หลิ่งฟาง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทส่งท้าย เล่ห์รักเทวาสวรรค์

ชื่อตอน : บทส่งท้าย เล่ห์รักเทวาสวรรค์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.8k

ความคิดเห็น : 89

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2558 14:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย เล่ห์รักเทวาสวรรค์
แบบอักษร

 

 

 

          การเดินทางระหว่างลงมายังโลกมนุษย์จวบจนกระทั่งทุกวันนี้นานกว่าห้าปี ทว่าใบหน้างดงามกลับยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ณ เวลานี้ได้สิ้นสุดการเดินทางที่ยาวไกลแต่ใช่ว่าจะไม่ออกไปไหนอีกเลย เพียงแต่เวลานี้หมอเทวดาจิวชงหยวนได้มีสำนักเซียนโอสถเป็นของตนเองบนหุบเขาเทียนซานซึ่งปกคลุมไปด้วยม่านหมอกในฤดูเหมันต์ ผ่านมาหนึ่งปีหลังจากท่องยุทธภพเที่ยวตามหาลูกศิษย์ที่ใฝ่รู้การแพทย์ แม้จะได้มาแค่ยี่สิบคนทว่าทุกคนกลับชาญฉลาดเรียนรู้ได้เร็ว ที่สำคัญต่างไม่มีญาติพี่น้อง หรือจะเรียกให้ถูกคือเก็บเด็กน้อยขอทานมาฝึกเสียมากกว่า
        

          ร่างโปร่งบางนั่งเอนหมอนอิงมองผู้ที่มาขอทดสอบขอเรียนแพทย์เป็นศิษย์สำนักเซียนโอสถอย่างพิจารณา ใช่เวลานี้จิวชงหยวนเปิดรับผู้คนทั้งยุทธภพที่ไฝ่รู้การแพทย์แต่จะรับเป็นศิษย์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการสอบ ขั้นแรกคือการดั้นด้นขึ้นมาเขาเทียนซานด้วยตนเอง ขั้นที่สองทดสอบสติปัญญาและขั้นที่สามทดสอบคุณธรรมในจิตใจซึ่งเขาเป็นคนคัดเลือกด้วยตนเอง
        

            ทว่าคนที่มาใหม่ในเวลานี้กลับยืนนิ่งมองจิวชงหยวนอย่างตื่นตะลึงกับความสง่างามอาภรณ์สีขาวขลิบทองดูล้ำค่าสูงส่ง อีกทั้งใบหน้างดงามไร้ที่ติ
        

           “บังอาจยังไม่คุกเข่าอีก” จุ้ยซิงตะโกนก้องบอกผู้มาใหม่อย่างไม่พอใจ ซึ่งเจ้าตัวเหมือนจะได้สติรีบคุกเข่าลงทว่าดวงตากลับไม่ล่ะห่างจากคนตรงหน้า
        

           “กลับไปซะ” จิวชงหยวนบอกอย่างเกียจคร้าน คนตรงหน้าไม่ผ่านตั้งแต่เข้ามาแล้ว จุ้ยซิงจึงพุ่งเข้ามาพาตัวออกไป
         

          “ท่านจ้าวสำนักโปรดอภัยให้ข้าที่เสียมารยาท แต่ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยขอรับ ข้าตั้งใจจริงที่อยากเป็นศิษย์ของสำนักเซียนโอสถโปรดให้โอกาสข้าน้อยแก้ตัวสักครั้ง” เด็กหนุ่มตรงหน้าร้อนรนบอกกล่าวเมื่อรู้ว่าตนเสียมารยาทมากเกินเพราะตั้งแต่มันเกิดมาจนสิบหกปียังไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามเช่นนี้มาก่อน
         

          จิวชงหยวนหรี่ตามองดวงตาแน่วแน่ของอีกฝ่ายนิ่งๆ ก่อนจะยกมือให้จุ้ยซิงปล่อยตัว ร่างสูงโปร่งใบหน้ามอมแมมเพราะกว่าจะมาถึงเทือกเขาเทียนซานได้มิใช่เรื่องง่ายมิหนำซ้ำเจ้าตัวมาเพียงคนเดียว
         

         “ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบคำถามข้ามาหนึ่งข้อ หากตอบได้ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์” น้ำเสียงหวานล้ำที่เอ่ยออกมาทำให้เด็กหนุ่มยิ้มออกมาอย่างดีใจคุกเข่าขอบคุณ
       

           “ขอบคุณท่านจ้าวสำนักที่เมตตา”
         

          “ไม่ต้องรีบขอบคุณข้า เพราะหากเจ้าตอบไม่ได้ก็คงกลับไปเช่นเดิม”
        

          “ข้าจะพยายามสุดความสามารถขอรับ” จิวชงหยวนพยักหน้ารับกลับความแน่วแน่ของคนตรงหน้าหวังว่าไม่เก่งแต่ปากหรอกนะ
         

          “ปล่อยกายตามธรรมชาติ ไม่ข้องแวะในโลกวิสัย” เด็กหนุ่มตรงหน้าอึ้งไปหลังจากเจอปรัชญาที่แม้กระทั่งนักปราชญ์ยังยากจะตอบได้ ใบหน้าคมแบะปากเหมือนจะร้องไห้
         

          “เรียนท่านจ้าวสำนักตัวข้าเป็นลูกชาวบ้านตาดำๆ ไม่ได้เรียนสูงส่งมิอาจตอบคำถามยากเกินจะเข้าใจของท่านได้หรอกขอรับ” จิวชงหยวนนิ่วหน้าก็เป็นจริงดังที่เด็กน้อยกล่าวมา แต่ที่ลองเชิงปรัชญาข้อนี้เนื่องจากมีคนอยากแฝงตัวเข้าตำหนักของเขา
         

          “หากตอบไม่ได้ก็กลับไปเสีย กฎย่อมเป็นกฎ” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปปล่อยให้เด็กน้อยคอตกเดินกลับไปหาคำตอบด้วยตนเอง หากไม่มีไหวพริบย่อมอยู่ได้ยากและเรียนรู้ได้ยากเช่นกัน
         

          “ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ” ลู่เฟยเดินเข้ามาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม จิวชงหยวนหันไปมองเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับตำหนักดวงดาราพร้อมกัน
        

         “เจ้าน่าจะรู้คำตอบ พรรคอธรรมนี่ก็ขยันหาผู้คนมาเข้าสำนักข้าเสียจริง” จิวชงหยวนบอกอย่างเบื่อหน่าย ทำไมเขารู้นะหรือมีอวิ้นเซียนหอกิเลนที่เป็นแหล่งข่าวไว้คอยรับใช้มีหรือเรื่องแค่นี้จะพลาด จะว่าไปหูตาของอวิ้นเซียนนี่เยอะๆ จริงๆ ไม่ใช่แอบอยู่ในตำหนักของเขาด้วยหรอกนะ
         

          ลู่เฟยส่ายหน้ามองคนทำหน้าเบื่อหน่ายอย่างขำๆ มือหนายื่นไปจับมือจิวชงหยวนอย่างให้กำลังใจ เพราะจะทำการใหญ่ย่อมมีปัญหาตามมา แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาพร้อมจะอยู่เคียงข้างตลอดไป
         

         “ขออภัยท่านอาจารย์ที่รบกวนขอรับ คนที่มาทดสอบเมื่อวานมาขอพบอีกแล้วขอรับ” เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีใบหน้าใสไร้เดียงสาทว่ากลับฉลาดหลักแหลม ซึ่งจิวชงหยวนฉุดขึ้นมาจากโคลนตมเข้ามารายงานขณะเดินกลับตำหนักดวงดารา
        

           จิวชงหยวนนิ่วหน้านึกถึงเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีเมื่อวานที่ดั้นด้นมาเพียงแต่ตอบคำถามมิได้ และไม่ใช่ครั้งเดียวที่เจ้าตัวมาตอบคำถามของเขา แต่มาทุกวันตลอดหนึ่งสัปดาห์คาดว่าเจ้าตัวน่าจะอยู่ในป่าด้านล่างของสำนักเซียนโอสถ
        

           “เสี่ยวฉือเจ้าให้ไปพบข้าที่ตำหนักดวงดาราแล้วกันข้าขี้เกียจย้อนกลับ” จิวชงหยวนหันไปบอกก่อนจะเดินกลับตำหนักเมื่อร่างเล็กนั้นก้มหน้าคารวะถอยห่างจากไปตามคำสั่ง
         

          “มีความพยายามดีนะ เด็กนั่นมีนามว่าอะไร” ลู่เฟยเอ่ยถามเมื่อจำได้ว่าเด็กน้อยที่ไม่ละความพยายามแม้จะไม่ผ่านการทดสอบด่านปัญญาแต่ความอดทนมุมานะนั้นต้องยอมรับ
        

         “เทียนฉิน” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบ สองเท้ามาหยุดที่หน้าห้องพักหันไปมองคนที่เดินตามมา      

     

         “วันนี้ไม่ออกไปที่ใดหรือ” ลู่เฟยส่ายหน้าแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้อง จิวชงหยวนจึงเดินตามมาเงียบ ก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะใหญ่แม้ตำหนักดวงดาราจะเป็นที่พักของเขาแต่ก็มีพื้นที่พอจะรับแขก
        

          “ข้าได้ยินแคว้นโหลวหลันมีโรคประหลาดเกิดขึ้น แต่จากที่ห่างไกลมากนักเจ้าไปดูหรือไม่” ลู่เฟยนั่งข้างกายจับเส้นผมเงางามของอีกฝ่ายเล่น จิวชงหยวนเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะครุ่นคิดถึงแคว้นดังกล่าวซึ่งอยู่ทางตอนเหนือห่างไกลจากไปหลายพันลี้
         

          “โรคประหลาดหรือ อาการเป็นเป็นเช่นไรบ้าง” จิวชงหยวนหันมามองเอ่ยถามอย่างสนใจ ลู่เฟยครุ่นคิดไปชั่วครู่ก่อนจะปล่อยมือจากเรือนผมหันไปรับจอกชาที่จิวชงหยวนรินให้
        

          “เห็นว่ามีไข้ ตาแดง ปวดน่อง บ้างก็ไอเป็นเลือด” จิวชงหยวนนิ่วหน้ากับอาการดังกล่าว หากคาดเดาไม่ผิดน่าจะเป็นโรคฉี่หนูหรือเปล่า คงต้องลงไปตรวจสอบด้วยตนเองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
         

         “ท่านอาจารย์ข้าพาผู้ทดสอบมาขอพบขอรับ” เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียกดังมาจากหน้าประตูทำให้จิวชงหยวนละสายหันไปมองก่อนเอ่ยปากอนุญาต
      

          “เข้ามา” ประตูเปิดออกตามมาด้วยเสี่ยวฉือเดินนำเด็กหนุ่มเข้ามา จิวชงหยวนมองดูเทียนฉินที่ไม่ละความพยายามที่จะเข้าสำนักเซียนโอสถแห่งนี้
        

           “คารวะท่านจ้าวสำนักขอรับ” เด็กหนุ่มคุกเข่าทำความเคารพอย่างนอบน้อม ใบหน้ามอมแมมเพราะอยู่ในป่ามาหลายวันเสื้อผ้ายังขาดแหว่งและสกปรกมอมแมมทว่าจิวชงหยวนไม่ได้ใส่เรื่องนี้
         

          “เจ้าตอบคำถามข้าได้แล้วหรือเทียนฉิน” คำเรียกที่อ่อนโยนทำให้เจ้าของชื่อฉีกยิ้มอย่างดีใจ อย่างน้อยท่านจ้าวสำนักก็จำชื่อมันได้
         

         “ขอรับ แต่ข้าน้อยยังด้อยปัญญามิรู้ว่าจะใช่อย่างที่ท่านจ้าวตำหนักต้องการหรือไม่ขอรับ” จิวชงหยวนหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่าพึงพอใจหนึ่งสัปดาห์มานี้ดูเหมือนเจ้าตัวจะพัฒนาไปมากรู้จักใช้คำพูดมากขึ้น และคำถามของเขาเป็นคำถามเดียวกับที่คนพรรคอธรรมส่งมาเพียงแต่ยังมิมีผู้ใดตอบได้เท่านั้นเอง
         

          “ตอบคำถามข้ามาเถิด”
         

         “ปล่อยกายตามธรรมชาติ ไม่ข้องแวะในโลกวิสัย หมายถึง พืชบนเขาไม่มีใครใส่ปุ๋ย นกในป่าไม่มีใครเลี้ยงดู แต่รสชาติของมันหอมหวนและเข้มข้น คนเราแม้ไม่ได้ติดเชื้อโลกีย์วิสัย ความประพฤติปฏิบัติ ก็ย่อมผิดแผกแตกต่างจากผู้อื่นไป หากมิได้ถูกมอมเมาด้วยโลกียวิสัย สามารถจะรักษาไว้ซึ่งจิตดังเดิมอันบริสุทธิ์ คุณธรรมจะเหนือคนทั้งปวง ข้าตอบถูกต้องหรือไม่ขอรับ”
         

           คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนยกยิ้มบาง ปรบมือให้เด็กหนุ่มตรงหน้าที่ใช้ความพยายามมาหลายวันในการตอบปัญหาข้อนี้ มันไม่ใช่ปัญหายากแต่อย่างไร แค่อยากสื่อให้รู้ว่าคนเรานั้นหากไม่หลงใหลในโลกีย์วิสัย ชีวิตจะดำเนินไปอย่างสงบสุข ธรรมชาติยังอยู่ด้วยตัวมันเองได้ไยคนเราต้องดิ้นรนไขว่คว้าในสิ่งที่มิใช่ของตน ความอยาก ความกระหายจะนำพาให้จุดจบไม่ต่างจากฝ่ายอธรรม
         

           “ความพยายามของเจ้าในวันนี้จงจดจำตลอดไป อย่าได้ให้อำนาจใดมาเปลี่ยนจิตใจอันดีของเจ้า ต่อไปนี้เจ้าคือศิษย์คนที่ยี่สิบเอ็ดของสำนักเซียนโอสถ เสี่ยวฉินจะบอกกฎระเบียบแก่เจ้าให้รู้ ไปพักเถิดเจ้าคงเหนื่อยมามากแล้ว” ทันทีได้ยินว่ารับเป็นศิษย์เด็กน้อยที่ใช้ความพยายามอันสูงส่งถึงกลับหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ ก้มคารวะอย่างสุดซึ้งมันจะจดจำคำสั่งสอนนี้ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
         

          “เสี่ยวฉินพาศิษย์น้องเจ้าไปพักเถอะ และหาข้าวปลาให้กินด้วย พึ่งพาแค่ผลไม้มิอาจให้ฟื้นกำลังที่เสียไปได้หรอก”
         

         “ขอรับอาจารย์”
         

          “ขอบคุณท่านจ้าวสำนักที่เมตตา” เด็กหนุ่มทั้งสองกล่าวลาก่อนจะจากไป จิวชงหยวนมองตามร่างของทั้งคู่อย่างครุ่นคิด ในเวลานี้ทุกคนถูกฝึกอย่างอดทน แม้จะเพียงแค่ปีเดียวแต่ก็เก่งกาจไม่น้อยกว่าผู้ใหญ่บางคน
      

          “สมใจเจ้าแล้วล่ะสิ”ลู่เฟยกล่าวหยอกล้อ เพราะเด็กหนุ่มเมื่อครู่แม้จะอยู่ตีนเขาตำหนักแต่จิวชงหยวนก็ไปสอดแนมแอบดูอยู่ตลอดหลายวันเช่นกัน
         

          หลังจากเฝ้ามองและตามสืบเงียบๆ ทำให้จิวชงหยวนรู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้ก็ขาดญาติไร้มิตรเพราะบิดามารดาได้จากไปเพราะโรคระบาดเมื่อหนึ่งปีก่อนที่เมืองต้าเหลียงก่อนที่พวกเขาจะไปรักษา และได้ยินชื่อเสียงของเขาจึงได้ดั้นด้นมาถึงเทือกเขาเทียนซานนับว่ามีความพยายามมาก ทั้งๆ ที่ยังเยาว์วัยแม้จะเข้าสู่วัยหนุ่มแต่สำหรับเขาแล้วยังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น
         

          “อื้ม ว่าแต่เด็กที่ฝึกวรยุทธเป็นเช่นไรบ้าง” จิวชงหยวนเอ่ยถามคนข้างตัวด้วยความสนใจ แม้ที่นี่จะเป็นตำนักเซียนโอสถแต่ใช่ว่าจะฝึกสอนด่านการปรุงยาเพียงอย่างเดียว ขั้นแรกเขาสอนให้จำสมุนไพรที่มากกว่าพันชนิดและแยกให้ออกอะไรเป็นอะไร เมื่อสอบผ่านขั้นแรกแล้วจะเปลี่ยนตารางการสอนจากช่วงเช้าเรียนแยกสมุนไพร ปรุงยาแบบง่ายๆ ช่วงบ่ายจะเขียนการอ่านเขียน และวันถัดไปจะเปลี่ยนเป็นสอนวรยุทธเพื่อไม่ให้เบื่อหน่ายในการเรียน และผู้ที่อยากมีวรยุทธต่างก็ขยันจดจำสมุนไพรได้อย่างรวดเร็ว
        

         “ฝึกง่ายกว่าพวกที่มีวรยุทธเสียอีก” ลู่เฟยตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะคว้าร่างโปร่งบางไปนั่งบนตัก จิวชงหยวนมองตาขวาง เพราะว่างเว้นเมื่อไรมือไม้นี่ยิ่งกว่าหนวดปลาหมึกเสียอีก
        

          “ไม่ให้รางวัลข้าบ้างหรือ” ดวงตาคมที่มองมาฉายแววออดอ้อน จิวชงหยวนมองคนที่ทุ้มเททุกอย่างเพื่อให้เขาเป็นเซียนแล้วอดรู้สึกสงสารเจ้าตัวไม่ได้ แม้เขาไม่ได้คาดหวังจะได้เป็นเทพเซียนแต่หากชีวิตเขาดับสูญอีกครั้งคนตรงหน้ายังจะเป็นลู่เฟยที่เขารู้จักในเวลานี้หรือไม่
        

           “เดี๋ยวเย็นนี้จะทำขนมชั้นดอกกุหลาบให้กิน” คนฟังนิ่วหน้ากับคำตอบ ใบหน้าขรึมลงจ้องมองคนเอาของกินมาให้รางวัลแล้วถอนหายใจอย่างอ่อนใจ เขาอยากได้จูบเป็นรางวัลแต่คนตรงหน้ากลับทำหน้ามึนใส่จนน่าหมั่นเขี้ยว
         

          “ข้าไม่ได้เห็นแก่กินขนาดนั้น”
        

           “แสดงไม่กิน งั้นข้าจะได้ไม่ทำ”
         

          “ใครบอก ข้าจะกินขนมที่เจ้าทำและก็จะกินเจ้าด้วย” จิวชงหยวนมองคนตาพราวระยับที่คิดหื่นกามตัวเองอย่างนึกขำ แม้คนตรงหน้าหน้าตาจะเปลี่ยนบ้างเพราะยังมีความเป็นมนุษย์อายุย่างเข้ายี่สิบหกปีแต่ว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือความหื่นของเจ้าตัว ทว่าขณะนั้นแสงสว่างก็เจิดจ้าทั่วห้องขัดบรรยากาศของคนจะอุ้มภรรยาเข้าห้องหอ?
         

          “อะแฮ่ม...ขออภัยที่ขัดจังหวะท่านแม่ทัพสวรรค์ เวลานี้หมดหน้าที่ของท่านแล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้มีคำสั่งให้ท่านกลับคืนสู่สวรรค์ ทำหน้าที่ของท่านต่อไป”
         

         จิวชงหยวนมองเทพหนุ่มตรงหน้าอย่างสนใจ เพราะเคยดูแต่ในซีรีย์จีนทว่ายังไม่เคยเห็นตัวจริง เทพเอ้อหลางหรือเทพสามตาหลานชายของเง็กเซียนฮ่องเต้ ก่อนจะสะกิดใจคำว่าพากลับสวรรค์หันไปมองลู่เฟยที่มีสีหน้าเรียบเฉยอีกทั้งดวงตาที่ดูว่างเปล่ามองกลับไปแล้วรู้สึกใจหาย
         

           “มาเร็วกว่าที่คิด” ลู่เฟยกล่าวเสียงเรียบมองคนส่งสาร ไม่สิ ไม่ใช่แค่ส่งสารแต่จะพาเขากลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงด้วยสายตานิ่งเฉย ก่อนจะหันมามองคนในตักที่จ้องมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
         

          “หมายความอย่างไร มิใช่เจ้าต้องอยู่โลกมนุษย์จนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัยขององค์ชายห้าหรอกหรือ” จิวชงหยวนเอ่ยถามคนข้างตัวด้วยความสับสน หัวใจเหมือนจะหยุดเต้นเมื่อคิดว่าจะไม่ได้พบเจอลู่เฟยอีกครั้ง ตอนนี้เขารู้สึกอึ้งและทำอะไรไม่ถูกเป็นครั้งแรก
        

          “ข้าให้เวลาท่านร่ำลาจิวชงหยวนหนึ่งก้านธูป” เทพเอ้อหลางที่มีทวนสามง่ามใส่ชุดผู้คุมสวรรค์เต็มยศกล่าวเสียงเรียบ ทว่าใบหน้ากลับฟาดเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น
         

         “ความจริงแล้วลู่เฟยในร่างมนุษย์ได้สิ้นอายุขัยเมื่อห้าปีก่อนที่จะได้พบเจ้าและข้าได้มาสวมรอยแทนเท่านั้น และเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามบัญชาจึงมีคำสั่งให้กลับสวรรค์” ลู่เฟยอธิบายเสียงเรียบเหมือนพูดเรื่องพยากรณ์อากาศ ทว่าคนฟังกลับนิ่งงัน
         

          “เจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
         

          จิวชงหยวนเอ่ยถามเสียงเรียบ ก้มหน้ามองมือตัวเองที่สั่นระริก ทั้งชีวิตเขาใช่ว่าเขาจะไม่เคยสูญเสียคนสำคัญ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนที่ตนรักต้องทิ้งเขาไปหมดทุกคน แม้แต่คนที่ยอมเปิดใจให้ยังต้องจากไปเพราะคำบัญชาสวรรค์ ชาติที่ผ่านมาเขาทำผิดสิ่งใดกันถึงต้องพลัดพรากครั้งแล้ว ...ครั้งเล่า
        

        “เมื่อหนึ่งปีก่อน ข้าขอโทษข้าไม่อยากให้เจ้าคิดมาก อีกอย่างข้าต้องกลับมาหาเจ้าอีกครั้งข้าให้สัญญา”
        

          จิวชงหยวนเงยหน้ามองคนที่จับมือเขาแน่นอย่างไม่แน่ใจ ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตาคิดว่าชาตินี้จะไม่ร้องไห้อีกแต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจเขาถึงรู้สึกรวดร้าวเจ็บปวดจนแทบอยากหลั่งน้ำตาให้หายอัดอั้นตันใจ ความสุขที่คิดว่าจะอยู่ได้นานแสนนานเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นจริงๆ หรือ
       

         “โปรดเชื่อใจข้า” ลู่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแววตาคมที่จ้องมองมานั้นทำให้ความรู้สึกอบอุ่นในใจ แม้จะเชื่อมั่น ทว่าในส่วนลึกของหัวใจกลับหวาดกลัวว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบเจอ แต่จิวชงหยวนก็เลือกที่จะยิ้มออกมา
       

          “อื้ม ข้าจะรอ”
        

           ลู่เฟยยกยิ้มบางก่อนจะก้มจุมพิตริมฝีปากของคนรักอีกครั้ง โดยไม่สนใจสายตาชำเลืองมองของเทพหนุ่มที่หันหน้าหนีแทบไม่ทัน รสจูบครั้งนี้กลับดูดดื่มจนคนเริ่มไม่อยากหยุดมือ จิวชงหยวนเองก็ไม่ได้ผลักไสดังเช่นทุกครั้งเพราะไม่รู้ว่านี่จะเป็นจูบครั้งสุดท้ายหรือไม่ เพราะฉะนั้นเขาอยากเก็บเกี่ยวความสุขตรงหน้าไว้ให้มากที่สุด มือหนาซุกซนลูบไล้ไปตามเรือนร่างโปร่งบาง เสื้อผ้าเริ่มหลุดลุ่ยลง การร่ำลาที่ร้อนแรงของทั้งคู่ทำเอาเทพหนุ่มที่ไร้ความรู้สึกมาเนิ่นนานถึงกลับหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
         

          “พวกเจ้านี่มันหน้าด้านจริงๆ ข้าออกไปรอข้างนอก เรียบร้อยเมื่อไหร่ก็เรียกแล้วกัน”
         

          เทพเอ้อหลางบอกพร้อมหายวับออกไปนอกตำหนักให้ไฟสวาทภายในห้องลุกโซนต่อไปเพราะอย่างไรคงห้ามไม่ทัน และที่สำคัญตนมิได้ใจร้ายขนาดนั้น แม้จะไม่เคยมีความรักฉันท์หนุ่มสาวแต่ความรักของเขาที่มีแต่มารดาก็ไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใด...     

        

           ผ่านมาหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ลู่เฟยกลับคืนสู่สวรรค์โดยร่างมนุษย์ได้แตกเป็นละอองไปกับสายลม เหตุนี้จิวชงหยวนจึงไม่ได้บอกผู้ใดว่าลู่เฟยหายไปไหน หลังจากนั้นเขาก็ได้ฝึกสอนให้คนในตำหนักเรื่องวรยุทธเองและมีจุ้ยซิงคอยช่วยเหลือพร้อมด้วยเฟิงอวี้อดีตช่างตีกระบี่ซึ่งมาเป็นลูกศิษย์เขาตามที่ได้ลั่นวาจาไว้
       

          ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจิวชงหยวนได้เดินทางไปเมืองโหลวหลันซึ่งได้ข่าวว่ามีโรคประหลาดแต่เมื่อลงไปสำรวจกลับเป็นโรคฉี่หนูจริงๆ เขาใช้เวลารักษาผู้คนเพียงแค่สัปดาห์เดียวก่อนจะเดินทางกลับสำนักเพราะให้จุ้ยซิงกับเฟิงอวี้ดูแลสองคนเท่านั้นกลัวว่าพรรคมารจะมาก่อความวุ่นวาย แต่ทั้งคู่ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจนชื่อเสียงเซียนโอสถโดยมีหมอเทวดาจิวชงหยวนหรืออีกนามว่าหมอเทวะมารเป็นจ้าวตำหนักดังขจรไกลไปทั่วยุทธภพทำให้ไม่มีใครกล้ามาคิดลองดี
        

           “ท่านอาจารย์ประมุขพรรคเทพจันทรามาขอพบขอรับ” คำรายงานในวันนี้ทำให้จิวชงหยวนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเพราะหย่งเจิ้นมีงานเยอะอีกทั้งคอยช่วยเหลือไป๋เสวี่ยที่ขึ้นครองราชเป็นฮ่องเต้อีกทั้งคอยดูแลคนในพรรคมิคิดว่าวันนี้จะดั้นด้นมาถึงเทือกเขาเทียนซานเช่นนี้
         

         “เชิญเข้ามา” จิวชงหยวนตอบรับพร้อมประตูเปิดออก ร่างสูงสง่าใบหน้าคมคายและดวงตาเรียบนิ่งมองมานั้นฉายแววกังวลใจ
        

          “เชิญนั่งก่อนสิ มิคิดว่าเจ้าจะมาเยี่ยมข้าที่นี่” จิวชงหยวนผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลงพร้อมรินน้ำชาให้อย่างมีมารยาท มุมปากยกยิ้มยินดีอย่างน้อยก็ได้เจอสหายเก่าที่ไม่ได้พบหน้ามานาน
        

          “ขอบคุณ” หย่งเจิ้นตอบรับพร้อมรับจอกชามาจิบ ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้างดงามที่ไม่ว่าผ่านมากี่ปีก็ไม่เปลี่ยนแปลง
        

          “เจ้าสบายดีใช่หรือไม่” จิวชงหยวนเอ่ยถามอย่างห่วงใยเพราะคนตรงหน้าหักโหมการงานจนน่าห่วง แม้ไม่ได้พบเจอแต่ก็ได้ยินข่าวมาเป็นบ้าง
      

          “ข้าสบายดี ว่าแต่เจ้าเถอะพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าลู่เฟยหายไปไหน เหตุใดถึงไม่อยู่กับเจ้า” คำถามของคนที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่ทำให้จิวชงหยวนยิ้มบาง คนตรงหน้าห่วงใยเขาด้วยใจจริงจนน่าละอายใจที่ไม่สามารถตอบแทนสิ่งใดได้เลย หย่งเจิ้นไม่เคยต้องการอะไรจากเขาอีกทั้งไม่เคยปริปากขอความช่วยเหลือ จึงทำให้เขารู้สึกติดหนี้น้ำใจอย่างใหญ่หลวง
      

          “เจ้ามาหาข้าเพราะเรื่องนี้เองหรอกหรือ” หย่งเจิ้นพยักหน้ายอมรับ เพราะผิดปกติเกินไปที่ไม่มีใครรู้ว่าลู่เฟยหายไปอย่างไร้ร่องรอย
       

         “ในเมื่อเจ้าอยากรู้ข้าก็จะบอก” จิวชงหยวนตอบรับอย่างว่าง่าย มองดวงตาคมที่มองเขาอย่างห่วงใยด้วยความจริงใจแล้วยิ้มบาง ใช่ว่าเขาจะไม่เสียใจที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักแต่เขาเชื่อมั่นว่าสักวันลู่เฟยต้องกลับมาดั่งคำมั่นสัญญา เขาจะรอถึงวันนั้น วันที่สวรรค์เห็นแก่ความรักของพวกเขา
        

         “ลู่เฟยกลับสวรค์ไปแล้ว” คำตอบง่ายๆ ของคนที่ยิ้มอ่อนโยนทำให้หย่งเจิ้นนิ่งไปมองอีกฝ่ายว่าพูดจริงหรือว่าล้อเล่น ทว่าดวงตาที่ฉายออกมานั้นเศร้าหมองแม้เพียงชั่วครู่แต่ก็บ่งบอกว่านั่นคือเรื่องจริง
        

         “ข้ามิเข้าใจ” หย่งเจิ้นตอบกลับด้วยความสับสน
       

           “เดิมทีเจ้าน่าจะรู้ว่าลู่เฟยเป็นแม่ทัพสวรรค์”
       

           “ใช่เรื่องนั้นข้ารู้ แต่ข้าไม่เข้าใจลู่เฟยเป็นองค์ชายห้าจะกลับสวรรค์ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือแล้วคนที่ต้องแบกรับเป็นองค์ชายห้าล่ะ” จิวชงหยวนมองคนถามอย่างเข้าใจเพราะหากลู่เฟยกลับสวรรค์ก็หมายถึงจะไม่มีองค์ชายห้าลั่วลู่เฟยอีกแล้ว
      

          “ความจริงองค์ชายห้าได้ตายไปแล้ว ลู่เฟยซึ่งเป็นแม่ทัพสวรรค์จึงได้มาสวมรอยแทนตามคำสั่งเง็กเซียนฮ่องเต้ลงมาเพื่อนำลั่วเหยียนเจิ้งบุตรสวรรค์ขึ้นครองบัลลังก์ และในเวลานี้ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว จึงต้องกลับสู่สวรรค์และร่างที่แท้จริง” จิวชงหยวนอธิบายเสียงเรียบคล้ายไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นคนต้องแบกรับความเจ็บปวดไว้ทั้งหมด
        

           หย่งเจิ้นอึ้งไปกับคำตอบนี่หมายความว่าลู่เฟยยอมทิ้งให้จิวชงหยวนอยู่คนเดียวในโลกมนุษย์เช่นนั้นหรือ ทำไมกันทั้งๆ ที่คนตรงหน้าเขานี้เลือกที่จะรักอีกฝ่ายยังทอดทิ้งได้ง่ายดายนัก ดวงตาคมมองร่างโปร่งบางที่สงบนิ่งมากกว่าเดิม อาจเป็นเพราะเดี๋ยวนี้เจ้าตัวเป็นถึงจ้าวสำนักที่ต้องทำตัวให้ผู้คนเชื่อถือ อีกทั้งภาระหน้าที่ที่มากขึ้น จึงทำให้จิวชงหยวนสงบนิ่งในทุกสถานการณ์อย่างนั้นหรือ หากจิวชงหยวนเลือกที่จะรักและครองคู่ไปกับเขาเรื่องทุกอย่างคงไม่ลงเอยเช่นนี้
        

           “เจ้าคิดมากไป ข้ามิได้เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองเลือก เจ้าเป็นสหายที่ดีข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะเจอคนที่ตัวเองรักและทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา” คำกล่าวของร่างโปร่งบางเหมือนมานั่งอยู่กลางใจ ทั้งๆที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกไป
        

          “เดี๋ยวนี้เจ้ามีวิชาอ่านใจแล้วหรือ” คำถามของหย่งเจิ้นทำให้จิวชงหยวนหัวเราะออกมาเบาๆ
        

           “ข้าเป็นถึงจ้าวสำนักเซียนโอสถหากดูคนไม่ออกสำนักก็คงไม่รอด” จิวชงหยวนกล่าวออกมาไม่ได้เกินความจริง เพราะเขาต้องรู้จักไตร่ตรองให้มาก ไม่เช่นนั้นฝ่ายอธรรมคงเพ่นพ่านเต็มสำนักแน่ๆ
        

            “ว่าแต่เจ้าเถอะมาเพราะเรื่องนี้หรือ” หย่งเจิ้นพยักหน้ายอมรับ เพราะความห่วงใยจึงได้ดั้นด้นมาเทือกเขาที่มีแต่ม่านหมอกและปกคลุมด้วยป่าที่ยากต่อการมาถึงในเทือกเขาเทียนซานเช่นนี้ เขาดีใจที่จิวชงหยวนคิดจะตั้งหลักมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่ถึงอย่างไรในหัวใจของคนตรงหน้าก็มิเคยมีเขาอยู่ในนั้น
        

           “ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานลู่เฟยจะกลับมา อย่าลืมสิข้ามีอายุอีกหลายร้อยปีอย่างไรสักวันหนึ่งพวกเจ้าก็ต้องจากข้าไปอยู่ดี” หย่งเจิ้นอึ้งไปกับความจริงข้อนี้เพราะตนลืมไปเสียสนิท จิวชงหยวนมองโลกด้วยสัจธรรมมากขึ้น เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นสิ่งธรรมชาติ แต่หากช่วยเหลือได้ก็จะทำสุดความสามารถ
        

           “เมื่อนั้นข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง” หย่งเจิ้นกล่าวตอบกลับมาด้วยความจริงใจ จิวชงหยวนยกยิ้มบางเพราะใครๆ ก็กล่าวเช่นนี้
         

          “ถึงแม้จะเป็นเพียงสหายอย่างนั้นหรือ”พอสิ้นคำถามหย่งเจิ้นถึงกลับนิ่วหน้า มองดวงตาเรียวสวยที่ไม่เจืออารมณ์อื่นออกมา นอกจากเห็นเขาเป็นเพียงสหายผู้หนึ่งเท่านั้นก่อนจะถอนหายเฮือกอย่างปลงๆ
         

          “แค่ได้รักก็พอแล้วมิใช่หรือ” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนกอดอกมองคนรักเดียวใจเดียวอย่างห่วงใย เห็นทีหากได้เจอเฒ่าจันทราอีกครั้งจะเอ่ยถามเนื้อคู่หย่งเจิ้นดูเสียหน่อย
        

          “ข้าเชื่อว่าเจ้าจะเจอคนที่ใช่ในไม่ช้า หากเมื่อไรที่รู้ใจตัวเองก็อย่าปล่อยไปล่ะ” หย่งเจิ้นยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ คว้าผลสาลี่ใกล้มือเข้าปากเพราะเดินทางรอมแรมมานานยังไม่มีอะไรแตะถึงท้อง จิวชงหยวนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
         

          “รออยู่นี่แล้วกันข้าจะไปทำอะไรให้ทาน” จิวชงหยวนบอกพร้อมลุกขึ้นเดินออกไปนอกตำหนักก่อนจะสะกิดปลายทางห้องครัว อาหารที่เลี้ยงลูกศิษย์ล้วนแล้วต้องทำกินกันเองและแบ่งเวรยามเพื่อฝึกฝนการเอาตัวรอดเมื่อไม่มีเขาคอยดูแล นานครั้งถึงจะเข้าครัวทำให้ลูกศิษย์ตัวน้อย สายตามองไปยังลานฝึกวรยุทธที่มีจุ้ยซิงช่วยสอนอย่างไม่มีตกบกพร่อง คิดไม่ผิดจริงๆ ที่พาจุ้ยซิงติดตามออกมาด้วย อีกทั้งดูเหมือนเจ้าตัวจะมีความสุขไม่น้อยกับเส้นทางนี้ ร่างโปร่งบางกระชับผ้าคลุมขนจิ้งจอกกระชับกลับลมหนาวข้างนอกก่อนจะเร่งปลายเท้าไปยังห้องครัวเมื่อยังมีคนหิ้วท้องรออยู่
        

           นานเท่าไรแล้วนะที่เขาได้เข้าห้องครัว ไม่สิ... ก็แค่ตั้งแต่ลู่เฟยกลับสู่สวรรค์เท่านั้นเอง

         

           หย่งเจิ้นอยู่เป็นเพื่อนและช่วยฝึกซ้อมวรยุทธให้ลูกศิษย์จิวชงหยวนนานกว่าหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองทว่าเพียงแค่นี้เขาก็รู้สึกซึ้งใจแล้ว ส่วนลูกศิษย์คนแรกอย่างอวิ้นเซียนก็เทียวไปเทียวมาจนเขาเริ่มเบื่อขี้หน้าเพราะเจ้าตัวห่วงเขาเรื่องที่ลู่เฟยกลับสู่สวรรค์เกินกว่าเหตุ และกลัวว่าเขาจะเหงาถึงเอาลูกกิเลนตัวน้อยมาให้เลี้ยงอยู่เป็นเพื่อน แต่สำหรับเขาว่ามันคือตัวปัญหาเสียมากกว่าเพราะมันไม่อยู่นิ่งเหมือนสุนัขในเมืองไทยเสียหน่อย
         

         “เสี่ยวฉือเอาหูซานไปนอนห้องเจ้า”
         

          จิวชงหยวนหันไปมองลูกศิษย์ที่เป็นศิษย์พี่และเป็นคนแรกๆ ของสำนักทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกมองกิเลนที่พ่นน้ำออกมาตรงหน้าแต่ก็พยายามลากมันติดตามไปด้วย แม้จะใช้แรงมากกว่าปกติก็ตาม จิวชงหยวนมองกิเลนที่ใหญ่ครึ่งตัวของเสี่ยวฉืออย่างขำๆ ก่อนจะมองพื้นที่โดยรอบเปียกปอนเพราะมันพ้นน้ำเล่นจนพื้นพรมเปียกจนหมด เห็นทีเป็นอย่างนี้คงได้มีการอบกิเลนราดซอสกินแน่ๆ
         

          ร่างโปร่งบางเดินมาหยุดริมหน้าต่างเหม่อมองท้องฟ้าที่มีดาวกระจ่างเต็มท้องฟ้า ผ่านมาเกือบสามเดือนที่ลู่เฟยจากไป แม้เวลาบนสวรรค์จะน้อยนิดแต่หัวใจเขากลับเจ็บปวดเพราะเวลาบนโลกมนุษย์เดินเร็วกว่าสวรรค์มากนัก สำนักเซียนโอสถที่ตั้งขึ้นมีลูกศิษย์ที่ขยันขันแข็งจนหายห่วง เพียงไม่กี่ปีคงออกไปท่องทั่วยุทธภพเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหมือนที่เขาเคยเป็น ในยุทธจักรนี้ไม่ว่าที่ไหนก็ไปเยือนมาหมดแล้วและทำให้รู้ว่ายังขาดแคลนแพทย์มากเขาจึงได้ก่อตั้งสำนักนี้ขึ้นมาเพื่ออนาคตข้างหน้า
       

           ปลายฝันธารหนาวดาวหดหู่
          ยังสู้ความเดียวดายฉายฉาน
          ความเศร้าสร้อยร้องเสียงเพลงกังวาน
          แม้นหมื่นไมล์รัติติกาลยังได้ยิน...
      

          มือจับขลุ่ยหยกที่เป็นของหมั่นต่างหน้าอย่างแสนคิดถึง เจ็บปวดแต่มิอาจพูดออกไปได้ คิดถึงแต่มิอาจบอกกล่าวคนที่ห่างไกล ได้แต่เก็บไว้ในใจและเฝ้ารออย่างอดทน ขลุ่ยหยกแตะริมฝีปากแผ่วเบา เสียงเพลงแว่วผ่านไปตามสายลมหวังจะส่งไปถึงคนไกล เสียงเพลงเศร้าหมองสะท้อนหัวใจคนฟังจนน้ำตาหลั่งริน ทว่าคนร้องมีเพียงดวงตาที่เศร้าหมองเท่านั้นเพราะสัญญากันตนเองแล้วว่าจะไม่ร้องไห้อีก
      

           ร้องไห้กับเดือน...
        

          นั่นเป็นบทเพลงที่ทำให้หัวใจเทพหนุ่มสะท้าน หันไปมองเง็กเซียนฮ่องเต้อย่างรอคำสั่ง เมื่อได้รับการพยักหน้าใบหน้าที่เรียบนิ่งยกยิ้มบางเบาก่อนจะคารวะขอบพระทัยแล้วพุ่งลงสู่โลกมนุษย์เพื่อกลับไปหาคนรักอีกครั้งตามคำมั่นสัญญา
       

          แสงสีขาวเจิดจ้าสว่างทั่วห้องทำให้ผู้ที่ยืนเหม่อมองท้องฟ้าหันกลับมามอง ร่างสูงสง่างามในชุดแม่ทัพสวรรค์เต็มยศยื่นนิ่งอยู่เบื้องหน้า ในมือมีดอกบุปผาสวรรค์ช่อใหญ่ร่างนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจิวชงหยวนคนรักที่แสนจะคิดถึงพร้อมคำกล่าวหนักแน่น
      

          “ข้ากลับมาตามสัญญา” จิวชงหยวนยกยิ้มบาง ก็ว่าจะไม่ร้องไห้แต่น้ำตากลับไหลออกมาอย่างยินดี มองดอกบุปผาสวรรค์ที่ถูกยื่นมาให้ เขาเป็นชายไม่ได้พิศวาสดอกไม้แต่เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจเขาจะรับไว้ก็แล้วกัน ร่างโปร่งบางถูกรั้งเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง
        

          “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน...” จิวชงหยวนสะอื้นกับอกของลู่เฟยเบาๆ มือที่สั่นนั้นยกขึ้นกอดร่างหนาด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน ก่อนจะกระซิบตอบกลับด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกสุขใจเอ่อล้นภายในใจ สิ้นสุดแล้วกับการการรอคอย
        

          “ข้าก็คิดถึงเจ้า” ลู่เฟยผละออกจากจิวชงหยวนเล็กน้อย ก้มลงประทับจุมพิศหนักหน่วงบนริมฝีปากบางอย่างโหยหา รสสัมผัสที่คุ้นเคยเรียกให้ร่างเล็กกว่าสนองการสัมผัสเร่าร้อนดังต้องมนตร์จนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่ทั้งคู่จะผละออกจากกัน สองมือใหญ่กอบกุมใบหน้างดงามด้วยความคิดถึงเพียงไม่ได้เห็นหน้าหัวใจก็ร้อนรนกระวนกระวาย เพียงไม่ได้ยินเสียงเหมือนชีวิตไร้ดวงวิญญาณ
       

         “แต่งงานกับข้านะ” คำขอเกินคาดหมายทำให้จิวชงหยวนอึ้งไป ใบหน้าฟาดแดงด้วยความอายเพราะอย่างไรเขาก็เป็นชาย อีกทั้งคนตรงหน้าก็เป็นชายจะมาแต่งงานคำนับฟ้าดินคงแปลกพิลึก แม้งานแต่งของลั่วหวังอู๋จะผ่านมาแล้วแต่นั่นเป็นคำสั่งของฮ่องเต้ที่ไม่อาจขัดบัญชาได้
       

          “เอ่อ...คือข้าเป็นบุรุษ”
         

         “แล้วอย่างไร ข้าก็มิเคยเห็นเจ้าเป็นสตรีนี่” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนทำหน้าไม่ถูก แม้จะอายแต่เขากลับดีใจที่คนตรงหน้าคิดจะแต่งงานกับเขาอย่างเป็นทางการทั้งๆ ที่อยู่ร่วมกันมานาน แต่เมื่อดวงตาจริงจังที่ส่งมาทำให้พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ลู่เฟยยกยิ้มบางก่อนจะคว้าร่างโปร่งบางมากอดอีกครั้ง
         

         “เจ้าตกลงแล้วไปกันเถอะ”
       

          “ไปไหน!!...”
         

          จิวชงหยวนเอ่ยถามยังไม่ทันจบก็รู้สึกวูบ มองรอบกายอย่างมึนงงก่อนจะอึ้งไป ที่นี่เป็นเขาคุนหลุนที่อยู่กึ่งกลางสวรรค์และโลกมนุษย์ ทว่าสิ่งที่ทำให้จิวชงหยวนอึ้งไปจนพูดไม่ออกคืองานแต่งที่ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และแขกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมากันครบถ้วนล้วนเป็นคนที่รู้จักทั้งนั้น
        

          จิวชงหยวนเดินตามแรงจูงมือของลู่เฟยเสื้อผ้าไม่รู้ว่าถูกเปลี่ยนเป็นชุดแต่งงานสีแดงตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าคนที่ทำให้เขายืนเกร็งตอนนี้กลับเป็นคนเบื้องหน้าที่ดูมีอำนาจจนยากจะต่อกร ความงามสง่าของทั้งคู่ทำให้ไม่กล้าที่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา ทว่าหูกลับได้ยินคำนับฟ้าดิน และร่างกายเขากลับทำตามลู่เฟยเหมือนกับว่านี่มิใช่การแต่งงานครั้งแรก
        

            มือบางถูกลู่เฟยยกขึ้นกรีดเลือดบนฝ่ามือจนทำให้ร่างนั้นสะดุ้งหันไปมองคนทำตาดุ แต่แววตาจริงใจที่ส่งมาบอกให้เชื่อมั่นทำให้ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ลู่เฟยกรีดมือตัวเองตามยกมือประกบกับมือเขาไว้พร้อมเสียงนุ้มทุ้มกังวานที่ทำให้หัวใจอบอุ่น และรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านที่แท้จริงที่เฝ้ารอมานาน
         

         “ข้าลู่เฟยแม่ทัพสวรรค์ขอให้คำสัตย์สาบานว่าจะรักและดูแลจิวชงหยวนภรรยาข้าเพียงผู้เดียวตราบสิ้นวิญญาณของข้า ใจเชื่อมจิต จิตเชื่อมดวงวิญญาณ สามภพเป็นพยานแก่พวกข้า หากข้าผิดคำสาบานแล้วไซร้ดวงวิญญาณจงแตกดับสูญสิ้นไม่เหลือแม้เศษธุรี” คำสาบานที่ทำให้สามภพสั่นสะเทือนทำให้คนฟังหนาวเยือกแต่คนกล่าวดวงตาหนักแน่นจริงจัง
         

         “ข้าก็เช่นกัน”
       

           จิวชงหยวนตอบรับด้วยหัวใจคงมั่น หากสูญสิ้นอายุขัยแล้วไซร้ขอให้จดจำคนผู้นี้ได้ตลอดไป ดวงตาเรียวสวยมองคนรักตรงหน้าด้วยความรักสุดหัวใจ ทั้งคู่คารวะเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มาเป็นพยานให้จิวชงหยวนได้รับโอสถหมื่นทิพย์เป็นของขวัญก่อนที่จะจากไปเหลือเพียงแขกที่ไม่รู้ว่าลู่เฟยพาตัวมาอย่างไร
         

         หนึ่งในนั้นกลับมีหย่งเจิ้น ร่วมอยู่ด้วยทุกคนต่างร่ำสุรายินดีด้วยใจจริง แม้นี่มิอาจรู้ว่าเป็นความจริงหรือความฝันแต่ทั้งคู่ก็รักกันมาเนิ่นนานแล้วจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี
        

          จิวชงหยวนมองทุกคนด้วยความรู้สึกสุขใจ แม้ทุกคนจะถูกดึงมาเพียงแค่ความฝันก็ตามแต่เชื่อว่าตื่นขึ้นมาย่อมจดจำได้อย่างแน่นอน ที่นี่ดูงดงามและยังตกแต่งในแบบที่เขาเคยวาดรูปให้ลู่เฟยดูขณะเดินทางไปทั่วยุทธภพ หากเดาไม่ผิดคงเป็นสิ่งที่เนรมิตขึ้น ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเจ้าเล่ห์เหลี่ยมอะไรถึงทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้ที่ปกครองแห่งทรวงสวรรค์มาอวยพรให้พวกเขา
      

          ทุกอย่างที่ผ่านมานั้นรวดเร็วจนจิวชงหยวนรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝันไปจนอดที่จะหยิกแก้มตัวเองไม่ได้ แต่ต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บ ร่างสูงข้างกายหันมามองยกยิ้มบางอย่างขำๆ เพราะวันแรกที่ได้พบจิวชงหยวนก็ตบแก้มตัวเองเช่นกัน ก่อนจะรวบร่างโปร่งบางไปกอดมองดูดวงดาวบนฟ้าด้วยหัวใจสุขล้น
         

           “ข้ารักเจ้า” น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูชวนให้ใจสั่นระรัว จิวชงหยวนเงยหน้ามองคนบอกรักด้วยรอยยิ้มบาง ไม่รู้ว่าลู่เฟยใช้เล่ห์กลอันใดที่ทำให้หัวใจเขามิอาจยกให้ใครได้อีก
        

          “ข้าก็รักเจ้าลู่เฟย”
         

           คำบอกรักที่ยากจะได้ยินทำให้ลู่เฟยกอดกระชับร่างโปร่งบางแน่นขึ้นด้วยหัวใจพองโต ดีใจที่ได้รับความรักจากคนรัก แม้เขาจะใช้เล่ห์รักเทวาสรรค์หนังสือระดับตำนานของเฒ่าจันทรา แต่มันก็คุ้มค่าที่เสียเวลาอ่านไป ใครบอกว่าหนังสือไม่มีประโยชน์อย่างน้อยเวลานี้ก็ทำให้ความรักที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานสิ้นสุดลง สัญญาว่าจะไม่ให้สิ่งใดมาพรากคนในอ้อมกอดไปได้อีกครั้ง แม้แต่ความตายก็ตาม!
        

         จิวชงหยวนกุมมือที่โอบเอวตนเองไว้ พร้อมซึมซับความหอมหวานและความอ่อนโยนที่ลู่เฟยมอบให้นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทำให้ยกยิ้มบาง
        

          ซึมซับม่านฟ้าพร่างพราวฝัน
          กระชับอ้อมกอดชมจันทร์ละหวั่นไหว
          เรื่องเล่าตำนานรักจากภพอันโพ้นไกล
          สิ้นสุดแล้วไซร้การรอคอยที่เนิ่นนาน...
         

                                              จบบริบูรณ์

 

    จบบริบูรณ์แล้วจ้า ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงตรงนี้และให้กำลังใจฟางเสมอมา เรื่องเล่ห์รักเทวาสวรรค์เป็นนิยายวายเรื่องแรกของหลิ่งฟาง หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคะ และฝากติดตามเรื่องต่อไป เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ ภาคต่อของเล่ห์รักด้วยนะคะ สำหรับใครที่รออี้ฟานจะอยู่ในเล่มตอนพิเศษจ้า

ตอนพิเศษในเล่ม

1. ...เมื่อลู่เฟยหึงโหด

2.    ผู้ชายก็หึงเป็น(หยวนน้อย)

3.   ม้ากระทืบโรงเป็นเหตุ

4.   ...เมื่อเทพก็งอนเป็น

5.   เมื่อจอมทัพสวรรค์เปลี่ยนไป

 

จำนวน 2 เล่มจบราคา 700 บาทยังไม่รวมค่าจัดส่ง สนใจสั่งซื้อได้ที่สนพ.

2U Publish

 

https://www.facebook.com/2Upublishing/

 

 

         แฟนเพจหลิ่งฟางติดตามข่าวสารและทักทายได้เสมอจ้า

 

    

ความคิดเห็น