ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 61 มือขวา

ชื่อตอน : ตอนที่ 61 มือขวา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 61 มือขวา
แบบอักษร

"เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน เธอตามจับเด็กคนเดียวกลับใช้คนมากกว่าร้อยคนแต่ยังจับไม่ได้ แล้วแบบนี้เธอจะไปทำอะไรกิน"

 

 

 

"ขออภัยค่ะหัวหน้า"

 

 

 

หญิงสาวก้มหัวยอมนับความผิดในขณะวิ่งไล่ล่าเด็กชายไปพร้อมกับกลุ่มนินจานับร้อย พวกเขารู้สึกเคร่งเครียดยามถูกชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าด่าทอ

 

 

 

"เอาเถอะเจ้าหนูนี่แข็งแกร่งมากเกินไป สมแล้วที่เป็นตระกูลปีศาจคางูยะ"

 

 

 

กลุ่มนินจาต่างพากันมองไปที่เด็กชายผมขาวในวัยสี่ห้าปีอย่างกระหายเลือดถ้าปล่อยเด็กคนนี้รอดไปได้แล้วละก็ เป็นปัญหาแน่ ท่านมิซึคาเงะรุ่นที่สี่กำชับไว้อย่างดีให้กำจัดตระกูลคางูยะให้สิ้นซาก

 

 

 

"ใช้คาถานินจาสังหารมันซะ"

 

 

 

"""""รับทราบ"""""

 

 

 

พวกนินจาต่างพากันประสานอินกันอย่างพร้อมเพรียง ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวชื่อคาถาก็มีชายสวมหน้ากากผู้หนึ่งโผล่ออกมายืนตรงหน้าของเด็กชายและจับตัวเด็กชายที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซนเข้ามาในอ้อมแขน

 

 

 

เด็กชายหน้าซีดเมื่อเขาถูกจับตัวได้ จบแล้วชีวิตน้อยๆของเขา เด็กชายนึกถึงแม่ที่พยายามช่วยเหลือเขาให้หลบหนีออกจากการปฏิวัติของตระกูลน่าเสียดายที่สุดท้ายตระกูลก็ถูกทำลายลงตามที่แม่ของเขาคาดการไว้

 

 

 

"ดีมากรีบสังหารเด็กคนนั้นเร็ว"

 

 

 

ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้มและคิดว่าชายสวมหน้ากากคือนินจาของหมู่บ้านคิริงาคุเระ ส่วนคนอื่นๆกลับไม่คิดแบบนั้นพวกเขามองชายสวมหน้ากากอย่าง

 

ระมัดระวัง 

 

 

 

เมื่อเด็กชายที่ได้ยินคำพูดของนินจาคิริก็เริ่มแน่ใจว่าชายที่จับตัวเขานั้นคือพวกเดียวกับกลุ่มนินจาคิริ ทว่าความคิดของเด็กชายก็ต้องเปลี่ยนไปยามได้ยินคำพูดของชายสวมหน้ากาก

 

 

 

"สังหาร ? เศษสวะจริงๆเลยนะคิริงาคุเระเนี่ยแม้แต่เด็กตัวแค่นี้ก็ไม่ละเว้น ดูเหมือนฉันควรจะทำลายแคว้นนี้ทิ้งไปเลยน่าจะดีกว่ามั้ง"

 

 

 

"พูดอะไรของแกน่ะ รีบสังหารเจ้าเด็..."

 

 

 

ฉัวะ!

 

 

 

ชายผู้เป็นหัวหน้าพูดยังไม่ทันจบศีรษะและร่างกายก็แยกออกจากกันในพริบตา โลหิตสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนร่างกายไร้หัวของหัวหน้ากลุ่มจะล้มลงนอนที่พื้นชักกระตุกชั่วครู่ก่อนจะหยุดลงพร้อมกับชีวิตน้อยๆของมัน

 

 

 

"ในเมื่อคิดจะสังหารคนอื่นก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกสังหารกันอยู่แล้วใช่ไหม ดีจากนี้ไปฉันจะเริ่มสังหารพวกแกทั้งหมด แบบไม่ให้เหลือเลยแม้แต่คนเดียว!"

 

 

 

ชายสวมหน้ากากควงดาบคาตานะที่อาบเร้นไปด้วยจักระลมที่แปลงคุณสมบัติจนแหลมและคมกริบตัดได้แม้กระทั่งเหล็กกล้า จ้องมองกลุ่มนินจาด้วยสายตากระหายเลือดที่ยิ่งกว่าใคร

 

 

 

"หะ หัวหน้าถูกสังหาร ยะ แย่แล้วหนี..."

 

 

 

หญิงสาวผู้ที่ติดตามหัวหน้าอยู่ตลอดหันไปกล่าวกับกลุ่มนินจาของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างนั้นสายเกินไป กว่าจะตอบสนองได้ทัน หัวนับร้อยรวมถึงหัวของเธอก็ลอยเคว้งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับต้นไม้ใหญ่นับไม่ถ้วนที่ถูกตัดด้วยดาบที่ยาวสุดลุกหูลูกตา

 

 

 

ราวกับการเวลาถูกหยุดหัวและต้นไม้ลอยเคว้งอยู่บนอากาศนานเกือบสิบวินาทีก่อนจะล่วงหลนลงมาเกลือกกลิ้งอยู่ที่พื้นราวกับลูกบอล สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยป่ากลายเป็นแอ่งเลือดขนาดใหญ่ชวนสยองขวัญ

 

 

 

'พอใช้คาถาลมช่วยเสริม คุซานากิรูปแบบคาตานะก็น่ากลัวไม่น้อย'

 

 

 

แม้ความคมจะด้อยกว่าดาบคุซานากิโชคุโตะประจำตัวของคาซึยะร่างหลัก แต่พลังในการทำลายล้างเป็นหมวดหมู่ของคุซานากิคาตานะของคาซึยะโทบิกลับรุนแรงกว่ามาก ด้วยการยืดดาบได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ มันสามารถใช้โจมตีระยะไกลและโจมตีเป็นวงกว้างได้

 

 

 

"จะ จะ จบแล้ว"

 

 

 

เด็กชายลืมตามองภาพที่แสนน่ากลัวด้วยท่าทีสั่นกลัว ตอนนี้เขาตกอยู่ในมือของชายสวมหน้ากากและไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะทำอะไรกับเขาต่อไป

 

 

 

"ก็จบแล้วน่ะสิ เอาละได้เวลาไปตามทางของเธอแล้ว จากนี้ก็จงรีบแข็งแกร่งและอย่าให้ใครมารังแกเธอได้อีก"

 

 

 

โทบิวางตัวของเด็กชายลงที่พื้นก่อนจะใช้มือที่สวมถุงมือสีดำขยี้ผมของเด็กชายและทำท่าจะเดินจากไปโดยไม่หันมามอง เห็นแบบนี้เด็กชายก็รู้สึกโล่งใจ แต่พอได้ยินคำพูดของชายหนุ่มสวมหน้ากาก ก็ราวกับถูกกระตุ้น

 

 

 

ฉันจะไปที่ไหนได้อีกครอบครัวถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ? ถ้าถูกพบจะถูกล่าสังหารอีกหรือไม่ ? แข็งแกร่งไม่เลยฉันอ่อนแอ ตระกูลของฉันก็อ่อนแอจึงถูกทำลาย! แต่ชายสวมหน้ากากกลับแข็งแกร่ง เขาสามารถสังหารคนจำนวนมากได้ในพริบตาเดียว ถ้าเราติดตามผู้มีพระคุณไปแล้วละก็เขาจะแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน

 

 

 

"เดี๋ยวก่อนท่านผู้ช่วย... ฉันอยากติดตามท่าน รับใช้ท่าน เป็นมือเท้าที่ซื่อัตย์ให้ท่านได้โปรดให้ฉันติดตามท่านไปด้วยเพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนี้!!"

 

 

 

โทบิหยุดเท้าที่ก้าวเดิน ภายใต้หน้ากากแสยะยิ้มที่มุมปากบางๆ ไม่น่าเชื่อปลากินเบ็ดแล้ว เขาหันกลับไปมองเด็กชายผมขาวที่กำลังคุกเข่าอยู่ที่พื้นด้วยสายตาอ่อนโยนราวกับพ่อพระ ยิ่งยามเห็นสายตามุ่งมั่นของเด็กชายเขาก็แอบพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นี่สินะที่อาจารย์ถูกใจเด็กคนนี้เป็นพิเศษ

 

 

 

"ดี ฉันจะให้เธอกลายเป็นมือขวาของฉันในอนาคต ว่าแต่เธอชื่ออะไร"

 

 

 

"คางูยะ คิมิมาโร่ครับท่าน แล้วท่านคือ..."

 

 

 

"อุจิวะ คาซึยะ แห่งโคโนฮะ"

 

 

 

คาซึยะถอดหน้ากากออกและแนะนำตัวด้วยท่าทีจริงจัง พอคิมิมาโร่ได้ยินชื่อและใบหน้าของคาซึยะเจ้าตัวก็เริ่มหน้าแดงและสั่นไหวด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด เขาจะได้ติดตามบุคคลที่โครตจะแข็งแกร่งที่แม้แต่มิซึคาเงะยังกลายเป็นเด็กน้อยด้วยมือของเขา

 

 

 

"ท่านคือบุคคลตำนานที่แข็งแกร่งที่สุดนี่เอง!"

 

 

 

"ตำนาน ฉันเนี่ยนะ?"

 

 

 

เรียกฉันซะดูแก่เลยนะเอ็ง พี่พึ่งอายุสิบเอ็ดปีเองนะไอ้น้อง ถึงอายุเก่าจะเคยเข้าเลขสี่ไปแล้วก็เถอะแต่จิตใจพี่ก็ยังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อนอยู่นะเออ แน่นอนคาซึยะที่ควบคุมโทบิอยู่ในบ้านได้แต่คิดไม่ได้พูดมันออกไป

 

 

 

"ใช่แล้วครับ ที่แคว้นมิซึโนะคุนิท่านคือบุคคลต้องห้ามที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวหรือทำให้ขุ่นเคืองโดยเด็ดขาด ท่านคือตำนานที่สามารถทำลายอุกกาบาตยักษ์ ทำภารกิจมากกว่าสามร้อยโดยไม่เคยล้มเหลว และตำนานใหม่คือการสู้กับมิซึคาเงะรุ่นที่สี่ที่ใช้พลังของสามหางได้ง่ายๆ ราวกับกำลังเล่นสนุก!"

 

 

 

ข่าวไวนี่จริงนะเฮ้ย เพียงแค่สองเดือนข่าวก็กระจายเป็นวงกว้างและมาถึงแคว้นมิซึโนะคุนิได้เร็วขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะปู่รุ่นสามที่ต้องการใช้ข่าวนี้ข่มขวัญสี่แคว้นใหญ่อื่นๆ แสดงว่าข่าวที่เจ้ายางูระโชว์ปิ๊กกระจู้น้อยก็ขยายแล้วน่ะสิ

 

 

 

'เริ่มรู้สึกสงสารมันแล้วแฮะ'

 

 

 

"เรื่องพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรหรอกนะ ถ้าเธอพยายามที่จะแข็งแกร่ง และขยันหมันเพียรเสมอ ต่อให้เจอกับสามหางเธอก็สามารถกำหราบมันได้"

 

 

 

"จริงหรอครับ!!"

 

 

 

"แน่นอน"

 

 

 

สีหน้าของโทบิจริงจังมากจนเด็กชายเริ่มมีความหวัง แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วได้ติดตามไม่พอ เขายังได้เป็นมือขวาของตำนานที่แข็งแกร่งด้วย ความภาคภูมิของคิมิมาโร่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

"ดีฉันจะมอบงานแรกให้เธอ ช่วยนำทางฉันไปที่ตระกูลคางูยะของนายที"

 

 

 

"ตระกูลคางูยะของผม ?"

 

 

 

"ถูกต้อง เธอไม่อยากจะไปนำศพของครอบครัวกลับมาดูแลด้วยตัวเองหรอ ?"

 

 

 

ได้ยินคำพูดของโทบิเด็กชายก็นึกถึงมารดาผู้ให้กำเนิดที่จากไปหลังจากพยายามช่วยเหลือเขาให้รอดพนจากการสังหารหมู่ พอนึกถึงเรื่องนี้น้ำตาก็ไหลริน เขาพยักหน้าเขาไม่อยากปล่อยให้ร่างของท่านแม้มีมลทินจากมือของนินจาคิริ

 

 

 

เมื่อตกลงกันได้ทั้งคู่ก็ออกเดินทาง แต่ก่อนไปคาซึยะได้เตือนเด็กชายเรื่องตัวตนของเขาไว้แล้ว ปัจจุบันเขาทำงานอยู่ในสถานะของโทบิซึ่งเป็นร่างโคลนนี่ใช้ควบคุมจากทางไกลและตัวตนของเขานั้นต้องเป็นความลับห้ามหลุดเรื่องนี้ออกมาไม่เช่นนั้นแผนการอาจจะถูกทำลายลงได้

 

 

 

ทั้งคู่เดินทางมาที่ตระกูลคางูยะที่ปัจจุบันกลายเป็นเศษซาก เต็มไปด้วยเลือดและกองเพลิงที่กำลังเผาไหม้บ้านเรือน ศพชายหญิงแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงนอนเกลือนกลาดเต็มพื้นถนน ช่างเป็นภาพที่ชวนเศร้าสลดไม่น้อย

 

 

 

'แม้แต่ทารกอายุไม่กี่เดือนก็ไม่เว้น!'

 

 

 

เขาเริ่มรู้สึกรังเกียจโลกนินจามากขึ้นแบบไม่ทันได้รู้ตัว ถึงว่าทำไมท่านปู่ทวดมาดาระึงพยายามใช้อ่านจันทรานิรันดร์กับโลกใบนี้แทนที่จะปล่อยให้ตาทวดฮาชิรามะทำตามเจตนาลมของเขาเอง และทำไมโอซึซึกิ คางูยะผู้ที่เคยพยายามที่จะรักพยายามเข้าใจตัวตนของมนุษย์และโลกใบนี้กลับล้มเลิกความคิดนั้นไป และกินผลไม้เทพเจ้าเพื่อใช้พลังของเธอควบคุมมันแทน

 

 

 

'ไม่ว่าเมื่อไหร่มนุษย์ก็ยังน่ารังเกียจ แม้แต่ตัวฉันเอง'

 

 

 

เรื่องนี้ตระกูลคางูยะค่อนข้างเป็นฝ่ายผิดแม้คาซึยะจะไม่พอใจในตัวยางูระมิซึคาเงะรุ่นที่สี่ แต่ถ้าผู้นำตระกูลที่แสนโง่เขลาไม่บ้าคลั่งถึงขนาดพาตระกูลตัวเองไปโจมตีหมู่บ้าน เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นหรือเปล่า ?

 

 

 

เขาเลิกคิดเรื่องไร้สาระและเริ่มเก็บศพของตระกูลคางูยะไปบางส่วน โดยเลือกคนที่มีพลังขีดจำกัดทางสายเลือดที่รุนแรงมากที่สุดเอาไว้มากกว่าสิบศพไว้ในคัมภีร์อัญเชิญ ส่วนที่เหลือเขาใช้คาถาดินฝังร่างของพวกเขาไว้โดยแยกกันเป็นศพๆ ก่อนจะใช้คาถาไม้ปิดทับหลุมศพ

 

 

 

และไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นบ้านของคิมิมาโร่ หน้าบ้านมีร่างหญิงสาวที่แสนงดงามผมขาวคิ้วกลมสีแดงที่กำลังนอนหลับไหลด้วยรอยยิ้ม คิมิมาโร่จ้องมองหญิงสาวทั้งน้ำตา 

 

 

 

แม้ในอดีตเธอจะไม่เคยมอบความรักให้เขาเลยสักครั้ง แต่อย่างน้อยครั้งสุดท้ายชีวิตของเธอก็ยังใช้มันเพื่อช่วยเหลือให้เขาหลบหนีจากการสังหารไปได้

 

 

 

'คำว่าแม่นั้นยิ่งใหญ่เสมอ'

 

 

 

คาซึยะหลับตาลงโดยไม่จ้องมองภาพของคิมิมาโร่ที่กำลังนั่งคุกเข่าเคารพศพมารดาของเขาทั้งน้ำตา อย่างน้อยเขาก็ช่วยคิมิมาโร่คลายปมชีวิตไปได้ส่วนหนึ่ง มันน่าจะช่วยให้เจ้าตัวมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น