เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 97 เสาหินโบราณ

ชื่อตอน : บทที่ 97 เสาหินโบราณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 303

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ธ.ค. 2562 00:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 97 เสาหินโบราณ
แบบอักษร

ดอกแก่นแท้วารีในมือของถังเฟยหู่เป็นดอกไม้ขนาดเพียงหนึ่งฝ่ามือ ตัวดอกเปล่งแสงสีฟ้านวลที่ทำให้รู้สึกสงบ พลังวิญญาณธาตุน้ำโดยรอบดอกไม้นี้ถูกทำให้สงบนิ่งและไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยราวกับสายน้ำกลางทิวเขาที่นิ่งสงบ 

             ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีต่างก็กลืนกินดอกแก่นแท้วารีเข้าไปในทันที ในตอนนั้นเองที่ภายในจิตใจของทั้งสองราวกับได้รับการชำระล้าง จิตใจได้รับความสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความรู้ภายใต้สภาวะเช่นนี้ราวกับพวกเขาได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสายน้ำที่ไหลไปมาอย่างไร้รูปร่าง 

             ในตอนนั้นเองที่เคล็ดหัวใจพิณได้ส่งผลออกมาอย่างเต็มที่ วิชานี้คือเคล็ดฝึกจิตประเภทหนึ่งที่ทำให้จิตใจสงบลงราวกับเสียงพิณอันแผ่วเบาและนิ่งสงบ ซึ่งจิตใจดั่งนั้นตรงเข้ากับใจความสำคัญของศาสตร์แห่งวารี ความเข้าใจในพลังวารีของเขากำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยผลที่ผสานกันระหว่างเคล็ดหัวใจพิณและดอกแก่นแท้วารี 

             ความเข้าใจในศาสตร์วารีที่เพิ่มพูนขึ้นของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนล้ำหน้าอสรพิษวารีที่เป็นสัตว์อสูรทะเลที่ใกล้ชิดกับธาตุน้ำตั้งแต่เกิดเสียอีก ซึ่งระหว่างที่เขาทำความเข้าใจพลังธาตุวารีอยู่นั่นเองเขาก็ได้ใช้ฝ่ามือจันทรารวมศูนย์เพื่อดึงดูดพลังวิญญาณธาตุวารีโดยรอบเข้ามาในร่างกายจำนวนมากเพื่อที่เขาจะได้ทำความเข้าใจได้ดีกว่าเดิม 

             แต่การรับพลังวิญญาณเข้ามารวดเร็วจนเกินไปเช่นนี้ทำให้พลังภายในร่างของเขาไม่บริสุทธิ์ เมื่อเขาทำความเข้าใจพลังธาตุน้ำเหล่านั้นจนถึงขีดสุดแล้วก็เร่งรีบขับพลังวิญญาณวารีพวกนั้นออกไปในทันที เขาได้ทำเช่นนั้นวนไปมาจนความเข้าใจธาตุวารีของเขานั้นเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

             กระบวนการทั้งหมดได้ดำเนินไปเรื่อยๆกว่าสามวัน ในที่สุดภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่ก็ได้บังเกิดห้วงน้ำที่หมุนวนอยู่ที่จุดบริเวณหนึ่งในนั้น จุดแสงสีฟ้าขนาดเล็กได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆด้วยการดูดกลืนห้วงน้ำภายในห้วงวิญญาณ ห้วงน้ำเหล่านั้นได้ก่อเกิดขึ้นจากความเข้าใจและความลึกซึ้งในศาสตร์วารี 

             ห้วงน้ำสีฟ้าในห้วงวิญญาณได้ควบรวมกันอยู่ภายในนั้นจนได้ก่อเกิดมังกรวารีสีฟ้าขึ้นภายในนั้น มังกรวารีตนนั้นได้ขยับเคลื่อนไหวและม้วนตัวเข้าจนกลายเป็นตราสีฟ้ากระจ่างใสอยู่ภายในห้วงวิญญาณ ตรามังกรวารีนี้ก็คือญาณแห่งวารี 

             ถังเฟยหู่บรรลุซึ่งญาณแห่งวารีแล้ว! 

             ชายหนุ่มได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจอันลึกซึ้งในศาสตร์แห่งวารี เขาได้ทดลองขยับฝ่ามือด้วนกระบวนท่าจันทรารวมศูนย์ พลังธาตุวารีที่เขาดูดกลืนได้จากห้วงน้ำของแดนลับทะเลปีศาจเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายส่วน ความเข้ากันได้กับพลังธาตุวารีก็เพิ่มขึ้นอีกทั้งหากเขากระตุ้นญาณแห่งวารีขึ้นมาก็จะทำให้กระบวนท่าโจมตีในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันเข้มแข็งขึ้น 

             เดิมทีนั้นการบรรลุซึ่งญาณชนิดต่างๆต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเช่นการอยู่ในขอบเขตก่อเกิดเท่านั้น แต่ถังเฟยหู่เคยทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะสภาพร่างกายของเขาที่ฝึกฝนกายามาอย่างต่อเนื่องจนเทียบเท่าได้กับคนที่อยู่ในขอบเขตก่อเกิดก็เป็นได้ 

             ซึ่งหลังจากถังเฟยหู่บรรลุซึ่งญาณแห่งวารีแล้วก็ได้หันกลับไปสำรวจอสรพิษวารีที่กำลังสะสมพลังและความเข้าใจในศาสตร์ของวารีเพื่อก่อร่างญาณแห่งวารี เขาได้ถ่ายทอดความเข้าใจกว่าหลายส่วนในศาสตร์แห่งวารีให้แก่มันผ่านทางสายสัมพันธ์ของเจ้านายและทาสอสูร แม้สัตว์อสูรระดับต่ำจะมีสติปัญญาที่น้อยแต่ถังเฟยหู่ก็พยายามจะสอนมันให้เข้าใจในศาสตร์แห่งวารีให้ได้ แม้เขาจะสั่งสอนมันไปมากมายแต่ดูเหมือนว่ามันจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เขาสอนได้เพียงเล็กน้อย 

             ถังเฟยหู่ได้นั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้าของอสรพิษวารีและเริ่มทำการแสดงพลังในศาสตร์วารีให้แก่มันได้ดู เขาได้ขับเคลื่อนและควบคุมพลังวิญญาณวารีออกมา ใช้การควบคุมที่เล็กและละเอียดอ่อนอีกทั้งฝ่ามือที่ขยับเคลื่อนไหวอย่างพริ้วไหวและไหลลื่นราวกับสายน้ำออกมา ซึ่งฝ่ามือของเขาแฝงไว้ด้วยพลังในศาสตร์วารีนั่นเอง 

             อสรพิษวารีจับจ้องฝ่ามือทั้งสองข้างของถังเฟยหู่อย่างไม่วางตา แม้มันจะไม่เข้าใจมากนักแต่มันก็พยายามที่จะจดจำและทดลองทำตามฝ่ามือที่พริ้วไหวดั่งสายน้ำทั้งสองนั่นดูบ้าง มันพยายามควบคุมห้วงน้ำโดยรอบและขยับตามฝ่ามือของถังเฟยหู่ 

             ผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดภายในวิญญาณของอสรพิษวารีก็ได้ก่อเกิดตรามังกรวารีที่เป็นสัญลักษณ์ของญาณแห่งวารีขึ้นจากความช่วยเหลือจากดอกแก่นแท้วารีที่เหลืออยู่อีกหนึ่งดอกสุดท้าย สำหรับสัตว์อสูรแล้วก็สามารถก่อร่างสร้างญาณได้เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเช่นการเป็นสัตว์อสูรระดับสองและสติปัญญาพอที่จะบรรลุความเข้าใจอันลึกซึ้งในพลังวิญญาณธาตุ 

             เดิมทีอสรพิษวารีเป็นสัตว์อสูรระดับสองอยู่แล้วแต่เพราะได้รับการกลืนกินผลึกอสูรอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งเร้าให้พัฒนาสู่ระดับสาม แต่การทำเช่นนี้ก็ทำให้พลังของสัตว์อสูรไม่บริสุทธิ์และไม่มั่นคงเหมือนกับมนุษย์ที่รีบเร่งฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขอบเขตถัดไปโดยไม่สนใจพื้นฐาน…ไม่ต่างกันแม้แต่น้อย 

             แต่เพราะสถานการณ์ที่บีบเช่นนี้จึงทำให้เขาต้องเร่งรีบพัฒนาความสามารถของอสรพิษวารีให้รวดเร็วที่สุด ส่วนพื้นฐานต่างๆของอสรพิษวารีอาจยังพอแก้ไขทันหากยังไม่ได้ข้ามสู่ขอบเขตสัตว์อสูรระดับสี่ในชั้นพิภพ หากกดดันไม่ให้มันพัฒนาสู่ระดับถัดไปและพยายามปูรากฐานพลังและร่างกายเสียใหม่อาจจะเป็นประโยชน์กับมันมากนัก 

             ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ทำลายหินที่เขาปกปิดทางเข้าถ้ำไว้และเริ่มออกเดินทางไปพร้อมกับอสรพิษวารีอีกครั้ง อสรพิษวารีที่บรรลุญาณแห่งวารีสามารถควบคุมห้วงทะเลรอบร่างกายของมันได้มากขึ้นและยังสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มันสามารถควบคุมห้วงน้ำเพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อีกด้วย 

             ความรวดเร็วของอสรพิษวารีน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมสองถึงสามเท่าได้ อีกทั้งเมื่อเจอสัตว์อสูรทะเลระหว่างทางถังเฟยหู่ก็จะให้อสรพิษวารีเป็นผู้ลงมือเองเสียส่วนใหญ่เพื่อให้มันคุ้นชินกับทักษะใหม่อย่างการควบคุมน้ำหรือแม้แต่ญาณแห่งวารีที่มันพึ่งบรรลุ เบื้องหน้าของทั้งสองคือฝูงสัตว์อสูรระดับสองนามปลากระดูกปีศาจ 

             ร่างของปลากระดูกปีศาจเป็นสีขาวโพลนและเต็มไปด้วยชิ้นส่วนกระดูกที่แทงทะลุผิวหนังออกมา ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับดวงไฟวิญญาณ ร่องดวงตาของมันลึกบุ๋มลงไปจนทำให้ดวงตาของมันน่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นราวกับหัวกะโหลก ปลายคลีบของมันเต็มไปด้วยกระดูกที่ยื่นยาวออกมาราวกับกรงเล็บ บนแผ่นหลังของมันก็มีคลีบที่ยื่นยาวออกไปและปลายหางของมันเต็มไปด้วยกระดูกอันแหลมคม คมเขี้ยวของมันแหลมคมและยื่นยาวออกไปจนเลยความสูงของตัวมันเสียอีก 

             ปลากระดูกปีศาจสิบกว่าตัวว่ายวนล้อมรอบร่างกายของถังเฟยหู่และอสรพิษวารี พวกมันแต่ละตัวต่างก็พุ่งร่างเข้าใส่ทั้งสองและใช้กระดูกอันแหลมคมทิ่มแทงเพื่อโจมตี แต่ถังเฟยหู่สามารถหลบรอดจากการพุ่งตัวของปลากระดูกปีศาจเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แต่ทางด้านอสรพิษวารีเองก็สามารถหลบการโจมตีเหล่านั้นได้ยากลำบากอยู่บ้าง 

             ถังเฟยหู่ว่ายขึ้นไปเหนือร่างของเจ้าอสรพิษและยืนอยู่บนหัวของมันพร้อมกับโคจรสายเลือดดวงตาและใช้ออกด้วยวิชาตาเหยี่ยวพันลี้ ดวงตาสีม่วงของเขาตวัดตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของปลากระดูกปีศาจ “อสรพิษวารี ใช้หอกน้ำโจมตี!” ถังเฟยหู่ออกคำสั่งบงการให้ทาสอสูรของตนเองโจมตีในทันที! 

             ห้วงน้ำบริเวณด้านข้างร่างกายของอสรพิษวารีได้ถูกมันควบคุมไว้โดยสมบูรณ์แบบ ห้วงน้ำที่ถูกควบคุมได้ถูกบังคับและบิดผันให้แหลมคมและยืดยาวจนกลายเป็นหอกที่สร้างขึ้นจากน้ำ นี่คือกระบวนท่าที่ถังเฟยหู่คิดขึ้นเพื่อให้อสรพิษวารีสามารถโจมตีศัตรูในระยะไกลได้อย่างรวดเร็ว หอกสายน้ำได้พุ่งออกไปยังทิศทางที่ถังเฟยหู่สั่งและในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่ร่างของปลากระดูกปีศาจได้พุ่งตัวมาอย่างรวดเร็ว! 

             ฉึก!! 

             เสียงของหอกน้ำที่แทงผ่านเลือดเนื้อของปลากระดูกปีศาจดังขึ้นอย่างถนัดถนี่ ชายหนุ่มได้ใช้สายเลือดดวงตาเพื่อคาดเดาทิศทางการจู่โจมของสัตว์อสูรทะเลเหล่านี้และสั่งการให้อสรพิษวารีจู่โจมเพื่อดักทางพวกมันเสีย 

             “ดีมาก!” ถังเฟยหู่เอ่ยชมอสรพิษวารีออกมา แต่เขายังคิดว่าการโจมตีของมันสามารถรวดเร็วได้มากกว่านี้จึงได้สั่งให้มันจู่โจมออกไปอีกหลายครั้ง หลังจากอสรพิษวารีกำจัดปลากระดูกปีศาจไปได้อีกสามตัวเขาจึงเริ่มพอใจที่หอกวารีของเจ้าอสรพิษสามารรถรวดเร็วกว่าเดิมและเรียกใช้งานได้คล่องกว่าสองในสิบส่วน 

             “ถึงเวลาปิดฉากแล้ว! กระตุ้นญาณแห่งวารีเสีย!” ถังเฟยหู่ตะโกนสั่งออกไป เขาได้กระโดดขึ้นและลอยตัวอย่างกลางห้วงน้ำ อสรพิษวารีเองก็ตอบรับคำสั่งและว่ายวนไปมาล้อมรอบร่างกายของถังเฟยหู่ ร่างของมันเปล่งแสงสีฟ้าและดึงดูดพลังวิญญาณแห่งวารีจากห้วงทะเลเข้ามา ฝ่ามือทั้งสองของถังเฟยหู่ก็ใช้ออกด้วยจันทรารวมศูนย์เพื่อช่วยรวบรวมพลังธาตุวารีให้แก่ทาสอสูรของตน 

             ญาณแห่งวารี จันทรารวมศูนย์! 

             ภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่และภายในวิญญาณของอสรพิษวารีที่มีญาณแห่งวารีสีฟ้าอยู่ได้ส่งเสียงเรียกหาและสอดประสารกัน ในตอนนั้นเองที่พลังวิญญาณวารีถูกญาณแห่งวารีเร่งเร้าขึ้นราวกับคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ ห้วงน้ำโดยรอบถูกทั้งสองคนดึงดูดเข้าหาราวกับเกิดภัยพิบัติขนาดย่อมขึ้นมา! 

             คลื่นนนนน 

             ห้วงน้ำใต้ทะเลถูกเหวี่ยงและหมุนวนไปตามการคลื่นไหวของอสรพิษวารี และในตอนนั้นเองที่หอกวารีได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างที่มันได้ว่ายวนรอบร่างกายของถังเฟยหู่ หอกจำนวนมากได้พุ่งออกไปจากห้วงน้ำที่ถูกดึงดูดจนกลายเป็นทรงกลมด้วยการว่ายน้ำที่รวดเร็วของอสรพิษวารี หอกน้ำที่พุ่งออกไปนั้นมีความรวดเร็วและรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยการหนุนเสริมจากญาณแห่งวารีสองอัน! 

             ฉึก! ฉึก!! ฉึก!!! 

             หอกวารีนับพันนับหมื่นพุ่งออกไปรอบทิศทางราวกับห่าฝน! ปลากระดูกปีศาจแทบทั้งหมดต่างก็ว่ายน้ำหลบหนีกันเป็นจ้าละหวั่น มีพวกมันหลายสิบตัวถูกหอกน้ำพุ่งเสียบร่างจนตกตายไป แต่ก็มีอีกหลายตัวที่บาดเจ็บหนักแต่ก็ยังไม่ตาย 

             เมื่อใช้กระบวนท่าทั้งหมดออกไป อสรพิษวารีก็ได้หยุดว่ายและขยับกายไปอยู่ด้านข้างถังเฟยหู่ด้วยใบหน้าที่อ่อนล้า กระบวนท่านี้ใช้พลังของมันออกไปแทบจะหมดสิ้นทั้งการใช้พลังควบคุมห้วงน้ำและใช้ญาณแห่งวารีออกมา ในตอนนั้นเองที่ร่างของมันได้เปล่งแสงสีฟ้าและแตกกระจายออกกลายเป็นละอองปราณกลับคืนสู่ห้วงวิญญาณ 

             ถังเฟยหู่กวาดสายตาออกไปสำรวจปลากระดูกปีศาจที่เหลืออยู่ทั้งหมดสามตน สองตนนั้นถูกหอกวารีแทงทะลุร่างและบาดเจ็บที่หัวอย่างหนักจนมีสภาพใกล้ตายเต็มที ส่วนอีกหนึ่งตัวที่เหลือถูกหอกวารีแทงที่กลางลำตัวและส่วนหางอีกสองแผล 

             ฝ่ามือธุลีจันทรา แสงจันทราทะยานฟ้า! 

             ฟิ้ววววว!! 

             ปราณดาบจันทร์เสี้ยวสองเล่มพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและฆ่าปลากระดูกปีศาจที่บาดเจ็บหนักที่สุดสองตัวให้ตายลงในทันที จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้แตะลงไปบนกำไลมิติของตนและเรียกยันต์อาคมผนึกอสูรออกมาไว้ในมือ เขาได้โคจรปราณใส่ยันต์อาคมผนึกอสูรในมือเพื่อกระตุ้นอาคมให้ทำงานและขว้างซัดแผ่นยันต์ออกไป 

             ฟิ้วววว 

             แผ่นยันต์ได้ประทับอยู่บนร่างของปลากระดูกปีศาจที่เหลืออยู่ตนสุดท้าย อาคมผนึกได้ครอบคลุมร่างของมันอย่างรวดเร็วและเพียงในเวลาไม่นานปลากระดูกปีศาจก็ถูกจับไปและหายเข้าไปสู่ภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่อย่างไม่อาจขัดขืน อาการบาดเจ็บของมันทำให้มันไม่สามารถดิ้นรนภายในการจับของถังเฟยหู่ได้ จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้กระตุ้นปราณมรณะและใช้กายหยาบมารแห่งปลาปีศาจเพื่อว่ายน้ำออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อร่นเวลาในการเดินทาง 

             หลังจากนั้นอีกสามวัน อสรพิษวารีก็ได้ฟื้นคืนพลังและถูกถังเฟยหู่เรียกออกมาเพื่อใช้ขับขี่เป็นพาหนะอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาเดินทางโดยไม่หยุดหย่อนเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนและในที่สุดพวกเขาก็ได้เดินทางมาถึงยังเสาหินโบราณขนาดใหญ่แล้ว 

             ความรวดเร็วของอสรพิษวารีในตอนนี้นับว่ารวดเร็วเป็นอย่างมาก และเมื่อกระตุ้นญาณแห่งวารีออกมาจะทำให้สามารถเคลื่อนที่ในห้วงน้ำได้เร็วมากยิ่งขึ้นเพราะการควบคุมน้ำเพื่อใช้หนุนเสริมความเร็วได้ดีขึ้น ถังเฟยหู่ได้ใช่วิธีการกระตุ้นญาณแห่งวารีของพาหนะตัวนี้เป็นครั้งคราวเพื่อเร่งความเร็วในการเดินทาง 

             ถังเฟยหู่เงยหน้าขึ้นมองเสาหินโบราณตรงหน้า ความกว้างของมันใหญ่ยิ่งกว่าขนาดของเมืองฝูโจวซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลฟูเฉียนเสียอีก “เสาหินแห่งนี้….สูงราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ขนาดของมันใหญ่กว่าที่คิดเสียอีก” เขาถึงกับเอ่ยปากชมออกมาเมื่อเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่แบบนี้ 

             วัตถุแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ แต่ไม่แน่ว่าบางทีแดนลับแห่งนี้อาจจะไม่ใช่เพียงแค่แดนลับที่ตกทอดจากยอดยุทธ์ในชั้นนภา แต่อาจถึงขั้นเป็นแดนลับที่ตกทอดจากเทพเจ้าโบราณในตำนานก็เป็นได้ ถังเฟยหู่รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หากเขาได้รับมรดกหรือสิ่งตกทอดจากเทพเจ้า เขาก็อาจจะมีพลังมากพอที่จะสามารถแก้แค้นสกุลเฟิงที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับครอบครัวของเขาได้! 

             ญาณแห่งโลหิต ตาเหยี่ยวพันลี้ 

             ดวงตาของเขาได้เปล่งแสงลี้ลับสีม่วงดำออกมา จากนั้นภาพเบื้องหน้าในครรลองสายตาของเขากลับชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง ถังเฟยหู่ตวัดสายตาของตนออกไปเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนี้และเขาก็ได้พบเข้ากับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหลากหลายจุด ส่วนมากนั้นเป็นศิษย์ของสำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดารา 

             ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกระจายกำลังออกไปเพื่อสำรวจเสาหินโบราณอันใหญ่ยักษ์เบื้องหน้า พื้นที่โดยรอบของเสาหินโบราณเป็นแอ่งหินขนาดใหญ่ที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตและพืชพันธุ์ใดๆ ความรู้สึกโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยความหนาวเย็นที่เสียดแทงไปถึงกระดูก เต็มไปด้วยความรู้สึกที่บ่งบอกถึงอันตรายอยู่ทุกชั่วขณะ 

             ในตอนนั้นเองที่สายตาของถังเฟยหู่สังเกตถึงบุคคลผู้หนึ่งที่คุ้นเคย นั่นก็คือศิษย์พี่หยางถิง นางกำลังนำคนกลุ่มหนึ่งของสำนักออกสำรวจ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกนางจะไม่ค้นพบสิ่งใดเลย แต่หยางถิงและกลุ่มก็ยังไม่ละทิ้งความพยายามและออกตามหาต่อไป 

             ถังเฟยหู่ได้กวาดสายตาของตนต่อไปเพื่อลอบสำรวจกลุ่มคนต่างๆที่ได้มาถึงยังเสาหินโบราณแห่งนี้แล้ว อีกกลุ่มที่เขาพบเห็นก็คือกลุ่มของสำนักแปดดาราที่นำโดยมู่หยงหลินซึ่งเป็นยอดฝีมือในขั้นก่อเกิดของฝ่ายสำนักแปดดารา 

             ก่อนหน้านี้มู่หยงหลินมีฝีมือค่อนไปทางเหนือกว่าต๊กโกวฉิวหลง แต่เพราะสำนักเสียงสวรรค์ที่เข้าร่วมการสำรวจแดนลับทะเลปีศาจมีหยางถิงที่อยู่ในขอบเขตก่อเกิดเช่นกันทำให้อาจดูเหนือกว่าแต่หยางถิงถนัดวรยุทธ์ในศาสตร์ดนตรีที่เน้นการโจมตีเป็นวงกว้างและสนับสนุนเสียมากกว่า อีกทั้งไม่อาจต่อสู้ยืดเยื้อได้มากนัก นั่นจึงทำให้สองสำนักที่เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้คานอำนาจกันไว้ 

             แต่เพราะการตายของต๊กโกวฉิวหลงจึงทำให้สมดุลนั้นพังทลายลง! สำนักแปดดาราที่รวมกลุ่มกันดูจะเป็นขุมพลังที่มากที่สุดในแดนลับแห่งนี้ พวกเขาได้รวมกลุ่มกันที่บริเวณหนึ่งพื้นผิวเสาหิวโบราณ ลักษณธของพวกเขาดูเหนือล้าเป็นอย่างมาก ซึ่งถังเฟยหู่ที่พึ่งมาถึงยังไม่ทราบถึงเรื่องราวต่างๆจึงไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่าทำไมกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้กลับตกอยู่นสภาพเช่นนี้ 

             จากนั้นเขาจึงได้ลอบสำรวจต่อไป เขาได้ค้นพบศิษย์สำนักของตนที่แยกกลุ่มออกมาจากกลุ่มของหยางถิงกำลังเดินไปรอบๆเสาหินนั้นด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก พวกเขามีสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างมากพร้อมกับมองขึ้นไปด้านบนเป็นครั้งคราว 

             ถังเฟยหู่ที่กำลังทำสีหน้างุนงงเองก็ได้เงยหน้าขึ้นสู่เบื้องบนเพื่อสำรวจเสาหินโบราณนั้นเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่เขาได้สังเกตเงาดำที่เกาะอยู่บนพื้นผิวของเสาหินโบราณ เงาทั้งเก้านั้นคือร่างเงาของมนุษย์ กำลังมีคนพยายามปีนเสาหินนี้ขึ้นไปสู่เบื้องบน! 

             “ดูท่าเสาหินต้นนี้คงจะไม่ธรรมดาเป็นแน่ ไม่ทราบว่าสายตาของพวกเขาทำไมจึงดูหวาดกลัวเสาหินต้นนี้นัก” ถังเฟยหู่พยายามประเมิณสิ่งที่พบเห็นอยู่ตรงหน้าพร้อมกับจับจ้องไปยังเงาดำทั้งเก้าเบื้องบน “...คนพวกนั้น เป็นมิตรหรือศัตรูก็ไม่ทราบ พวกนั้นอาจจะมิใช่คนของทั้งสองสำนัก บางที่อาจจะเป็นคนนอกหรือว่าเป็นอุปสรรคที่เจ้าของแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้จัดสร้างไว้” 

             ถังเฟยหู่เก็บงำวิชาสายเลือดดวงตาของตนเองกลับมาและหาสถานที่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นนักเพื่อนั่งโคจรลมปราณเพื่อฟื้นพลังต่างๆภายในร่าง เขาได้เลือกซอกหินบริเวณหนึ่งซึ่งห่างออกมาจากแอ่งหลุ่มบริเวณเสาหินโบรา 

             หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พลังภายกายของถังเฟยหู่เต็มเปี่ยมอย่างถึงที่สุด ชายหนุ่มที่สวมใส่หน้ากากจิตวิญญาณอยู่ได้ออกจากที่พักของตนและลอบเข้าใกล้บริเวณเสาหินโบราณโดยที่ไม่มีใครทราบ 

             แม้การเดินทางเป็นกลุ่มกับสำนักของตนอาจจะปลอดภัยกว่า แต่การปกปิดตัวตนและลอบเดินทางแต่เพียงผู้เดียวก็ได้มอบโอกาสที่จะพบเจอทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามากกว่านัก เขาสามารถเก็บพวกมันไว้กับตัวโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งปันให้แก่ใคร 

             ถังเฟยหู่ได้เดินทางจนมาถึงเสาหินโบราณในที่สุด เขาได้เอื้อมมือของตนออกไปสัมผัสกับเสาหินโบราณตรงหน้า พื้นผิวของมันขรุขระและแผ่ความเย็นเยียบราวกับโลหะออกมา เมื่อสัมผัสกับเสาหินต้นนี้มันกลับทำให้เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง 

             มันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเป สับสนและไม่อาจทราบว่าคือความรู้สึกใดกันแน่ เขาได้เงยหน้าขึ้นและมองขึ้นสู่ด้านบน เขาได้ออกแรงถีบใส่พื้นเพื่อส่งร่างของตนเองให้พุ่งสูงขึ้นไปด้านบนเพื่อไปถึงยอดด้านบนให้รวดเร็วที่สุด แต่ร่างของเขาลอยขึ้นไปได้ไม่กี่จั้งก็กลับมีแรงดึงอันแปลกประหลาดราวกับมีมือลึกลับที่มองไม่เห็นได้ดึงร่างของเขาให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง ร่างของเขาพลิกกลับและหลังของเขาก็กระแทกเข้ากับพื้นหินแข็งเบื้องล่างจนพื้นนั้นสั่นสะเทือนเล็กน้อย 

             หากเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกเจ็บปวดมากมายนัก แต่ร่างกายของถังเฟยหู่ผ่านการฝึกฝนกายาหลากหลายแบบจึงทำให้คงทนมากกว่าคนในขอบเขตเดียวกันนัก เขาจึงแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดมากมายเท่าไหร เขาได้ทำการลองเรียกอสรพิษวารีออกมาเพื่อลองให้มันพาร่างของเขาว่ายขึ้นสู่ด้านบน แต่ผลก็เป็นเหมือนเดิม 

             เขาได้เงยหน้าขึ้นไปมองเงาของกลุ่มคนทั้งเก้าที่อยู่ด้านบน “ดูเหมือนว่าการปีนป่ายขึ้นไปจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ไม่อาจใช้กลโกงใดๆได้โดยง่าย” ถังเฟยหู่เข้าใจเงื่อนไขเหล่านั้นด้วยร่างกายของตนโดยง่าย เขาเอื้อมมือทั้งสองออกไปและโคจรวิชาดัชนีเหล็กเพื่อช่วยเพิ่มแรงในการยึดเกาะขึ้น 

             นิ้วทั้งห้าของถังเฟยหู่ราวกับเป็นคีมเหล็กที่ยึดเกาะเข้ากับเสาหินโบราณเบื้องหน้า เขาได้สลับมืออีกข้างหนึ่งเอื้อมไปด้านหน้าและยึดเกาะเข้ากับพื้นผิวด้านบน ขาทั้งสองได้ช่วยออกแรงถีบดันร่างของตนไปทางพื้นผิวเบื้องหน้าเพื่อส่งร่างของตนเองให้สูงขึ้นจากนั้นเขาจึงได้ปล่อยมือเบื้องล่างและเอื้อมขึ้นไปเกาะด้านบนที่สูงขึ้น 

             “ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจถูกต้อง ไม่มีพลังงานประหลาดมาดึงร่างให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่างอีกแล้ว” ถังเฟยหู่ยิ้มออกมาอย่างพอใจและออกแรงเพื่อปีนป่ายต่อไป แต่เขาเองก็ยังไม่วางใจโดยง่าย นั่นเพราะหากอุปสวรรคมีเพียงเท่านี้คงไม่อาจทำให้ศิษย์ของสองสำนักทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อีกทั้งยังหวาดกลัวอยู่เล็กน้อยเช่นนั้นได้ 

             ถังเฟยหู่ยังคงออกแรงปืนป่ายขึ้นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย ในระหว่างที่เขาปีนขึ้นไปนั้นเขาก็ได้ขยับเคลื่อนร่างของตนเพื่อหลบออกไปทางด้านข้างเพื่อจะได้ไม่เจอกลุ่มคนทั้งเก้าที่ปีนขึ้นไปก่อน 

             เขายังไม่ทราบว่ากลุ่มคนทั้งเก้าคือใคร อีกทั้งการต่อสู้ระหว่างปีนป่ายขึ้นไปด้านบนเช่นนี้นับว่าอันตรายนัก หากเขาพลาดหลุดร่วงลงไปอาจถูกแรงดึงดูดอันพิสดารในพื้นที่แห่งนี้ดึงรั้งร่างกายของตนให้ร่วงลงไปอย่างแรงจนถึงแก่ความตาย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการตายที่สยดสยองจนไม่หลงเหลือร่างกายไว้เลยก็ได้ ด้วยความสูงที่มากขึ้นเรื่อยการถูกดึงร่างลงมาด้วยแรงมหาศาลจะทำให้ร่างกายแหลกเละไร้ที่กลบฝั่ง 

             และยิ่งถังเฟยหู่ปีนป่ายขึ้นไปสูงเท่าไหรเขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงอุปสรรคอันใหญ่หลวง ยิ่งเขาปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆก็เหมือนกับมีพลังงานอันมหาศาลกดมายังร่างของเขาจนทำให้ทุกครั้งที่ออกแรงขยับร่างกายราวกับทุกส่วนของกายเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ 

             ในตอนนี้ถังเฟยหู่ได้รับรู้แล้วว่าทำไมสำนักแปดดาราถึงยังไม่ปีนป่ายขึ้นมา ทำไมสำนักเสียงสวรรค์ของเขาถึงออกสำรวจโดยรอบเสาหินโบราณเพื่อหาหนทางอื่น รับรู้แล้วว่าทำไมถึงมีหลากหลายผู้คนทำสีหน้าหวาดกลัวเมื่อมองขึ้นไปสู่ด้านบน 

             นั่นเพราะพวกเขารู้สึกราวกับเหมือนหนูติดจั่น พวกเขาติดอยู่ในแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ถึงเกือบครึ่งปี การเดินทางที่ยาวนานโดยไม่รู้ถึงจุดหมายและไม่อาจมองเห็นถึงปลายทางของการเดินทางนี้ พวกเขาไม่รับรู้ถึงเส้นทางที่จะออกไปเสียด้วยซ้ำ และทางเดียวที่ดูจะเป็นไปได้ก็คือยอดของเสาหินโบราณที่สูงเสียดฟ้านั่น... 

             ความกดดันทั้งหลายได้เข้าทำลายจิตใจของผู้มีจิตอ่อนแอจนหวาดกลัว กลัวที่จะปีนป่ายเสาหินนี้ขึ้นไปและเจอเข้ากับพลังดึงรั้งอันพิสดารนั่น หากพวกเขาพลาดก็มีแต่หนทางตาย แต่หากไม่ขึ้นไปพวกเขาก็อาจจะติดอยู่ที่นี่จนตาย 

             แต่ความกดดันเหล่านั้นไม่อาจทำลายจิตใจของถังเฟยหู่ได้! สายตาของเขาจดจ้องไปยังเบื้องบน มีเพียงแต่ก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น! เขาเคยเฉียดความตายรวมถึงเคยตายไปจริงๆแล้วด้วยซ้ำไป ความตายนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขา บางเบาดั่งปุยนุ่น! มีอะไรน่ากลัวกันเล่า! เขาได้เผยรอยยิ้มออกมาอย่างมั่นใจและไร้ซึ่งความหวาดกลัว... 

=============================================== 

มาแล้วววว ช่วงนี้ที่ทำงานมีจัดแข่งกีฬาสี ไรท์ต้องไปแข่งกับเขาด้วยเลยหายไปหลายวันเลยย 

ความคิดเห็น