กรกากี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 33 ฮีโร่

คำค้น : แอ็คชั่นตื่นเต้น

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 148

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2562 18:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 33 ฮีโร่
แบบอักษร

33...          ฮีโร่ 

                     ขณะที่ผู้กองมอนโรกำลังจะถูกพวกคนร้ายรุมปู้ยี่ปู้ยำ

                  เสียงปืนลึกลับก็พลันดังรัวขึ้นอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป

         “ ปังๆๆๆๆ โป้งๆๆ ”

                พวกแก๊งค้ายาถูกกระสุนล้มคว่ำลงพร้อมกัน ท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้กองมอนโร

                ไอ้ตัวหัวหน้าเห็นท่าไม่ดี หันหลังจะขึ้นรถหนี แต่ถูกสไนเปอร์ยิงเจาะกะโหลกซะก่อน จึงล้มฟาดตายคาที่อยู่ข้างๆรถนั่นเอง

            ผู้กองมอนโร ผลุดลุกขึ้นนั่งมองหาที่มาของเสียงปืนที่ช่วยชีวิตหล่อนไว้

            แต่นอกจากศพคนร้าย ก็ไม่เห็นใครเลยสักคน

               ผู้กองมองหาเสื้อผ้าที่ถูกคนร้ายถอดกองไว้กลางถนน แล้วใจแป้วเมื่อพบว่ามันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

                ในขณะที่สมองผู้กองกำลังว้าวุ่นงงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น จู่ๆก็มีเสียงคุ้นๆหูกล่าวขึ้นข้างหลังหล่อน

     “ อากาศตอนดึกค่อนข้างเย็น ผมว่าคุณรีบใส่เสื้อผ้าก่อนดีกว่า ”

                 ผู้กองมอนโรหันขวับไปมองแล้วอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงคือนายภาสกรนักล่าหน้าหยกนั่นเอง เขาถือเสื้อผ้าเธอที่หายไปมาส่งให้ และอมยิ้มมองเรือนร่างเธออย่างกวนๆ

                      ผู้กอง รีบคว้าเสื้อผ้าในมือเขามาปิดส่วนสำคัญๆไว้ก่อน แล้วทำตาขวางไล่ตะเพิดเขาเสียงเอ็ดตะโร

      “ มองอะไร ไปให้พ้น ฉันจะใส่เสื้อผ้า ” ถึงผู้ชายคนนี้จะช่วยเธอไว้หลายครั้ง แต่สีหน้าท่าทีกรุ้มกริ่มของเขาสร้างความหงุดหงิดให้สาวทอมเหลือประมาณ     

                     ภาสกรหัวเราะหึๆ     

     “ ใส่ไปเหอะ ผมไม่แอบดูคุณหรอก ” เขาดื้อแพ่งไม่ยอมทำตาม

     “ น้อยไปสิ แล้วเมื่อกี้หมาหรือคน ที่จ้องอกฉันตาแทบถลนออกมานอกเบ้า ” ผู้กองมอนโรตวาดแว้ด เพิ่มความเกลียดชังขึ้นอีกเป็นทวีคูณ        

    “ ผมเปล่าสักหน่อย จ้องอกคุณก็ไม่ต่างกับจ้องไม้กระดาน ผมจะจ้องไปเพื่ออะไร ” ภาสกรลอยหน้าลอยตาเถียงฉอดๆ    

                    ผู้กองมอนโรโมโหจนลืมตัว เข้าไปทุบตีภาสกรเป็นการใหญ่

     “ นี่แน่ะไม้กระดาน ไอ้บ้า ปากดีนักใช่มั้ย หือๆๆ ” หล่อนด่าล้งเล้ง ทนรับความจริงที่ถูกจาบจ้วงไม่ได้       

      “ โอ๊ย พอได้แล้ว ผมเจ็บนะ ” ภาสกรร้องอุทธรณ์ ยกมือปิดป้องเป็นพัลวัน

                   ผู้กองมอนโรไม่ฟังเสียง รัวกำปั้นถลุงภาสกรแบบไม่นับ

      “ ก็เสือกปากหมาทำไมล่ะ ไม้กระดานแล้วมันหนักหัวป้าแกรึไง หือๆๆ ” หล่อนเน้นเสียงตามจังหวะการออกหมัด  

   “ โอ๊ย ผมไม่ใช่กระสอบทรายนะ ฮึ่ม ถ้าคุณไม่หยุดอาละวาด ผมจะไม่เกรงใจละนะ ” ภาสกรชักเดือด ทำตาถลนใส่

                      ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ผู้กองมอนโรอาละวาดสุดเหวี่ยง ออกอาวุธเตะต่อยชายหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง

     “ ไม่เกรงก็ไม่ต้องเกรง แกจาบจ้วงฉัน ฮึ่ม!วันนี้ฉันต้องเอาเลือดหัวแกออกมาให้ได้ แฮ่... ” หล่อนคำรามอย่างเกรี้ยวกราด

                ภาสกร คว้าข้อมือเรียวงามทั้งสองไว้ไม่ให้ทำร้ายเขา แล้วหัวเราะยียวนกวนประสาท

             ทั้งสองยื้อกันไปมาจนเสียหลักล้มทับกันลงบนพื้น

            ริมฝีปากพวกเขาบังเอิญสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ สร้างความกระอักกระอ่วนให้สาวทอมจนแทบกัดลิ้นฆ่าตัวตาย

      ผู้กองพยายามเบือนหน้าหนี แต่อีกฝ่ายกดท้ายทอยไว้จนริมฝีปากเธอกับเขาประกบกันแนบสนิทอยู่เนินนาน

                  ทันใดนั้นเสียงบุคคลที่สามก็ดังขึ้นใกล้ๆหู

     “ นาย! ผมเลื่อนรถที่ขวางถนนออกไปแล้ว กลับไปขึ้นรถเถอะครับ เราต้องรีบไปจากที่นี่ ก่อนที่ใครจะมาเห็น ”        

                     *****

 เช้าวันรุ่งขึ้น... 

        คุณนายเลวิส ขับรถออกจากบ้านไปทำธุระในเมืองแต่เช้า จากนั้นตั้งใจว่าจะไปซื้อหัวเข็มแผ่นเสียงอันใหม่มาเปลี่ยนอันเก่าที่ควรปลดระวางซะที

      พอทำธุระเสร็จแกก็ตรงไปที่ไฮเอ็นด์ออดิโอร้านเครื่องเสียงขาประจำ บนซิตี้เซ็นเตอร์คอมเพล็กซ์ในย่านสตริป

       หัวเข็มออต์โตฟองจากเดนมาร์กที่แกโปรดปราน ในเมืองนี้มีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นที่สั่งเข้ามาจำหน่าย

      ในร้านมีแผ่นเสียงแอนติกมือสองสภาพดีให้ลูกค้าผู้หลงใหลซาวด์อะนาล็อกเลือกซื้ออย่างจุใจ คุณยายมัวเพลินกว่าจะซื้อของเสร็จออกจากร้านได้ ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง

       หญิงชราหิ้วถุงพะรุงพะรังเข้าไปในอาคารจอดรถซิตี้เซนเตอร์ ในขณะที่แกกำลังเดินไปที่รถ เหตุร้ายก็บังเกิด

      คนร้ายเพศชายคนนึงฉวยโอกาสปลอดคนโผล่ออกมาจากหลังเสาคอนกรีต และเข้าไปก่อคดีชิงทรัพย์แย่งกระเป๋าถือหญิงชราทันที  

        แต่คุณยายไม่ยอม ทั้งร้องโวยวายและยื้อแย่งกระเป๋ากับคนร้ายเป็นพัลวัน

            เจ้าเดนมนุษย์คำรามด้วยความโกรธ มันยื้อยุดฉุดกระชากจนแม่เฒ่าหัวคะมำล้มคว่ำลงไปกลิ้งอยู่บนพื้น ข้าวของที่ซื้อมาตกกระจายเกลื่อนกลาด 

         คุณนายเลวิสถลอกปอกเปิกเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว นอนบิดกายร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

       ได้ของไปแล้วคนร้ายยังไม่หนำใจ มันชักมีดพกออกมาจะปาดคอหอยฆ่าปิดปากหญิงชรา ด้วยสันดานอำมหิตผิดมนุษย์

          ไม่ถึงที่ตายย่อมไม่วายชีวาวาต..

      คริสกับเหม่ยหลิน ซึ่งบังเอิญจอดรถอยู่บนชั้นเดียวกัน ออกจากห้างมาประสบเหตุเข้าพอดี จึงพากันส่งเสียงเอะอะโวยวาย และวิ่งกรูเข้าไปที่เกิดเหตุ

        ไอ้กากสังคมเห็นท่าไม่ดี รีบทิ้งเหยื่อโกยอ้าวลงบันไดหนีไปแบบไม่เหลียวหลัง 

          พลเมืองดีทั้งสองวิ่งเข้าไปประคองหญิงชราเคราะห์ร้ายขึ้นมาจากพื้น แล้วช่วยกันปัดฝุ่นละอองที่เปรอะเปื้อนตามเสื้อผ้าให้แก 

     “ เป็นไงบ้างคะคุณนาย บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ให้หนูเรียกรถพยาบาลให้มั้ย ? ” เหม่ยหลินซักถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย

                           แม่เฒ่าพยายามทรงตัวยืนให้มั่นคง แล้วฝืนยิ้ม

   “ ฉันไม่เป็นไรจ้ะ แค่ขัดยอกนิดหน่อย ขอบใจแม่หนูมาก ”

          “ ไม่เป็นไรแน่นะคะ ดูสิถลอกปอกเปิกฟกช้ำดำเขียวไปหมดเลย เฮ้อ คนสมัยนี้มันใจดำอำมหิตเหลือเกิน คนแก่คนเฒ่ามันยังทำได้ลงคอ สารเลวจริงๆ ” เหม่ยหลินสบถพึมพำ ขณะเอาทิชชูซับเลือดบนบาดแผลตามร่างกายหญิงชรา

       คุณนายเลวิส มองชายหนุ่มหญิงสาวที่ช่วยชีวิตแกไว้อย่างซาบซึ้งใจ เมื่อถูกซักถามว่าเรื่องเป็นมายังไง แกก็เล่าไปตามจริง พลางก้มลงงกๆเงิ่นๆเก็บข้าวของที่กระจายเกลื่อนพื้น

     “ กลางวันแสกๆกลางใจเมืองมันยังกล้า อุกอาจจริงๆไอ้พวกนี้ เดี๋ยวคุณนายไปแจ้งความด้วยนะคะ ต้องเอามันเข้าตะรางให้เข็ด ” เหม่ยหลินช่วยหญิงชราเก็บของไปบ่นไป     

                    คริสพยักหน้าเห็นด้วย

   “ ในกระเป๋าที่คนร้ายชิงไป มีทรัพย์สินมีค่าหรือเงินทองจำนวนมากรึเปล่าครับ ? ” เขากล่าวกับเจ้าทรัพย์อย่างเป็นงานเป็นการ

                            คุณนายเลวิสสั่นศีรษะ

    “ มีแต่พวกเอกสารกับเงินนิดหน่อยจ้ะ แต่กุญแจรถฉันก็อยู่ในนั้นด้วย ”

              แกทำตาละห้อยมองรถกระบะคู่ใจที่จอดอยู่ตรงหน้าอย่างน่าสงสาร

             เหม่ยหลินเก็บแผ่นเสียงกับแผ่นซีดีบนพื้นใส่ถุงคืนให้หญิงชรา แล้วยิ้มปลอบใจ

 “ คงต้องจอดรถทิ้งไว้ที่นี่ก่อนค่ะ แต่ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวหนูกับแฟนจะไปส่งคุณนายเอง ”

    “ หนูชื่อเหม่ยหลินค่ะ ส่วนแฟนหนูชื่อคริส รถเราจอดอยู่โน้น ให้เราไปส่งคุณนายนะคะ มาซิคะ เชิญค่ะ ” เหม่ยหลินแนะนำตัว และจูงมือหญิงชราไปที่รถเบ็นซ์ป้ายแดง ที่จอดห่างจากรถกระบะแกไปไม่กี่คัน 

              คริสตามไปเปิดประตูด้านหลังให้ พลางกล่าวเชื้อเชิญอย่างอ่อนโยน

      “ เชิญครับ เดี๋ยวผมจะพาไปแจ้งความที่โรงพักก่อน เสร็จแล้วจะได้ไปส่งที่บ้าน ”

         ทั้งสองช่วยกันเทคแคร์เอาอกเอาใจคุณนายเลวิส ราวญาติผู้ใหญ่ของตนเอง

         คงเป็นสัญชาติญาณของคนที่มีสายเลือดเดียวกัน เหม่ยหลินเห็นหน้าคุณนายครั้งแรกก็รู้สึกรักใคร่ผูกพันทันที ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าหญิงชราคนนี้คือคุณย่าแท้ๆของตน

             คุญนายเลวิส ก็เช่นเดียวกัน โครงหน้ากับแววตาแบบเอเซียของเหม่ยหลินช่างดูคุ้นเคย จนแกรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้มาเจอคนในครอบครัวที่พลัดพรากกันไปนาน

       ถึงกิริยากระตุ้งกระติ้งเกินหญิงกับเสียงดัดหนีบๆของเหม่ยหลิน จะบ่งบอกว่าหล่อนเป็นสาวประเภทสอง แต่มันไม่ทำให้ความรักใคร่เอ็นดูที่บังเกิดขึ้นในหัวใจหญิงชรา ลดน้อยถอยลงไปเลย

       หลังจากไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจเรียบร้อย

             คริสกับเหม่ยหลินก็ไปส่งคุณนายเลวิสที่บ้านแล้วจะลากลับ แต่คุณนายไม่ยอม คะยั้นคะยอให้เข้าไปดื่มอะไรแก้เหนื่อยในบ้านก่อน

        ทั้งสองไม่อยากขัดศรัทธา จึงลงจากรถช่วยกันหิ้วของตามหญิงชราเข้าไปในบ้าน 

      เจ้าของบ้านพาผู้มาเยือนไปนั่งร่วมวงทานน้ำชากับของว่างกันในห้องรับแขก พลางพูดคุยสนทนากันอย่างชื่นมื่นครื้นเครง

       คริสหยิบคุกกี้ที่คุณนายบอกว่าทำเองมาใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย แล้วซดน้ำชาอย่างดีหอมกรุ่นตามดังโฮก

      “ คุกกี้อร่อยมากครับ ฝีมือระดับหัวแถวแบบนี้ สงสัยตอนสาวๆคุณนายคงเป็นเชฟตามโรงแรมใหญ่ๆแน่เลย ” เขากล่าวอย่างชื่นชม      

                   คุณนายเลวิสได้แต่ยิ้มไม่ทันได้ตอบ เหม่ยหลินก็ทะลุกลางปล้องขึ้นมา

 “ ใครบอก ฉันว่าเมื่อก่อนคุณนายเป็นดีเจมากกว่า คุณดูแผ่นเสียงบนชั้นโน้นสิ มากกว่าที่ร้านค้าซะอีก วันนี้แกก็ซื้อมาอีกเพียบ ฉันเห็นอยู่ในถุงใบใหญ่นั่น ซีดีก็มี ”

                   หญิงชราหัวเราะ

     “ อย่าเดาเลยจ้า ฉันไม่เก่งขนาดเป็นเชฟได้หรอกแล้วก็ไม่เคยเป็นดีเจด้วย ฉันเป็นแค่แม่บ้านที่ชอบทำอาหารและชอบฟังเพลง แผ่นเสียงไวนิลที่เห็นเหล่านี้คือของสะสมของฉัน ส่วนแผ่นซีดีฉันซื้อมาฝากหลานสาวของฉันจ้ะ ”

      “ นั่นมันซีดีเดอะบีทเทิ้ลส์นะคะ หลานคุณนายฟังเพลงรุ่นคุณปู่ เป็นด้วยเหรอคะ ? ” เหม่ยหลินอดถามไม่ได้ เพราะเป็นคนเก็บซีดีใส่ถุงกับมือ จึงยังจำได้ดี

                    คุณนายเลวิสตอบอย่างภาคภูมิ

   “ โอ้ย..เป็นสิจ๊ะ เธอชอบมากด้วย เธอชื่อซาร่า ตอนนี้คงอยู่บนห้อง เดี๋ยวฉันไปตามมาแนะนำให้รู้จักนะ รับรองว่าพวกคุณต้องชอบเธอแน่ๆ เพราะหลานฉันคนนี้อ่อนโยนน่ารักมาก แถมสวยราวกับนางฟ้าเลย ”

     แล้วคุณนายเลวิสก็เล่าที่มาที่ไปของซาร่ากับไมเคิ้ล ให้เหม่ยหลินกับคริสฟังคร่าวๆ

           เหม่ยหลินกับคริสฟังแล้วนึกถึงวีนัสกับจอห์นที่หายตัวไปทันที

   ทั้งสองอยากจะเห็นหน้าซาร่ากับไมเคิ้ลของคุณนายจนตัวสั่น จึงช่วยกันรบเร้าให้หญิงชรา รีบไปพาตัวลงมาเร็วๆ

          คุณนายเลวิสยิ้มเริงร่า แกเปิดถุงหยิบแผ่นซีดีที่เพิ่งซื้อมาติดมือไปด้วย กะจะเซอร์ไพรส์หลานสาว ก่อนจะชวนลงมาทำความรู้จักกับแขกคนพิเศษของแก

          แต่คนที่เซอร์ไพรส์ กลับกลายเป็นตัวแกเอง เมื่อขึ้นไปถึงห้องแล้วพบว่า ซาร่า กับไมเคิ้ลหลานรักของแกทั้งสองคน ได้หายตัวไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย...

            

                           *****

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น