Nilkan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Color Theory V : Wine

คำค้น : dabihawks ดาบิฮอว์ค myheroacadamic MHA

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 22

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 21:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Color Theory V : Wine
แบบอักษร

 

Title : Color Theory 

Color : Wine 

Pairing : Dabi x Hawks 

By : Nilkan 

 

Note : ตอนนี้ค่อนข้างมีเนื้อหาที่ปวดใจตับไตไส้พุงเล็กน้อยนะคะ​ เพื่อเพิ่มอรรถรสของเรื่อง :) 

+++++++++ 

 

[Wine]​ 

[ฐานันดร​ เวทยมนตร์... การเปลี่ยนแปลง]​ 

...  

..  

. 

...มนุษย์กลัว[การถูกลืม]...จึงทิ้งบางสิ่งเพื่อแสดงเจตจำนงแห่งการอยากมีตัวตน... 

...เพราะฉะนั้นถึงลมหายใจนี้จะดำรงอยู่ใต้ชื่อที่ [มัน] มอบให้ แต่หากผู้เป็นที่รักยังคงสลักชื่อนั้นไว้ในจิตใจ...ต่อให้สะอิดสะเอียนนามของตนก็ไม่เป็นไร... 

  

..."ขอแค่คุณยังจำผมได้...ก็พอ".... 

  

"โทยะ?... ลูกพูดถึงใครเหรอจ๊ะ ฟุยุมิ?"

 

...หรืออาจเป็นแค่คำขอที่พระผู้เป็นเจ้าทิ้งขว้างอย่างเดียดฉันท์... 

ว่า..."คนอย่างเขา ไม่สมควรได้รับ" 

 

"......."เครื่องดักฟังขนาดจิ๋วยังคงทำหน้าที่ได้อย่างคมชัดทุกคลื่นเสียง แต่โสตสัมผัสกลับดับวูบราวรอบข้างกลายเป็นสภาวะสูญญากาศ เมื่อสรุเสียงอ่อนโยนที่แว่วผ่านเพื่อปลอบประโลมตัวเขาเสมอมา...ไม่หลงเหลืออีกแล้ว 

 

 

"ม...แม่ค่ะ ก็โทยะ...โทโดโรกิ โทยะ ล..ลูกของคุณแม่...น...น้องชายของหนู..."

 

"ขอโทษนะจ๊ะ แต่แม่...จำไม่ได้จริงๆ"ใบหน้าอ่อนล้าของร่างบอบบางบนเตียงผู้ป่วยส่ายเบาๆอีกครั้งเพื่อยืนยันคำตอบและตอกย้ำรอยแตกร้าวในห้วงจิตใจผู้ฟังจนไม่อาจสมานคืน...

 

...[จำ]...ไม่ได้หรืออาจหายไปจากเสี้ยวความนึกคิดมาเนิ่นนาน... 

 

     ...ร่างผอมสูงในชุดเสื้อฮู้ดสีเข้มยืนนิ่งบนดาดฟ้าของอาคารสูงข้างเคียงโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ จุดหมายสายตามีเพียงบานหน้าประดับม่านลูกไม้สีสะอาดอันเป็นภาพทิวทัศน์เดียวที่ฉายชัดในทุกๆวันอาทิตย์ยามค่ำคืน ห้องผู้ป่วยVIPชั้นที่ 15 ฝั่งซ้ายสุดที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่สมชื่อตระกูลผู้มาด้วยชื่อเสียงและเงินทองอย่าง [โทโดโรกิ] คือกิจวัตรประจำสำหรับการเฝ้ามองรอยยิ้มแสนอ่อนโยนจากผู้หญิงที่รักที่สุดในชีวิต...แต่ ณ ตอนนี้สิ่งเหนี่ยวรั้งตัวตนให้คงอยู่กลับกำลังจะเลือนหายไปแล้วหรือ?

 

"วันนั้นคุณยังเรียกชื่อผมอยู่เลย..."

 

...วันที่คุณนั่งร้องไห้กอดเศษซากขี้เถ้าในกองไฟ มันยังตรึงอยู่ในความทรงจำผมเสมอ... 

...ซากเถ้าถ่านที่ชื่อ โทโดโรกิ โทยะ... 

  

     ...เหตุการณ์ในห้องผู้ป่วยยังคงดำเนินต่อไปพร้อมผู้ฟังบนดาดฟ้าที่รับรู้ทุกภาพและเสียงอย่างชัดเจน ร่างซูบผอมบนเตียงคนไข้ลุกขึ้นนั่งพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหม่นหมองจนสัมผัสได้ หากแต่ในใจยังคงหวังให้ชื่อของตนถูกเอ่ยออกมาอีกครั้ง...แค่ครั้งเดียวก็พอ.. 

 

"แม่ ลืมคนสำคัญไปใช่ไหมจ๊ะ บอกแม่ที...ฟุยุมิ นัตสึโอะ"

 

"แม่ไม่ต้องคิดมากนะ ทานข้าวทานยาก่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวอีกสักพักคุณพยาบาลน่าจะเข้ามาตรวจอาการประจำวันแล้ว"

 

"นัตสึโอะ..."เสียงแสนสั่นเครือของบุคคลที่เขาเรียกว่าพี่เอ่ยเบาๆ มือเรียวยกขึ้นปิดริมฝีปากที่คงสั่นสะท้านไม่ต่างจากเจ้าของชื่อที่ทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้นพร้อมคำตอบในฐานะนักศึกษาแพทย์

 

"พี่ ผมว่าเรื่องพี่โทยะ เราอย่าเพิ่งพูดถึงจะดีกว่านะ อาการแม่อาจจะทรุดลงได้ ถึงมันจะไม่แฟร์กับพี่โทยะ แต่แบบนี้ปลอดภัยกว่า"

 

"เพราะโลกของแม่ตอนนี้...ไม่มีพี่โทยะหรือภาพวันนั้นอยู่อีกแล้ว"ลูกชายคนรองแห่งบ้านโทโดโรกิเอ่ยวินิจฉัยด้วยสำเนียงเศร้าปนรู้สึกผิด แต่มันเทียบไม่ได้กับผู้ที่ถูกลืม...เทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว... 

 

"......."

 

... ความรู้สึกโลกทั้งใบพังทลาย...เป็นแบบนี้เอง?... 

 

     ...เศษซากจิตใจที่แตกละเอียดสร้างแรงบีบใจกลางอกรุนแรงจนมือประดับรอยไหม้ต้องยกขึ้นกุมไว้ ฟันคมขบกันอย่างเดือดดาลต่อตัวต้นเหตุของความทุกข์ทรมานที่ถึงแม้ไม่ปรากฏในเห็น แต่แจกันดอกไม้ริมหน้าต่างที่โดดเด่นด้วยบุปผาสีแดงเพลิงก็ฉายชัดราวเยาะเย้ยตัวเขาที่ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น...

 

"ชิ! เพราะมันคนเดียว"

 

"เพราะไอ้คนเห็นแก่ตัวคนนั้น มันทำให้คุณกลัว คุณไม่ได้ตั้งใจ...."เสียงทุ้มกดต่ำกับคำปลอบใจ นัยน์ตาสีพื้นสมุทรหุบต่ำเพื่อไล่ความชื้นแฉะบริเวณหางตา แผ่นหลังกว้างหันหลังให้กับบานหน้าที่ถูกปิดลง ออกแรงก้าวด้วยกำลังที่ลดหายไปเกือบครึ่งพร้อมมือแกร่งที่หยิบหูฟังไร้สายเขี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดีเพื่อหยุดทุกการได้ยิน...แต่สุรเสียงกลับยังคงดังก้องทุกย่างก้าว

 

[แต่แม่...จำไม่ได้จริงๆ] 

...จำไม่ได้จริงหรือ?...แล้วทำไมกับโทโดโรกิ เอ็นจิ ถึงยังได้รับอนุญาตให้ยังอยู่ในความทรงจำของคุณ?... 

 

"คุณไม่ได้ตั้งใจลืมใช่ไหมครับ...คุณแม่?"เอ่ยฝากคำถามผ่านสายลมที่เสียดแทงกว่าทุกครั้ง อาจเพราะเกล็ดน้ำแข็งของผู้ให้กำเนิดที่คอยคุ้มกันทุกความหนาวเหน็บกลับหันมาเยือกแช่งตัวเขาเสียเอง...

 

     ...ร่างกายก้าวเดินไปอย่างล่องลอยแต่ไม่ไร้จุดหมาย ขายาวก้าวลัดเหาะไปตามตอกซอกซอยอย่างชำนาญ สถานที่ปลายทางเด่นชัดในมโนทัศน์โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเพราะสำหรับช่วงเวลาที่ไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์ด้วยเหตุผลหรือวิธีใด ทางออกเดียวที่ผุดขึ้นมาคือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแอลกอฮอล์

 

...[รสชาติสีอเมทิสต์]หอมละมุน...ลบทุกความปวดร้าวให้หายไปชั่วขณะได้เสมอ... 

...แค่ชั่วครู่ที่ขอให้สติล่องลอยไปไกลแสนไกลจากสิ่งที่เป็นอยู่... 

  

  

[Call Me] 

...เรียกหาฉัน... 

 

     ...ป้ายตัวอักษรสีม่วงนีออนสว่างชัดในครรสายตาทันทีที่เดินมาจนสุดตรอกมืดที่คุ้นเคย ประตูไม้สีน้ำตาลแก่บานเล็กประดับระฆังสีทองด้านบนที่แสนธรรมดา เพื่ออำพรางสิ่งที่อยู่ด้านในให้ลับตาจากเหล่าฮีโร่ เพราะที่แห่งนี้คือตลาดค้าข่าวชั้นดีสำหรับวิลเลินและแหล่งรวมแอลกอฮอล์เลิศรสของนักดื่ม...

 

"ดาบิซัง​? น่าแปลกที่เห็นคุณมาวันนี้ ทางสมพันธ์ต้องการข้อมูลด่วนหรือครับ?"เสียงต้อนรับจากบาร์เทนเดอร์หนุ่มลอยเข้าหูทันทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้เข้าสู่ตัวร้าน ตามติดด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของบรรดาไวน์ชั้นดีที่สูดเข้าไปเต็มปอด...ชวนให้สมองโล่งแต่ไม่ใช่กลับใจ 

 

"เปล่า ฉันมาดื่ม...เอาเหมือนเดิม"

 

     ...ขายาวก้าวขึ้นบันไดวนสู่ขั้นสองของตัวร้านที่ประปรายด้วยลูกค้ากลุ่มเล็กๆ หางตาเหลือบมองปฏิกริยาซุบซิบนินทาอย่างชั่งใจ ก่อนลมหายใจจะถอนออกเบาๆเมื่อตัดสินว่าไม่ควรค่าให้สนใจและไม่ช่วยให้อารมณ์ขุ่นมัวดีขึ้น ร่างกายจึงทิ้งตัวลงบนมุมในสุดอันเป็นที่นั่งประจำของสมาพันธ์วิลเลินที่มีผู้นำเกลียดการพบปะท่ามกลางกลุ่มคน...เพราะแบบนั้นถึงถูกเขม่นบ่อยๆไง... 

 

      ...โซฟากำมะหยี่เนื้อดีสองตัวถูกจัดให้หันหน้าเข้าหากัน ขั้นกลางด้วยโต๊ะแก้วขนาดเหมาะเจาะในการจัดวาง และใช้เวลาเพียงอึดใจแก้วไวน์ทรงสวยขนาบข้างด้วยขวดไวน์สีอเมทิสต์ระบุวันเดือนปีที่ถูกบ่มอย่างดีก็ถูกเสิร์ฟบนโต๊ะเป็นที่เรียบร้อยพร้อมคำทักทายเล็กชวนให้แปลกใจ... 

 

"วันนี้มาดื่มคนเดียวจะดีเหรอครับ โทกะจัง หรือ ทไวซ์คุง ก็น่าจะเป็นเพื่อนดื่มที่ดีนะครับ"

 

"พวกน่ารำคาญทั้งนั้น เสียรสชาติหมด"แก้วไวน์โคลงไปมาเบาๆเพื่อให้ของเหลวสีเข้มสัมผัสอากาศ จมูกจรดเหนือขอบแก้วเพื่อดื่มดำกลิ่นอายที่แสนโปรดปราน ก่อนจะส่งมวลน้ำรสละมุนเข้าสู่ร่างกายที่ต้องการมากกว่าปกติ แต่ผู้มีอาชีพหลังบาร์เหล้ามานานมักอ่านทุกการกระทำออกเสมอ...

 

"การดื่มเป็นการระบายที่ดีเสมอ...แต่สำหรับบางเรื่อง คนเราก็หาทางออกเพียงลำพังไม่ได้นะครับ"

 

"บาร์เทนเดอร์ทุกร้านรับบริการเป็นจิตแพทย์ด้วยงั้นเหรอ"...ทั้งๆที่เลือกหลบจากบาร์ลับของสมาพันธ์ที่มีบาร์เทนเดอร์หมอกดำผู้รู้ทุกความรู้สึกเพียงแค่มองตามาแท้ๆ 

 

"ไม่หรอกครับ ผมแค่อยากแนะนำว่าบางทีการมีคนดื่มด้วยอาจจะช่วยให้คุณดีขึ้นหรือช่วยให้อะไรสักอย่างเปลี่ยนไป"

 

"หึ...." 

 

     ..สถบเบาๆเป็นการตอบรับให้เจ้าของคำแนะนำที่กลับไปประจำหลังบาร์ เหลือทิ้งไว้แค่โซฟาฝั่งตรงข้ามที่ร้างคน หากเป็นตัวเขาเมื่อก่อนมันคงเป็นความเงียบที่โปรดปราน แต่ตอนนี้ความว่างเปล่ากลับชวนให้ใจหงุดหงิดอย่างแปลกประหลาด รสชาติขมปลายลิ้นปนหอมหวนดูจืดชืดจนยากจะบรรยายความแตกต่างทั้งที่แหล่งกำเนิดก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมและในวินาทีที่นัยน์ตาสีครามกระพริบ...

 

[โห~ ฉันได้เลื่อนขั้นเป็นนกฮูกแล้ว อีกสักพักคงเป็นเหยี่ยวได้สินะ] 

     ...เสียงใสแสนยียวนดังคลอเคลียอยู่ข้างใบหูผสานภาพมัวเลือนลางของร่างเพรียวลมที่ประดับด้วยแพขนนกสีชาดปรากฏอยู่ฝั่งตรงข้ามชั่วขณะ ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อกระพริบตาอีกครั้ง ทว่าความรู้สึกเย็นสบายกลับตราตรึงปัดเป่าทุกความร้อนรนให้สงบลง...หึ ท่าจะเป็นเอามาก 

 

"เพื่อนดื่มงั้นเหรอ...นกนับเป็นคนรึเปล่า"เปรยกับตัวเองถึงสปีชีส์ของอีกฝ่ายอย่างขำๆ มือประทับรอยเกรียมไหม้ยกเครื่องมือสื่อสารขึ้นเปิดแอพพลิเคชั่นสีเขียวสด ไล่ดูรายชื่อที่มีอยู่น้อยนิดจนถึงช่องของคนที่หมายตา ก่อนพื้นจอสีฟ้าเรียบจะถูกแทนที่ด้วยข้อความแรกอันไร้หมายเหตุ

 

[นกแก้ว] 

                                                               22:40 

 

 

"เหอะ คิดอะไรอยู่ว่ะ"ดวงตาเอื่อยเฉื่อยมองข้อความที่ไร้สัญญาณใดตอบกลับอย่างหน่ายๆกับความคิดแสนพึลึกพิลั่นของตนเอง โทรศัพท์จึงถูกส่งไปนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม แต่ดูเหมือนเครื่องมือสื่อสารอันจิ๋วจะยังไม่อยากให้เจ้านายละสายตาจึงสร้างแรงสั่นเบาๆที่บ่งบอกว่า...ปลายทางถูกตอบรับแล้ว

 

 

"หืม.....!!?"

 

     ...ตึง!!...เสียงโทรศัพท์คว่ำลงกับโต๊ะอย่างแรงเรียกทุกสายตาให้หันมาทางเขาทันที คำซุบซิบดังแผ่วเบาถึงท่าทางคล้ายอามรณ์โกธรที่ปะทุจุดเดือด​ ทั้งมือหนาจิกเกร็งจนเส้นเลือดปูดปิดครึ่งใบหน้าแน่นจนขึ้นริ้วแดงจาง ซึ่งสาเหตุความโทสะคงเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอเครื่องมือสื่อสารเป็นแน่

 

"ให้ตายเถอะ..."สถบเสียงแผ่วกับสิ่งที่เกิดขึ้น​ แน่นอนว่าเพราะข้อความที่สว่างวาบอยู่บนหน้าจอทำให้เส้นอารมณ์ของเขาปะทุจริงๆ แต่ไม่ใช่ความหัวเสียอย่างที่คนอื่นคาดการณ์...แต่เป็นอาการง่ายๆที่คงไม่มีใครคาดคิดรวมถึงตัวเขาด้วย

 

[นกแก้ว] 

                                          22:41 [ขอเวลา 20 นาที] 

                                          22:41 [อย่าเมาก่อนล่ะ ฉันไม่อยากแบกนายไปส่งบ้านหรอกนะ] 

                                

"บางทีก็ทำหน้าที่สปายดีเกินไปนะ"...ดีจนอยากให้มันไม่ใช่แค่เพราะหน้าที่... 

 

     ...เมื่อสิ้นสุดนาทีที่ 20 ตามข้อความในช่องแชท ก็ถึงเวลาเริ่มต้นวินาทีใหม่สำหรับการมีแก้วตาสีกลีบผกาของอีกคนสบประสานกันอยู่ตรงหน้า แต่ลักษณะการแต่งกายที่แตกต่างจากปกติชวนให้สายตาไล่ไปตามเนื้อผ้าแบรนด์หรูที่เคยเห็นตามหน้านิตยสาร เสื้อกล้ามสีขาวบางคลุมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ตัวโคร่งประดับลายโลโก้ต่างๆลับกับกางเกงผ้าเรียบสีดำเข้ม สุดปลายขาด้วยรองเท้าผ้าใบติดแท็บยี่ห้อดัง ไม่นับรวมเครื่องประดับโลหะมันวาวและแว่นตากรอบแดงสดตามนิสัยคลั่งลูกไฟ ปิดท้ายด้วยเรือนผมสีอร่ามที่ถูกรวบครึ่งศรีษะเป็นจุกอยู่ด้านหลัง ภาพรวมที่ส่งให้อีกฝ่ายดูดีผิดหูผิดตาจนพอเข้าใจความคิดพวกดีไซน์เนอร์ที่ว่าจ้างนกไปเป็นนายแบบประจำแบรนด์...แต่ดูเหมือนเขาจะใช้เวลากับความคิดตัวเองนานเกินไป อีกฝ่ายจึงเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน

 

"หยุดนินทาฉันในหัวได้แล้วน่า สรุปคืออยากได้เพื่อนนั่งดื่ม เพราะนายเหงาและไม่มีใครพูดด้วย?"คนมาใหม่ยิงคำถามใส่ทั้งๆที่ยังคงยืนค้ำหัวเขาอยู่ด้วยสายตาฉงน ท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่างโดยธรรมชาติเรียกให้ดวงตากรอกไปมาสักพักก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปพร้อมคำถามถึงสิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ของอีกฝ่ายที่หายไปอย่างแนบเนียน

 

"แค่อยากมีคนดื่มด้วย ไอ้สองข้อหลังไม่เกี่ยว...ปีกนาย?"

 

"เรียกมาที่สาธารณะขนาดนี้ มันก็ต้องปลอมตัวกันหน่อยสิ...แต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้หรอกนะ"เจ้าของอัตลักษณ์สีชาดแง้มกระเป๋าสะพายข้างที่อัดแน่นด้วยขนปีกจำนวนมากเป็นเชิงบอกว่าขณะนี้แผ่นหลังบางไร้ปีกเพื่อปลอมตัว แต่อีกนัยคือประกาศว่าพร้อมรบเสมอสมอันดับฮีโร่ที่ครองอยู่

 

"ว่าแต่นายเถอะ ที่วันๆเอาแต่กินบะหมี่ถ้วยเพราะเอาเงินมาดื่มหมดรึไง บริหารการเงินได้ดีจังเลยนะ"

 

"เงินของฉัน มันก็เรื่องของฉันน่า....และถ้านายสังเกตดีๆ คุณนกแก้ว ร้านนี้เป็นแหล่งรวมพวกวิลเลิน การจ่ายค่าไวน์มันไม่ได้ขึ้นกับเงินแต่จ่ายเป็นข้อมูลหรืออะไรที่เงินซื้อไม่ได้"มือแกร่งโคลงแก้วไวน์เบาๆเป็นการสื่อความหมายให้ชัดเจนตามที่พูด คิ้วอ่อนของผู้ฟังจึงขมวดมุ่นแทบจะทันทีพร้อมนัยน์ตาหรี่ลงและมือเรียวที่กำกระเป่าสะพายแน่นอย่างระแวงตามนิสัย

 

"อาห๊ะ ก็คือตามฉันมาเพราะจะเอาข้อมูลของฉันไปจ่ายค่าไวน์?...คิดจะมอมไปฆ่าปิดปาก เรียกค่าหัว?"

 

"หึ~ ยังคิดแบบนั้นอยู่อีกเหรอ จับย่างไฟไม่ง่ายกว่ารึไง"...ยึดต้นไม้คืนซะดีไหม คุณนกสมองช้า 

 

"ข้อมูลที่ฉันเคยแลกเปลี่ยนไปมันมากพอให้กินไวน์เป็นลังไปทั้งปี ไม่ต้องจ่ายอะไรแล้ว"

 

"ข้อมูลอะไร?"หนึ่งคำถามส่งกลับมาอย่างรวดเร็วจนต้องเสมองสปายที่ยังมีตำแหน่งเป็นฮีโร่ต่อท้ายอยู่เสมอ มุมปากยกยิ้มแสยะส่งให้พร้อมคำตอบที่เป็นทั้งการเตือนและห้ามปรามอีกคนที่เริ่มทำตัวไม่คงเส้นตามที่ตกลง

 

"ฉันไม่เมาพอให้นายล่วงข้อมูลอะไรไปหรอก อย่าทำให้ตัวเองน่าเชื่อน้อยลงนักสิ คุณฮีโร่อันดับสอง"

 

"ก็แค่ถามในฐานะสปายที่น่าไว้ใจและแสนดีพอจะลุกจากเตียงนุ่มๆมาฟังนายบ่น ไม่น่ามาเลยจริงๆ"สองแขนยกขึ้นขนาบข้างกายแสดงท่าทียอมแพ้แสนกวนเส้นประสาทพร้อมสีหน้าเหนื่อยหน่ายกับการมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ ท่าทางที่เรียกให้ส่วนลึกในใจเผลอใส่อามารณ์ลงไปในคำพูดเล็กน้อย...สุดท้ายก็แค่เพราะหน้าที่สินะ ไอ้นกบ้างาน 

 

"หึ...จะนั่งหรือไม่ก็แล้วแต่ ฉันบังคับอะไรนายไม่ได้อยู่แล้วนิ"

 

"พูดเหมือนงอนเลยน่ะ​ คุณหนูน้อยฮู้ดดำ...แต่เอาเถอะ คืนนี้ก็คงไม่มีอะไรอยู่แล้ว"คำแซวถึงเครื่องแต่งกายชวนหัวเสียดังผสานเสียงหัวเราะน้อยๆ ก่อนร่างเพรียวลมจะเลือกทิ้งตัวลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามแทนคำตอบของการเชื้อเชิญ แต่สิ่งที่มากกว่าคือคำถามจากริมฝีปากสีอ่อนที่ขยับแผ่วเบาพร้อมดวงตาสีกลีบบุปผาฉายแววอ่อนลงราวกำลังปลอบประโลม

 

"ไปเจออะไรมาล่ะ?"

 

"........"...มันชัดเจนขนาดนั้นเลย? 

  

"คงไม่ได้นึกคึกอยากนั่งดื่มขึ้นมาหรอก แววตานายไม่ใช่สายตาของนักท่องราตรีหรือนักเสพสุขจากของพวกนี้ แต่พราะหาทางออกไม่ได้ถึงเลือกพึ่งพามันและ...บางทีต่อให้หาทางออกเจอ​ ก็คงไม่อยากก้าวออกไปอยู่ดี จริงไหม?"

 

"วันนี้จะยอมวางหน้าที่สักวัน แล้วเปลี่ยนเป็นที่ปรึกษาให้เด็กหลงทางก็ได้นะ"คำหยอกเย้าตามนิสัยถูกส่งมาให้ แต่บางส่วนในรูปประโยคกลับไม่ได้ทำให้เส้นอามรณ์ขุ่นมัวเหมือนอย่างเคย

 

"หึ...."...วางหน้าที่? งั้นก็ไม่ใช่เพราะหน้าที่สินะ... 

 

     ... คำวิเคราะห์จากหลากหลายบุคคลที่เคยผ่านหูมากลับไม่อาจเทียบชั้นกับคนฝั่งตรงข้ามที่ค้นเจอความรู้สึกในนัยน์สีพื้นสมุทรคู่นี้ได้ลึกกว่าใคร จังหวะแปลกประหลาดในอกแล่นพล่านเมื่อความสนใจทั้งหมดของแก้วตาบุปผาอ่อนถูกดึงมาหยุดที่เขา มือหนาวางแก้วไวน์ไว้ข้างตัวพลางยกแขนข้างหนึ่งขึ้นเท้าคางมองอีกฝ่าย ให้สองสายตาสอดประสานกันอีกครั้งเพื่อฟังคำวิเคราะห์ที่มากขึ้น...มากขึ้นกว่านี้อีกสิ 

 

"วิเคราะห์ได้ดี ค่อยทำตัวสมกับค่าภาษีประชาชนหน่อย แล้ว...มีอะไรอีก จากที่นายเห็น"

 

"อืม~ ก็คงเป็น...สภาพนายเมาเป็นหมา นอนน้ำลายยืดบนโต๊ะในอีกสักพักละมั้ง"คางมนประดับเคราวางลงบนมือเรียวที่ประสานกันไว้บนโต๊ะเป็นเชิงวิเคราะห์ปนท้าทายระดับความคอแข็งของอีกคน รอยยิ้มร้ายพร้อมคำทำนายถึงอนาคตจากหมอนกปากเสีย เรียกเสียงหัวเราะในลำคอได้ไม่ยากเย็น ก่อนมือแกร่งจะจรดขอบแก้วกับริมฝีปากอีกครั้งเพื่อเป็นการรับคำท้า

 

"งั้นคงต้องให้นายรอดูว่าพูดถูกรึเปล่า คุณนกแก้วช่างจ้อ"

 

"การวิเคราะห์ของฉันไม่เคยพลาด คุณผีดิบที่ไม่มีเพื่อนคบ...ตามมารยาท​ คนชวนต้องเลี้ยงด้วยจริงไหม? หรือถ้าเงินไม่พอก็บอก"หนึ่งคำถามแกรมสั่งเอ่ยจากฮีโร่แห่งปีกที่ยกขวดขึ้นรินของเหลวสีเข้มใส่แก้วไวน์อีกใบที่วางเปล่าอย่างถูกต้องตามหลักการพลางยื่นมาตรงหน้าเขาเป็นเชิงชวนให้สานต่อ...และเขาไม่มีทางปฏิเสธ

 

"แค่เลี้ยงนกตัวเดียว​ ไม่ได้ยากเย็น"แก้วทั้งสองใบกระทบจนเกิดเสียงแผ่วเบาเป็นการเปิดพิธี ก่อนสัมผัสลึกล้ำจะซึมซาบเข้าสู่ร่างกายจนทำให้รู้อีกหนึ่งทฤษฎีของการดื่มด่ำแอลกอฮอล์ชั้นสูง

 

     ...รสสัมผัสของไวน์อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิหรือการบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว แต่อาจขึ้นกับเพื่อนร่วมดื่ม เพราะรสชาติจืดชืดในตอนแรกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อมนุ่มละมุนที่ไม่เคยสัมผัสได้ที่ไหนมาก่อน...

 

 ....

     ...เวลาไหลผ่านอย่างไม่รู้เบื่อเพราะบทสนทนาถูกสับเปลี่ยนหลากหลายหัวข้อ​ แต่สิ่งคงเดิมคือถ้อยคำ​กวน​ประสาทหรือยียวนที่มีไม่หยุดหย่อน​จากทั้งสองฝั่งของโซฟา​ ความถูกคอที่รับส่งความร้ายกาจปนเล่ห์กลได้อย่างลื่นไหล​ อาจเพราะบางสิ่งในตัวที่คล้ายคลึงกันจนน่าประหลาด​ แต่ช่วงเวลาหรรษากลับไม่ยาวนานอย่าง​ที่คิดเมื่อคำทำนายของอีกฝ้ายเริ่มแสดงผล​

 

"นายพูดถูก การวิเคราะห์ของนายแม่นจริงๆ เรื่องเมาเป็นหมา...แต่ผิดคนไปหน่อยนะ"

 

"งื้ม~..."

 

      ... เสียงครางเบาๆจากคนที่ฟุบลงไปกับโต๊ะดังเป็นระยะๆผสานกับสองแก้มแดงกล้ำ นับรวมอาการที่อยู่ดีๆก็ถอดแจ็กเก็ตยีนส์ออกด้วยเหตุผลว่าร้อน จนเหลือแต่เสื้อกล้ามตัวบางเผยปีกนกทรงจิ๋วกลางหลังเด่นชัด ลำบากเขาที่ต้องเอาผ้าคลุมผืนสั้นจากบริกรมาปิดให้เพื่อรักษาตำแหน่งการงานอีกฝ่ายให้ยังอยู่ดี แต่สภาพโดยรวมอาจไม่น่าห่วงเท่ากับไอระอุร้อนบนหน้าผากมน 

 

"ตัวร้อนด้วย..."

 

"น่าจะเป็นอาการจับคู่อาหารผิดน่ะครับ ดาบิซัง"

 

"จับคู่อาหาร? หมายถึงแพ้?"คำวินิจฉัยของบาร์เทนเดอร์ใหญ่เรียกให้เรือนคิ้วเข้มยกขึ้นเพื่อขอคำอธิบายและสิ่งที่ฟังก็ยิ่งทำให้ต้องกุมขมับกับความเอ๋ออ๋องของผู้ขึ้นชื่อว่าฮีโร่อันดับสอง...มันซื้ออันดับรึเปล่าว่ะ?

 

"ประมาณนั้นครับ เพื่อนของคุณน่าจะเป็นประเภทไม่สามารถกินชีสกับไวน์ได้ ตามปกติกับแกล้มในร้านที่เสิร์ฟคู่กับไวน์ทุกชนิดจะมีชีสเป็นส่วนผสมเล็กน้อยเพราะมันจะช่วยชูรสชาติ แต่สำหรับบางคนการกินทั้งสองอย่างรวมกันก็ให้ผลเสีย ผมจะคอยแจ้งลูกค้าเสมอแต่บางครั้งลูกค้าก็ลืมบ้างหรืออยากลองทานบ้าง อาการก็ตามที่เห็นน่ะครับ"

 

"ให้ผมช่วยพาไปพักที่ห้องด้านบนไหมครับ?"

 

"ไม่ต้อง ฉันจัดการเอง..ภาระจริงๆ"สถบบ่นเบาๆพร้อมมองนกก้อนกลมที่เริ่มไหลไปกับพื้นโต๊ะ​มากขึ้นทุกขณะ​อย่างเหนื่อยหน่ายปนอีกหลากความรู้สึกจนยากจะเรียบเรียง...แต่สายตาผู้มีประสบการณ์​มักมองความซับซ้อนออกได้อย่างไม่ยากเย็นเสมอ

 

"แต่เป็นภาระที่ดูท่าคุณจะชอบมากกว่าเกลียดนะครับ"

 

".........."...พวกบาร์เทนเดอร์​นิสัยไม่น่าคบจริงๆ 

 

      ...เจ้าของร้านผู้ช่ำชอง​โค้งศรีษะ​เล็กน้อยเป็นการลาเมื่อหมดหน้าที่​ แต่ยังไม่ทันที่ร่างในชุดสูทจะก้าวไปลับตา​ รองเท้าหนังมันวาวกลับหยุดชะงักและยืนแน่นิ่งราวกับกำลังมองทุกสรรพสิ่งรอบตัวอย่างเจ้าอาณาเขต​ ก่อนใบหน้าแต้มยิ้มจนตาปิดก็หันกลับมาให้เขาได้ชมและรับรู้ได้ในทันที่ว่า...มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งไมตรี 

 

"ดาบิซัง ผมคงต้องขอเตือนไว้หนึ่งเรื่อง เพื่อนของคุณค่อนข้างเป็นที่สะดุดตามากทีเดียวตั้งแต่เข้าร้านมา...อาจเพราะแถวนี้ไม่ค่อยมีสิ่งเจริญตาหลุดมาถึงบ่อยนัก"

 

"ระวังตัวและกรุณาอย่ามีเรื่องในร้านของผมนะครับ"คำเตือนแกรมสั่งพร้อมสาเหตุของปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น​ถูกเอ่ยอย่างชัดเจน จนผู้ฟังต้องเบนสายตาไปรอบตัวเพื่อยืนยันในถ้อยคำของคนตรงหน้าและแน่นอนว่าสิ่งที่สัมผัสได้ทำให้ความระอุใต้ผิวกายเริ่มแผดเสียงคำราม...

 

"อ่า...จะระวัง"...ไอ้พวกกลิ่นอายสีคาวคลุ้ง​น่าสะเอียน​ 

 

"งืม~...."

 

      ...แดนสงครามที่ใกล้ก่อตัวไม่ส่งผลให้สติของวิหคเพลิงกลับคืนมาแม้แต่น้อย​ มีแค่เสียงละเมอแผ่วเบาประกอบอาการบิดขี้เกรียจอย่างลืมตัว ที่ทำให้ผ้าคลุมไถลลงมาจนหัวไหล่มนและลำคอระหงส์แต้มสีเลิอดฝาดได้ออกมาเผยโฉมให้เขา...และพวกไม่ได้รับอนุญาตให้ได้ชม 

 

"มองอะไร"

 

"ใจเย็นๆ ฉันไม่ได้อยากมีเรื่อง แค่มองของดีจนมันเพลินตาไปหน่อย" เหยือกเบียร์จากเจ้าของโต๊ะฝั่งตรงข้ามยกขึ้นแสดงความเป็นมิตร​ มือหนาลูบริมฝีปากแห้งกร้านไล่ลงมาถึงไรหนวดเข้มพลางส่งสายตาสื่อความหมายถึง 'ของดี' ที่หลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว​ ก่อนคำพูดที่คายออกมาจะทำให้ความอดทนในตัวเขาเริ่มหมดแรงจะเหนี่ยวรั้งเส้นอามรณ์​ให้คงที่

 

"เด็กนายหลังสวยเป็นบ้า...ซื้อมาจาก​ไหน?"

 

"เขาไม่ได้ขาย"

  

"เฮๆ อย่าหลอกกันน่า​ มีของดีก็แบ่งปันกันบ้าง ไอ้หนู...ฉันมีอัตลักษณ์เกี่ยวกับกลิ่นนะ"นิ้วมืออวบชี้ปลายจมูกอันเป็นตำแหน่งของพลังในกาย​ ท่าทางที่ชวนให้เรือนคิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ​ถึงสิ่งที่มันต้องการสื่อ แต่ในวินาทีที่คำเฉลยถูกพ่นออกมา​ ​มันคือวินาทีเดียวกันกับที่เส้นอามรณ์ถูกฉีกกระชากอย่างไม่เหลือชิ้นดี

 

...จุดหมายปลายทางเดียวเมื่อร่างกายลุกขึ้นยื่นเต็มความสูง​ คือพื้นที่ที่วิลเลินช่างจ้อหายใจอยู่... 

 

"แล้วกลิ่นที่ฉันสูดจนเต็มปอดตอนที่เด็กนายเดินผ่านน่ะ...มันบอกชัดเลยว่าผ่านมาเยอะ--....ฮึกก!?"

 

"หุบปาก ถ้าแกยังอยากมีมันไว้เห่าต่อ"มือแกร่งประดับคลื่นระอุร้อนบีบสันกรามสวะปากพล่อยแน่นจนเส้นเลือดขึ้นข้อ​ รองเท้าหนังยกขึ้นหยิบกึ่งกลางหว่างขาอวบ​ก่อนจะโน้มตัวลงให้อยู่ในระดับพอเหมาะ​ ก่อนฮู้ดสีเข้มจะถูกถลกขึ้นเผยนัยน์ตาสีห้วงมหาสมุทรลึกที่ฉายแววนิ่งเรียบราวบ่อโคลนตมไร้ก้นบึ้งให้คนตกเป็นรอง​ได้สั่นสะท้าน ระดับจิตคุกคามที่ต่างชั้นเรียกให้สัญชาตญาณ​ของทุกชีวิตรอบข้างกรีดร้องว่า...เผลอไปเหยียบหางปีศาจสีเพลิงฟ้าเข้าเสียแล้ว

 

"น...นาย!....ดาบิ แห่งสมาพันธ์วิลเลิน...อ๊าก!"

 

"ถ้ารู้แล้วก็รีบไสหัวไป ฉันไม่อยากเสียเวลากับพวกสัตว์ติดฤดูผสมพันธ์ แล้วก็..."

 

"อ๊ากก!!!!!!!"เสียงกรีดร้องดังลั่นเมื่อมือหยาบบิดงอผิดรูปร่างและผุผองจากสะเก็ด​ไฟที่ลุกลามจากฝีมือของบุรุษเพลิงแห่งสมาพันธ์วิลเลิน ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยลอดไรฟันถึงสิ่งที่ไม่ควรเข้ามายุ่งตั้งแต่แรกเริ่มให้สลักลึกลงในทุกส่วนสมอง

 

"อย่าคิดแตะต้องคนของฉันอีก ถ้าแกยังฉลาดพอจะรู้ว่าไฟมันลามไว...และเผาไหม้ได้ทุกที่ที่แกยืนหายใจอยู่"

 

...ลุกลามแผดเผาจน...เงาหัวที่เคยตั้งตรงอาจเอนเอียงหล่นหายไปโดยไม่รู้ตัว... 

 

      ...การวิวาทจบลงด้วยร่างสะบักสะบอมที่วิงหนีหางจุกตูดไปจนลับตา​ คลื่นความร้อนจึงเบาบางลง​ กลับคืนสู่ภาวะปกติ​ทั้งคนทั้งบรรยากาศเงียบสงบแฝงกลิ่นหอมละมุน​ของร้าน แต่สิ่งที่ขัดให้ทุกอย่างดูปั่นป่วนก็ยังคงอยู่ท่าเดิม​ เสียงสะเมอจากคนเมาไร้สติ​บนโต๊ะผสานใบหน้าแดงกล้ำเรียกความขุ่นมัวที่ได้ระบายออกเมื่อครู่ให้กลับมาอีกครั้ง​ เมื่อหัวไหล่ขาวกับเสื้อกล้ามบางเชียบจนอยากเห็นหน้าคนผลิตยังเผยโฉมอยู่แบบเดิม...เออ​ เอาเข้าไป​ โชว์เข้าไป​ ไอ้นกเวร 

 

"งื้ม...ข้าวโพดก็ดีนะ~"...ยังไม่หยุดอีก หลับแล้วยังเห็นแก่กินอีก 

 

"ชิ! ไม่น่าเรียกออกมาเลย"สถบเบาๆพลางเลื่อนผ้าคลุมให้อยู่ถูกที่ถูกทาง พ่นลมหายใจหนักๆอีกครั้งกับความหัวเสียที่ไร้ทางออกนอกจากการปลุกให้คนขี้เมาลืมตาตื่น แต่ทันทีที่เปลือกตาบางเจือน้ำเปิดออก...ความหนาวเหน็บที่มากกว่าครั้งแรกที่ได้สัมผัสก็กลับมาเยือนอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว...

 

"ไอ้คุณนกแก้ว ตื่นได้แล้วน่า นายกำลังตกเป็นเป้าสายตา..."

 

"งื้ม~ นายเป็นใครน่ะ?~"

  

[แต่แม่...จำไม่ได้จริงๆ] 

...สภาวะไร้ตัวตนราวหายลับไปจากทุกเศษเสี้ยวโดยไม่ทันได้ร้องขอความเป็นธรรมใด... 

 

"........"

 

"ทำไมทำหน้าแบบนั้นละ? กลัวเหรอ?"

 

"ฉันกลัว? ชีสทำสมองเพี้ยนแล้วใช่ไหม คนที่ต้องกลัวควรจะเป็นนายมากกว่า รู้ไหมว่าล่อตาล่อปากพวกในร้านมันขนาดนั้น รีบลุกได้แล้ว ถ้าเกิดมีคนรู้ว่านายเป็นใครขึ้นมา...!?"เสียงทุ้มขาดช่วงไปเมื่อสัมผัสบริเวณข้างแก้มจากมือของอีกคนทำให้ภายในที่ปั่นปวนเริ่มสงบลง นัยน์ตาต่างสีสอดประสานกันชั่วครู่ ก่อนถ้อยคำโอนอ่อนจะถูกส่งมาจากร่างเพรียวลมบนโซฟา

 

"อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สิ...ไม่ร้องนะ"

 

"......."...เย็นสบาย...เหมือนมือของคุณเลย 

 

"ขอโทษที่จำนายไม่ได้ แต่ครั้งนี้จำได้แน่ๆ สัญญา"รูปประโยคที่คาดไม่ถึงพร้อมรอยยิ้มเล็กชวนมองเรียกให้ส่วนลึกใต้สำนึกสั่งการริมฝีปากให้ขยับแผ่วเบาไปโดยไม่รู้ตัว...ขออีกสักครั้ง 

 

"โทยะ..."...ขอให้ใครสักคนจดจำตัวตนนี้ไว้อีกครั้งก็พอ 

 

".......?"

 

      ...แต่ยังไม่ทันที่คำขอจะสมใจหวัง ห้วงความคิดด้านเหตุผลก็ตีสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึงความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ในนามดาบิ หากชื่อแท้จริงหลุดออกไปคงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างที่เกินแก้ เสียงทุ้มจึงเอ่ยตัดผ่านความเงียบพร้อมปัดมือเรียวออกจากใบหน้าตนเบาๆ 

 

"ช่างมันเถอะ ลืมๆชื่อนั้นไป ถือว่าฉันไม่ได้พูดก็แล้วกัน....ดาบิ ชื่อที่นายควรจำ"

 

...ตัวตนที่แสนอ่อนแอแบบนั้น ลืมมันไปได้...ก็ดีแล้ว...  

 

      ...คำตัดสินเด็ดขาดดังก้องในหัว เขาพ่นลมหายใจเเรงๆเพื่อเตือนสติอีกครั้ง ก่อนมือหนาจะเอื้อมจับฝ่ามือบางของอีกฝ่ายพลางออกแรงดึงให้คนไร้สติลุกขึ้นจากสถานที่อโคจรสำหรับฮีโร่ แต่ดูเหมือนฤทธิ์ของหยาดน้ำสีอเมทิสต์ยังแสดงพลังของมันได้กว่านี้อีกมาก... 

 

"รีบๆลุกได้แล้วน่า หัดระวังตัวมากกว่านี้หน่อยสิว่ะ ถึงมันจะมีชีสผสมอยู่นิดเดียวก็น่าจะรู้ตัว​ เป็นโปรฮีโร่ภาษาอะไรฟ่ะ"

 

"ไม่ได้"

 

"พูดเรื่อง....!!!!???"ร่างกายสะดุ้งสุดตัวเมื่อแรงดึงจากคนเมาทำให้เขาเซล้มไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้นัยน์ตาสีพื้นสมุทรเบิกกว้างพร้อมลมหายใจที่หยุดชะงักยิ่งกว่าการปะทะกับสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพคือ...ร่างของวิหคสีชาดที่ขึ้นมานั่งคร่อมอยู่บนตักผสานสองมือคู่เย็นที่จับยึดใบหน้าให้ตรงกับหน้าเรียวฝาดเลือด ระยะที่ใกล้กันแค่เส้นผมกั้นผ่าน เรียกให้อุณหภูมิในกายสูงขึ้นยิ่งกว่าการใช้พลังเพลิงครั้งไหน

 

"........."

 

"ปล่อยให้หายไปไม่ได้ ไม่มีใครอยากถูกลืม..."หน้าผากมนแตะบนอวัยวะเดียวกันราวกับกำลังส่งผ่านความนึกคิดให้ชัดเจนมากกว่าเเค่คำพูด สุรเสียงโอนอ่อนจากริมฝากฉ่ำเอ่ยอย่างเนิบช้า แต่ทว่าช่างแสนหนักแน่น

 

"ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่มีวันลืมหรอก...โทยะ"

 

[ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ แม่ไม่มีวันลืมลูก..โทยะ] 

...คำสัญญาที่เลือนลาง...ถูกบัญญัติขึ้นใหม่อีกครั้งจากบุคคลที่แตกต่างแต่แสนคล้ายคลึง... 

 

"สัญญาใช่ไหม..."เอ่ยทวงเบาๆเพื่อขอคำยืนยันของสิ่งเหนี่ยวรั้งใหม่ที่เพิ่งค้นพบ มือประดับรอยไหม้ยกขึ้นทาบบนเรียวมือของอีกฝ่ายแนบแน่น ก่อนรอยยิ้มกว้างจากอีกคนจะฉายชัดในครรสายตาราวดวงตะวันดวงสวยลอยเด่นอยู่ตรงหน้า

 

"สัญญาสิ ไม่ต้องกลัวแล้ว...นายยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหน...โทยะ"

 

      ...คำสัญญาสลักฝังในการได้ยินและจิตใจ ความหนาวเหน็บจากเกล็ดน้ำแข็งพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอุ่นวาบและปลอดโปร่งราวพื้นน้ำยามฟ้าสว่าง ก่อนริมฝีปากขยับเป็นคำพูดที่ถึงเวลาเอ่ยให้คนตรงหน้าฟังเสียที แต่...เพราะวิหคสีชาดนั้นขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวไร้ตัวจับ 

 

"ขอบคุ--...!?"

 

"คร่อก~....ฟี่~"...เสียงแบบนี้มัน? 

 

"ถามจริง?"ศรีษะกลมฟุบลงบนลาดไหล่แกร่งโดยไม่ให้สัญญาญใด ร่างกายอ่อนยวบตามสติที่หลุดลอยไปในห้วงนิรทาอย่างรวดเร็ว จนท่อนแขนยาวต้องรีบรวบเอวสอบพอดีมือไว้แน่นก่อนที่อีกคนจะร่วงไปกองอยู่กับพื้น เรือนคิ้วเลิกขึ้นอย่างไม่รู้จะวางอารมณ์ไว้ในลักษณะใดกับความว่องไวเกินเหตุของอีกฝ่าย แต่คำตอบก็มีเพียงแค่เสียงกรนอย่างสุขใจเท่านั้นที่ส่งกลับมา 

 

"ให้ตายสิ วันนี้มันบ้าอะไรนักหนาว่ะ..."

 

"งื้ม~ อุ่นจัง"เสียงครางเบาๆกับก้อนแก้มอุดมไขมันถูไถกับไหล่กว้างเพื่อหามุมสบาย ก่อนจะนิ่งเงียบไปเมื่อทั้งร่างกายเจอจุดที่ถูกใจ แต่ไม่ใช่กับเขาที่ความปั่นป่วนเพิ่มทวีคูณจนต้องเงยหน้ามองเพดานเพื่อแอบริ้วสีแดงเข้มให้พ้นจากสายตาใครก็ตาม พ่นลมหายใจออกจนสุดปอดพร้อมคำสั่งเสียงต่ำกับอาการลูกนกขี้อ้อนปนแอบอ่อยโดนไม่รู้เนื้อรู้ตัวสักนิดของอีกฝ่าย

 

"ต่อไปนี้ ห้ามเสนอหน้าไปดื่มกับใครเด็ดขาด"...เด็ดขาด! 

 

"หลับหนีแบบนี้แล้วฉันจะทำยังไงต่อละฟ่ะ​...ตื่นมารับผิดชอบก่อนเลย ไอ้​นกไบโพล่าร์"ก่นด่าเป็นวรรรคเป็นเวรใส่นกตัวดีที่เริ่มสร้างแหล่งน้ำบนเสื้อตัวเก่ง แต่ก่อนที่จะบ่นอะไรไม่มากกว่านี้ กลับเป็นเขาที่โดนหมัดฮุกสั้นๆแต่อนุภาพรุนแรงจนอยากเอาหัวโขกกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอด

 

"โทยะ....งื้ม~ไปเตียง"...คำพูดคำจาไม่ค่อยส่อแววเลย ไอ้นกเวร 

 

"เฮ่อ......"

 

      ...นัยน์ตาสีครามกรอกครบสามร้อยหกสิบองศา ก่อนจะเริ่มจัดแจงท่วงท่าของคนไร้สติให้พอดีมือและการเคลื่อนไหวของตนเอง ซึ่งผลสรุปจบลงด้วยท่าอุ้มเจ้าหญิงเพราะร่างโอนเอนอาจกลิ้งตกจากหลังได้หากไม่ระวัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสมาธิแบบที่คุโรกิริเคยบอก...ซึ่งอีกคนก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือใดๆเลยสักนิด 

 

"อยากกินยากิโทริอ่ะ~"...ตกลงจะหลับหรือจะกิน เอาสักอย่าง... 

 

"หึ..."หัวเราะในลำคอแผ่วเบาอย่างเหนื่อยใจระคนเอ็นดูอีกคนในอ้อมแขนที่กลายสภาพจากโปรฮีโร่แสนกวนประสาทเป็นเด็กเห็นแก่กิน ก่อนหนึ่งประโยคที่เผลอหลุดปากไปโดยไม่ทันได้ฉุดคิดจะผุดขึ้นมาในหัว แต่เขาว่ากันว่าคำพูดที่ออกมาตามสัญชาติญาณมักจะ...ถูกต้องที่สุดเสมอ 

 

[อย่าคิดแตะต้องคนของฉันอีก]...ก็ไม่ได้ผิดนักหรอก

... 

.. 

.

...หยาดน้ำสีอเมทิตส์สุดท้ายแทรกซึมสู่ประสาทสัมผัส ความลึกล้ำหวานละมุนฟุ้งกระจายทั่วโพรงปากยิ่งกว่าสิ่งใดที่เคยได้ลิ้มลอง จนเกิดหนึ่งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากฤทธิ์ของหยดเลือดพระเจ้า...

 

"เพิ่งรู้ว่าไวน์...มันทำให้คนเปลี่ยนได้ขนาดนี้เชียว?"

 

....เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่อีกด้านหนึ่งของวิหคสีชาด แต่รวมถึงเสียงใจกลางอกประดับรอยเกรียมไหม้ที่... 

...เต้นเป็นจังหวะต่างจากเดิมไปมากเหลือเกิน... 

 

+++++++++++++ 

  

หน้าพิเศษ​:)​ 

 

...มนุษย์ล้วนมี [สถานที่พิเศษ] สำหรับตนเองเสมอ... 

...และสำหรับ [หนึ่ง] ชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลานบนพื้นดินฉโลมเพลิงโลกันตร์เองก็เช่นกัน... 

 

      ...กริ๊ง~ เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อบานประตูไม้เนื้อดีสลักอักษรสีดำขลับ [None] ถูกผลักเข้าไปด้านในด้วยฝีเท้าหนักๆของบุรุษเพลิงฟ้าที่มือไม่ว่าง ซึ่งสิ่งแรกที่ลอยมาต้อนรับเหมือนอย่างเคยคือกลิ่นยาฆ่าเชื้อนานาชนิดปนยาหอมตามนิสัยคนแก่และตามติดด้วยสุรเสียงคาดโทษที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าดังขึ้นจากหลังม่านใส เงาคนลางๆที่ชี้ชัดว่าเจ้าของสถานที่พิเศษติดอันดับในโลกเบื้องหลังยังคงทำงานอยู่... 

 

"จำได้ว่ามารยาทในการเปิดประตูคือการใช้มือผลักไม่ใช่เท้า...ไปเยื่ยมไข้คราวนี้ มีเรื่องอะไรสิท่า ถึงได้ไปดื่มจนลืมเวลางานน่ะ ดาบิ"

 

"อย่าบ่นมากน่า มาดาม เดี๋ยวจะทำคืนให้...ขอยืมห้องพักสักคืนได้รึเปล่า?"

 

"มันก็ได้อยู่ แต่ไอ้ที่หิ้วมาด้วยน่ะ คงไม่ได้คิดจะเล่นพิเรนท์อะไรใช่ไหม ช่วยให้เกียรติคลีนิกที่ถึงมันจะเถื่อนของฉันหน่อย"คนก้อนกลมในอ้อมแขนถูกจับได้ทั้งๆที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้หันมามองจากหลังม่านตามอย่างที่คิด ก่อนเขาจะเลือกตอบคำบ่นด้วยสี่พยางค์สั้นๆที่บ่งบอกความจริงจังยิ่งกว่าประโยคใด

 

"คนนี้ไม่เล่น"ทันทีที่จบคำตอบ เสียงปลายปากกาหลังม่านก็หยุดลงพร้อมกัน แทนที่ด้วยเสียงผ้าม่านที่ถูกเปิดออกเผยร่างเจ้าของคลีนิกที่เดินพ่นควันจากปล่องยาสูบพร้อมชายกิโมโนยาวๆที่ชอบเอามาฟาดแขนฟาดขาเขาเป็นปลากัดวัยทอง ก่อนหญิงสาวผู้มีคำนำหน้าว่าแพทย์ใหญ่จะยกยิ้มมุมปากเป็นเชิงถาม... 

 

"ฟู~ใครกันนะ ที่ทำให้คุณนักวางเพลิงอุ้มกลับมาแบบดีๆได้"

 

"นกเมา"...สั้นๆง่ายๆได้ใจความ

 

"นก? หมายถึงนกแก้วที่นายชอบพูดถึง.....!!?"สุรเสียงขาดห้วงเมื่อดวงตาสีแปลกเบิกเล็กน้อยทันทีที่มองสบคนในห่อผ้าผสานปล่องยาสูบประจำตัวที่ลดระดับลงจากริมฝีปาก ท่าทางโดยรวมที่นิยามได้ชัดเจนว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังตกใจ นับเป็นอาการที่หาดูได้ยากจากแพทย์หญิงผู้ไร้ความหวาดหวั่น ก่อนเขาจะตัดสินใจบอกความลับเพียงผิวหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

 

"เขาเป็นสปายให้สมาพันธ์ เรื่องคลีนิกไม่ถึงหูคนนอกหรอก"

 

"หึ...ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น"คำตอบกลับเรียกให้คิ้วเข้มขมวดอย่างไม่เข้าใจ แต่ชายแขนกิโมโนลายวิจิตรกลับโบกสะบัดชี้ไปยังบันไดทางขึ้นพร้อมคำอนุญาตที่ดังขึ้นก่อนจะได้ถามอะไร มือระหงส์ประดับเล็บสีสวยกรีดกรายบนตู้เก็บยาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหยิบชุดยาส่งให้กับบุรุษเพลิงที่มองด้วยความประหลาดใจ

 

"ห้อง203ยังว่าง เดี๋ยวจะเอาผ้าห่มกับผ้าเย็นไปให้ อาการแบบนี้น่าจะทั้งเมาทั้งเเพ้สินะ เอายาให้กินตามปริมาณละ"

 

"ดูแลดีผิดปกติ คงไม่ได้คิดจะเก็บเงินทีหลังใช่ไหม?"

 

"เหอะ! เก็บเงินลูกหนี้จนๆแบบนายไปก็ไม่ได้สักแดงหรอก ทำงานใช้คืนไปนั่นแหละ​ ฉันแค่...ถูกซะตากับคุณนกน้อยน่ะ"

 

"........"อ้อมแขนแกร่งกระชับเบาๆให้ก้อนนกเมาแนบชิดแผ่นอกมากยิ่งขึ้นเป็นเชิงระวังภัยปนเตือนสาวโกงอายุว่าป้ายจองเด่นหลาอยู่ตรงหน้า อย่าคิดเข้ามายุ่ง

 

"เหอะ! ไม่ต้องมาแผ่รังสีกระจอกๆใส่เลย พ่อคนขี้หวง ถูกซะตาแบบคนมีอดีตคล้ายๆกัน ก็แค่นั้น"

 

"คล้ายๆกัน?...แอบอ่านอดีตคนอื่นมันผิดจรรยาบรรณแพทย์ไม่ใช่รึไง"คำตอบและแววตาที่เรืองรองอย่างแปลกประหลาดคือสิ่งยืนยันว่าแพทย์ใหญ่ใช้อัตลักษณ์ไปเป็นที่เรียบร้อย ความสามารถที่ทำให้ห้วงอดีตของใครก็ตามที่มองสบถูกฉายวนอยู่ในดวงตาสีแปลกโดยไม่สามารถปิดบังหรือเรียกง่ายๆว่า...พลัง"ขี้เสือก"

  

"แล้วเห็นอะไร? คงมีแต่ไก่ย่าง ข้าวโพด..." 

 

"เห็นกรงสีทองคำ"เสียงเรียบนิ่งแสดงความจริงจังตัดผ่านทุกคำหยอกของเขาจนหมดสิ้น มือเรียวของสตรีผู้รักษาชีวิตยกขึ้นลูบเรือนผมฟูฟ่องเบาๆราวกับกำลังกล่อมนอนระคนปลอบโยน ท่าทางผิดแปลกไปมากเรียกให้ริมฝีปากขยับเพื่อเอ่ยถาม แต่ก็โดนคนเห็นอดีตขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

"เชื่อฉันเถอะ นายไม่อยากรู้หรอกและ...เขาก็คงไม่อยากให้นายหรือใครรู้เหมือนกัน ฉันขอโทษที่เห็นเข้า คุณนกน้อย"

 

"หมายความ..."

 

"เมื่อยแล้ว! งืม~ เตียงๆ"ช่วงเวลาตึงเครียดถูกกระชากออกไปในพริบตาเมื่อแขนเรียวของคนไม่ได้สติชูขึ้นสุดตัวเป็นการประกอบคำพูด เรียกหนึ่งเสียงหัวเราะจากคุณหมอสาวได้เป็นอย่างดี รวมถึงอีกหนึ่งเสียงเข้มดุพร้อมองศาแขนที่เปลี่ยนไปตามร่างไร้กระดูก

 

"มันควรเป็นฉันที่เมื่อย ไม่ใช่นาย รู้แล้วๆ อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวก็ตกหรอก...ขอขึ้นไปก่อนละ ถ้างานยังไม่เสร็จเดี๋ยวจะลงมาช่วย" 

 

"ไม่ต้องหรอก พาเขาไปนอนเถอะ...นี้~ ดาบิ"ขายาวหยุดบนขั้นบันไดเพื่อรับฟังคนด้านล่างที่มองสบพร้อมรอยยิ้มอ่อน ก่อนแววตาสีแปลกจะพราวระยับอีกครั้งพร้อมกับอดีตของวันนี้ที่คงฉายชัดในการมองเห็นเป็นที่เรียบร้อย เสียงหวานแสนยียวนจึงเอ่ยประโยคที่เป็นทั้งคำบอกและคำถามในเวลาเดียวกัน 

 

"ถ้าคิดจะจริงจังก็ดูแลให้ดีๆละ เอาแบบสุภาพชนน่ะ ทำเป็นใช่ไหม"

 

"ไม่ต้องให้หมอโรคจิตอย่างเธอ​บอกหรอกน่า"

 

      ...คำแซะตามนิสัยคนปากหมาชวนให้อยากเอาชายแขนเสื้อฟาดหน้าแรงๆอย่างที่ทำเป็นประจำ แต่เพราะห่อผ้าในอ้อมแขนความคิดจึงถูกพับเก็บ เหลือเพียงฝ่ามือที่โบกไล่ให้สองผู้มาเยือนยามวิกาลให้ขึ้นไปเสียที แว่วบทสนทนาเล็กๆน้อยๆของเสียงยานคางผสานเสียงคมดุดังเถียงกันไปมาจนน่าเอ็นดู  

 

 

"......."แก้วตาเรืองรองเสมองไปทางหน้าต่างคลีนิกที่ปรากฏภาพของตึกระฟ้าประดับตราสีทองคำพรางถอนหายใจอย่างอ่อนเเรงระคนสงสารในความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้น แต่อาจจะต้องจบลงในไม่ช้า...ไม่ใช่เพราะความต่างของสถานะฮีโร่กับวิลเลินหรือความเหมาะสมใด แต่มันเพราะ... 

 

 

"อยากทำอะไรก็รีบทำเข้า..."

...

..

.

"เจ้าของตัวจริง...เขาคงไม่ใจดีปล่อยให้นกสีเพลิงตัวนี้ บินเล่นนานนักหรอก"

 

 

...เหล่าทวยเทพในชุดสูทไม่ประสงค์ให้ 'นางฟ้าสีตะวันชาด โบยบินเคียงคู่ 'ปีศาจสีเพลิงสมุทร' เป็นแน่...

 

...เพราะ [หนึ่ง] ชีวิตที่กำเนิดบนทิวทัศน์เหนือเมฆ...เป็นสมบัติของผืนนภาแต่เพียงผู้เดียว... 

 

 

+++++ Color Theory V | Wine +++++

 

โซนอธิบาย :

 

- ตอนที่ห้าเป็นสีม่วง โดยใช้เป็นสี Wine(ม่วงไวน์) แม่หมอใช้แทนเป็นไวน์ตรงตัวเลยค่ะ เพราะสีม่วงเป็นตัวแทนของความหรูหราและจิตใจจิตวิญญาณ จึงผูกเรื่องกับอดีตของดาบิ[ในเรื่องนี้ดาบิ = โทยะ] ซึ่งเน้นด้านจิตใจที่เกี่ยวโยงกับความทรงจำค่ะ และสิ่งที่มีผลกับความจำชั่วขณะหรือช่วยให้ลืมได้ก็คือแอลกอฮอล์ ที่เราเลือกใช้เป็นไวน์ค่ะ เพราะฐานะเดิมดาบิคือคุณชาย น่าจะชอบดื่มของแพง [ตอนนี้จะถูกพูดในมุมมองของดาบิค่ะ] 

 

- ในตอนนี้จะเน้นครอบครัวโทโดโรกิ โดยเริ่มต้นที่คุณเรย์ หรือแม่ของเด็กๆค่ะ จะเป็นช่วงที่คุณเรย์อยู่โรงพยาบาล

 

- ดาบิจะมาแอบเยื่ยมคุณแม่ทุกๆวันอาทิตย์ช่วงดึกค่ะ โดยจะใช้เครื่องดักฟังแอบฟังเสียงคุณแม่ให้หายคิดถึง ในความคิดเราดาบิต้องรักแม่มากๆๆเลยค่ะ แต่เพราะใช้ชีวิตแบบนี้แล้วถึงเลือกมองห่างๆดีกว่า

 

- ซึ่งในตอนนี้แม่หมอดึงเรื่องความทรงจำของคุณเรย์มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง คุณเรย์จำโทยะไม่ได้ค่ะ แอบอ้างอิงจากในมังงะว่าทุกคนไม่มีใครพูดถึงโทยะเลย อาจเพราะสาเหตุอื่นๆ แต่ในเรื่องเราขอตีความว่าเพราะลืมไปจากความทรงจำแล้ว นั้นยิ่งทำให้ดาบิช็อคหนักค่ะ เพราะที่สุดของชีวิตก็คือคุณแม่ ถ้าโดนลืมก็คือโลกพังทลายเลย

 

- ดาบิใส่เสื้อฮู้ดไปแอบดูคุณแม่นะคะ [อ้างอิงชุดจากมังงะ 231]

 

- แม่หมอเพิ่มเหตุการณ์ในอดีตของโทยะ ก่อนที่จะมาเป็นดาบิค่ะ คือตามเนื้อเรื่องเรายังไม่รู้ว่าทำไมโทยะถึงแยกตัวออกมาจากบ้านโทโดโรกิได้ เราเลยใส่ให้เลยว่า โทยะตายค่ะ เป็นเหตุการณ์ที่โดยไฟของตัวเองคลอกตายในบ้าน ซึ่งคุณเรย์นั่งกอดซากขี้เถ้าที่เหลือของโทยะไว้ [แต่ความจริงคือโทยะไม่ตายแต่หลบออกมาเพื่อเป็นดาบิค่ะ]

 

- ในตอนนี้ที่เป็นฉากบรรยายดอกไม้ ก็คือดอกไม้ที่เอนเดฟเวอร์เอามาเยื่ยมคุณเรย์ค่ะ [อ้างอิงมังงะ 187] ดาบิเลยยิ่งเสียใจว่าทำไมถึงยังจำเอนเดฟเวอร์ได้ แต่จำเขาไม่ได้

 

- ในส่วนของการที่คุณเรย์ลืม เราขอเสริมว่าเป็นการลืมที่ร่างกายสั่งกายเพื่อป้องกันตัวเองค่ะ เพราะความเสียใจเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดเเรงช็อคได้ ถึงเลือกที่จะลืมว่าลูกชายที่ชื่อ โทยะ ไม่มีอยุ่แต่แรกค่ะ

 

- ร้าน [Call Me] เป็นบาร์ที่เปิดให้วิลเลินมาซื้อขายข่าวค่ะ โดยบาร์เทนเดอร์จะคอยรับและขายข่าว ซึ่งสนิทกับดาบิเพราะมาขายข่าวบ่อย บวกกับร้านนี้เป็นร้านไวน์ที่ดีมากๆ ดาบิเลยจะมาดื่มเป็นประจำ

 

- เราวางคาร์ให้ดาบิชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ และที่ชอบที่สุดคือไวน์ เรามองว่าด้วยความเป็นคุณชายตระกูลดี สายเลือดหรือสัมผัสต้องมีรสนิยมติดตัวเลย อีกหนึ่งนัยคือทางเอนเดฟเวอร์เป็นคนเก่าแก่น่าจะชอบสาเกแบบดังเดิม ดาบิเลยน่าจะต้องฉีกแนวชอบของที่ตรงข้ามกับพ่อไปเลยก็คือไวน์[โซนยุโรป] 

 

- ส่วนสาเหตุที่ดาบิไม่ไปกินที่บาร์ของสมาพันธ์เพราะกลัวคุโรกิริจะมองความรู้สึกออก + รำคาญสมาชิกคนอื่นค่ะ 

 

- ในฉากที่ต้องการคนดื่มด้วย ภาพฮอว์คลอยขึ้นมาค่ะ ทำให้ดาบิเลือกส่งข้อความไป แล้วพอฮอว์คตอบกลับก็เลยเขินคว่ำหน้าจอหนีค่ะ5555 [เขินในเชิงว่าตอบเร็วและดูให้ความสำคัญกับดาบิมาก] 

 

- ฮอว์คปลอมตัวมานั่งดื่มนะคะ เสื้อลักษณะตามที่บรรยายเลยค่ะ ในส่วนของปีกเราสังเกตว่าปีกฮอว์คมันหดๆงอกๆได้เลยคิดว่าถ้าขนนกไม่บุบสลายอะไร ก็น่าจะสามารถแยกออกจากปีกหลักแล้วเอาไปเก็บได้ เลยเป็นที่มาของการเก็บขนปีกไว้ในกระเป่าค่ะ 

 

- ในฉากฮอว์คเลือกนั่งลงเพราะมองออกค่ะว่าดาบิไม่โอเค แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร รู้แค่มันคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ยากหรือถ้ามีทางแก้ก็ไม่ทำหรอก (เรื่องคุณเรย์มันแก้ไม่ได้ จะตัดใจลืมแม่ก็ไม่ได้ จะให้แม่ลืมตัวเองไปเลยก็เจ็บอีกหรือจะบังคับแม่ให้จำได้ก็ไม่ดีอีก ประมาณนั้นค่ะ) 

 

- ตอนนี้เราเสนอมุมที่ฮอว์คจะอ่อนแอลงค่ะ เพราะจากตอนที่แล้วดาบิป่วยอยู่บนเตียงไปแล้ว ตอนนี้เลยวางให้ฮอว์คถูกดูแลปกป้องบ้าง ก็เลยเลือกอาการกินผิดคู่มาค่ะ ตามปกติไวน์ถ้ากินกับชีสจะฟินเว่อ แต่บางคนก็เป็นพิษทำให้เมาง่ายคออ่อนไปเลย เช่นฮอว์คเป็นต้นค่ะ

 

- ตอนฮอว์คมาถึงร้านก็เป็นที่สะดุดตาแล้วค่ะ เพราะเรามองว่าฮอว์คค่อนข้างเป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยตัวของตัวเองอยู่แล้ว จึงเป็นที่สนใจได้ง่ายๆเลย ซึ่งตอนนี้ก็มีคนสนใจจนมีเรื่องเลยค่ะ555

 

- ตัววิลเลินเสริมมีอัตลักษณ์ในการจับกลิ่นค่ะ เป็นกลิ่นประเภทบอกความรู้สึกหรือลักษณะของคนๆนั้นได้ ทำให้ในตอนนี้ฮอว์คถูกมองว่าเป็นคนขายบริการค่ะ 

 

- อย่างที่เราเกริ่นในหัวเรื่องว่ามีความปวดใจตับไตไส้พุงคือจุดนี้ค่ะ ที่วิลเลินเสริมบอกว่าฮอว์คผ่านมาเยอะคือ ผ่านมือคนมาเยอะในเชิงมีเซ็กส์ค่ะ แต่ทำไมถึงเยอะต้องติดตามในตอนต่อๆไปค่ะ

 

- ดาบิที่ได้ฟังก็โมโหค่ะ เผาแม่งเลย มาว่านกเอ๋อได้ยังไง (ดาบิไม่รู้ว่าเรื่องจริงนะคะที่ฮอว์คว่าผ่านมือมาเยอะ)

 

- แม่หมอใส่สถานะที่เปลี่ยนไปด้วยคือ "อย่ามายุ่งกับคนของฉัน" ก็คือแสดงการยอมรับแล้วว่าดาบิชอบฮอว์คค่ะ ถึงไม่รู้ว่านกเด๋อจะชอบตอบรึเปล่า แต่ก็จองตัวแล้วค่ะว่าคนของฉัน:))) (แต่ในเรื่องเราจะไม่เขียนคำว่าชอบเลยนะคะ จะบรรยายเอามากกว่า คงความปากแข็งของสองคนนี้ไว้ค่ะ)

 

- พอไล่วิลเลินเสริมไปได้ ฮอว์คก็คือยังไม่มีสติค่ะ ไปย้ำแผลใจเรื่องการถูกลืมของดาบิเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เจ้าตัวก็เลยแสดงสีหน้าเศร้า ฮอว์คก็เลยปลอบค่ะ 

 

- ดาบิเผลอตัวพูดชื่อออกไปเพราะยังหวังให้ใครที่สำคัญเรียกชื่ออีกครั้งและฮอว์คก็ทำมากกว่าเรียกอีกค่ะ ฟินๆกันไป

 

- ในส่วนท้ายเราใช้คำว่า หยดเลือดพระเจ้า มันก็คือไวน์ค่ะ เราเลือกใช้คำนี้เพราะตามศาสนาคริสต์ เหล้าองุ่นคือตัวแทนเลือดพระเจ้าที่ส่งให้สาวกดื่มค่ะ นิสัยไม่ชอบใช้คำซ้ำของเราเอง:)

 

- ตอนพิเศษ จะพูดถึงหมอที่รักษาดาบิในตอนที่แล้วที่เราเกริ่นไว้ค่ะ โดยดาบิพาฮอว์คไปพักที่คลีนิกของคุณหมอเพราะจะแบกกลับสำนักงานก็คงไม่ไว้ จะพาไปบ้านที่ตึกร้างก็ไม่น่าเหมาะ เตียงนอนไม่สบาย หรือจะพาไปสมาคมก็ไม่ได้ ถึงเลือกที่นี่ค่ะ

 

- ดาบิทำงานพิเศษที่คลีนิกเถื่อนของคุณหมอค่ะ อย่างที่ทุกคนชอบล้อดาบิเรื่องขยันทำงานต่างๆนาๆ เราเลยจับมาใส่ว่าทำงานให้คุณหมอ หาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องค่ะ5555 

 

- ในส่วนของคุณหมอเราวางคาร์ไว้ให้เป็นผู้หญิงที่มีความเล่นใหญ่ เพราะเป็นคลีนิกเถื่อนการแต่งตัวจึงไม่ใช่ชุดกวาน์ค่ะ ใส่ไปเลยชุดกิโมโนเปิดไหล่หางยาวๆไว้ใช้ฟาดดาบิตอนอู้งาน สูบปล่องยาสูบด้วย(สิ่งที่สูบก็เป็นยาสมุนไพรไม่ใช่สิ่งเสพติดค่ะ) 

 

- อีกหนึ่งความพิเศษเพื่อเพิ่มอรรถรสคืออัตลักษณ์ของคุณหมอที่เราใส่ไว้ค่ะ ก็คือ การมองเห็นอดีตของทุกคนผ่านทางการมองคนๆนั้นเลยค่ะ ซึ่งเราใส่ไว้ว่าคุณหมอตกใจกับอดีตของฮอว์ค

 

- แต่อดีตของฮอว์คเวอรชั่นเต็มๆคืออะไรต้องรอลุ้นกันต่อค่ะ:)

 

- [กรงสีทองคำ] เป็นคำใบ้อดีตของฮอว์คซึ่งทุกคนน่าจะทราบว่าเราวางคาร์ให้ฮอว์คโดนกักขังทางความคิดและอีกมากมายในตอนที่ผ่านๆมา

 

- ทวยเทพในชุดสูท = รัฐบาล 

 

 

 

 

Nilkan Talk :

 

       จบไปอีกหนึ่งตอนที่มาดึกมากกกก ขอให้พระจันทร์ยิ้มนั่งอ่านเป็นเพื่อนคุุณนะคะ:))) 

 

      ตอนนี้จะเป็นส่วนที่ค่อยๆดำเนินเรื่องไปในโซนดาร์กมากขึ้นค่ะ เริ่มต้นตอนด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัวโทโดโรกิที่มีคุณเรย์เป็นศูนย์กลางจิตใจค่ะ เด็กๆรักคุณแม่มากซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงดาบิ=โทยะด้วย และเรามองว่าดาบิต้องแอบไปเฝ้าคุณแม่บ้างแน่ๆ เลยเลือกดึงมาบรรยายค่ะ แต่จะเน้นไปในเรื่องของการถูกลืมค่ะ เพราะในมังงะไม่มีการเอ่ยชื่อโทยะมากนักด้วย พี่บิเลยสะเทือนใจกับการถูกลืมมากค่ะ แต่มียัยนกตัวดีมาช่วยฉุดขึ้นจากความเศร้า แต่เป็นการมาฉุดแบบสร้างปัญหา555 โดยส่วนตัวเรามองว่าฮอว์คเซ็กซี่ ยิ่งมีปีกกะนิสัยเชิ่ดๆเลิศๆของนางนกยิ่งทำให้ดูมีSex appeal สูงติดเพดานเลยค่ะ เลยเป็นที่มาของฉากโดนมองในเชิงนั้นไป

 

 

      แม่หมอขอแจ้งก่อนเลยนะคะว่าเนื้อหาในตอนนี้และต่อๆไปจะเริ่มดาร์กขึ้นตามนิสัยสายดาร์กโลกมืดของเราค่ะ เพราะพล็อตทุกอย่างที่เราวางไว้มันจะเสนอมุมมองความเป็นจริง+สังคมเบื้องหลังของคนและความดีชั่วต่างๆ ซึ่งที่เราปูไว้ในตอนนี้ก็คืออดีตของฮอว์คที่มีการบรรยายถึงการผ่านอะไรๆในเชิงนั้นมาเยอะ + การใส่คำพูดสุดท้ายที่คุณหมอเกริ่นไว้ว่าไม่ให้บินเล่นนานจะหมายถึงอะไรก็ต้องติดตามต่อค่ะ:)

 

      สุดท้ายอย่างที่ทุกคนทราบว่าเราจะดำเนินเรื่องเป็นคู่ๆมาตลอด ในบทนี้ของดาบิจะเป็นเรื่องความทรงจำ แต่ยกประเด็น [การไม่อยากถูกลิม] มาใช้ค่ะ เพราะฉะนั้นทางฮอว์คในตอนหน้าก็จะเป็นเรื่องความทรงจำเหมือนกัน แต่จะเป็นความทรงจำรูปแบบไหนต้องรอติดตามใน...

 

 

Color Theory VI | Wulong  

[ ความจริง ความไว้ใจ...ความเสมอภาค ] 

  

  

+++++++++++++ 

  

  

คอมเม้นติชมกันได้นะคะ  

เม้น 1 เม้นเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่:) 

  

  

แท็กฟิค #ผีฟ้านกแดง 

แท็กมาหวีดมาคุยกันได้นะคะ 

 

  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น