ก.แก้ว ปลายฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่สิบสาม... 100% (อัพจบตอน)

ชื่อตอน : บทที่สิบสาม... 100% (อัพจบตอน)

คำค้น : ลิขิตผูกพัน เทพธิดาลูกท้อ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 41

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่สิบสาม... 100% (อัพจบตอน)
แบบอักษร

จวนของฮั่วเต๋อเกิดโกลหลวุ่นวายไปหมด ทั้งพยายามเริ่งดับไฟที่ไหม้โดยไม่มีสาเหตุ และทหารหลวงที่มาแบบไม่ได้รับเชิญ มาตรวจสอบภายในจวนของฮั๋วเต๋อ 

 

               รอบๆจวนก็มีชาวบ้านมามุงดูอย่างสนใจ บางคนนั้นดูเฉยๆ บางคนก็แอบยิ้ม บางคนก็ได้โอกาสฉกฉวยเอาสิ่งของมีค่า บางคนก็ก่นด่าและสาปแช่งให้สาแก่ใจ ล้วนไม่มีใครคิดช่วยเหลือแต่อย่างใด

 

               ฮั่วเต๋อแทบเสียสติเมื่อเห็นสมบัติมหาศาลของตัวเองมอดไหม้ในกองเพลิง โดยที่เขาไม่สามารถคว้าสิ่งใดเอาไว้ได้เลยสักอย่าง

 

               จิ้นฝานและม่อจั๋วยืนแฝงรวมกับผู้คน คอยสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก ด้านในก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่เยว่ซินและหยางเหวิน พามู่หลงไปช่วยหยางอิ่งออกมา

 

               ม่อจั๋วมองดูกองเพลิงที่ลุกไหม้ไปพร้อมกับจิบเหล้าอย่างสบายอารมณ์ ชื่นชมความงามของเพลิงที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือตัวเอง

 

               “ม่อจั๋ว เจ้าโกรธแค้นอะไร ฮั่วเต๋อนัก ถึงต้งเผาจวนด้วยเพลิงสุราของเจ้า”

 

 

               ม่อจั๋วยิ้มร้ายกาจและมีอารมณ์สุด “จิ้นฝาน ในจวนไอ้หาน้เลือดนั้น เต็มไปด้วยขอมีค่า และของผิดกฎหมายบนโลกมนุษย์ แต่ข้าหาสนใจไม่ สิ่งที่ทำให้ข้าโมโหยิ่งนัก นั้นคือเจ้านั้นสร้างโรงเก็บสุราไว้ใหญ่ มีสุรามากมาย ติดป้ายชื่อว่าเป้นสุราเลิศรสจากที่นั้นที่นี้ แล้วที่ทำให้ข้าเจ็บใจยิ่งนัก เจ้านั้นกล้าเขียนว่ามีเหล้าหนึ่งไหที่เลิศรสยิ่งกว่าสุราบนแดนเทพเซียน จิ้นฝานเจ้านั้นบังอาจนัก โอ้อวดไม่น่าเจ็บใจเท่า ข้าลองชิมแล้วรสชาติแย่ยิ่งกว่าน้ำล้างเท้าข้าก็ไม่ปาน ข้าก็เลยทุบเหล้าพวกนั้นให้หมด เติมเชื้อเพลิงชั้นดีด้วยสุราดอกท้อของข้า ก็เท่านั้นเองไฟกูลุกไหม้ขึ้น ”

 

               จิ้นฝานถึงกับหลุดขำ คงมีแต่เรื่องสุรานี่แหละที่ทำให้เทพสุราม่อจั๋วพิโรธได้ขนาดนี้ “ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าเป็นเทพแห่งสุรา ไปกันเถอะ เยว่ซินช่วยหยางอิ่งได้แล้ว”

 

               “ไหนๆ แม่นางหยางอิ่งอยู่ไหนกัน” ม่อจั๋วมองหาให้ทั่วก็ไม่เจอ

 

               “เยว่ซินพาออกทางด้านหลังจวน”

 

               “เอ๋ จิ้นฝาน เจ้ารู้ได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าจิตสื่อถึงจิตได้ เจ้ากับเยว่ซิน เริ่มจะไม่ธรรมดาขึ้นทุกวันแล้วนะ”

 

               จิ้นฝานคลี่ยิ้มเบาๆ “ไม่ธรรมดานานแล้วต่างหาก ไปเร็วชักช้า”

 

               “เดี๋ยวนะ ! ข้าตกข่าวหรือยังไง จิ้นฝานในที่สุดเจ้าก็เลิกเฝ้ามองก้อนเต้าหู้ เปลี่ยนมากินแทนแล้วหรือ”

 

               “อะไรเล่า กินสุราของเจ้าไปเถอะ ข้าไปหาเยว่ซินแล้ว” จิ้นฝานรีบเดินจ้ำอ้าวไป ไม่อยากสนใจเพื่อนรักอีกแล้ว

 

               “ไอหย๋า ความรักเล่นงานหนักเข้าแล้ว กลับไปหุบเขาลูกท้อ ข้าคงต้องเริ่มปรุงสุรามงคลซะแล้ว ฮิๆ จิ้นฝานของเยว่ซิน เยว่ซินของจิ้นฝาน วู้ฮู้” ม่อจั๋วอาการหนักยิ่งกว่าเมาสุราเสียอีก เขารีบวิ่งตามจิ้นฝานที่เดินนำไปไม่รอ

 

 

 แต่ก่อนจะเดินจากไป ม่อจั๋วก็หันกลับไปมองที่เปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ แล้วค่อยๆคลายคาถาเพลิงสุราของตนให้จางออก ทันใดนั้นเปลวเพลิงที่ลุกโหมก็ค่อยมอดดับลง ม่อจั๋วยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจแล้วเดินจากไปอย่างเฉิดฉาย

               

                ทางด้านเถาจื่อพอตกลงกับจิวฝูเรื่องที่นางใช้เลือดตัวเองช่วยหยางอิ่งได้แล้ว นางก็รีบลากจิวฝูไปที่จวนฮั่วเต๋อ เพื่อรอพบหยางอิ่งอย่างที่ได้รับปากนางเอาไว้

 

               จิวฝูสุดท้ายก็ต้องยอมตามใจนาง แม้จะเชื่อฟังอาจารย์มากแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็เชื่อฟังนางกว่าใคร จึงยอมเก็บเรื่องที่นางใช้เลือดตัวเองช่วยเหลือหยางอิ่งไว้เป็นความลับตามที่นางขอ

 

               จะทำไงได้เล่า นอกเสียจากยอมและก็ยอม ก็ใครใช้ให้เขาหลงรักนางมากจนไม่อาจต้านทานอำนาจนาง เชื้อสายปีศาจจิ้งจอกเก้าหางงั้นหรือ สำหรับนางแล้วเขาเหมือนจิ้งจอกน้อยจอมเชื่องมากกว่า      

 

               ท่ามกลางผู้คนที่วุ่นวายในเมืองหนานชาง มือเรียวเล็กของเถาจื่อดึงมือใหญ่ของจิวฝูวิ่งฝ่าไป เพื่อพบกับมนุษย์ที่อยากเจอที่สุด มู่หลงและหยางอิ่ง

 

               จิวฝูเลิกใส่ใจเรื่องที่ผ่านมาลืมไปชั่วขณะ ลืมแม้ว่ามีใครอยู่รอบๆตัว สายตาของเขาเพ่งมองที่มือของนางที่จับมือเขาแน่น เรือนผมสีดำยาวสลวยพลิ้วไหวตามแรงลม พาดผ่านลำแขนของเขา กลิ่นหอมกรุ่นละมุนลอยมาไม่ขาดสาย ชวนให้อยากเพ้อฝันและหลุดลอยไปในห้วงแห่งฝันที่มีเพียงเขาและนาง

 

               ทว่า.. เขาก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเมื่อนางค่อยๆปล่อยมือเขา และหยุดวิ่งในที่สุด เขามองนางอย่างสงสัยและเสียดายนิดๆ แต่พอเห็นนางสนใจสิ่งตรงหน้าเขาก็รีบมองตาม

 

               “มู่หลง หยางอิ่ง พวกเขาได้เจอกันแล้ว จิวฝู ในที่สุด..” เถาจื่อเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางดูจะซาบซึ้งยิ่งนัก พลอยทำให้คนฟังซาบซึ้งไปตาม

 

               มู่หลงและหยางอิ่งกอดกันแน่น ทั้งสองร้องไห้ออกมาแต่ใบหน้านั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่แสนสุขล้น ความรัก ความรู้สึกที่ทั้งสองแสดงออกนั้น ได้แผ่ซ่านให้คนที่ตั้งใจมองนั้นรับรู้ และรู้สึกตื้นตันไปด้วย

 

               โดยเฉพาะเถาจื่อทั้งยิ้มดีใจทั้งน้ำตาไหลนองหน้าดีใจกับทั้งสอง นางได้เรียนรู้บทเรียนรักจากมู่หลง และหยางอิ่งทำให้นางได้กระจ่างในที่สุด

 

               “คงจะดีไม่น้อย ถ้าหากทุกคู่ ได้รัก ได้ครองคู่อยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่มีวันพรากจาก จิวฝูถ้าหากเจ้ามีความรัก เจ้าจงรักคนรักของเจ้าให้มากนะ เจ้าต้องปกป้องความรักของเจ้า อย่าให้ใครมาพรากจากไปได้ เพราะศิษย์พี่คงทนเห็นเจ้าเจ็บปวดเพราะต้องสูญเสียคนรักไปไม่ได้แน่”

 

               จิวฝูพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะตอบนางว่าอย่างไรดี เพราะคนที่เขารักคือนาง ที่ไม่ได้รักเขาเช่นเดียวที่เขารักนาง เขาไม่อาจจะรับปากได้ ว่าจะไม่ยอมให้ใครพรากนางจากไป เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรั้งนางเอาไว้ เพียงความรักของเขาฝ่ายเดียวแม้จะมากมายแค่ไหน

 

               เถาจื่อรู้สึกว่าจิวฝูเงียบไปนางก็ค่อยหันกลับมาหาเขา เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย “จิวฝู ทำไมเจ้าเงียบจัง ทำไมเจ้าไม่รับปากศิษย์พี่เล่า”

 

               “เอ่อ.. คือ.. ถ้าหากคนๆนั้นรักข้า อย่างที่ข้ารักนาง ข้ารับปากศิษย์พี่ขอรับ” คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วแบบนี้

 

               “ดีมากจิวฝู เด็กดี เจ้าก็โตเป็นหนุ่มแล้ว อีกหน่อยเจ้าก็ต้องมีความรักเป็นแน่ อีกหน่อยก็จะมีผู้หญิงอีกคนสำคัญกับเจ้า มากกว่าศิษย์พี่แล้ว แม้ศิษย์พี่จะรู้สึกเสียใจอยู่นิดๆ แต่เพื่อความรักและความสุขของเจ้า ศิษย์พี่ก็จะยินดีกับเจ้า”

 

               จิวฝูคลี่ยิ้มจางๆ มีคำมากมายเป็นร้อยเป็นพันที่อยู่ในใจ ที่เขาอยากพูดกับนาง แต่กลับไม่กล้าที่จะพูดออกไป ทำได้เพียงส่งยิ้มให้นาง

 

               “ศิษย์พี่ สำหรับจิวฝู ท่านสำคัญ..”

 

               “เอ๋ ! นั่นศิษย์พี่ใหญ่นี่ ศิษย์พี่ใหญ่ เถาจื่ออยู่นี่เจ้าคะ รอเถาจื่อด้วย” พอมองเห็นเยว่ซินเท่านั้นนางก็ไม่สนใจสิ่งใด รีบวิ่งฝ่าผู้คนไปหาเขา

 

               จิวฝูชะงักค้างกับคำพูดที่เขาตั้งใจจะพูดจะสื่อให้นางรับรู้สักนิด แต่แล้วนางก็ไม่รับรู้ เขาทำได้เพียงวิ่งตามนางไป จากที่ตามติดๆ ก็ค่อยๆห่างออกเรื่อยๆ และสุดท้ายกหยุดลงในที่สุด เมื่อตามนางจนไปถึงเป้าหมายที่นางตั้งใจ

 

 เขาทำได้เพียงมองดูนางกอดออเซาะออดอ้อนเยว่ซิน แววตาที่นางมองเยว่ซินนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารู้สึกเช่นไร เช่นเดียวที่เขามองนาง แม้จะปวดหนึบในหัวใจอยู่บ้าง แต่แค่ได้มองนางเช่นนี้ตลอดไป เขาก็ยินดี

 

สองวันผ่านไปฮั๋วเต๋อถูกตัดสินโทษด้วยความผิดมากมาย ความชั่วของเขาที่ถูกอำนาจเงินปกปิดสุดท้ายก็เปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้

โทษหนักประหารชีวิตทันที วันนี้เที่ยงตรงก็จะมีการเคลื่อนย้ายนักโทษจากคุกหลวงไปยังลานประหาร สองข้างทางต่างก็เต็มไปด้วยชาวเมือง มารอรับรอส่งฮั่วเต๋ออย่างพร้อมเพียง ในมือนั้นต่างก็มีของติดไม้ติดมือ ทั้งผัก ผลไม้ และอีกมากมาย

เถาจื่อและคณะก็มารอส่งฮั่วเต๋อเช่นกัน ในมือนางก็ไม่ว่างเปล่า มีไข่เน่าเต็มสองมือ และอีกตะกร้าหนึ่งให้จิวฝูช่วยถือ ข้างๆนางก็จะเป็นหยางอิ่งถือไข่เน่าเช่นเดียวกันและมู่หลงก็ช่วยถือตระกร้าไข่เน่า

ส่วนคนอื่นก็ยืนให้กำลัง ยืนเป็นผู้ชมอยู๋ด้านหลังไม่มีการห้ามแต่อย่างใด

“มาแล้ว คนหนักแผ่นดินมาแล้ว” เสียงชาวบ้านเริ่มดังขึ้น

เถาจื่อชะโงกหน้ามองเห็นฮั่วเต๋อนั่งอยู่ในรถที่เป็นกรงขัง นางกำไข่ในมือแน่นก่อนจะหันไปหาหยางอิ่งเพื่อส่งสัญญาณความพร้อม

ปั๊วะๆ เปี๊ยะๆ ชาวบ้านที่อยู๋ด้านหน้า ก็เริ่มละเลงก่อน ด้วยผักเน่า ผลไม้เน่า ขว้างใส่ฮั่วเต๋อเพื่อระบายความโกรธแค้นที่มีต่อเขา

“หยางอิ่ง จัดการเลย” เถาจื่อรีบลงมือก่อนปาไข่ออกสุดแรง ตกลงกลางหัวของอ่วเต๋อ นางสะใจสุดๆเลยก็ว่าได้ หยางอิ่งก็ปาแม่นไม่ต่างกัน สองสาวต่างก็อารมณ์ดีสุดที่ได้ระบายอารมณ์ ส่วนคนอื่นๆก็ส่งเสียงให้กำลังใจ

ปาไข่เน่าจนหมดเกลี้ยงนักโทษฮั๋วเต๋อก็ถูกพาไปยังลานประหารด้วยสภาพเละเทะ เถาจื่อสบายใจก็ชวนคนอื่นๆไปเดินเล่นซื้อของในตลาดต่อ หลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายถึงเวลาต้องแสวงหาความสำราญจากอัญมณีล้ำค่าที่นางหอบมาใช้เป็นโลกมนุษย์

แต่แรกก็เดินเลือกซื้อของรวมกลุ่มกันเป็นคณะแต่พอนานไป ทุกคนต่างก็ค่อยๆแยกย้ายไปยังจุดที่ตัวเองสนใจ เทพธิดาเถาจื่อโตเป็นสาวเต็มตัวและเริ่มรู้สึกรัก นางก็เริ่มอยากจะรักสวยรักงาม ที่ๆนางไปนั้นก็คือร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เรื่องความสวยความงาม

โดยมีหยางอิ่งคอยช่วยเลือกสรรและอาสาปรุงโฉมให้งดงามไร้ที่ติ หลังจากเปลี่ยนชุดที่เปื้อนไข่เน่าออกแล้ว เถาจื่อก็ได้สวมใส่ชุดใหม่ เป็นผ้าแพรไหมชั้นดี สีชมอ่อนๆปัดลายดอกท้อสีหวานแหวว เครื่องหัว เครื่องหน้าจัดเต็ม

เถาจื่อยืนมองตัวเองหน้ากระจกถึงกับตะลึง มองแล้วก็มองอีก ไม่แน่ใจเลยสักนิดว่าคนในกระจกใช่ตัวเองหรือเปล่า

“หยางอิ่ง นั้นข้าจริงๆหรอกหรือ”

“ใช่แล้ว เป็นท่านแน่นอน หยางอิ่งรับประกันได้”

“หยางอิ่งฝีมือการแปลงโฉมของเจ้า เก่งกาจยิ่งนัก”

“ไม่หรอก เพราะที่จริงแล้วแม่นางเถาจื่อนั่นงดงามไร้ที่ติต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นผิวที่ขาวอมชมพูดดูใสบริสุทธิ์ เรือนผมที่ดำขลับและเงางาม เรือนร่างที่อ่อนช้อยงดงาม และกลิ่นหอมกรุ่นบนตัวท่าน หยางอิ่งไม่เคยพบมนุษย์คนไหนที่เป็นเช่นท่านมาก่อน ท่านงดงามราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป แม้แต่คุณหนูตระกูลใหญ่ หรือองค์หญิงในวังหลวง ก็ไม่อาจเทียบท่านได้”

“หยางอิ่งเจ้าก่อน ชมจนข้าจะลอยแล้วนะ” ก็แน่ล่ะว่านางไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เพราะนางคือเทพธิดาเถาจื่อผู้หญิงใหญ่ในหุบเขาลูกท้อหมื่นปี

“หยางอิ่งพูดจากใจจริง แม่นางเถาจื่อท่านงดงามทั้งภายนอกและภายใน”

“เอาล่ะเจ้าก็งามเหมือนกัน ไปกันเถอะนะ ข้าอยากจะให้ศิษย์พี่ใหญ่ได้เห็นข้าตอนนี้มากเลย เขาต้องตะลึงมากแน่ๆ” พูดจบเถาจื่อก็รีบเดินออกไปหน้าร้าน ที่ตอนนี้มีจิวฝูและมู่หลงรออยู่

หยางอิ่งยังไม่ตามเถาจื่อไป ยังคงสงสัยงุนงง “คนที่แม่นางเถาจื่ออยากให้เห็น ไม่ใช่คุณชายจิวฝูหรอกหรือ ? สายตาของเขาแสดงออกชัดขนาดนั้น..” หยางอิ่งรีบสลัดความสงสัยออกให้พ้น แล้วรีบเดินตามเถาจื่อออกไปด้านนอก

พอออกมาถึงด้านนอก หยางอิ่งก็ยิ่งเห็นแววตาที่ของจิวฝูที่มองเถาจื่ออย่างชัดเจน ในความตะลึงนั้นเปี่ยมไปด้วยความรัก เป็นแววตาที่นางคุ้นเคยนัก เพราะมู่หลงก็มองนางเช่นนี้ เพียงนางรับรู้ แต่เถาจื่อนั้นกลับไม่รับรู้อะไร

เถาจื่อเห็นจิวฝูตะลึงในความสวยของนาง ก็ดีใจยิ่งนัก หมุนตัวหลายๆรอบให้เขามอง

“จิวฝู ศิษย์พี่งดงามมากเลยใช่ไหม”

จิวฝูรีบพยักหน้ารัว ตายังค้างปากก็ค้างไว้ เก็บอาการไม่อยู่เลยจริงๆ “ศิษย์พี่ ท่านงดงามยิ่งนัก งาม..”

“นี่จิวฝู เจ้าว่าถ้าศิษย์พี่ใหญ่ได้เห็นข้า เขาจะตะลึงมากไหม”

“เอ่อ..” ไม่ว่ายังไงเยว่ซินก็สำคัญกับนางเป็นที่หนึ่งเสมอ เขาจึงค่อยๆละสายตาจากนาง กลัวว่าจะแสดงออกมาเกินไป พลอยจะทำให้นางต้องอึดอัด

“จิวฝู เจ้านิ่งอีกแล้ว ไปกันศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าจะไปรอที่ร้านน้ำชา กับผมขาว เราไปกันเถอะ” นางรีบจูงมือเขาเดินออกไป ไม่รีบจะหันกลับไปกวักมือเรียกให้มู่หลงและหยางอิ่งตามไป

พอไปถึงร้านน้ำชา ก็เจอทั้งเยว่ซิน จิ้นฝาน และม่อจั๋ว พอนางเดินเข้าไปหา ทั้งสามต่างก็มองกันตะลึง พูดไม่ออกกันเลยทีเดียว ที่เห็นเทพธิดาจอมซนอย่างเถาจื่อ กลายเป็นหญิงงามหยาดฟ้า

“เถาจื่อน้อย นั่นเจ้าจริงๆหรือ เจ้าโตขนาดนี้ และสวยมากขนาดนี้ได้อย่างไรกัน” ม่อจั๋วถึงกับเอ่ยชมเป็นคนแรก

เถาจื่อยิ้มอย่างดีใจ ก่อนจะค่อยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยรู้สึกภูมิใจในความงามของตัวเองสุดๆ จะว่านางบ้ายอก็ได้ “อะแฮ่มๆ ข้าก็ไม่รู้จะทำยังไงนะม่อจั๋ว โตมาก็สวยแบบนี้เลย”

ทั้งสามถึงกับหลุดขำโดยเฉพาะจิ้นฝาน “ม่อจั๋ว ท่านก็ชอบแกล้งนางอยู่เรื่อย อย่าหลอกนางเลยน่า เดี๋ยวจะเป็นบาปติดตัวท่านเปล่า”

“ผมขาว ท่านจะว่าข้าไม่สวยอย่างนั้นหรือ !” อยู่บนโลกมนุษย์เขากวนประสาทนางก็ยังไม่เลิกจริงๆ

“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรสักนิด และข้าเองก็จำได้อย่างแม่นยำ ว่าข้าไม่เคยพูดคำนั้นกับเจ้าเลยนะเถาจื่อ เจ้าน่ะชอบทึกทักไปเอง” 

 

“ชิ” เบื่อที่จะทะเลาะกับเจ้าหุบเขาแล้ว นางไปสนใจศิษย์พี่ใหญ่ของนางดีกว่า ได้ทีก็รีบเข้าไปนั่งข้างกอดแขนออกเซาะออดอ้อน

“คนอื่นจะว่าเถาจื่อไม่สวย หรืออะไรก็ช่าง เถาจื่อสนใจแค่ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่ เถาจื่อสวยไหมเจ้าคะ เถาจื่อทั้งซื้อชุดใหม่ เครื่องประดับใหม่ และยังแต่งหน้าทำผมทรงใหม่ ศิษย์พี่เห็นเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

“งดงามสิ เจ้างดงามที่สุด เถาจื่อของเราโตเป็นสาวแล้ว”

คำชมของเยว่ซินทำเอานางขวยเขินแก้มร้อนผ่าว “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านว่าเถาจื่องดงามพอที่จะเป็นเจ้าสาวได้หรือยังเจ้าคะ”

เยว่ซินหลุดขำ “ เจ้าหน่ะเพิ่งโต คิดไกลไปถึงแต่งงานแล้วหรือ อย่าคิดให้มากเลยน่า ศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่ยอมให้เจ้าออกเรือนหรอก เจ้าต้องอยู่กับศิษย์พี่ไปอีกนานแสนนาน”

เขาพูดแบบนี้นางก็ยิ่งเขินหนัก รู้สึกหัวใจพองโตเลยทีเดียว “เถาจื่อจะอยู่กับศิษย์พี่ไปอีกนานแสนนานแน่เจ้าค่ะ”

“ข้าก็จะอยู่กับเจ้านะเถาจื่อน้อย”

“ข้าก็เช่นกัน”

ทั้งม่อจั๋วและจิ้นฝานแทรกเข้ามาเสริม ทำเอาความเขินอายของนางที่พุ่งสูงสุดเพดาน ดิ่งลงในที่สุด “แต่ข้าเบื่อพวกท่านนัก ชิ” นางรีบหันไปยิ้มให้เยว่ซินต่อ

“แล้วกัน จิ้นฝานเถาจื่อน้อยนางบอกว่าเบื่อเรา”

จิ้นฝานก็ตีไหล่ยักคิ้วทำไม่รู้ไม่ชี้ “แต่ยังไงนางก็ต้องอยู่กับเรา เช่นเดียวกับที่เราเบื่อนาง แต่ก็ยังต้องอยู่กับนางนั้นแหละ”

“ศิษย์พี่พาเถาจื่อไปเดินเล่นหน่อยสิเจ้าคะ เถาจื่อเบื่อเฒ่าขี้เมากับผมขาวจะแย่อยู่แล้ว”

เยว่ซินขำเบาๆ “ได้ๆ ศิษย์พี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นให้หายเบื่อ ไปเถอะ”

“เย้ ศิษย์พี่ใหญ่ใจดีที่สุดเลย” นางรีบกอดแขนเขาลุกขึ้นยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “มู่หลงเจ้าก็พาหยางอิ่งไปเดินเที่ยวเถอะนะ จิวฝูมาเร็วตามศิษย์พี่มาเร็วเข้า”

“ขอรับศิษย์พี่”

ม่อจั๋วและจิ้นฝานก็มองตามไปแล้วก็ยิ้ม ที่เห็นภาพที่เคยเห็นระหว่างเยว่ซิน เถาจื่อ และจิวฝู แม้ว่าจะอยู่ที่หุบเขาลูกท้อหรือโลกมนุษย์

“ในเมืองหลวงที่หนานชางนี่ก็ครึกครื้นดีไม่น้อย ร้านชานี่ก็ใช้ได้ จิ้นฝานเหลือเราสองคนแล้ว มาจิบชาให้สบายใจดีกว่า”

จิ้นฝานลุกพรวดขึ้น จัดชายเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง “ม่อจั๋ว ไปกันเถอะ”

“อ้าว เจ้าไม่จิบชาต่อหรือ แล้วจะไปไหน”

จิ้นฝานยังไม่ตอบเดินนำไปหลายก้าว ม่อจั๋วรีบลุกเดินตามไป “ไอหย๋า เป็นมนุษย์ก็ไม่สนุกตรงที่หายตัวไม่ได้นี่แหละ จิ้นฝานรอข้าด้วย ขาเจ้ายาวนักหรือไง ถึงเดินเร็วนัก”

“ขาเจ้าสั้นต่างห่างเล่า เร็วเข้า”

“ข้าขายาวกว่าเจ้าอีกบอกไว้เลย ข้าจะวิ่งแซงเจ้าให้ดู” โดนว่าขาสั้นแบบนี้ ม่อจั๋วเริ่งฝีเท้าสุดๆ แต่ก็ยังไม่แซงหน้าจิ้นฝานไม่ได้อยู่ดี เริ่มสงสัยขาตัวเองขึ้นมาแล้วสิ

                เถาจื่อเยว่ซินและจิวฝู ก็เดินเลือกซื้อเลือกชมของในตลาดอย่างเพลิดเพลิน จนมาหยุดที่ร้านขายปิ่นปักผมมากมาย ดึงความสนใจต่อเทพธิดาเถาจื่อยิ่งนัก จนนางต้องหยุดเลือกดู

 

               “แม่นางท่านนี้ ใบหน้าท่านงดงามเปล่งปลั่ง เหมาะยิ่งนักกับปิ่นหยกขาวแกะสลักรูปดอกท้อ” พ่อค้ารีบแนะนำสินค้า พร้อมยื่นปิ่นหยกให้ลูกค้าแสนสวย

 

               เถาจื่อรับปื่นมาดูใกล้ๆให้ชัด “งดงามมากจริง ศิษย์พี่ใหญ่ ปิ่นนี้เหมาะกับเถาจื่อหรือเปล่าเจ้าคะ”

 

               เยว่ซินก็ยิ้มทั้งพยักหน้า “เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก”

 

               เถาจื่อก็หันไปหาจิวฝูที่อยู่อีกข้าง “จิวฝู เจ้าว่าเป็นยังไงบ้าง”

 

               “สวยมากเลยขอรับ ปิ่นนี้ถ้าปักอยู่บนผมท่าน คงงดงามมากขึ้นหลายเท่า”

 

               “เจ้าน่ะ ปากหวานตลอดเลย แต่ว่าบนหัวข้าปักเครื่องประดับเยอะแล้ว หนักหัวจะแย่ ถ้างั้น..” เถาจื่อลังเลสักพัก มองเยว่ซินและจิวฝูสลับกัน

 

               “ศิษย์ใหญ่นั้นรูปงามไม่ต่างจากผู้หญิง ศิษย์พี่ใหญ่เถาจื่อฝากปิ่นไว้กับท่านได้ไหมเจ้าคะ”

 

               “ได้สิ ศิษย์พี่จะถือให้เจ้า ตกลงเจ้าจะซื้อปิ่นนี้ใช่หรือไม่” เขารีบรับปิ่นจากนาง แต่ก็ถูกนางดึงกลับ เขาจึงมองนางอย่างสงสัย

 

               “ศิษย์พี่ใหญ่ เถาจื่อมีอะไรจะบอกเจ้าค่ะ” นางกวักมือให้เข้าก้มลงมาหาทำท่าจะกระซิบ เยว่ซินก็เข้าใจรีบก้มลงมาหานางทันที

 

               เถาจื่อรีบยกปิ่นหยกขึ้นไปปักบนมวยผมที่เกล้าขึ้นกลายหัวของเยว่ซินอย่างรวดเร็ว “ว้าว ปิ่นนี้เหมาะกับหน้าตาศิษย์พี่ใหญ่นัก ท่านทั้งหล่อเหลาและงดงามในเวลาเดียวกัน”

 

               “เถาจื่อ เจ้าเล่นสนุกอะไรเนี่ย”

 

               “ปิ่นนี้เหมาะกับศิษย์พี่ เถาจื่อซื้อให้ศิษย์พี่เจ้าค่ะ ดูๆ ปิ่นนี้ปักได้ทั้งชายและหญิง เหมาะกับท่านที่สุด ไม่เชื่อศิษย์พี่ใหญ่ลองถามจิวฝูดีสิเจ้าคะ ใช่ไหมจิวฝู”

 

               “ใช่แล้วขอรับศิษย์พี่ใหญ่” จิวฝูเห็นด้วยเถาจื่อก็ยิ้มหน้าบาน

 

               “จิวฝูยังไงก็ต้องเห็นด้วยกับเจ้าอยู่แล้ว เถาจื่อเจ้าขี้โกงนัก แต่ก็ขอบคุณที่เจ้ามีน้ำใจซื้อปิ่นนี้ให้ ศิษย์พี่จะรับไว้แล้วกัน”

 

               “เจ้าค่ะ” ปิ่นดอกท้อ ดอกท้อเป็นสัญลักษณ์ของนางเอง เมื่ออยู่บนผมของเขามันมีความหมายมากจริงๆ

 

               “เอ๋ คุณชายท่านนี้ รูปงามยิ่งนัก ใบหน้าของท่านช่างงดงาม ไม่เหมือนชายใดในหนานชาง ข้าเอ้อร์ฝาน ไม่เคยพบเห็นท่านมาก่อน ท่านมาจากที่ใดหรือ”

 

               จู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญ โผล่เข้ามาขัดจังหวะ ทั้งสามก็มองอย่างสงสัย แต่คนแปลกหน้านามว่าเอ้อร์ฝาน ไม่ได้สนใจใคร นอกจากเยว่ซินมองตาเยิ้มเลยทีเดียวเชียว

 

               “ข้า มาจากต่างเมือง เดินทางมาเที่ยวหนานชางนามว่าเยว่ซิน ส่วนสองคน..”

 

               “คุณชายเยว่ซิน เป็นวาสนาของเอ้อร์ฝานนักที่ได้พบท่าน เอ้อร์ฝานอยากทำความรู้จักกับท่านให้มากกว่านี้ เอ้อร์เป็นชาวหนานชางอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กจนโต ถ้ายังไงให้ข้าช่วยพาท่านเที่ยวดีหรือไม่”

 

               เยว่ซินงงหนัก ไม่เข้าใจชายผู้นี้ยิ่งนัก “เอ่อ ไม่เป็นไร ไม่รบกวนท่าน”

 

               “ไม่เป็นไรไม่ได้ หนานชางกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งดีร้าย ให้เอ้อร์ฝานช่วยท่านเถิดนะ”

 

               เถาจื่อและจิวฝูหันมองหน้ากัน ที่จู่ๆก็ไร้ตัวตน ยืนอยู่สามคนแต่เอ้อร์ฝานนั้นสนใจแต่เพียงเยว่ซิน “จิวฝู ข้าว่าชายผู้นี้แปลกๆนะ”

 

               “ขอรับ ดูสายตาเขาจ้องศิษย์พี่ใหญ่ เหมือนกับเสือที่หิวโหยจ้องมองเหยื่ออันแสนโอชะ”

 

               “ว่าไงนะ !” พอจิวฝูพูดแบบนี้เถาจื่อก็มีอารมณ์ขึ้นมาทันใด รีบเข้าไปแทรกกลางทันใด นางจ้องมองเอ้อร์ฝานตาขวาง

 

               “ข้าชื่อเถาจื่อ ส่วนนั้นก็จิวฝู เจ้าชื่อเอ้อร์ฝานใช่ไหม เรารู้จักกันแล้ว ข้าขอตัว” นางรีบดึงแขนเยว่ซินเดินหนีจากเอ้อร์ฝานไปไม่ลืมดึงจิวฝูไปด้วย เดี๋ยวจะโดนจ้องเขมือบไปอีกคน ทั้งศิษย์พี่ใหญ่หรือศิษย์น้องเล็ก นางหวงหมดแหละตอนนี้

 

               เอ้อร์ฝานมองตามอย่างแสนเสียดาย “โถๆ พอหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้ม เยว่ซิน ชื่อของเจ้าช่างเหมาะสมกับใบหน้าที่งดงามยิ่ง เอ้อร์ฝานจะไม่ยอมปล่อยท่านจากไปง่ายๆหรอก” เอ้อร์ฝานเตรียมท่าจะเดินตาม

 

               แต่ก็มีมือใครบางคนวางลงที่ไหล่ของเขา ทิ้งน้ำหนักลงอย่างรุนแรง เอ้อร์ฝานหันมองเจ้าของมือรู้สึกไม่พอใจนิดๆ แต่พอหันมองก็ต้องตกตะลึงและสะดุดตาผมสีเงินของเขานัก เป็นชายที่รูปงามไม่น้อย แต่แววตานั้นดุดันพิลึก “ท่านเป็นใคร?”

 

               “เจ้าชื่อเอ้อร์ฝานใช่ไหม”

 

               “ใช่ แล้วท่านเป็นใคร..”

 

               จิ้นฝานไม่ตอบอะไร บีบมือที่เกาะไหล่ของเอ้อร์ฝานสุดแรง เข้าร้องอย่างเจ็บปวดและก็ค่อยๆหมดสติ สุดท้ายก็หายวับอย่างไร้ร่องรอยและไม่มีใครสงสัยแต่อย่างใด

 

               ม่อจั๋วปรบมือรัวๆ “จิ้นฝาน เจ้าน่ะหึงโหดเกินไปแล้วนะ”

 

               จิ้นฝานยักไหล่เบาๆ “ข้าเปล่า ข้าทำอะไร ข้าไม่ได้ทำอะไรสักนิด ไปเถอะ”

 

               “โถๆ เอ้อร์ฝานหนอเอ้อร์ฝาน ชะตาเจ้าขาดแล้ว” ม่อจั๋วผู้รับรู้และเข้าใจเพื่อนทุกอย่าง รู้สึกสงสารมนุษย์ผู้นี้ยิ่งนัก แต่เขาจะทำอะไรได้เล่า นอกจากเดินตามจิ้นฝานเพื่อนรักไป

 

 

#### 

 

ศิษย์พี่ใหญ่ก็จะเนื้อหอมนิดๆ จึงมีคนหึงหลายอัตรา อิอิ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น