Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 10

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.8k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ย. 2562 21:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 10
แบบอักษร

 

10. 

 

หลังจากงานเปิดตัวลี่ชิงก็ยุ่งแทบทุกวัน บางสัปดาห์ถึงขั้นไม่ได้ไปทานข้าวที่บ้านตระกูลจาง การต้องย้ายเข้าไปอยู่เพ้นส์เฮ้าส์ในวันเสาร์อาทิตย์จึงต้องเลื่อนไปอีกถึงสองเดือน

ลี่ชิงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการและสำหรับคนทั่วไป บัญชีอินสตาแกรมส่วนตัวก็มียอดคนติดตามพุ่งเป็นหลักหมื่น มีงานเดินแบบและถ่ายแบบติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีหลายคนส่งประวัติมาที่ SCENT Modelling Agency เพื่อที่จะเป็นนายแบบในสังกัดมากมาย

“พรุ่งนี้กับมะรืนนี้ก็ได้พักแล้ว” ลลิตาเอ่ยพูดขณะรถกำลังแล่นไปยังเพ้นส์เฮ้าส์ที่คุณยายผิงซื้อให้ลี่ชิง

“อืม” เสียงรับคำดังอยู่เพียงในลำคอ ลี่ชิงทิ้งตัวพิงกับเบาะรถอย่างอ่อนแรงหลังจากที่เพิ่งเสร็จงานเดินแบบ เปลือกตาปิดลงเอาแรง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่หลับไปเพราะบางเรื่องที่วนเวียนอยู่ในความคิด

“เหนื่อยไหมลูก” 

คนถูกถามพยักหน้ารับช้าๆ

“แต่ก็สนุกดี”

“แม่ดีใจที่เห็นลูกได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานนะ”

เปลือกตาที่ปิดอยู่ลืมขึ้น ร่องรอยของความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นชัด แต่มันกลับมีแววแห่งความสุข ก่อนจะถูกกลบด้วยความกังวลเมื่อลี่ชิงพูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด ณ ตอนนี้

“อยู่ด้วยกัน...จะเป็นยังไง”

คนเป็นแม่ระบายยิ้มพลางยกมือขึ้นลูบไล้แก้มเนียนเป็นการปลอบโยน

“อาจจะใกล้ชิดขึ้นหรือยิ่งห่างออกไป”

“...”

“มันอยู่ที่ลี่ชิงกับเฟิงหลงเท่านั้น...ใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่านะลูก”

ดวงตาเรียววูบไหวเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิด ช่วงเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันอาจเกิดได้ทั้งเรื่องราวดีๆ และแย่ เป็นการเดิมพันที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อหัวใจ

ลี่ชิงพยายามควบคุมความรู้สึกและความคิด บอกตัวเองไม่ให้กังวลเกินเหตุ กระทั่งถึงจุดหมาย

เพ้นส์เฮ้าส์สุดหรูใจกลางเมืองคือของขวัญจากไหน่ไน ก่อนหน้านี้ได้เข้ามาดูอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่มีเวลาปรับแต่งอะไรมากนัก มันจึงมีเพียงสิ่งของที่จำเป็นและเสื้อผ้าซึ่งเตรียมมาเพียงไม่กี่ชุด

ระบบความปลอดภัยของที่นี่แน่นหนา ต้องมีคีย์การ์ดถึงจะสามารถเข้าตึกและขึ้นลิฟต์ได้ โดยหน้าห้องก็ใช้เป็นระบบสแกนนิ้วมือ

แกร๊ก

ประตูถูกเปิดเข้าไปพร้อมระบบไฟที่ทำงานเมื่อเสียบคีย์การ์ดเข้าตำแหน่ง โทนห้องและของตกแต่งเป็นสีขาวเสียส่วนใหญ่ มีสีไม้อ่อนๆ บ้างเป็นบางอย่าง จึงทำให้บรรยากาศดูโล่งโปร่งและอบอุ่น

“มีของสดเต็มตู้เย็นเลย” ลลิตาที่เดินไปเช็กของในหัวครัวกลับออกมาบอกลูก

“ไม่ได้อยู่กับแม่ ไม่ชินเลย”

น้ำเสียงและสีหน้าของลี่ชิงมีความใจหายคล้ายกับเด็กน้อยตอนแม่ส่งไปโรงเรียนครั้งแรก

ภาพที่มีเพียงตัวเองได้เห็นทำให้ลลิตาอมยิ้มอย่างเอื้อเอ็นดู

ไม่เหลือเค้านายแบบสุดมั่นใจบนเวทีเลยสักนิด

“ลูกโตแล้ว วันหนึ่งก็ต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเอง เป็นเรื่องธรรมดา”

“ถ้าถึงวันนั้นแม่ต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันนะ” วันนั้นที่หมายถึงคือวันที่รู้ความหมายกันดี

“จ้ะ” ลลิตารับคำด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็อยู่กับลี่ชิงต่ออีกพักใหญ่ ก่อนที่จะต้องกลับบ้านเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวกับคนที่กำลังเดินทางมา

ลี่ชิงอ้อยอิ่งไม่อยากให้แม่กลับอยู่หลายนาที กระทั่งคนเป็นแม่ตัดสินใจเด็ดขาด ยามประตูปิดลงแล้วเหลือเพียงคนเดียวในห้องร่างเพรียวก็เดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างหงอยเหงา พลันใจก็เต้นแรงขึ้นมาเมื่อนึกถึงคนที่จะมาถึงในอีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมง

ระหว่างนั้นลี่ชิงก็เลือกที่จะอาบน้ำให้เรียบร้อย ขณะกำลังนั่งดูโทรทัศน์อย่างไม่มีอะไรทำก็ได้ยินเสียงเปิดประตูแว่วเข้ามาในหู ร่างกายจึงขยับลุกขึ้น สูดความตื่นเต้นกลับเข้าไปข้างใน จากนั้นจึงเดินไปหาคนที่เพิ่งมาถึง

พอเจอหน้ากันต่างฝ่ายก็ต่างชะงัก เฟิงหลงยังคงอยู่ในชุดทำงาน มีกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ในมือ เสื้อสูทพาดอยู่บนแขน แล้วลี่ชิงก็ยื่นมือไปเพื่อให้อีกคนส่งทั้งหมดมา

เฟิงหลงมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ และเพราะความเหนื่อยจึงไม่ปฏิเสธ 

“ผมจะเก็บไว้ห้องแต่งตัวนะ” 

ใบหน้าคร้ามคมกดลงรับแบบส่งๆ พออีกคนหมุนตัวเดินจากไปเพื่อเอาของไปเก็บจึงเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟา

ลี่ชิงกลับออกมาอีกครั้งพร้อมแก้วน้ำในมือ ก่อนจะวางมันลงตรงหน้าคนที่กำลังนั่งพักสายตาแบบเงียบๆ

ถึงอย่างนั้นการเคลื่อนไหวก็ทำให้เฟิงหลงรู้สึก เปลือกตาสีเข้มเปิดขึ้น ปรายตามองแก้วน้ำที่เพิ่งถูกวางอยู่บนโต๊ะแล้วก็หยิบมันขึ้นมาดื่มจนหมด

“นวดให้หน่อย” 

เฟิงหลงจำฝีมือการนวดที่ช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ได้จึงเอ่ยบอกเนื่องจากวันนี้ทำงานชนิดที่แบบไม่มีพักมาทั้งวัน

ด้านลี่ชิงก็ซ่อนรอยยิ้มและความตื่นเต้นเอาไว้แล้วลุกขึ้นเดินไปทางด้านหลังโซฟา

“อย่าคิดที่จะแอบจูบฉันอีกล่ะ”

ประโยคที่ดังขึ้นทำให้ลี่ชิงชะงัก มือที่กำลังจะวางลงบนไหล่กว้างกำเข้าหากัน ก่อนลมหายใจจะถูกสูดเข้าแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“แล้วถ้าไม่แอบล่ะ”

“...” คราวนี้เป็นเฟิงหลงที่ชะงัก ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาด้วยไม่คิดว่าลี่ชิงจะตอบกลับแบบนี้

มือบางเริ่มนวดไปเงียบๆ เริ่มจากไหล่แล้วค่อยๆ ขยับเข้าไปแถวต้นคอแกร่งปลายนิ้วเรียวกดและไล้วนในบางจุดเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าบริเวณนั้น พยายามจดจ่ออยู่กับการนวด ไม่มองใบหน้าคมให้เผลอทำอะไรลงไปอีก

ลี่ชิงนวดอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะแปลกใจให้กับการแน่นิ่งและจังหวะหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอ

มือบางชะงัก พอโน้มหน้าลงไปดูจึงรู้ว่าคุณเฟิงหลับไปแล้ว

คิ้วได้รูปเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ยืนนิ่งอยู่สักพักก็ขยับไปประคองคนหลับให้นอนลงดีๆ 

ลี่ชิงมองชุดทำงานที่ยังอยู่บนตัวเกือบครบด้วยความลังเล ครุ่นคิดกับตัวเองว่าจะปล่อยไว้แบบนั้นหรือจะจัดการให้อีกคนนอนสบายขึ้น

แล้วสุดท้ายความเป็นห่วงก็เอาชนะ

ร่างเพรียวนั่งลงบนพื้นแล้วค่อยๆ ถอดถุงเท้าสีเข้มออกไป ตามด้วยการถอดเข็มขัดที่คาดอยู่บนเอวสอบ ดึงชายเสื้อเชิ้ตออกนอกกางเกง เสร็จเรียบร้อยก็กลับเข้าห้องนอนไปเอาอ่างใบเล็กกับผ้าออกมา

ผ้าชุบน้ำอุ่นถูกบิดหมาดๆ แล้วซับไปตามใบหน้าและซอกคอของคนหลับอย่างแผ่วเบา จากนั้นลี่ชิงก็ใช้ผ้าอีกผืนเช็ดเท้าที่อาจจะอับชื้นจากการใส่รองเท้าหนังมาทั้งวัน

พอเอาอุปกรณ์เช็ดตัวไปเก็บก็ออกมาพร้อมผ้าห่มผืนหนา คลี่คลุมลงบนร่างที่นอนทอดยาวบนโซฟา แล้วก็หันไปปิดโทรทัศน์ หรี่ไฟด้านนอกให้เหลือเพียงแสงสลัว 

ลี่ชิงพาตัวเองเข้าไปในห้องนอนเพื่อพักผ่อนพลางคิดว่าดีเหมือนกันที่อีกคนหลับไปแบบนั้นเพราะคืนนี้จะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนว่าจะนอนกันอย่างไร

ขณะคนที่นอนอยู่บนโซฟาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นึกถึงสิ่งที่ลี่ชิงทำเมื่อครู่แล้วใจก็พลันอุ่นวาบ

ความจริงก็เผลอหลับไปแล้วแต่ก็รู้สึกตัวขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่ถูกประคองให้นอนลง

เด็กนั่น...จำเป็นต้องดูแลเขาขนาดนี้เลยหรือไง

--

ลี่ชิงคิดว่าตัวเองตื่นเช้าแล้ว ทว่ากลับพบว่ามีคนตื่นเช้ากว่า

ร่างสูงในชุดลำลองยืนชงกาแฟอยู่ในห้องครัว ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปทำอาหารเช้า

“คุณจะรับมื้อเช้าไหม” 

“ทำเป็น?” เฟิงหลงหันกลับไปถาม

“อืม”

“จะทำอะไร”

“แล้วคุณอยากกินอะไร อาหารไทย จีน หรือว่าแบบอเมริกันเบรกฟาสต์”

“อเมริกันเบรกฟาสต์”

ลี่ชิงพยักหน้ารับแล้วขยับตัวไปยังตู้เย็น หยิบวัตถุดิบที่ต้องใช้ออกมาโดยมีใครบางคนลอบมองการกระทำนั้นด้วยความแปลกใจ

เมื่อรู้สึกตัวว่าเผลอมองนานไปเฟิงหลงก็หยิบแก้วกาแฟมาแล้วเดินออกจากห้องครัวไป

ด้านคนที่ต้องลงมือทำอาหารเองเพราะไม่มีแม่บ้านหรือแม่คอยช่วยก็จัดการทุกอย่างอย่างคล่องแคล่ว โดยอาหารเช้าแบบอเมริกันเบรกฟาสต์ล้วนทำจากวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ เน้นโปรตีนและผักเป็นหลักตามความเคยชิน ใช้เวลาไม่นานนักทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย

ลี่ชิงเดินออกไปตามคนที่นั่งดูข่าวเศรษฐกิจให้มาทานมื้อเช้า พอร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเริ่มลงมือทานก็แอบลุ้นกับปฏิกิริยาอยู่เงียบๆ ทว่ามันก็ไม่มีอะไรให้ได้ดีใจหรือกังวล ใบหน้าคมมีแต่ความราบเรียบ มีเพียงการทานเกือบหมดที่พอจะทำรู้สึกดีใจได้บ้าง

จากนั้นต่างคนต่างอยู่ในมุมของตัวเอง เฟิงหลงดูข่าว เช็กความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ทั่วโลก และทำงาน ขณะที่ลี่ชิงคุยเรื่องตารางงานและรายละเอียดงานต่างๆ อยู่ในห้อง ใกล้ถึงเวลามื้อเที่ยงก็ออกไปถามว่าอีกฝ่ายจะทานอะไรแล้วลงมือทำ 

ช่วงบ่ายเฟิงหลงก็ยังคงทำงาน บ่ายแก่ก็ตรงไปยังห้องออกกำลังกาย ก่อนจะพบกับลี่ชิงที่ออกอยู่ก่อนแล้ว

“ลี่ชิงมีวินัยมาก” 

คำพูดของแกเรนดังเข้ามาในหัว แม้จะเริ่มออกกำลังกายของตัวเองโดยไม่สนใจอีกคน ทว่าสิ่งที่ได้เห็นและรับรู้ก็วนเวียนอยู่ในความคิด

แม้แต่อาหารลี่ชิงยังทานอย่างเคร่งครัด ท่าทางของการออกกำลังกายดูจริงจังตั้งใจ อีกทั้งผลงานแต่ละชิ้นที่ได้เห็นผ่านหูผ่านตาก็เป็นที่พูดถึง

ถึงไม่อยากยอมรับแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กนี่มีความพยายาม

“นายก็รู้ โอเมก้าไม่ได้เกิดมาพร้อมความเก่งกาจแบบพวกนาย การที่ลี่ชิงประสบความสำเร็จในด้านการเรียนขนาดนั้นมันก็บ่งบอกชัดว่าเขามีความพยายามขนาดไหน” 

เฟิงหลงพยายามจดจ่ออยู่กับการออกกำลังกาย แต่เหมือนคำพูดของแกเรนจะรบกวนความคิดไม่หยุด

 

การใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นไปอย่างเรียบเรื่อย แม้ไม่มีการพูดคุยที่มากมายแต่ก็ไม่ได้น่าอึดอัด ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่และกิจกรรมของตัวเอง 

กระทั่งถึงเวลาเข้านอนลี่ชิงถึงได้เริ่มรู้สึกอึดอัดนิดๆ

เตียงนอนที่ยวบลงเพราะมีคนนั่งลงอีกฝั่งทำให้คนที่นั่งพิงพนักเตียงอ่านหนังสืออยู่ก่อนแล้วตัวแข็งทื่อ ดวงตาเรียวเหลือบมองคนที่หยิบไอแพดขึ้นมาเช็กอีเมล 

ลี่ชิงไม่ชินกับการอยู่ร่วมเตียงกับคนอื่นที่นอกเหนือจากแม่ ซ้ำในเวลานี้คนข้างกายยังเป็นคนที่มีผลต่อใจมหาศาล

น้ำลายก้อนเหนียวถูกกลืนลงคอเมื่อกลิ่นอ่อนๆ จากเรือนกายของอีกฝ่ายในสถานที่แบบนี้มันอันตรายสำหรับสัญชาตญาณคู่แห่งโชคชะตา

ถึงไม่ฮีทแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไร

หนังสือในมือถูกวางลง ก่อนลี่ชิงจะดึงผ้าห่มฝั่งตัวเองมาคลุมตัวแล้วขยับลงนอนหันหลัง หลับตาลงเพื่อที่จะได้หลับไปแล้วไม่ต้องคิดอะไรฟุ้งซ่าน

เฟิงหลงเหลือบมองคนร่วมเตียงเป็นระยะจนถึงเวลาที่ต้องนอน รู้สึกแปลกไม่น้อยแต่เมื่อไม่มีทางเลือกจึงหันไปปิดไฟให้ทั้งห้องตกอยู่ความมืด รั้งผ้าห่มผืนของตัวเองขึ้นมาห่ม จากนั้นก็นอนหลังให้อีกคนเช่นเดียวกัน

คนสองคนในเตียงเดียว...มีคนหนึ่งหลับสนิทไม่รู้เรื่องราว ทว่าอีกคนกลับนอนตาค้างเพราะกลิ่นหอมอ่อนจากกายบางไปตลอดทั้งคืน

--

เฟิงหลงไปทำงานในเช้าวันจันทร์ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยสดชื่น ใต้ตาดำคล้ำจนคนสนิทอย่างเฉินแอบมองด้วยความสงสัย พลางนึกไปถึงสาเหตุของสภาพผู้เป็นนายแล้วลอบยิ้ม

หรือว่ามัวแต่ทำอะไรจนไม่ได้หลับได้นอน

“ยิ้มอะไร” เสียงทุ้มเอ่ยถามคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ห่างพร้อมทั้งขมวดคิ้วมุ่น

“เปล่าครับ”

“ไปเอากาแฟมา”

“ครับ”

เมื่อคนสนิทเดินออกไปนิ้วแกร่งก็ยกขึ้นมานวดขมับตัวเอง หวังไล่ความหนักอึ้งจากการนอนไม่หลับออกไปจากหัว ทว่ามันกลับไม่ค่อยเป็นผล แม้กระทั่งกาแฟดำก็แทบไม่ช่วยอะไร

 

“ผมเอาบัญชีของเดือนนี้มาให้ดู”

แกเรนพูดกับคนตรงหน้าพร้อมทั้งวางแฟ้มที่หอบมาลงบนโต๊ะทำงาน

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง” 

เฟิงหลงเหลือบมองแฟ้มนั้นอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่มือก็ทำงานบนคอมพิวเตอร์ไปด้วย

“ดูบ้างเถอะเฟิง เผื่อผมทำให้เงินลงทุนของคุณมันสูญเปล่า”

“ฉันรู้ว่ามันจะไม่มีทางเป็นแบบนั้น”

คนฟังถอนหายใจให้กับประโยคที่อีกฝ่ายพูด ดวงตาสีชมพูที่ทอดมองเจือไปด้วยความอ่อนใจ

เฟิงหลงให้สิทธิ์ในการตัดสินใจเขาทั้งร้อยเปอร์เซ็น ไม่สนแม้กระทั่งเรื่องเงินหรือกำไรที่จะได้คืน ไม่สนบัญชีรายรับรายรายจ่าย ไม่สนใจว่าจะได้อะไรจากเงินลงทุนที่เสียไป

มันไม่ใช่วิสัยของนักธุรกิจ แต่ที่เฟิงหลงไม่สนใจเพราะคำว่ามิตรภาพ

“ยังไงก็ดูๆ หน่อยเถอะนะ” แกเรนแตะมือที่แฟ้มเป็นการย้ำ “แล้วก็ผมเอาโฆษณากับแอดของYbXz มาให้ดู”

มือที่วางอยู่บนเม้าส์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนคำบ่ายเบี่ยงจะดังขึ้น

“ฉันทำงานอยู่”

“ดูสักหน่อยเถอะน่า...อยากให้คุณเฟิงหลงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อช่วยดูหน่อยว่ามันดีไหม”

ไอแพดถูกหยิบขึ้นมาเปิดวีดิโอที่เพิ่งถูกส่งมา เสียงดนตรีรั้งความสนใจของเฟิงหลง เมื่อปรายตามองไปก็ถูกล่อลวงให้ละสายตาไม่ได้สักวินาที

เรื่องราวของโฆษณาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่คนที่อยู่ในโฆษณานั้น...

เม้าส์ในมือถูกกำแน่น ดวงตาคมวาวโรจน์ ยิ่งเมื่อเห็นภาพแผ่นหลังเนียนจนถึงบั้นเอวของคนที่นั่งหันหลังให้กล้องอารมณ์ก็กรุ่นร้อนขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

นี่มันโฆษณาบ้าอะไรกัน!

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร YbXzก็พร้อมจะปกป้องคุณ” 

“ดูรูปแอดสิ”

เมื่อโฆษณาจบลง ภาพนิ่งก็ถูกเปิดขึ้นมา

ยิ่งดูเฟิงหลงรู้สึกอยากโยนไอแพดตรงหน้าทิ้ง

“ลี่ชิงสื่อสารอารมณ์ออกมาให้คนดูรู้สึกอยากปกป้องจริงๆ พรุ่งนี้ก็จะมีการปล่อยโฆษณาชิ้นนี้ออกไป เดาได้เลยว่าต้องถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก”

แกเรนเล่าไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งสังเกตอาการของคนตรงหน้าที่เก็บเอาไว้แทบไม่อยู่ ตอกย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของคนทั้งสองที่เขาสงสัยมากขึ้นไปอีก

“...ฉันจะทำงานต่อ” นานหลายนาทีกว่าเฟิงหลงจะข่มอารมณ์ตัวเองแล้วพูดออกไปได้

“สรุปคุณว่าเป็นยังไง”

“อืม” คำตอบรับนั้นดังขึ้นแบบส่งๆ

“อืมอะไร ดีหรือเปล่า”

“ดี” 

“โอเค งั้นวันนี้ผมไม่กวนแล้ว...ไว้เจอกัน”

ได้คำตอบที่ต้องการแกเรนก็เก็บไอแพดแล้วลุกขึ้น ส่งยิ้มให้คนที่มีใบหน้าราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

ด้านคนที่อยู่ในห้องก็บดกรามเข้าหากัน ความรู้สึกซึ่งไม่ทราบที่มาทำให้เฟิงหลงจัดการมันแทบไม่ถูก

ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าความรุนแรงนี้มาได้อย่างไร

เด็กนั่นคิดจะโด่งดังด้วยการขายเรือนร่างหรือยังไง!

--

แล้วก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อโฆษณาและภาพนิ่งถูกเผยแพร่ออกไปก็กลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว ทั้งด้วยตัวลี่ชิงและปลอกคอคอลเลคชั่นใหม่ของYbXz ที่เสริมกันให้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก

“พูดถึงยิ่งกว่าปลอกคอก็ความขาวเนียนของลี่ชิงนี่แหละ” เกรซเอ่ยพูดขณะกำลังเลื่อนอ่านคอมเมนต์ในอินสตาแกรม

“บอกแล้วว่าคอนเซปต์นี้ดี” ฮานะพูดเมื่อได้เป็นหนึ่งในคนเลือกคอนเซปต์ที่ทางYbXzได้คิดมาสามแบบ

“นี่กอง portfolio จะล้นสตูฯแล้วนะ”

“แล้วมีใครโดนใจบ้างหรือยัง” ลี่ชิงถามขึ้น

“ยังค่า...คุณแกเรนนี่สแกนละเอียดยิ่งกว่าเครื่องสแกนที่สนามบินอีกนะ”

“หาให้ได้แบบลี่ชิง มันเจอได้ง่ายๆ ไหมล่ะ” แกเรนถามผู้ช่วยตัวเองกลับ

“นั่นแหละเหตุผล เพราะฉะนั้นลี่ชิงจะยังเป็นนายแบบคนเดียวของ SCENT...ยืนหนึ่งมากๆ”

“ยืนคนเดียวก็เหงานะ” ลี่ชิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง

“มีทีมงานที่น่ารักแบบพวกเราก็ไม่เหงาหรอก” 

สีหน้าและคำพูดมั่นอกมั่นใจของเกรซเรียกเสียงหัวเราะอย่างอ่อนใจจากทุกคนให้ดังขึ้น ผ่อนคลายกันพอแล้วก็ได้เวลาคุยเรื่องงาน แม้จะมีคิวงานแน่นขนาดไหนแต่ตารางของลี่ชิงจะถูกปรับให้ได้มีเวลาพักผ่อน โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ที่หากไม่ใช่งานสำคัญจริงๆ จะไม่ขอรับ ทว่าก็ค่อนข้างเป็นไปได้ยากเพราะส่วนมากงานเดินแบบหรืออีเวนท์ต่างๆ มักจะมีขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์

 

“แม่เป็นอะไรหรือเปล่า” ลี่ชิงถามขึ้นระหว่างกำลังนั่งรถกลับบ้าน

แม่นิ่งเงียบ ใบหน้าเคร่งเครียด ราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาจนอดถามออกไปไม่ได้

“ป๊ารออยู่ที่บ้าน”

แล้วคำตอบนั้นก็ไขข้อสงสัยทุกอย่าง 

ใบหน้าของลี่ชิงเปลี่ยนเป็นราบเรียบ ดวงตาแข็งกร้าวเมื่อพอจะเดาได้ว่ามีอะไรที่รออยู่

“เรื่องโฆษณาวันนี้สินะ”

“ลูกต้องใจเย็นๆ ป๊าพูดอะไรมาก็อย่าไปสนใจเลยนะ”

ลี่ชิงหันหน้าหนีออกไปนอกรถ ก่อนจะพูดออกมา

“ทำไมป๊าถึงได้เข้ามายุ่งกับชีวิตของผม ทั้งที่ผมพยายามไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขามาตลอด”

เขาใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดา ไม่เคยใช้ชีวิตแบบทายาทตระกูลหวัง ไม่เคยเอาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับทุกอย่างที่เป็นของฝั่งนั้น ไม่เคยยุ่งกับธุรกิจแม้แต่เสี้ยว

เพราะไม่อยากให้สิ่งเหล่านั้นผูกมัดให้ออกจากตรงนี้ไม่ได้

ลี่ชิงอยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

“ความเป็นพ่อลูกไงลูก” แววตาของคนเป็นแม่ไหวสั่นระริก มองเสี้ยวหน้าของลูกพร้อมเอ่ยคำขอโทษอยู่ในใจ

“ลูกที่ป๊าไม่เคยรัก”

“ลี่ชิง...ป๊าไม่ได้ไม่รักลูกนะ”

“แต่ก็ไม่ได้รักขนาดนั้น” ลี่ชิงหันหน้ากลับมาหาแม่ “วันนี้ผมไม่ได้โหยหายความรักจากป๊าแล้วเพราะแค่ความรักของแม่มันเพียงพอ สิ่งที่ผมที่โหยหาคืออิสระในการใช้ชีวิต คือการที่ป๊าจะไม่เข้ามาทำให้เราเสียใจ...ผมขอแค่นั้นเอง”

ดวงตาของลลิตามีน้ำมาคลอหน่วย จุกจนพูดไม่ออก หลังจากนั้นบนรถก็มีเพียงความเงียบ บรรยากาศขมุกขมัว และยิ่งมากขึ้นเมื่อถึงบ้าน

“นี่น่ะเหรอ งานที่แกเลือกทำ...งานที่ต้องแก้ผ้าให้ใครต่อใครดูแบบนี้น่ะเหรอ!!”

เสียงกัมปนาทดังขึ้นทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปในบ้าน ร่างสูงใหญ่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าถมึงทึง

“มันไม่ได้ถึงขนาดนั้นคะ แล้วตอนถ่ายลูกก็ไม่ได้โป๊หมด” ลลิตาเป็นคนอธิบาย

“ไม่ได้โป๊หมด แต่ก็โป๊อยู่ดี” หวัง อี้หย่ง หันกลับไปพูดกับภรรยา ก่อนจะหันกลับไปหาลี่ชิงอีกครั้ง “ฉันชักจะเหลืออดกับลูกคนนี้แล้วนะ...งานที่บริษัททั้งฝั่งนู้นและฝั่งนี้ก็ไม่คิดจะสนใจ ส่วนงานที่ทำก็ไร้สาระสิ้นดี”

“...” ลี่ชิงไม่ตอบโต้ตามคำที่แม่ว่า อดทนเอาไว้ด้วยสองมือที่กำเข้าหากันแน่น

“เลิกเป็นซะไอ้นายแบบอะไรนั่น ฉันไม่ชอบ”

“ทำไมผมต้องทำแค่ในสิ่งที่ป๊าชอบ”

แต่สุดท้ายก็กลั้นเอาไว้ไม่ไหว

“ก็เพราะแกเป็นลูกฉัน”

“คำก็ลูก สองคำก็ลูก มันก็แค่ลมปาก ตั้งแต่จำความได้ ป๊าไม่เคยทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นลูกเลย”

“หวัง ลี่ชิง!” 

ลี่ชิงไม่หวั่นกลัวต่อเสียงเรียกชื่อที่ดังก้องไปทั้งบ้าน ข้อศอกที่ถูกแม่จับเอาไว้ถูกบิดออก ป้าเหมยซึ่งยืนอยู่ห่างๆ มองสถานการณ์อย่างเป็นห่วง

“ป๊าห่วงแค่เพราะผมว่าใช้นามสกุลหวัง”

“ใช่ เพราะแกใช้สนามสกุลหวัง ใครๆ เขาก็รู้ว่าแกเป็นลูกฉัน ทำอะไรก็หัดนึกถึงฉัน นึกถึงตระกูลเอาไว้บ้าง”

“งั้นผมจะเปลี่ยนนามสกุล ไปใช้นามสกุลแม่” 

“ลี่ชิง!!/ลี่ชิง” 

เสียงเรียกชื่อที่ดังขึ้นพร้อมกันจากพ่อและแม่เกิดจากอารมณ์ที่แตกต่าง

คนหนึ่งโมโห อีกคนตกใจ

“คราวนี้จะทำอะไรก็ไม่เสื่อมเสียตระกูลป๊าแล้ว”

หวัง อี้หย่งมองใบหน้าคนพูดด้วยดวงตาซึ่งแดงก่ำเพราะความโมโห ลมหายใจกรุ่นร้อนถูกสูดเข้าลึกๆ จากนั้นจึงเอ่ยพูดเสียงรอดไรฟัน

“ถ้าแกจะปีกกล้าขาแข็ง งั้นก็ออกไปอยู่คนเดียว ไปใช้ชีวิตในแบบของแกที่ไม่ต้องพึ่งคำว่าเป็นลูกของตระกูลหวังอีกต่อไป”

“คุณคะ” ลลิตาเอ่ยเรียกสามีเป็นการเตือนว่าสิ่งที่พูดออกมามันร้ายแรงเพียงใด

“แม่...” ดวงตาของลี่ชิงราบเรียบ ไม่ไหวสั่นกับประโยคของคนเป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย “ไปกัน” 

มือบางคว้าแขนแม่เอาไว้แล้วหมุนตัวก้าวออกจากบ้านไปขึ้นรถโดยไม่ลังเลเลยสักนิด

ทิ้งให้ร่างสูงใหญ่ยืนกำมือเข้ากันจนมันสั่นระริก

หวัง อี้หย่ง ลืมไปว่าสิ่งที่ลี่ชิงได้รับการถ่ายทอดไปจากตัวเองคือความเด็ดขาด

 

“ลี่ชิง ลูกพูดกับป๊าแรงเกินไปนะลูก”

ลลิตาพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเหตุผล

ใช่ว่าเธอจะเข้าข้างแต่ลูก อะไรที่ผิดก็ต้องบอกต้องสอน

“แม่เคยคิดที่จะหย่ากับป๊าไหม” คนถูกถามพูดไม่ออก ได้แต่เม้มริมฝีปากเข้าหากัน “แม่ทนอยู่เพราะว่ารักป๊างั้นเหรอ”

น้ำเสียงของลี่ชิงมีความอยากรู้จากใจจริงเมื่อกำลังนึกหาเหตุผลของการที่คนเป็นแม่ยังอดทนอยู่ตรงนี้

ลลิตายิ้ม ดวงตามีหลากหลายความรู้สึก และหนึ่งในนั้นคือความรักที่มีต่อคนตรงหน้า

ลี่ชิงคือทุกอย่างในชีวิต

“บางทีชีวิตคู่ ชีวิตความเป็นพ่อแม่มันก็มีเหตุผลให้ต้องอยู่ด้วยกันมากมาย แล้วหนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือลี่ชิง”

“แต่ผมไม่อยากให้แม่อดทนแค่เพื่อเพราะผม ถ้าแม่ไม่ได้รักป๊า แม่ก็ควรจะทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ”

“...”

“แม่ควรใช้ชีวิตแบบที่แม่อยากใช้”

ลลิตามองหน้าลูกพร้อมทั้งน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินลงบนแก้ม ก่อนจะปิดเปลือกตาลงเมื่อคนเป็นลูกขยับเข้ามากอดเธอเอาไว้

“การเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบมันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอไป...แต่มันคือการที่ทุกฝ่ายสบายใจต่างหาก” 

--

ที่อยู่ใหม่ของลี่ชิงกับแม่คือบ้านของคุณยาย คุณยายที่ไม่ได้ถามถึงเหตุผลของการมาเลยสักคำ มีเพียงการต้อนรับด้วยรอยยิ้มบางๆ

“ลี่ชิงหลับไปแล้วเหรอ”

“ค่ะ พรุ่งนี้มีงานเลยให้รีบนอน” ลลิตาเอ่ยตอบพลางทรุดตัวนั่งลงบนพื้น มองคนที่ตัวเองรักที่สุดอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังนอนเอนหลังดูละครหลังข่าวอยู่ตรงหน้า

“ทะเลาะกันมาอีกแล้วหรือ” โทรทัศน์ถูกปิดลง จากนั้นสายตาของคนแก่ก็เลื่อนไปมองลูกสาวคนสุดท้องด้วยความเห็นใจ

“แม่คะ” คนถูกถามไม่ตอบแต่เอ่ยเรียกแม่ขึ้นแทน

“หืม?”

“วันนี้...ลี่ชิงพูดบางอย่างกับลิน เขาบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนเป็นลูกไม่ใช่ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการที่ทุกฝ่ายสบายใจ”

“ก็จริงอย่างที่ลี่ชิงพูด...อะไรที่ลินสบายใจก็ทำเถอะลูก พ่อกับแม่ยังนึกเสียใจที่ยอมให้การแต่งงานครั้งนั้นมันเกิดขึ้น”

ปัญหาชีวิตคู่ของลลิตากับหวัง อี้หย่งมีมาตั้งแต่เริ่มแต่งงาน ฝ่ายชายไม่มีความรักให้ลลิตา มีเพียงผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เกื้อหนุนกัน ผลสุดท้ายของชีวิตคู่จึงมีแต่ความระหองระแหงเรื่อยมา

“อย่าเสียใจเลยค่ะแม่ ลินเลือกเอง ลินยอมแต่งงานก็เพราะว่าตอนนั้นลินรักเขา แต่ความรักนั้นมันหมดไปตั้งนานแล้ว” 

ความรักในวัยสาวที่คิดเอาเองว่าการแต่งงานจะเปลี่ยนแปลงให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น ทว่าความจริงกลับมีแต่แย่ลง 

ลลิตาเคยมีความคิดที่จะหย่าตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยธุรกิจและหน้าตาทางสังคม ทำให้ทุกอย่างไม่ง่าย อีกทั้งยังตั้งท้องลี่ชิงขึ้นมา ทุกอย่างจึงดำเนินมาจนถึงตอนนี้

“ตอนนี้ลี่ชิงก็โตพอจะเข้าใจทุกอย่างแล้ว ส่วนธุรกิจยังไงก็ตัดกันไม่ขาด ทางนั้นก็ต้องพึ่งเราเหมือนกัน ถึงลินกับอี้หย่งจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ใช่ว่าจะส่งผลกับตรงนี้มากมาย”

“...บางที คงถึงเวลาที่ลินต้องตัดสินใจสักทีแล้วล่ะค่ะ”

 

 

 

TBC. 

 

ย้ายมาอยู่ด้วยกันครั้งแรกก็มีความอุ่นๆ ละมุนตุ้นในใจแล้น>< 

แต่ว่ากลับมึคนโมโหหึงและมีดราม่าเรื่องพ่อในตอนท้ายซะงั้น 

อยากโอ๋ลี่ชิงมาก ฮือออ คนอ่านมาช่วยกันโอ๋หน่อยเร๊ว 

มาให้กำลังใจชิงชิงกันต่อในตอนหน้านะคะ สัญญาว่าจะมาภายในสามวัน จุ๊บๆ 

ฝากแท็ก #มังกรซ่อนเพชร ด้วยน้า 

ตอนนี้นิยายเรื่องนี้เปิดจองอยู่นะคะ ลิงก์ > http://www.facainovels.com 

ความคิดเห็น