M_C27761&สาววายไตพัง
email-icon facebook-icon Twitter-icon

สวัสดีค่ะ ขอบคุณผู้อ่านที่เข้ามาอ่านและติดตามค่ะ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวนิยายวาย & ฟิควาย ได้ที่ เพจ M_c27761 และ Twitter @mc27761

เล่ห์รักดวงหทัย : ตอนที่ 3 [1/?]

ชื่อตอน : เล่ห์รักดวงหทัย : ตอนที่ 3 [1/?]

คำค้น : #เล่ห์รักดวงหทัย #yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 98

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2562 00:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ห์รักดวงหทัย : ตอนที่ 3 [1/?]
แบบอักษร

 

เขียน : 09/11/2562 เวลา 20.32 - 23.06 น. 

 

ณ แคว้นเหวินฉิน 

 

วันเวลาหมุนเปลี่ยน เช่นเดียวกับฤดูวสันต์ย่างกายหายไป ก็เริ่มวนเวียนเข้าสู่ฤดูเหมันต์เข้ามาแทนที่ สายน้ำลำธารที่เคยไหลสายธารา ก็แปรเปลี่ยนเป็นแผ่นน้ำแข็งหนา รวมทั้งเกล็ดหิมะที่ร่วงโรยลงมา ตกลงสู้พื้นดินดั่งกับพรมทางเดินสีขาว 

 

เช่นเดียวกับบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ทั้งสามบ่อ ของโรงเตี๊ยมในยามเวลานี้ กลับไม่ได้ร้อนเท่าที่ควร ด้วยเหตุที่เกล็ดหิมะกระจายเกล็ดตกลงเต็มบ่อ ส่งผลให้น้ำร้อนมลายก้อนเกล็ดหิมะสลายแปรเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น และด้วยอุณหภูมิต่ำลงจากความเหน็บหนาว ส่งผลให้ไม่มีผู้ใดกล้าย่างเท้าเข้ามาอาบน้ำ ด้วยเหตุที่บ่อน้ำร้อนแห่งนี้เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง 

 

ณ โรงเตี๊ยมชานเมือง

 

ภายในห้องนอนส่วนตัวของท่านแม่ทัพหลิ่งเฟย ซึ่งนอกจากเตียงนอนก็ยัง มีมุมถัดออกมามีฉากกั้นเป็นภาพวาดเขียนจากพู่กันตวัดพลิ้วไหวเป็นรูปต้นบ๊วยออกดอกเบ่งบาน มีสีสันสวยงามเข้ากับภายในห้องได้ดี แต่ผิดกับคนที่อาศัยในห้องนี้กับเป็นเพียงร่างของชายที่มีใบหน้างดงาม ยามเมื่อเส้นผมที่เคยถูกรวบบนศีรษะกำลังสยายยาวกระจายออกเต็มแผ่นหลัง ซึ่งมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่บรรจุน้ำเต็มพอดี 

 

หลิ่งเฟยย่างเท้าก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำที่พอมีพื้นที่กว้างและแบกรับน้ำหนักคนลงได้ถึงสองคน ด้วยความที่เนื้อตัวที่เปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้าอาภรณ์คลุมห่มร่าง ยามเมื่อลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่แปลกเลยที่หลิ่งเฟยจะมีเนื้อตัวสั่นไหวเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติอากัปกิริยาท่ามกลางความเหน็บหนาวในยามศึกสงคราม หลิ่งเฟยกลับเก็บอาการสำรวม ราวกับไม่ไหวติงต่อความหนาว

 

'ก๊อกๆๆ'

 

"ท่านหลิ่งเฟย ข้าน้อยเหยียนซิ่ว ขอเข้าไปด้านในนะขอรับ" น้ำเสียงที่กล่าวออกมาของอ๋องปิงหยางจากด้านนอกประตู ก่อนจะถือวิสาสะเปิดประตูเดินเข้ามาด้านใน โดยไม่รอให้คนด้านในกล่าวตอบสิ่งใดออกมา

 

"เหยียนซิ่ว....เจ้ามีอะไรรึเปล่า? ถึงได้รีบร้อนเข้ามา…. "

 

"...." เหยียนซิ่วหรืออ๋องปิงหยาง เดินตรงเข้าไปยังฉากที่หลบกั้น ก็ต้องตกตะลึงกับความงามของเรือนร่างคนตรงหน้า และเส้นผมสีดำที่ยาวสลวย จนไม่อาจหลบนัยน์ตาทั้งคู่ออกห่างจากความงามตรงหน้าได้ จึงลอบสำรวจผิวกายที่ขาวดั่งหยก แม้มีรอยแผลเป็นจากของมีคม จนทำให้รู้สึกเคืองโกรธใครกันที่ช่างกล้าสร้างแผลบนตัวหลิ่งเฟยของเขาได้ ก่อนสายตาจะละลาบละล้วงจ้องมองตรงไปยังสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในใต้น้ำ 

 

" เหยียนซิ่ว!! " หลิ่งเฟยเอ่ยเสียงดึงสติคนตรงหน้าที่จ้องมองร่างเขาไม่วางตา จนทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างแปลกๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชินกับการที่ถูกผู้ชายมอง แต่เป็นเพราะนัยน์ตาทั้งคู่ของเหยียนซิ่ว ทั่เปล่งประกายคล้ายแฝงความนัย

 

" ข้า….ขออภัยขอรับ ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านกำลังแช่น้ำ " อ๋องปิงหยางในคราบเหยียนซิ่วเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นใบหน้างามของคนตรงหน้าเริ่มแดงก่ำ นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ ยิ่งขับให้ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ 

 

" เจ้าจงออกไป "

 

" เอ่อ….ขอรับ " เหยียนซิ่วหรืออ๋องปิงหยางได้แต่เก็บอารมณ์อดกลั้น ที่อยากจะอุ้มคนตรงหน้าพาไปขึ้นเตียงและไปเสพสุขสมปรารถนา แต่ก็ต้องอดทนไว้เพื่อการใหญ่ที่จะเข้าโจมตียึดครองเมืองแห่งนี้ พร้อมกับพาคนผู้นี้ไปอยู่ใต้อาณัติของเขา

 

.

 

.

 

.

 

เสื้อคลุมตัวยาวหนังเสือโคร่งที่ถูกจับเตรียมไว้ เวลานี้ได้คลุมลงบนร่างของแม่ทัพหลิ่งเฟย ยิ่งช่วยขับให้ใบหน้างามยิ่งดูมีความน่าเกรงขามและมีเสน่ห์เพิ่มมากยิ่งขึ้น เส้นผมที่เคยยาวสลวยถูกมัดรวบขึ้น เมื่อพินิจการแต่งกายเรียบร้อย เขาไม่ลืมที่จะหยิบผ้าสีขาวขึ้นมาพันรอบคอ เพื่อปกปิดรอยจ้ำแดงก่ำรอบคอ อาจเพราะในเวลานี้เข้าสู่ฤดูเหมันต์จึงพออำพรางปกปิดไปได้สักพักหนึ่ง ซึ่งหลิ่งเฟยเองก็ไม่อาจจำได้เลยว่าเพราะเหตุใดตนจึงมีรอยแดงก่ำรอบคอ 

 

หลังจากจัดการเก็บข้าวของเรียบร้อย หลิ่งเฟยก็ก้าวเท้าออกมาจากห้องพักของตน แต่ก็ต้องแปลกใจที่มีร่างของชายหนุ่มใบหน้าคมอย่างเหยียนซิ่ว ซึ่งยืนอยู่ด้านนอกด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอันใสซื่อ เมื่อเห็นตนเองก้าวเดินออกมา

 

“ คารวะท่านหลิ่งเฟย ขออภัยที่เมื่อครู่ข้าน้อยเสียมารยาทขอรับ ” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิดของเหยียนซิ่ว

 

“ คราวหน้าเจ้าจงระวัง ข้าแค่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาล่วงล้ำ ” หลิ่งเฟยกล่าวออกอย่างไม่ถือความ เมื่อเห็นใบหน้ารู้สึกผิดของอีกฝ่าย

 

“ ท่านหลิ่งเฟย ข้าน้อยขอช่วยถือของในมือให้ท่านนะขอรับ ”

 

“ ไม่เป็นไร ว่าแต่เสื้อคลุมนี้เจ้าไปได้จากที่ใดมา แล้วเสื้อคลุมที่ติดตัวข้ามาล่ะหายไปไหน ” หลิ่งเฟยเอ่ยขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ถึงเสื้อคลุมตัวใหม่ที่เขาสวมใส่ในเวลานี้ เขาเคยได้ยินว่าเสื้อคลุมเสื้อโคร่งนั้นหาได้ยากและมีราคาสูง เสื้อคลุมที่เขาสวมใส่จะเป็นเพียงหนังแกะที่นำมาถักทอรวมๆกันช่วยให้ผ่อนคลายความเหน็บหนาวไปได้

 

“ ข้ากับน้องชายช่วยกันออกล่าเสือโคร่งที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนในหมู่บ้าน พวกเราจึงช่วยกันชำแหละเอาหนังมันมาตัดแบ่ง เพื่อนำมาขายขอรับ ส่วนเสื้อคลุมของท่านนั้นข้าน้อยไม่ทราบขอรับว่าไปหล่นหายที่ใด ” เหยียนซิ่วเอ่ยขึ้นเล่าความเท็จกับคนตรงหน้าราวกับเรื่องจริง พลางครุ่นคิดในใจ ‘ เสื้อคลุมตัวเก่าข้าโยนทิ้งไปนานแล้ว เจ้าควรจะสวมใส่เสื้อคลุมตัวนี้ที่ข้าให้ดีกว่าเสียอีก ’ 

 

“ ขอบใจในความหวังดีของเจ้า เช่นนั้นข้าขอคืนเสื้อคลุมตัวนี้ ” หลิ่งเฟยกล่าวพลางจะเอื้อมมือปลดออก

 

“ ท่านหลิ่งเฟย….ท่านรังเกียจของที่ข้าให้หรือขอรับ ”

 

“ ไม่เลย ”

 

“ ถ้าท่านไม่ได้รังเกียจ แล้วทำไมไม่รับไว้เสียละขอรับ ”

 

“ ข้าเคยได้ยินมาว่าหนังเสือโคร่งมีราคาดี….ถ้าเช่นนั้นข้าจะซื้อเสื้อคลุมตัวนี้ เจ้าว่าราคามาได้เลย ”

 

“ ท่านหลิ่งเฟยอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย หลายวันผ่านมานี้ข้าน้อยสองคนพี่น้องได้อาศัยดื่มกินอยู่ที่นี่ รวมถึงจะเดินทางเข้าเมืองกับพวกท่านอีก พวกข้าสองพี่น้องก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไร นี่จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งตอบแทนขอรับ ถ้าหากท่านไม่ได้รังเกียจดั่งวาจาท่านจริง ได้โปรดรับไว้เถอะขอรับ ”

 

“ ถ้าเช่นนั้นข้าจะรับไว้ ขอบใจเจ้ามากเหยียนซิ่ว ” หลิ่งเฟยกล่าวรับอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

“ ขอรับ ” เหยียนซิ่วได้ยินเช่นนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า

 

.

 

.

 

.

หลังจากที่หลิ่งเฟยก้าวเดินลงมากับเหยียนซิ่วที่ก้าวเดินตามด้านหลัง โดยมีนัยน์ตาขององครักษ์หมินซินหรือในคราบของเหยียนซิ่นจ้องมองไม่อาจวางตาได้ เสื้อคลุมเสือโคร่งสำหรับแคว้นของเขาแล้ว ผู้ที่จะสวมใส่ได้มีผู้ปกครองแคว้นกับชายาของผู้ปกครองแคว้นเท่านั้น จึงทำให้องครักษ์หมินซินยิ่งมั่นใจในทันทีว่าต่อจากนี้คนที่จะได้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งพระชายานั้นคือผู้ใด

 

“ ท่านแม่ทัพหลิ่งเฟย ข้าให้ทหารจัดเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางและข้าวของที่เหลือเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่รอท่านแม่ทัพสั่งการเพียงเท่านั้นขอรับ ” รองแม่ทัพหลี่หยางกล่าวรายงาน ก่อนจะสังเกตเห็นรอยแดงที่หลุดพ้นจากผ้าสีขาวที่นำมาปกปิด “ คอท่าน….”

 

“ ก่อนจะออกเดินทาง ข้าว่าให้ไพร่พลของเรากินอาหารให้อิ่มท้องเสียก่อนออกเดินทาง เจ้าเองก็เช่นกันนะหลี่หยาง ควรกินให้มากๆ ” น้ำเสียงและแววตาที่ห่วงใยอย่างไม่ปกปิดของหลิ่งเฟย ทำให้คนที่ยืนด้านหลังอย่างอ๋องปินหยางนัยน์ตาฉายแววประดุจดั่งนกอินทรีไม่พอใจอยู่วูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนัยน์ตาปกติ

 

“ ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวไปสั่งพ่อครัวเสียก่อน ท่านแม่ทัพหลิ่งเฟยเชิญท่านนั่งรอสักครุ่นะขอรับ ” รองแม่ทัพหลี่หยางเอ่ยขึ่้น เมื่อรู้สึกถึงภัยที่กำลังปะทุขึ้นเมื่อครู่ ก่อนจะรีบก้าวฝีเท้าเดินออกไปโดยมีองครักษ์หมินซินที่พอจะคาดเดาสถานการณ์ได้ไม่ยากเดินอยู่เคียงข้าง 

 

นัยน์ตาคู่สวยของหลิ่งเฟยจับจ้องมองไปที่แผ่นหลังของรองแม่ทัพหลี่หยางที่รีบเดินจากไป โดยที่ยังไม่ได้เอ่ยกล่าวขอบคุณสักคำ โดยที่ไม่ได้รับรู้ถึงแววตาไม่พอใจของอ๋องปินหยาง ที่จ้องมองดูอย่างเงียบๆ

 

อาหารเช้าในวันนี้สำหรับเหล่ากำลังทหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ พร้อมกับเสียงตะโกนร้องสั่งข้าวเพิ่ม ในขณะเดียวกันที่โต๊ะทางด้านแม่ทัพหลิ่งเฟย กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดใจขององครักษ์หมินซิน เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะหลังจากสำรับกับข้าว นำมาจัดวางลงบนโต๊ะ แม่ทัพหลิ่งเฟยเอ่ยปากชวนพวกเขาทานข้าวอย่างไม่ถือตัวเช่นเคย เพียงแต่มือที่คีบอาหารกลับวางลงใส่ชามของรองแม่ทัพหลี่หยาง ที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ได้รู้สึกถึงนัยน์ตาแหลมคมประดุจดั่งดาบที่พร้อมจะพุ่งเชือดได้ทันที

 

“ เหยียนซิ่นเจ้าตักไม่ถึงเหรอ? ข้าคีบให้เจ้า ” แม่ทัพหลิ่งเฟยเอ่ยขึ้น เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเหยียนซิ่นที่มองตรงมาที่อาหารเบื้องหน้าซึ่งอยู่ใกล้เขาที่สุด

 

“ ขอบคุณขอรับท่านหลิ่งเฟย ” องครักษ์หมินซินในคราบเหยียนซิ่นเอ่ยขึ้นอย่างเกรงกลัวแววตาของคนเบื้องหน้าอย่างอ๋องปินหยางที่มองมาทางราวกับเตือนว่าหัวบนบ่าของเขาจะหลุดได้ทุกเมื่อ

 

“ เจ้าเองต้องทานเยอะๆนะเหยี่ยนซิ่ว เดินทางคราวนี้ไม่รู้ว่าจะหยุดได้พักอีกเมื่อไหร่ ” หลิ่งเฟยเอ่ยขึ้นพร้อมกับคีบอาหารวางลงบนชามของคนที่นั่งด้านอย่างเหยียนซิ่ว

 

‘ ดั่งน้ำดับไฟ ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตาชีวิตข้าน้อย ขอบคุณท่านแม่ทัพหลิ่งเฟย ’ องครักษ์หมินซินในคราบเหยียนซิ่น ได้แต่พลางครุ่นคิดในใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตารีบกินอาหารในชามให้หมด เพราะไม่รู้ว่าต่อจากนี้ตนเองจะยังมีชีวิตได้กินข้าวอยู่ไหม

 

.

 

.

 

.

 

หลังจากเหล่ากองกำลังไพร่พลอิ่มท้อง และจัดการจ่ายเงินให้แก่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเรียบร้อย แม่ทัพหลิ่งเฟยจึงให้รองแม่ทัพหลี่หยางตรวจความเรียบร้อยก่อนออกเคลื่อนทัพในทันที โดยจุดมุ่งหมายในคราวนี้คือเมืองหลวง ซึ่งแม่ทัพหลิ่งเฟยคาดเดาไว้ว่าจะใช้เวลาไม่เกินสามวันจะเดินทางถึงเมืองหลวง

 

“ เจ้าจงนำสาสน์ฉบับนี้เร่งฝีเท้าล่วงหน้าไปที่ประตูหน้า ให้แก่ท่านหัวหน้ากองได้รับรู้ว่าทัพของพวกเรากำลังจะเดินทางไปถึง ” แม่ทัพหลิ่งเฟยเอ่ยกล่าวกับทหารม้าเร็วคนหนึ่ง

 

“ ขอรับท่านแม่ทัพ ” ทหารม้าเร็วกล่าวรับคำพร้อมกับรับสาสน์ในมือของแม่ทัพหลิ่งเฟย ก่อนจะทำความเคารพและก้าวขึ้นนั่งบนหลังอานม้า ก่อนจะเร่งฝีเท้าม้าเคลื่อนก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“ ท่านแม่ทัพหลิ่งเฟยทุกอย่างพร้อมเดินทางแล้วขอรับ ” รองแม่ทัพหลี่หยางเอ่ยขึ้นหลังจากเดินทางตรวจตราเรียบร้อย

 

“ เหล่าทหารจงฟัง การเดินทางในครั้งนี้จะไม่มีการหยุดพัก จะใช้เวลาในการเดินทางให้ถึงเมืองหลวงภายในสามวัน พวกเจ้าจงรีบเร่งฝีเท้าให้มากขึ้น ” แม่ทัพหลิ่งเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงอันกึกก้อง

 

“ ขอรับท่านแม่ทัพ ” เหล่าทหารกำลังไพร่พลรับคำโดยพร้อมเพรียงกัน

 

“ ออกเดินทางได้ ” แม่ทัพหลิ่งเฟยเอ่ยตะโกนขึ้น

 

“ ออกเดินทางได้ ” รองแม่ทัพหลี่หยางเอ่ยตะโกนขึ้น

 

ขบวนทหารไพร่พลต่างเดินทัพเคลื่อนตัวอย่างพร้อมเพรียงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงแห่งแคว้นเหวินฉิน จุดหมายปลายทางที่ทุกคนต่างเฝ้ารอการได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว ที่เฝ้ารอการกลับมาของพวกเขาอยู่เบื้องหน้า เช่นเดียวกับแม่ทัพหลิ่งเฟยที่อยากจะกลับไปรายงานความสำเร็จดั่งเช่นวัยเยาว์ แต่ในเวลานี้เหลือเพียงภาพความทรงจำของคนผู้นั้นอยู่ในใจ แต่มีเพียงภาพสะท้อนคล้ายใบหน้าของคนผู้นั้นที่เหลืออยู่ดั่งมรดกชิ้นสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้เขาได้เพียงเฝ้ามองคนผู้นั้น และพร้อมอารักษ์ภักดีอย่างมิมีวันเสื่อมคลาย

 

Page Facebook : M_c27761 

Twitter : @MC27761 

Tag : #เล่ห์รักดวงหทัย 

…………………………………………………………………….. 

 

มีนักอ่านท่านใดรออ่านเรื่องนี้ไหมค่ะ ขอหัวใจหรือสติ๊กเกอร์ คอมเม้นต์ สักนิดค่ะ ขอบคุณที่รออ่านอยู่นะคะ เลิฟๆค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น