Punmile09

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ

ชื่อตอน : CHAPTER T H I R T E E N

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.3k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2562 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER T H I R T E E N
แบบอักษร

_________________________________ 

 

“แวะพักหน่อยไหม”

ในระหว่างที่ติดไฟแดงฮานะหันไปถามคนที่อาสาขับรถมาตั้งแต่เช้าโดยไม่มีท่าทีอ่อนล้า ตอนที่แวะพักที่ปั๊มจะขอเปลี่ยนฝ่ายนั้นก็ปฏิเสธท่าเดียว

..และที่สังเกตได้อีกหนึ่งอย่างคือสีหน้าที่ดูสดชื่นนั่นต่างหาก...

รู้สึกมันเขี้ยวจนต้องเอื้อมมือไปบิดแก้มจนเจ้าตัวส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาอย่างเจ็บเกินจริง

“ฮานะ” พีทลูบหน้าไปมาและคว้ามือที่ประทุษร้ายตัวเองมากุมเอาไว้ “โมโหอะไรครับ”

“หมั่นไส้” เขาดึงมือกลับเมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กตัวโตจะคว้ามือเข้าไปกัดข้อนิ้ว “เป็นหมารึไงน่ะ”

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อถูกมองค้อนวงโต พีทหันกลับไปสนใจท้องถนนต่อหลังจากที่สัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นไฟเขียว

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงพอดีฮานะจึงเสนอให้จอดพักที่จุดพักรถเพื่อหาอะไรกินรองท้อง แต่เพราะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์บวกกับอากาศที่ร้อนจัดทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะซื้อของในร้านสะดวกซื้อขึ้นมานั่งกินบนรถแทน

ฮานะเดินเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวแก้ง่วงเอาไว้กินตอนเดินทางระหว่างที่รออบแซนด์วิชก่อนจะย้ายมาที่เชลฟ์ของหนังสือ นัยน์ตาคู่สวยมองผ่านกระจกใสไปยังจุดเติมน้ำมันที่ใครอีกคนกำลังจอดรถเติมอยู่ หลังจากนั้นพีทก็ขับไปเช็กลมยางในบริเวณที่ทางปั๊มจัดเตรียมเอาไว้ให้

ร่างสูงใหญ่ดูโดดเด่นท่ามกลางคนหมู่มากแม้ว่าเจ้าตัวจะสวมใส่แค่เพียงเสื้อยืดสีดำขนาดพอดีตัวกับกางเกงยีนสีเข้มและร้องเท้าผ้าใบ แผ่นอกตึงแน่นและบ่าที่ตั้งตรงรับกับช่วงเอวสอบทำให้อีกฝ่ายดูน่ามองจนยากที่จะถอนสายตา

...พีทดูดีขึ้นมากจริงๆ ..

ฮานะวางตะกร้าของลงบนแคชเชียร์เพื่อรอชำระเงินในระหว่างนั้นสายก็เหลือบไปเห็นสินค้าบางอย่างที่จัดวางอยู่บนเชลฟ์ข้างเคาน์เตอร์ ใบหน้าสวยพลันร้อนวูบขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ภูเก็ต...คืนนั้นในระหว่างที่กำลังมีอะไรกันถุงยางอนามัยที่เขาให้อีกฝ่ายใช้ดันฉีกขาดคงเป็นเพราะขนาดที่เล็กไป

นัยน์ตาสวยกวาดมองเลขบนกล่องหลากสีอย่างพินิจพิจารณา

54...56...ที่หาซื้อได้มากสุดคือ56 ไซส์ที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดเพื่อเอาไว้ใช้กับอเล็กซ์

...แต่มันก็ยังคงไม่มากพอสำหรับพีทอยู่ดี...โตเกินวัยเกินไปแล้ว.. 

หลังจากที่ขึ้นมาบนรถฮานะก็พยายามที่จะสลัดความคิดเรื่องนั้นออกไปให้พ้น เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกกระดากอายขึ้นมาเมื่อคอยวนเวียนคิดถึงแต่ตอนที่ถูกอีกฝ่ายโอบกอดเอาไว้ทั้งตัว

...เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างภายในตัวพีทสามารถปลุกเร้าความต้องการของเขาได้..

“ฮานะ” ในระหว่างที่ปล่อยความคิดล่องลอยไปกับวิวข้างถนนอยู่นั้นเสียงเรียกของคนที่อยู่ข้างกันก็ดึงให้เขาต้องหันกลับไปสนใจ “หน้าแดง...ไม่สบายหรือเปล่าครับ” เด็กหนุ่มถามอย่างนึกเป็นห่วงเพราะวันนี้แดดค่อนข้างแรงพอสมควร

“ห..หา” คนที่ยังไม่รู้สึกตัวยกหลังมือขึ้นแนบข้างแก้มถึงได้รู้ว่าตอนนี้มันร้อนจัด “…เปล่านี่”

...น่าขายหน้าชะมัดเลย..

“ถ้าไม่ไหวก็นอนพักเถอะครับ” พีทเอื้อมมือมาอังเข้าที่หน้าผากก่อนจะเลื่อนลงมาที่ต้นคอขาว ปลายนิ้วเกลี่ยไปมาบนผิวเนื้อจนใครอีกคนรู้สึกร้อนวูบแอบเม้มปากแน่น

“อื้อ...รู้แล้วน่า” ฮานะพยักหน้ารับก่อนจะเบี่ยงตัวนอนหันหลังให้คนขับด้วยจังหวะชีพจรที่เต้นถี่จนแทบทะลุออกมาจากอกซ้าย

กว่าจะเดินทางมาถึงตัวเมืองลำปางก็ปาไปเกือบจะสี่โมงเย็นเพราะถนนเส้นหลักนั้นรถค่อนข้างติดพอสมควร แต่พอเข้ามาในตัวเมืองก็ได้พบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายไม่วุ่นวายเหมือนอย่างเมืองหลวง ฮานะนั่งมองตึกบ้านเรือนเก่าตามท้องถนนด้วยแววตาที่เป็นประกายอย่างสนอกสนใจเมื่อเห็นว่ามีรถม้าผ่านตาไป

กลิ่นอายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนพื้นเมืองและบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติราวกับช่วยหยุดเวลาเอาไว้ชั่วขณะ...

...นานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจอกับสถานที่ที่ให้ความรู้สึกสงบแบบนี้

...เริ่มจะตกหลุมรักเมืองลำปางขึ้นมาซะแล้วสิ..

“...สวยจัง” ฮานะพึมพำเมื่อรถขับผ่านย่านเมืองเก่า...ตึกบ้านเรือนโบราณกลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาดเมื่อถูกแสงของพระอาทิตย์ช่วงเย็นส่องกระทบ

“ตรงนั้นเป็นถนนคนเดินครับ” เด็กหนุ่มอธิบายขึ้นมาเมื่อเห็นว่าใครอีกคนนั่งจ้องตัวตึกแถวไม่วางตา “เรียกว่ากาดกองต้า...สมัยที่เรียนมัธยมผมกับเพื่อนเคยมาเล่นดนตรีเปิดหมวกที่นี่บ่อยๆ” รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้มเมื่อเห็นว่าฮานะดูตื่นเต้นจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่

“เอาไว้ผมจะพามาเดินเล่นก็แล้วกัน”

“มาวันนี้เลยได้ไหม” แววตาที่เปร่งประกายคล้ายกับเด็กที่เจอของเล่นถูกใจทำเอาคนมองต้องยิ้มตามไปด้วย

“ได้ครับ” เขารับปาก “แต่มาช่วงกลางคืนจะสวยกว่า อากาศไม่ค่อยร้อนด้วย”

“โอเค” ฮานะรับคำอย่างว่าง่าย

...ท่าทีแบบนั้นทำให้เขาอยากจะกอดให้จมอกไปเลย...

เพียงไม่นานรถก็ขับเคลื่อนมาจอดอยู่บริเวณหน้าร้านขายข้าวแกงที่มีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดกลาง บริเวณข้างบ้านมีสวนขนาดเล็กที่ดูร่มรื่นบ่งบอกให้เห็นว่าคงได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี บรรยากาศภายในร้านนั้นเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาซื้อมื้อเย็น ฮานะลงมายืนข้างรถด้วยอาการที่ตกประหม่าอยู่ไม่น้อยเมื่อมองเข้าไปด้านใน

แต่แล้วกลับต้องสะดุดตากับหญิงวัยกลางคนที่ยืนตักแกงให้ลูกค้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านเป็นแม่ของพีทแน่นอน

...รอยยิ้มที่คล้ายกับลูกชายไม่มีผิดเพี้ยน..

“แม่ครับ” เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเรียกสายตาของลูกค้าที่กำลังยืนต่อแถวอยู่หน้าร้านต้องหันมามองเป็นตาเดียว แต่ที่ดูจะตกใจที่สุดก็คงเป็นคุณแม่ของเจ้าตัวเพราะท่านรีบยื่นถุงกับข้าวให้เด็กในร้านก่อนจะเดินเข้ามากอดลูกชายอย่างเต็มรัก ฮานะมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเพราะทำให้เขาคิดถึงครอบครัวที่อยู่ห่างไกล

“ตัวจริงหล่อกว่าในรูปเยอะเลย” เด็กหนุ่มถูกคนเป็นแม่จับหมุนซ้ายหมุนขวาก่อนจะโดนหอมแก้มซ้ำไปมาจนท่านพอใจแต่แล้วกลับกลายเป็นว่าถูกทักเรื่องร่องรอยบนหน้าซะก่อน “ว่าแต่...หน้าไปโดนอะไรมา หืม เจ้าพีท” คนเป็นแม่ถามเสียงดุด้วยสายตาเป็นห่วง

“พอดีตอนเล่นบาสอยู่ที่นู่นเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยครับ” โกหกคำโตออกมาเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นกังวลมากไปกว่านี้ เพราะสมัยมัธยมปลายเขาก็มักมีแผลพวกนี้อยู่บนหน้าเป็นประจำอยู่แล้ว...บางครั้งก็ถูกศอกกระแทกจนคิ้วแตกไปเลยก็มี

“จริงๆ เลย” แม่ว่าเสียงดุพร้อมกับตีลงบนต้นแขนไม่แรงมากนัก ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปที่ใครอีกคนแทน “แล้วนี่..” คุณแม่มองไปทางฮานะอย่างสนอกสนใจเพราะถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคนที่ลูกชายนั้นเคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ

“แม่ครับ นี่ฮานะ...ที่ผมเคยเล่าให้ฟัง” คนที่ถูกกล่าวถึงรีบยกมือไหว้ทักทายเมื่อเห็นว่าทางนั้นมองมา คุณแม่ยังคงมองอยู่อย่างนั้นจนฮานะเริ่มทำตัวไม่ถูก

“สวัสดีครับ” แววตาตื่นตะลึงของคนเป็นแม่ทำให้เด็กหนุ่มแอบกลั้นยิ้มเอาไว้...ที่ผ่านมาเขาพูดถึงฮานะบ่อยก็จริง แต่ไม่เคยบอกว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย....

“ฮานะ? ...สวยมาก” จู่ๆ คุณแม่ก็พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างและเดินเข้าไปกอดจนคนที่ถูกชมนั้นตั้งตัวไม่ทัน ฮานะยกแขนขึ้นกอดตอบท่านและพยายามกลั้นความเขินอายที่พุ่งเข้ามาเล่นงานเพราะคุณแม่ของพีทชมไม่ขาดปาก “พีทไม่เคยบอกแม่เลย เห็นชื่อฮานะแม่ก็นึกว่าเป็นผู้หญิงซะอีก ขอโทษด้วยนะลูก” ท่านพูดอย่างเป็นกันเองเพราะรู้สึกเอ็นดูคนในอ้อมกอดอยู่ไม่น้อย...ยิ่งได้เห็นตัวจริงก็จริงชอบ

...ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าพีทถึงบอกว่าฮานะน่ารักอยู่บ่อยๆ ..

“ไม่เป็นไรครับ” ฮานะส่ายหน้าและยิ้มตอบกลับไป พอลอบมองทางต้นเหตุฝ่ายนั้นก็กำลังกลั้นขำจนถูกมองค้อนวงโต...เดี๋ยวเถอะ

“มาเหนื่อยๆ ขึ้นไปพักกันก่อนดีกว่า แม่ทำความสะอาดห้องไว้รอแล้ว” คุณแม่ทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะขอตัวกลับไปช่วยลูกจ้างขายของต่อ พร้อมทั้งนัดหมายเอาไว้ว่าช่วงเย็นค่อยเดินทางไปเยี่ยมยายที่โรงพยาบาล

ห้องนอนของพีทนั้นอยู่บนชั้นสองของตัวบ้าน ถึงแม้จะไม่ได้กว้างขวางมากนักแต่ภายในกลับดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ข้าวของถูกเก็บเป็นระเบียบไม่ต่างกับห้องที่อพาร์ตเม้นท์ของเจ้าตัว ทำเอาเขาแอบรู้สึกอายขึ้นมาเล็กน้อยเพราะบางครั้งตอนที่อยู่ด้วยกันตัวเองก็ทำห้องรกจนฝ่ายนั้นต้องตามเก็บทำความสะอาดให้อยู่บ่อยครั้ง

“นี่ใครน่ะ” ฮานะนั่งลงบนเตียงไม้ขนาดสำหรับนอนคนเดียวที่วางอยู่ติดบริเวณริมหน้าต่าง ก่อนจะหยิบกรอบรูปบนโต๊ะขึ้นมาดูอย่างสนอกสนใจ แม้รูปถ่ายจะซีดจางไปตามกาลเวลา แต่รอยยิ้มที่ฉายชัดอยู่บนนั้นกลับเรียกความสุขให้หวนกลับมาเสมอ

...เด็กชายพีรัท โชติเมธีในวันสำเร็จการศึกษาชั้นอนุบาลสาม...

...แก้มยุ้ยเชียว...น่ารักชะมัด..

“โดนบังคับให้ถ่ายน่ะครับ” เด็กหนุ่มหัวเราะเมื่อหวนนึกถึงความทรงจำในตอนนั้น หลังจากที่กลับมาจากโรงเรียนเขาถูกแม่และยายบังคับให้ไปถ่ายรูปที่สตูดิโอแถวบ้าน ตอนนั้นจำได้ว่างอแงไปไม่น้อยเพราะอยากจะกลับไปนอนดูการ์ตูนเต็มแก่ สุดท้ายภาพมันเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น

...ฉากหลังสีสันสดใส คุณแม่และคุณยายยิ้มร่า แต่เด็กชายตัวน้อยกลับยิ้มเกร็งจนหน้าตาดูตลก..

ตอนที่เพื่อนสมัยมัธยมมาเที่ยวเล่นที่บ้านแล้วเห็นรูปนี้พวกมันหัวเราะกันจนกลิ้งไปมาบนพื้น...พับผ่า..

แชะ!

เสียงชัตเตอร์โทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ต้องหันกลับไปมอง แล้วก็ได้เห็นว่าฮานะถ่ายรูปวัยเด็กของเขาเอาไว้มิหนำซ้ำเจ้าตัวยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างอารมณ์ดี

“ฮานะ” เด็กหนุ่มแกล้งดุ แต่ฝ่ายนั้นก็เอาแต่ยิ้มจนในที่สุดก็หลุดหัวเราะออกมาทำให้เขาต้องเผลอยิ้มตามไปด้วย

“ฮือ น่ารักอะ” ฮานะซูมเข้าไปที่ที่แก้มของเด็กชายตัวน้อยทั้งที่หัวเราะจนน้ำตาซึมก่อนจะเอื้อมมือออกไปดึงของจริงที่นั่งหน้าดุอยู่ด้วยความเอ็นดู “chubby~chubby~”

สิ้นเสียงถอนหายใจของคนที่ถูกแซวร่างสูงใหญ่ก็โถมตัวเข้าใส่คนตรงหน้าจนล้มลงไปนอนบนเตียงด้วยกันทั้งคู่ เสียงสปริงดังลั่นในตอนที่เด็กหนุ่มเคลื่อนกายขึ้นไปคร่อมทับอีกฝ่ายเอาไว้ ฮานะยังคงหัวเราะโดยไม่สนใจเลยว่าเขาต้องอดทนและอดกลั้นกับความต้องการที่กำลังปะทุขึ้นมามากแค่ไหน

นัยน์ตาคมเข้มจดจ้องริมฝีปากสีอ่อนไม่วางตา...ไม่รู้ว่าตอนไหนที่กลิ่นและรสของนิโคลตินเริ่มเจือจางหายกลับกลายเป็นรสหอมเย็นของมิ้นท์เข้ามาแทน

ฮานะไม่เคยบอกว่าจะเลิกบุหรี่...แต่กลับเริ่มห่างจากมันหลังจากที่เขาเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ ตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายใช้มันอีกเลย

“มองอะไรเล่า” มือข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นมาปิดตาเขาเอาไว้ทำให้ต้องคว้ามากอบกุมและจรดจูบลงไปเหมือนอย่างที่ชอบทำมาโดยตลอด

เด็กหนุ่มรวบแขนเรียวเล็กทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียวก่อนจะดึงเอาโทรศัพท์เจ้าปัญหาไปวางไว้บนโต๊ะหัวเตียงโดยที่เจ้าของเครื่องได้แต่บ่นอุบอิบว่าเขาเผด็จการอย่างนู้นอย่างนี้ สุดท้ายเลยตัดปัญหาด้วยการลงไปกดจูบหนักๆ บนแก้มนุ่มจนฮานะต้องก้มหน้าหลบหนีอย่างสุดความสามารถ

แก้มฮานะนุ่มมาก...เหมือนกับก้อนแป้งขาวๆ เวลาที่ถูกนวดจนขึ้นฟูได้ที่ ยิ่งเวลาที่โดนแดดแล้วแดงปลั่งจนเห็นเลือดฝาดยิ่งน่ามองเข้าไปใหญ่

...แต่เวลาที่มีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนในตอนที่ถูกเขาโอบกอดเอาไว้นั้นน่ามองที่สุด..ยิ่งเห็นยิ่งอยากทำให้ร้องไห้..

...ถ้าฮานะรู้เข้าคงถูกหยิกจนเนื้อเขียว..

“ถอยออกไปเลย ร้อน” ฮานะพยายามเบี่ยงตัวหลบหนีสายตาคู่นั้นที่จ้องลงมา...ทำตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มแบบนี้เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะเจ้าโกลด์เด้นท์!

แต่นอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือแล้วยังถูกปล้นจูบอีกต่างหาก ริมฝีปากร้อนจัดที่ค่อยๆ ขบเม้มลงมาอย่างอ้อยอิ่งทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นตอบรับสัมผัสอ่อนโยนด้วยความเต็มใจ เรียวแขนเล็กยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งก่อนจะสอดปลายนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มแล้วนวดคลึงไปมาจนได้ยินเสียงทุ้มต่ำคราเครืออยู่ในลำคอ

แสงของพระอาทิตย์ตกที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามานั้นทำให้รสจูบหวานล้ำขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด ฮานะยกปลายนิ้วขึ้นแตะสัมผัสข้างกรอบใบหน้าที่อยู่เพียงระยะประชิดก่อนจะไล่สายตาผ่านจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากร้อนจัดที่ฉ่ำวาวเพราะรสจูบ นัยน์ตาสีอ่อนกระทบกับแสงนวลตาสะท้อนเงาใครบางคนที่คร่อมทับเหนือร่าง

“...ฉันรู้สึกอิจฉาความโชคดีของตัวเองอีกแล้ว” เอ่ยบอกทั้งรอยยิ้มที่ประทับอยู่บนใบหน้า

“ผมก็เหมือนกัน” เสียงทุ้มต่ำพึมพำแนบชิดก่อนจะกดจูบย้ำลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งประคองอยู่ช่วงสะโพกได้รูปก่อนจะสอดปลายนิ้วเข้าไปลูบผิวเนื้อเนียนบริเวณที่มีรอยสัก

“มือไว” ฮานะแสร้งดุ ก่อนจะหยุดเอาไว้ได้ทันการก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ “พีท” เขาเริ่มเสียงเข้มเมื่อเจ้าเด็กตัวโตยังคงดึงดันจะก้มลงมาจูบอีกรอบ จนในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมถอยกลับอย่างว่าง่ายพอดีกับที่มีเสียงเคาะประตูจากด้านนอก

“ครับ” เด็กหนุ่มขานรับ

“แม่ปิดร้านแล้ว อีกสักครึ่งชั่วโมงลงไปเจอกันด้านล่างนะลูก”

“ครับแม่” หลังจากที่เสียงฝีเท้าด้านนอกเดินห่างออกไปฮานะก็ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับจัดเสื้อผ้าและทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่

“จะอาบน้ำก่อนไหมครับ” พีทหันมาถามเพราะกลัวว่าอีกคนจะรู้สึกไม่สบายตัว แต่ฮานะกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“ค่อยกลับมาอาบทีเดียวดีกว่า” เขายิ้มรับในตอนที่ฝ่ายนั้นเอื้อมมือมาตรงหน้าและดึงให้ลุกขึ้นยืนข้างกัน

โรงพยาบาลประจำจังหวัดลำปางในช่วงหัวค่ำนั้นคนค่อนข้างที่จะเบาบางจึงทำให้การหาที่จอดรถนั้นไม่ใช่เรื่องยากนัก พีทเป็นคนถือของเยี่ยมไข้ทั้งหมดรวมไปถึงกระเป๋าเสื้อผ้าของแม่ที่จะมานอนค้างคืนเป็นเพื่อนยาย สุดท้ายก็ถูกฮานะดึงออกไปถือช่วยบางส่วน

“ที่จริงวันนี้แม่กลับไปนอนที่บ้านก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมมาเฝ้ายายให้เอง” ในระหว่างที่อยู่ในลิฟต์เด็กหนุ่มก็หันไปบอกคนเป็นแม่อย่างนึกเป็นห่วง แต่กลับถูกฝ่ายนั้นปฏิเสธท่าเดียว

“แม่อยู่ได้ ยังไงวันพรุ่งนี้ร้านก็หยุดอยู่แล้ว สบายมาก” ท่านยิ้มบางเบา “อีกอย่างพีทนอนไม่ได้หรอก เชื่อแม่สิว่าล้นโซฟา...เนอะฮานะ” คนเป็นแม่หันไปขอกำลังเสริมจากคนที่ยืนอยู่ข้างหลังก่อนฝ่ายนั้นจะกลั้นยิ้มเอาไว้และพยักหน้ารับเห็นด้วย “ไม่ต้องห่วงหรอก แค่พวกลูกมาเยี่ยมยายเขาก็ดีใจมากแล้ว ไม่ต้องคิดมาก” ท่านยกมือลูบลงบนต้นแขนของลูกชายให้คลายความกังวลลง

ห้องพักผู้ป่วยของคุณยายนั้นเป็นห้องพักพิเศษเดี่ยวเพราะต้องคอยสังเกตอาการป่วยอย่างใกล้ชิดเนื่องจากไข้นั้นยังไม่ลดและรอผลเลือดที่ส่งไปตรวจ

ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไปก็ได้เห็นว่าตอนนี้พยาบาลกำลังวัดไข้และวัดความดันให้กับคุณยายที่นอนอยู่บนเตียง ฝ่ายนั้นดูท่าทางอิดโรยอยู่ไม่น้อยเพราะพิษไข้ที่เล่นงานมาเป็นเวลานาน แต่ทันทีที่ท่านเห็นว่าหลานชายเดินเข้าไปใกล้เตียงสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวิขึ้นมาจนคุณแม่ต้องลอบยิ้มด้วยความใจชื้น

“ยายครับ” เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงพร้อมทั้งบีบมือเหี่ยวย่นที่มีสายน้ำเจาะอยู่ด้วยท่าทีที่อ่อนโยน “ผมกลับมาหาแล้ว” รอยยิ้มยกขึ้นในตอนที่อีกฝ่ายยิ้มตอบรับ

ฮานะค่อยๆ เดินเลียบเคียงเข้าไปใกล้เตียงผู้ป่วยก่อนจะยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อมโดยมีคุณแม่ของพีทคอยแนะนำตัวช่วย

“นี่ฮานะ...คนที่ดูแลเจ้าพีทอยู่ที่นู่น” เรื่องที่หลานชายเดินเข้าสู่วงการบันเทิงนั้นตัวคุณยายเองก็เพิ่งได้รับรู้เมื่อไม่นานมานี้ ท่านจึงพยักหน้ายิ้มรับอย่างเป็นกันเองก่อนจะหันไปพูดกับหลานชายต่อ

“เราน่ะ...ทำตัวให้พี่เขาต้องปวดหัวหรือเปล่า หืม” เสียงแหบแห้งแต่กลับมากไปด้วยความเอ็นดูเอ่ยถาม

“น้องเป็นเด็กดีมากเลยครับ” ฮานะเป็นฝ่ายตอบกลับก่อนจะยกมือวางลงบนบ่ากว้าง “เพื่อนร่วมงานทุกคนเอ็นดูกันใหญ่”

“จริงหรือเปล่า” ฝ่ายนั้นยังคงไม่ไว้วางใจ “ถ้าเจ้าพีทดื้อ ยายฝากให้คุณฮานะจัดการได้ตามสบายเลยนะ คนนี้น่ะเห็นภายนอกไม่ค่อยพูดแต่ความจริงใจร้อนมาก”

“ได้ครับ” เขายิ้มรับก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเกรงอกเกรงใจ “เรียกแค่ชื่อผมเถอะครับคุณยาย อย่าคุณเลย” ...ยิ่งอีกฝ่ายเป็นญาติผู้ใหญ่ของพีทด้วยแล้วเขาก็ยิ่งตั้งรับไม่ถูก

คุณยายยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะพยักหน้ารับแล้วพูดชมว่าฮานะน่ารักไม่ขาดปากโดยมีคุณแม่เป็นแรงเสริมอีกคน

“แล้ว...หมอว่ายังไงบ้างครับ” เด็กหนุ่มเปิดประเด็นขึ้นมาอย่างนึกเป็นห่วงเพราะเห็นพยาบาลแจ้งว่าไข้ยายยังไม่ลดลง

“รอฟังผลเลือดพรุ่งนี้ก็น่าจะรู้แล้วว่าสาเหตุมาจากอะไร” แม่หันมาบอกในขณะที่กำลังปอกฝรั่งและแอปเปิ้ลใส่จานโดยมีฮานะช่วยเป็นลูกมืออีกแรง...แม้จะยังเก้กังอยู่บ้างแต่คุณแม่ของพีทกลับใจเย็นสอนจนสามารถปอกออกมาได้อย่างสวยงาม

“แล้วจะกลับมาอยู่กี่วันล่ะเจ้าพีท เสียการเสียงานหรือเปล่าลูก” หญิงสูงวัยถามอย่างนึกเป็นห่วงว่าจะทำให้หลานต้องทิ้งภาระหน้าที่เพื่อกลับมาเยี่ยมไข้

“กลับมะรืนนี้แล้วครับ...แต่ถ้ายายอาการไม่ดีขึ้น ผมก็คงยังไม่กลับ” บอกตามตรงเลยว่าพอยายล้มป่วยและมีเพียงแม่คนเดียวที่คอยดูแลเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ทั้งสองคนต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพัง แต่เพราะความจำเป็นจึงทำได้แค่เพียงอดทนอดกลั้นและหวังว่าสักวันเขาจะสามารถกลับมาดูแลแม่กับยายได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ให้พวกท่านทั้งสองต้องลำบากอีก

“ทำอย่างนั้นได้ยังไงกัน” ถูกยายดุขึ้นมาอย่างไม่จริงจังมากนัก “ต้องกลับไปทำสิ่งที่สำคัญก่อนสิลูก...อาการป่วยของยายน่ะก็เป็นๆ หายตามประสาคนแก่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าแม่กับยายแล้วครับ” เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังพร้อมซบหน้าลงบนมือเหี่ยวย่นที่คอยโอบอุ้มเขามาตั้งแต่เด็ก

“วางใจเถอะครับ...เรื่องงานของพีทผมจะช่วยดูแลให้อีกแรง” ฮานะรับปากเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลลง

เพราะเขานั้นเข้าใจความรู้สึกของพีทดีว่าการที่อยู่ห่างจากครอบครัวนั้นมันทรมานมากแค่ไหน ยิ่งตอนที่พวกท่านล้มป่วยก็ยิ่งเป็นห่วงจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน แต่เพราะภาระหน้าที่และระยะทางจึงทำได้เพียงแค่อดทน

ฉะนั้นเขาจึงไม่คิดลังเลเลยที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ...

...ขอแค่ได้เป็นที่พึ่งพิงในยามที่อีกฝ่ายกำลังเหนื่อยล้าได้สักนิดก็ยังดี..

เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาที่ติดอยู่บนฝาผนังบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดี ร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มยังคงนั่งเฝ้าดูอาการของผู้เป็นยายอยู่อย่างนั้นโดยไม่ลุกออกไปไหนไกล ทั้งยังคอยป้อนน้ำและยาก่อนนอนให้โดยที่พยาบาลหรือแม่ไม่ต้องออกแรงช่วย

“พีท...กลับไปนอนที่บ้านเถอะ...พี่เขาจะได้พักผ่อน” เธอเดินมาวางมือลงบนไหล่ลูกชายก่อนจะพยักหน้าไปทางคนที่นั่งพิงพนักโซฟาอยู่และหลับไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ฮานะเอนหน้าซบลงบนไหล่ตัวเองบนช่วงตัวมีผ้าห่มผืนบางที่คุณแม่ของพีทนำไปคลุมเอาไว้ให้

“กลับไปพักผ่อนเถอะลูก อยู่นี่ก็มีพยาบาลคอยช่วยแม่อีกแรง...ไม่ต้องห่วงนะครับ” ฝ่ามืออบอุ่นของผู้เป็นแม่วางลงบนศีรษะพร้อมกับลูบปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาหายายใหม่ก็ได้”

เด็กหนุ่มหันกลับมามองตามก่อนจะสลับกับยายที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยแววตาที่เป็นห่วงเหมือนอย่างเคย...เมื่อช่วงหัวค่ำหลังจากที่ยายหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าไข้ก็ขึ้นสูงจนทำให้มีเหงื่อซึมขึ้นมาเต็มแผ่นหลังโดยมีเขาเป็นคนเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้จนอุณหภูมิในร่างกายยายลดลง

...ลึกๆ แล้วก็รู้สึกผิดกับฮานะที่ทำให้ฝ่ายนั้นต้องมาลำบากด้วยกัน มิหนำซ้ำยังผิดสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะพาไปเดินที่กาดกองต้าอีก

...แต่เขาก็ไม่สามารถทิ้งยายไปได้จริงๆ ..

“ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายก่อนจะลุกเดินเข้าไปหาคนที่นอนหลับคอพับคออ่อนอยู่บนโซฟา...เห็นแล้วก็ได้แต่เป็นห่วงว่าคอจะเคล็ดเอา “ฮานะครับ”

“…”

“ฮานะ...กลับกันเถอะครับ” พีทเอื้อมมือไปแตะเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายแผ่วเบา

“หืม..” คนที่ยังคงงัวเงียค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้าก่อนจะมองกลับไปที่เตียงผู้ป่วยอย่างเป็นห่วง “...คุณยายเป็นยังไงบ้าง”

“ไข้ลดลงแล้วครับ” เด็กหนุ่มยิ้มบางเบาเมื่อเห็นว่าบนแก้มขาวปรากฏรอยกดทับเจือจาง คงเป็นตอนที่นอนหนุนผ้า “กลับบ้านกันนะครับ”

“ไม่นอนนี่เหรอ” ฮานะถามกลับแต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย

“แม่บอกให้กลับไปนอนที่บ้านครับ...กลัวว่าฮานะจะนอนไม่สบาย” เขาก้มลงมองคนที่พยักหน้ารับด้วยความง่วงก่อนจะเอื้อมมือไปปัดเส้นผมที่ตกลงมาระแก้มออกให้อย่างเบามือ

พีทมองตามแผ่นหลังเล็กของอีกฝ่ายที่เดินไปดูอาการยายที่เตียงพร้อมกับยกมือไหว้แม่เพื่อขอตัวกลับ

...และรอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าพร้อมกับความอบอุ่นที่ตีตื้นขึ้นที่อกซ้าย

หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงบ้านฮานะก็แยกตัวไปอาบน้ำบนห้องน้ำชั้นสองที่อยู่ติดกับห้องนอนส่วนเจ้าของบ้านนั้นเสียสละลงไปอาบน้ำที่ชั้นล่างแทน เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอนแต่ก็ต้องพบกับความว่างเปล่าไร้ซึ่งวี่แววของใครอีกคนฮานะจึงตัดสินใจเดินตามลงไปด้านล่าง

บริเวณชั้นหนึ่งนั้นมีเพียงแค่ไฟบริเวณหน้าห้องน้ำเท่านั้นที่เปิดอยู่ เขาพยายามเพ่งผ่านความมืดรอบบ้านก็ไม่เห็นแม้แต่วี่แววของพีท แต่พอมองสังเกตดูดีๆ แล้วบริเวณประตูหลังบ้านที่อยู่หลังครัวกลับเปิดแง้มออกเล็กน้อยจึงเดินตามออกไปอย่างนึกสงสัย และแล้วก็ได้พบว่าใครอีกคนกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหลังบ้าน ท่ามกลางความมืดสลัวมีเพียงแสงของพระจันทร์เท่านั้นที่ให้แสงสว่าง

เด็กหนุ่มนั่งหันหน้าออกไปทางสวนผักที่เมื่อก่อนเขากับยายช่วยกันปลูกเพื่อนำมาทำอาหารและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน จนถึงตอนนี้มีผักหลายชนิดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเพราะยายชอบซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกไปเรื่อยเพื่อแก้เบื่อ

นัยน์ตาคมเข้มทอดมองบริเวณสวนหลังบ้านไปเรื่อยเปื่อยเพื่อซึมซับบรรยากาศให้หายคิดถึง แต่แล้วจู่ๆ กลับถูกวงแขนของใครบางคนสวมกอดลงมาบนช่วงบ่า กลิ่นหอมและสัมผัสที่นุ่มนวลเฉพาะตัวทำให้เขาไม่ได้หันกลับไปมองว่าเป็นใคร

“คิดอะไรอยู่” ฮานะถามพร้อมกับวางคางไว้บนไหล่เขา เรียวแขนเล็กโอบกระชับแน่นจนต้องยกมือขึ้นมากอบกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้

“เปล่าครับ”

“คิดมากเรื่องคุณยายอยู่หรือเปล่า” ฝ่ายนั้นถามกลับด้วยท่าทีเป็นห่วง “...ไม่เป็นไรนะ พรุ่งนี้ก็รู้ผลแล้ว” ฮานะปลอบประโลมพร้อมกับกดจูบลงข้างขมับแผ่วเบา

“ฮานะ” พีทดึงให้อีกฝ่ายเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าก่อนวงแขนกว้างจะสวมกอดลงไปบนช่วงเอวคอด “...ขอโทษนะครับที่ทำให้ฮานะต้องมาลำบาก” เด็กหนุ่มช้อนตาขึ้นมองพร้อมกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น

“ใครบอกว่าลำบากกัน...เรื่องแค่นี้เอง” คนอายุมากกว่าก้มลงมองพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะบีบเข้าที่สองข้างแก้มแล้วส่ายไปมา “คิดมากอีกแล้วนะ”

พีทมองลึกเข้าไปในตาคู่นั้นก่อนจะยิ้มบางเบาออกมา “...ขอบคุณนะครับ”

“ไม่เป็นไรน่า คุณยายกับคุณแม่เธอก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของฉันด้วย” เจ้าตัวพูดอย่างมุ่งมั่นและยิ้มออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายได้คลายความกังวลลง “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ...ไม่ต้องเกรงใจ ฉันยินดี”

และแล้วช่วงตัวก็ถูกวงแขนแกร่งดึงรั้งให้ลงไปนั่งบนตักพร้อมกับวางคางไว้บนไหล่เขาเสร็จสรรพ

...อ้อนอีกแล้วนะ..

“..ที่ผ่านมาเวลาที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้...ผมรู้สึกกลัว” เสียงทุ้มต่ำพึมพำอยู่ข้างใบหูพร้อมกับโอบกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น “กลัวว่าจะทำหน้าที่ดูแลพวกท่านได้ไม่ดีพอ...กลัวไปหมด”

ฮานะทำเพียงแค่นั่งเงียบและตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกคนพูดพร้อมกับวางมือลงบนท่อนแขนแข็งแรงและลูบปลอบแผ่วเบา

“จนบางทีก็นึกโกรธตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้...คิดแค่ว่าถ้าหาเงินได้มากพอจะกลับมาดูแลแม่กับยายให้ดีที่สุด” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่คนฟังกลับสัมผัสได้ว่าวันนี้มันดูผิดแปลกไปเล็กน้อย...ในความเนิบนาบนั้นเจือเสียงสั่นเครือเอาไว้ แม้จะเพียงแค่นิดเดียวแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้พีทกำลังอ่อนแอ “มัวแต่ไล่ตามความต้องการของตัวเอง ดิ้นรนเพื่อความฝันลมๆ แล้งๆ จนลืมนึกถึงคนที่รออยู่ข้างหลัง...มันทำให้ผมไม่ต่างอะไรกับคนเห็นแก่ตัว”

“พีท” ฮานะเอี้ยวตัวกลับไปหาพร้อมกับประคองใบหน้าของเด็กหนุ่มให้ขึ้นมามองกัน “สิ่งที่เธอทำมันไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่ตัวหรอกนะ” นัยน์ตาสีอ่อนเจือความอ่อนโยนตอนที่สบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่กำลังหลงทาง “ทุกคนมีความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ที่ต่างกัน...ฉันเชื่อว่าพวกท่านรู้และเข้าใจว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้น่ะ ทั้งหมดก็เพื่อครอบครอบครัวของเธอ...จริงไหม”

“…”

“ที่ผ่านมาเธอได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ได้วิ่งตามความฝันและได้ลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองรัก...เท่านั้นก็บอกอะไรได้หลายอย่างแล้วนะว่า...ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหนพวกท่านทั้งสองก็พร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เธอเสมอ”

บางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นที่จะต้องพูดหรือแสดงออกมาให้ได้เห็น...แค่เพียงการกระทำเท่านั้นก็มากพอแล้ว..ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะเลือกเดินทางไหนก็มีแม่และยายคอยอยู่เคียงข้างเสมอ พวกท่านไม่เคยบอกให้เขาต้องเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ แต่กลับให้อิสระในทุกด้านเพื่อให้เขาเลือกเดินในเส้นทางที่อยากจะเป็น

“เพราะฉะนั้น...อย่ามัวแต่โทษตัวเองเลยนะ” ฮานะยิ้มกว้างพร้อมกับลูบลงบนใบหน้าคมเข้มอย่างอ่อนโยน “ค่อยๆ เติบโตไปในแบบที่เธอต้องการเถอะ”

“…”

ทั้งสองสบตากันเนิ่นนานจนกระทั่งใครอีกคนเอ่ยปากเมื่อเห็นว่านัยน์ตาคมเข้มคู่นั้นสั่นไหวก่อนหยดน้ำที่เอ่อล้นจะร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบ “...ยังมีฉันอีกคนที่อยู่ตรงนี้...เธอรู้ใช่ไหม?”

“ครับ” เด็กหนุ่มขานรับด้วยเสียงที่แหบพร่าก่อนจะสวมกอดร่างที่เล็กกว่าเอาไว้แน่น

...ขอแค่ฮานะยังอยู่ด้วยกันแบบนี้...ก็เพียงพอแล้ว..

“ผลจากแลปออกมาแล้วพบว่ามีเชื้อเมลิออยด์อยู่ในกระแสเลือด ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะอยู่ในน้ำและดิน หมอไม่มั่นใจว่าคนไข้มีกิจกรรมที่ทำให้ต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงก่อให้เกิดการติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน เพราะเท่าที่ดูจากประวัติแล้วเนื่องจากคนไข้มีโรคประจำตัวพ่วงมาด้วยจึงทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ และมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้มากกว่าคนทั่วไป”

“แล้วอันตรายมากไหมครับ” ร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างเตียงผู้เป็นยายไม่ห่างมาตั้งแต่เช้า ใบหน้าที่เคร่งเครียดกลับผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่าคุณหมอส่ายหน้าและยิ้มออกมา

“ไม่ต้องห่วงค่ะ โชคดีที่ตรวจพบได้ทันก่อนที่เชื้อจะลามไปมากกวานี้...หมอจะให้ยาฆ่าเชื้อทุกวันไปจนกว่าอาการจะดีขึ้นหรือจนกว่าไข้จะลด น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ก็กลับบ้านได้แล้วล่ะค่ะ” คุณหมอเจ้าของไข้พูดเอาไว้แค่นั้นก่อนจะขอตัวกลับออกไปทำงานต่อ

“พีทต้องดุยายแล้วนะ แม่ห้ามก็ไม่ฟัง ลงไปสวนทีไรไม่ชอบสวมรองเท้าบูต” เมื่อได้โอกาสคุณแม่ก็รีบฟ้องใหญ่ รายนี้ดื้อรั้นไม่ต่างกับหลานชายเลยสักนิด

เด็กหนุ่มหันไปมองคนสำคัญในชีวิตของเขาก่อนจะกอบกุมมือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยขึ้นมากดจูบอย่างนุ่มนวลแล้วยิ้มส่งไปให้ “ยายสัญญากับผมได้ไหมครับว่าจะไม่ทำอะไรให้ผมต้องเป็นห่วง” มือข้างนั้นถูกยกขึ้นมาแนบแก้มเอาไว้อย่างรักใคร่พร้อมกับการพยักหน้าตอบรับคำขอของหลานชายอย่างว่าง่าย

“แล้วจะกลับกันพรุ่งนี้เช้าใช่ไหมลูก” คุณแม่หันมาถาม

“ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็พาพี่เขาไปเที่ยวซะสิ ไหนๆ ก็มาทั้งที” เธอเสนอ เพราะตั้งแต่กลับมาก็วนเวียนอยู่แค่บ้านกับโรงพยาบาลกลัวว่าฮานะจะเบื่อเอา

“ไม่เป็นไรครับคุณน้า ผมตั้งใจมาเยี่ยมคุณยายอยู่แล้วเรื่องเที่ยวเอาไว้วันหลังก็ได้ครับ” ฮานะยิ้มรับอย่างเต็มใจ

“ไปพักผ่อนเถอะจ้ะ เห็นพีทบอกว่าฮานะอยากไปเดินเล่นที่กาดด้วยนี่…อีกอย่างคุณยายก็ไข้ลดลงแล้วด้วย ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะจ้ะ” คุณแม่เดินลงไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันกับผู้จัดการคนสวยของลูกชายก่อนจะยกมือขึ้นวางลงบนตักอีกฝ่าย “แล้วก็อีกอย่าง...เรียกแม่เถอะ เรียกคุณน้าแล้วฟังดูห่างเหินกันจัง”

บอกตามตรงว่าเธอนั้นรู้สึกถูกชะตากับอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก...แล้วก็สัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานกันธรรมดาอย่างแน่นอน ดูจากสายตาของลูกชายตัวเองที่มองฮานะแล้วก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปอีกว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นไม่ใช่เรื่องที่รู้สึกไปเองคนเดียว

ช่วงค่ำคืนของย่านตลาดเก่าในเมืองลำปางนั้นเริ่มหนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมบรรยากาศพื้นเมืองของตึกรามบ้านช่องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สองข้างทางเต็มไปด้วยของพื้นถิ่นที่ชาวบ้านนำมาขาย เสียงดนตรีพื้นเมืองดังคลอแว่วไปตลอดสายช่วยเสริมให้บรรยากาศในกาดกองต้านั้นผ่อนคลายมากขึ้น

เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังเล็กที่หยุดเดินดูของกินโดยเฉพาะอาหารพื้นถิ่นอย่างสนอกสนใจใน บางครั้งเจ้าตัวก็หยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปตึกแถวเอาไว้

“พีท...อันนี้อะไร” ฮานะชี้ไปที่กระทงใบตองที่อยู่บนเตาปิ้ง กลิ่นหอมของใบตองและไข่ที่อยู่ด้านในทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาไม่น้อย

“ไข่ป่ามครับ” เขาบอก “ฮานะอยากลองชิมดูไหม” โดยไม่ต้องรอให้คิดฝ่ายนั้นก็พยักหน้ารัวจนเขาต้องเดินไปซื้อมาให้

“เหมือนไข่เจียวเลย” นัยน์ตาคู่สวยก้มลงมองเนื้อไข่นวลเนียนที่ถูกย่างจนหอม ด้านบนมีพริกสดและต้นหอมซอยโรยอยู่ ฮานะตั้งขึ้นมาชิมคำหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาที่แวววาว

“อร่อยไหมครับ” พีทยิ้มพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นไปเช็ดเหงื่อบนปลายจมูกออกให้

“อื้อ อร่อย”

“ฮานะอยากกินอะไรอีกหรือเปล่า”

“พอแล้ว...อิ่มตื้อเลย” เจ้าตัวส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับชูถุงของกินที่ซื้อมาเต็มไม้เต็มมือให้ดูเป็นหลักฐาน ก่อนหน้านี้ก็กินขนมจีบไปแล้วด้วย

ทั้งสองคนเดินไปตามถนนทางเดินอย่างไม่รีบร้อน ในบางครั้งก็สลับกันเดินดูของที่ตัวเองสนใจไปเรื่อยๆ

ฮานะมองตามไปยังคนที่กำลังยืนดูของที่ร้านแผงลอยอย่างสนอกสนใจ เสี้ยวหน้าคมเข้มที่ถูกแสงจากหลอดไฟตกกระทบลงมานั้นมากล้นไปด้วยเสน่ห์จนอดที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเก็บภาพเอาไว้ไม่ได้

“ฮานะ?” เด็กหนุ่มหันมามองตามเสียงชัตเตอร์ด้วยความสงสัย “ทำอะไรครับ”

“ถ่ายรูปไง” ฮานะยักคิ้วให้อย่างอารมณ์ดี “เผื่อวันไหนดังขึ้นมาจะได้เอาไปขายให้แฟนคลับเธอ...ดีไหม” เจ้าตัวหัวเราะชอบใจใหญ่ที่ได้แกล้ง ใบหน้าสวยเจือความสุขในแบบที่เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน แววตาคู่นั้นเปล่งประกายเจิดจ้าไร้ซึ่งความเศร้าหมองเหมือนอย่างที่ผ่านมา

“แล้ว...ผมต้องคิดค่าตัวหรือเปล่าครับ” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกอบกุมข้อมือขาวเอาไว้

“เดี๋ยวนี้หัดต่อรองแล้วเหรอ”

ฮานะหรี่ตามองเจ้าเด็กตัวโตที่นับวันความร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ยิ่งถูกอัพเกรดมากขึ้น เขายื่นมือขึ้นไปดึงแก้มจนยืดเมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ตอบ เอาแต่หัวเราะและมองลงมาด้วยแววตาที่ทำให้ต้องเบือนหน้าหนีออกไปทางอื่นแทน

“ฮานะครับ”

“หืม”

แชะ! 

ยังไม่ทันที่จะได้เงยหน้าขึ้นมองจู่ๆ ก็ถูกฝ่ายนั้นวางคางลงมาบนศีรษะพร้อมกับเสียงชัตเตอร์ที่กดถ่ายภาพที่กล้องหน้าเอาไว้จนได้รูปที่ดูยังไงมันก็เหมือนคู่รักกันชะมัดเลย...

“ฉวยโอกาสเหรอ” ฮานะพยายามแย่งโทรศัพท์ของเจ้าตัวมาดูรูป แต่นอกจากพีทจะไม่ให้แล้วยังชูขึ้นสุดแขนเพื่อต้องการแกล้งเขา

โอเค! ยอมแพ้!

“ฮานะน่ารัก” เด็กหนุ่มยกยิ้มบางเบาก่อนจะเปิดโชว์รูปคู่รูปแรกของพวกเขาให้ดู

มันก็ไม่ได้แย่น่ะนะ...แต่ทำตัวเหมือนเป็นคู่รักวัยรุ่นไปได้...

“ไม่คุยด้วยแล้ว” ฮานะรีบตัดบททันทีเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าก่อนจะเดินหนีออกมาโดยมีฝ่ายนั้นเดินตามมาตีคู่กันแล้วคว้ามือเขาไปจับเอาไว้

“ฮานะ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกในตอนที่เดินมาถึงสะพานปลายทาง บริเวณนี้คนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก

“ว่าไง”

“ชอบที่นี่ไหมครับ” พีทก้มลงมองใบหน้าขาวที่ตอนนี้ขึ้นสีระเรื่อ...ไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะอากาศที่ร้อนหรือเป็นเพราะเขาที่ทำให้ฮานะแก้มแดงได้ขนาดนี้....

แต่ที่แน่ๆ คนมองก็หน้าร้อนไม่ต่างกัน..

“อื้อ ชอบมากเลยล่ะ” เขาพยักหน้าตอบรับตามความรู้สึก...หลงรักเมืองนี้เข้าเต็มเปาซะแล้ว...

“แล้ว...คิดยังไงกับคนที่นี่ครับ ชอบหรือเปล่า”

“ชอบสิ คนที่นี่น่ารักแล้วก็ยัง-...เดี๋ยวนะ” แต่ก่อนที่จะรู้สึกตัวและนึกทบทวนคำถามใหม่อีกรอบเจ้าเด็กตัวโตก็ยืนยิ้มกว้างไปแล้ว

“ขี้โกง...งั้นเปลี่ยนใจไม่ชอบแล้ว” ฮานะยักไหล่เพื่อเปลี่ยนประเด็น แต่กลับรู้สึกว่าไม่สามารถซ่อนใบหน้าร้อนจัดให้หลบพ้นสายตาของคนที่มองลงมาได้เลย

“ใจร้ายจัง” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่รอยยิ้มที่มีกลับไม่จางหาย มิหนำซ้ำยังขยับกว้างขึ้นเมื่อถูกใครอีกคนเอื้อมมือมาปิดปากเอาไว้ให้เขาหยุดพูด

...เพราะตอนนี้สองข้างแก้มของฮานะนั้นแดงจัดจนลามไปถึงใบหูแล้ว..

ร่างของคนที่นอนกอดเกยกันอยู่บนเตียงหลังเล็กนั้นทำให้เกิดเสียงสปริงลั่นท่ามกลางความเงียบสงบในยามค่ำคืน ฮานะกลั้นเสียงเอาไว้ในลำคออย่างสุดความสามารถเมื่อช่วงตัวถูกสอดใส่เข้ามาลึกจนต้องจิกปลายเล็บลงบนผิวเนื้อของเด็กหนุ่มจนเกิดรอย ท่อนล่างที่สอดประสานกันอยู่นั้นค่อยๆ ขยับอย่างเนิบนาบ อุณหภูมิรอบกายพุ่งสูงขึ้นในตอนที่หยาดเหงื่อจากคนที่อยู่เหนือร่างนั้นหยดลงมาผสมกัน เสียงร้องคราเครือเจือไปด้วยแรงอารมณ์ทำให้สะโพกสอบเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น

“อ....พีท” แผ่นท้องแข็งแรงถูกฝ่ามือเล็กดันห้ามเอาไว้เมื่อรู้สึกมากเกินกว่าที่จะรับไหว

ใบหน้าสวยส่ายไปมาอยู่บนหมอนจนเส้นผมกระจายฟุ้ง ฮานะสะอื้นฮักในตอนที่ถูกยกสะโพกลอยขึ้นสูงเพื่อรองรับแรงอารมณ์ ก่อนที่ความอุ่นร้อนจะพวยพุ่งเข้ามาเติมเต็มในตอนที่ทั้งคู่นั้นถึงฝั่งฝัน เรียวขาขาวโอบกระหวัดช่วงเอวสอบเอาไว้แน่น เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของทั้งคู่นั้นสอดประสานกันเป็นจังหวะก่อนจะค่อยๆ สงบลง

หลังจากที่ได้สติฮานะก็รู้สึกกระดากอายขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้า

...เขากับพีทเพิ่งจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในบ้านของพีท..

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีใครอยู่นอกจากพวกเขาทั้งสองคนแต่มันก็อดที่จะละอายใจไม่ได้อยู่ดี...ไม่น่าคล้อยตามแพ้แววตาออดอ้อนของเจ้าเด็กตัวโตเลยจริงๆ ..

“ฮานะ...อายเหรอครับ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามพร้อมกับกดจูบลงบนหลังฝ่ามือขาว

“ไม่ต้องพูดเลย...” ฮานะเลื่อนมือลงมา เผยให้เห็นแค่แววตาที่รื้นน้ำ “..เอาออกไปได้แล้ว” สะโพกเล็กขยับถอยเมื่อรู้สึกร้อนจัดบริเวณช่องทางที่รองรับ ก่อนชีพจรจะเต้นรัวเมื่อได้ยินเสียงเฉอะแฉะในตอนที่ฝ่ายนั้นถอนกายออกไป

ของเหลวร้อนผ่าวไหลออกมาเปื้อนบริเวณซอกขา

...ครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ป้องกันเพราะไม่ได้เตรียมการล่วงหน้ามาก่อน...

“อา ให้ตายสิฉันปล่อยตัวกับเธอเกินไปแล้ว” ฮานะส่ายหน้าไปมาอย่างนึกขบขันตัวเอง

แม้แต่กับอเล็กซ์เองเขาก็ยังนึกไม่ชอบใจทุกครั้งที่อีกฝ่ายสัมผัสกันด้วยตัวตนเปลือยเปล่าไร้เครื่องป้องกัน

แต่กับใครอีกคนนั้นกลับปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะลึกๆ แล้วเขาเองก็ชอบความรู้สึกในตอนที่ถูกร่างกายใหญ่โตเข้ามาเติมเต็มมากเสียจนเผลอเรียกร้องกลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว

...โชคดีที่พกยาคุมฉุกเฉินติดกระเป๋าเดินทางมาด้วย

…พกยาคุมแต่ไม่พกถุงยางอนามัย

...ถ้าจะบอกว่าเป็นความสะเพร่าที่ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น...ก็คงไม่เกินจริง...

_____________________________

เด้นก็อ่อนแอเป็นนะ โอ๋ๆนะคับลูกคนเก่งงง /หอมหัว

แอบสปอยว่าตอนหน้ามี15หน้าค่ะะ ยาวเฟื้อยเลยย แต่จะเป็นอะไรนั้นขออุบอิบไว้ก่อน้า > <

ฝากคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้เด้นด้วยนะคับ หรือจะติด #ดอกไม้ของพีท ทางtwitter ก็ได้น้าา

ความคิดเห็น