเช่นกัน เพราะคงไม่มีใครเชื่อว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่สุรสิทธิ์นำมาลงทุนที่นี่จะไม่ถูกเรียกคืนในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง
            ชลาธิปนั่งฟังภาพรวมของโครงการนี้ด้วยอาการ “โงนเงน” ซึ่งไม่ยากเลยที่คนพูดจะสังเกตเห็น ชลาธิปเหลือบเห็นพอดีเขาจึงต้องรีบกลบเกลื่อนทำเป็นตั้งใจฟังบรรยาย
            “อาการไม่ค่อยดีนะครับหมอธิป” ผอ.ทักขึ้นหลังจากที่การประชุมสิ้นสุดลง
            “ไม่สบายนิดหน่อยน่ะครับ ผมคิดว่าอาการดีขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด”
            “อ่อใช่ เมื่อวานคุณหยุดนี่นา ผมว่าคุณหยุดเพิ่มอีกสักหน่อยก็ได้นะ ในโรงพยาบาล เป็นที่รักษาคนไข้ให้หายก็จริง แต่ก็เป็นศูนย์รวมความไม่สบายต่างๆเอาไว้ด้วย คนไข้ที่มาหาเรา เรายังอยากให้เขารีบกลับบ้านเลย เพราะบ้านเขาไม่ได้มีคนป่วยเยอะ จนอาจจะทำให้เขาแย่ลงได้เหมือนที่นี่ คุณก็น่าจะพักอยู่บ้านให้หายดีซะก่อน”
            “ผมไม่เป็นไรหรอกครับ แค่วันนี้เครียดไปหน่อย”
            “ไม่หรอก หน้าคุณซีดมากนะหมอธิป คุณมีอะไรมากกว่าอาการทางกายหรือเปล่า?” คนสูงวัยกว่าเอ่ยถาม เมื่อเห็นแววตาของหมอรุ่นน้อง
            “ไม่ครับ ไม่มี”
            “เอ้า ไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่เย็นป่านนี้แล้ว คุณมียาหรือเปล่า นี่พวกเภสัชกร คงกลับบ้านไปหมดแล้ว เดี๋ยวไปเอายาที่คลีนิกก็แล้วกัน” สุรสิทธิ์หมายถึงคลีนิกที่ภรรยาของตนซึ่งเป็นคุณหมออีกคนหนึ่งเหมือนกันรับหน้าที่ดูแลอยู่ระหว่างที่สามีอยู่ในเวลางานที่โรงพยาบาลแห่งนี้

 

อังกูรแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าชลาธิปกลับบ้านโดยมีคนอื่นเป็นคนขับรถมาให้ สอบถามได้ความว่า คนอื่นที่ว่า คือคนขับรถของผอ.สุรสิทธิ์นั่นเอง เนื่องจากชลาธิปมีอาการไข้ แต่จะให้พักอยู่ที่คลีนิกก่อนก็ไม่ยอม ผอ.จึงให้คนขับรถของเขามาส่งหมอชลาธิปที่บ้าน
            แทมมี่ตรงเข้าไปจะประคองร่างของชลาธิปที่ยืนโงนเงนอยู่ข้างรถ แต่อังกูรที่เพิ่งกลับมาจากไร่เห็นเข้าซะก่อนจึงเข้ามาประคอง แล้วพาไปที่ห้องนอนเสียเอง
            “นี่กูร ฉันขอคุยด้วยหน่อยสิ” แทมมี่ว่าหลังจากที่อังกูรจัดแจงให้ชลาธิปนอนเรียบร้อย
            “ว่ามาสิ”
            “นายจะกีดกันฉันกับธิปอีกนานไหม?” หญิงสาวกอดอก อังกูรมองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังหงุดหงิด
            “สิ่งที่ผมทำน่ะ ก็เพื่อตัวคุณด้วยนะคุณแทม ครั้งที่แล้วที่น้ำตกคุณก็เห็นว่าเขารักกันแค่ไหน ถ้าเข้าไปวุ่นวายมากๆ คุณนั่นแหละจะเสียใจ ตอนนั้นก็ดูเหมือนคุณจะเข้าใจแล้วนี่”
            “ฉันว่าครั้งนี้นายคิดผิดซะแล้วล่ะ เพราะมันไม่เหมือนครั้งนั้นแล้ว ตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่าเขาหมดรักกันแล้ว ถ้านายบอกให้ฉันคิดย้อนกลับไปถึงวันที่ไปน้ำตก ฉันก็อยากให้นายย้อนกลับไปถึงตอนที่อยู่อเมริกา คิดสิ ว่าตอนนั้นธิปเขารักฉันมากแค่ไหน”
            “หึ คุณธิปลืมคุณไปหมดแล้ว” อังกูรพูดช้าๆ เสียงหนักแน่น “แต่คุณปัณไม่ใช่ ผมบอกไว้เลยว่าเขาสองคนยังรักกัน”
            “หึ ฉันจะพิสูจน์ให้ดู ว่านายคิดผิด กูร”
            “ผมขอท้าให้คุณพิสูจน์ได้ตามสบาย ถ้าไม่คิดว่าตัวเองจะต้องเสียใจ” อังกูรหัวเราะก่อนจะเดินจากไป แน่ล่ะ เสียงหัวเราะนั้นทำให้แทมมี่โกรธจนแทบบ้า แต่หญิงสาวบอกตัวเองว่าจะไม่เสียเวลาให้ใคร หรือ อะไรอีกแม้แต่นาทีเดียว สิ่งเดียวที่เธอต้องการตอนนี้ คือ ชลาธิป เท่านั้น
            คืนนั้น แทมมี่ไม่ได้ออกมาจากห้องนั้นอีกเลย

 

“เป็นยังไงครับคุณแทมมี่ ท่าทางมีความสุขจังเลย” เสียงทักทายของอังกูรในเช้าวันถัดมา ขณะที่เขาเห็นหญิงสาวนั่งดื่มกาแฟเงียบๆอยู่หน้าบ้าน ยิ่งทำให้คนที่น่าตาที่ดูยังไงก็ห่างไกลคำว่า “ความสุข” ดูห่างไกลมากขึ้นไปอีก
            “หึ นายไม่ต้องมาเหน็บแนมฉันหรอกกูร”
            “อ๊าว ผมเปล่าสักหน่อย แล้วสิ่งที่พิสูจน์ล่ะ เป็นยังไงบ้าง” หน้าของอังกูรยังคงระรื่นเกินความจำเป็นอยู่นั่นเอง แต่แทนที่เขาจะได้เห็นอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง หรืออย่างน้อยก็แสดงอาการไม่พอใจบ้างของหญิงสาวเพราะรู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่เธอทำเมื่อคืนมันจะไม่ได้ผล เขากลับได้เห็นสีหน้านิ่งๆ ซึ่งเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น
            “ถ้ารักกันขนาดนี้จะแยกกันอยู่ทำไม” แทมมี่พึมพำ
            “หืม? อะไรนะครับ” อังกูรถามแบบงงๆ
            “ก็สองคนนั้นน่ะสิ ถ้ารักกันขนาดนี้จะแยกกันอยู่ทำไม รู้ไหมกูร เมื่อคืนนี้นะธิปเอาแต่ละเมอ สิ่งที่ละเมอออกมาก็ซ้ำไป ซ้ำมา วนเวียนอยู่แค่ ปัณครับ ผมรักคุณ ปัณครับ ผมขอโทษ เฮ้อออออ” แทมมี่ถอนใจ ตอนนี้อังกูรดูไม่ออกเลย ไม่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังหงุดหงิด หรือว่าเสียใจ เหมือนจะโมโห แต่น้ำตาไหลซะอย่างนั้น
            อังกูรนิ่งไปสักพักกว่าจะสมองจะจับต้นชนปลายถูก คนตรงหน้าก็สะอื้น น้ำตาที่คลออยู่ก็ไหลลงมาที่แก้มแล้ว
            “เฮ้ออออ อย่าเสียใจไปเลยคุณแทม คิดซะว่า น้ำตาที่เสียไปมันก็ทำให้เราเกิดความรู้อะไรขึ้นนะ”
            “รู้อะไรล่ะกูร ฉันว่าวันนี้นายพูดมากกว่าทุกวันนะ” แทมมี่แหวใส่
            “ก็รู้ว่าเขารักกันไงล่ะ รู้ว่าไม่ว่ายังไงซะ เราก็แยกเขาสองคนไม่ได้ ผมว่าคุณเลิกความคิดที่จะเข้าไปแทรกตรงกลางระหว่างพวกเขาดีกว่านะ ผมจำได้นะ ว่าผมเคยพูดแบบนี้แล้ว”
            “ทำไมล่ะกูร ทำไมล่ะ ทำไมเป็นแบบนี้”
            “ผมว่า เรารู้กันอยู่แล้วนะครับว่าจุดจบจะต้องเป็นแบบไหน แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งคุณ ทั้งคุณธิป แล้วก็คุณปัณถึงต้องทำให้มันยุ่งยาก”
            “มันเป็นเรื่องของจิตใจละมั้ง” แทมมี่ตอบแบบพึมพำอีกหน
            “รู้ว่าไม่ได้แน่ๆ แต่ฉันก็ยังมีความหวัง ส่วนธิป รู้ว่าเสียใจแน่ๆ แต่ก็เลือกทางที่คิดว่าถูกต้องที่สุด”
            “ผมว่า เรามาช่วยกันทำให้มัน “ถูกต้องที่สุด” อย่างที่คุณว่ากันดีกว่า”

 

ช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้นปัณลองไปรับต้นน้ำที่โรงเรียนแล้วพากันไปเดินในตลาด ตั้งใจจะไปซื้อของสด และของใช้บางอย่างเข้าบ้าน และยังว่าจะไปเยี่ยมแม่ของต้นน้ำที่ตลาดด้วย แต่เมื่อซื้อของเสร็จและร่ำลาแม่ของต้นน้ำเรียบร้อยแล้ว กลับไม่ได้กลับบ้านทันทีอย่างที่ใจนึก เพราะมีคนเข้ามาทักเสียก่อน
            “ปัณ ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่”
            “ผมต่างหากไม่คิดว่าจะเจอคุณแทมที่นี่ ทำไมมาได้ล่ะครับ เอ่อ..ไม่กลัวอันตรายแล้วเหรอ?”
            “กลัวสิ แต่ว่าไม่มีใครแล้ว สันต์ไปส่งไวน์ ส่วนกูรก็ไปธุระ เหลือแต่ฉันนี่แหละที่ต้องมาน่ะ คนงานอื่นๆก็ไม่ไว้ใจ กลัวผิดพลาด พอดีมาเอายาของธิปน่ะ”
            “คุณหมอ” ปัณพึมพำ ตอนนี้ใจของเขาสั่นไปหมด “คุณหมอยังไม่หายอีกเหรอครับ ตั้งหลายวันแล้ว”
            “ใช่สิ ขานั้นน่ะ เคยดูแลตัวเองที่ไหน? นี่ดีนะที่สนิทกับเจ้าของคลีนิกนี้ เขาเลยจัดยาให้เลย”
            “คุณหมอเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”
            “ก็หนักน่ะค่ะ ธิปไม่ค่อยป่วย แต่พอป่วยก็จะป่วยหนักแบบนี้ เอ่อ..คุณปัณน่าจะไปเยี่ยมธิปบ้างนะคะ”
            “อย่าเลยครับ” แทมมี่หน้าสลดลงเล็กน้อย
            “ฉันถามเหตุผลได้ไหม?”
            “คุณหมอโกรธผมอยู่น่ะครับ ถ้าเจอหน้าผม อาจจะยิ่งอาการแย่ลง”
            “โธ่เอ๊ยคุณปัณ มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ธิปน่ะ เอาแต่เพ้อหาคุ...”
            “เอ่อ แล้วนี่คุณแทมมี่จะกลับยังไงครับ สามล้อในตลาดกำลังจะหมดแล้วนะ”
            “เดี๋ยวกูรขับรถมารับค่ะ คนนั้นก็ไม่อยากให้ฉันอยู่นอกสายตานาน” แทมมี่แสดงอาการกระเง้ากระงอด ซึ่งต้นน้ำมองแล้วไม่เห็นจะน่ารักเลย แล้วพอดีคนที่ถูกพูดถึงก็ขับรถมาเทียบริมทางตรงที่ทั้งหมดยืนอยู่พอดี จึงลงจากรถมาคว้าถุงในมือของแทมมี่ไปวางไว้ที่รถ แล้วเหลือบไปมองต้นน้ำที่ตอนนี้หันหน้าไปทางอื่น
            “คุณปัณตัดสินใจแน่แล้วเหรอคะ ว่าจะไม่ไป”
            “ครับ ผมฝากคุณแทมมี่ด้วยก็แล้วกัน” ปัณพูด ในใจภาวนาให้ทั้งคู่ไปกันเร็วๆเพราะจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว

 
 

            “นี่ก็อีกคน ดูก็รู้ว่าเป็นห่วงเอามากๆ แต่พอชวนแล้วก็ไม่มา” แทมมี่บ่นทันทีที่อังกูรเหยี่ยบคันเร่งรถออกจากจุดนั้น “นี่นายเป็นอะไร? ท่าทางลุกรี้ลุกลน” แทมมี่เอ่ยถามเมื่ออยู่ในรถแล้วเห็นอังกูรมีอาการอยู่ไม่สุข
            “กลัวเด็กนั่นหึงหรือไง?”
            “เปล่า เรื่องต้นน้ำผมจัดการได้ แต่ผมแค่รู้สึกแปลกๆ”
            “แปลกที่ฉันรู้สึกเห็นอกเห็นใจปัณน่ะเหรอ?”
            “เปล่า แปลกอย่างอื่น”
            “แล้วอะไรล่ะ”
            “ไม่รู้สิ ช่างมันเถอะ” แม้ปากจะบอกว่าช่างมันเถอะ
            แต่ทุกครั้งที่อังกูรส่องกระจกมองหลัง เขาก็ยังคอยเฝ้าสังเกตความแปลกบางอย่างอยู่ตลอดเวลา

---------------------------   

รับมาม่าอีกสักครึ่งตอนนะคะ 
ตอนหน้าจะเลิกมาม่านะ เก๊าสัญญา><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น