ZHMZ
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หนอนพิษและต้นซานจู

ชื่อตอน : หนอนพิษและต้นซานจู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 322

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 20:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หนอนพิษและต้นซานจู
แบบอักษร

  

         กลุ่มผู้มาเยือนทำให้เรื่องราวเปลี่ยนไป สวี่หรงจำต้องหยุดมือเพื่อดูสถานการณ์ แต่เพราะเห็นว่าในกลุ่มของผู้มาใหม่มีสำนักฝึกตนที่เข้าแข่งขันรวมอยู่ด้วย นางจึงยังไม่ปรากฏตัวและรอดูว่าคนกลุ่มนี้จะรับมือเช่นไร อีกอย่างนางยังไม่ทราบว่าต้นไม้ที่มีใบคล้ายไข่มุกดำนี้คือสิ่งใด เหตุใดกู้หวางจึงต้องการครอบครองมันนัก ทั้งวิธีการได้มาก็ดูน่าสยดสยองนัก แต่เพื่อความไม่ประมาทมีดสั้นสามเล่มในมือของนางได้พุ่งแหวกอากาศเข้าไปปักอยู่กลางลำต้นสูงใหญ่โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ...ยันต์เวทอัคคีบนใบมีดจะยังไม่ทำงานจนกว่าผู้เป็นนายจะปลุกพลังเวทภายในขึ้นมา

         “ท่านลุง ที่ต้นไม้ประหลาดกลางน้ำมีคนยืนอยู่ขอรับ”บุรุษสูงวัยร่างท้วมรีบชี้ไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่เป็นจุดเด่นหนึ่งเดียวของถ้ำ เขาเรียกอีกฝ่ายว่าท่านลุงแต่เมื่อยืนเทียบกับอีกคน ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าลุงกลับดูหนุ่มกว่าหลายปีนัก คนชุดดำซึ่งเป็นผู้ฝึกตนระดับราชันขั้น ๑ สวมชุดมาตรฐานสีดำปลอดมองตรงไป ก็สามารถเห็นได้เกือบชัดเจนว่าบุรุษที่ยืนอยู่บนรากไม้ประหลาด สวมหน้ากากภูตผีสีแดงเขียวเช่นเดียวกับชายที่เขาจับกุมไว้ เมื่อทราบว่าคนพวกนี้คือกลุ่มเดียวกัน ใจจึงคิดอยากล้างแค้นให้เร็วที่สุด

         “แม่นางท่านกับข้ามิสู้ลงมือพร้อมกันเถิด”ชายชุดดำก้าวเท้าแล้วไปหยุดอยู่ด้านหน้าแม่เฒ่าชุดเงินที่แม้สูงวัยแต่ใบหน้ายังคงงดงาม ยิ่งปิ่นทองคำรูปนกกางเขนที่ประดับอยู่กลางศีรษะยิ่งทำให้นางดูสูงศักดิ์น่าเคารพ

         “รากไม้ประหลาดสังหารคนของเราไปมากมาย ข้าย่อมตอบรับคำเชิญของท่านแน่นอน”นางเฒ่าชุดเงินยิ้มตอบบางเบา แต่ยิ้มนั้นกลับไม่ถึงดวงตา ยามนี้ใครบ้างไม่มีความแค้นคุกรุ่นกลางใจ ก่อนหน้านี้พวกเขาล้วนประสบชะตากรรมเลวร้าย รากไม้ประหลาดเข้าจู่โจมสังหารคนในสังกัดไปมากมาย รวมกันจากทุกกลุ่มก็มีคนตายไปมากกว่าห้าร้อยชีวิต

         ดีที่ราชันชุดดำมีกระถางกำยานอัคคีสมบัติเวทธาตุหยางร้อนแรง จึงสามารถขับไล่พิษเย็นออกจากร่างของทุกคนได้ เมื่อพิษร้ายคลี่คลายก็ลงมือจัดการกับชายสวมหน้ากาก และติดตามมาจนถึงแหล่งกบดานใหญ่แห่งนี้

         “พวกเจ้าที่เหลือระมัดระวังตัวให้มาก”เมื่อได้รับคำตอบรับจากอีกฝ่าย อาวุโสราชันชุดดำจึงหันไปสั่งความกับคนใต้สังกัดรวมถึงผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ จากนั้นก็ได้ก้าวเท้ารุดไปเบื้องหน้า ขณะที่สตรีชุดเงินก็เคลื่อนกายปราดเปรียวจนไปยืนอยู่ริมน้ำข้างกัน เมื่อสองราชันเคลื่อนไหวรอบกายของพวกเขาก็มีกระแสปราณแล่นผ่านราวสายลมเชี่ยวกราด แผ่นน้ำที่อยู่เบื้องหน้าถูกแรงลมพัดพาจนเกิดการสั่นไหวและกระจัดกระจายไปมา สองร่างทะยานพุ่งตรงไปสู่กลางทะเลสาบอย่างฉับไว เห็นเป็นร่างแสงสีดำและสีเงินลากยาวไปจนหยุดอยู่กลางอากาศ

         ชายชุดดำดึงดาบเวทเล่มใหญ่ออกมาถือไว้มั่น ส่วนสตรีชุดเงินนั้นมีบรรทัดเหล็กสีเงินถือไว้สองมือ

         “ลงมือเถิด”เมื่อแม่เฒ่าผมเงินส่งเสียง ยอดศัสตราของคนทั้งสองก็ถูกซัดพุ่งตรงไปที่เบื้องล่าง จุดหมายของพวกเขามีอยู่ที่เดียวกันคือชายสวมหน้ากากที่ยืนอยู่บนรากไม้เหนือน้ำ

         “หึ พวกเจ้าเข้ามาถึงรังของข้า ...ยังกล้ากำแหง ช่างไม่ประมาณตนเอาเสียเลย”ชายสวมหน้ากากแค่นหัวเราะ พลางส่งเสียงเยาะเย้ยอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า ต่อให้สองศัสตราจะจู่โจมรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด แต่เมื่อมันเข้าใกล้เขาในระยะ ๕ ฉื่อก็มีม่านพลังสีดำกางกั้น ม่านพลังนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีดำวาวเรียงต่อกันมากมายนับร้อยนับพัน หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าเม็ดกลมดำดุจไข่มุกนี้มีลักษณะแบบเดียวกับที่อยู่บนต้นไม้หนึ่งเดียวกลางถ้ำ

         ม่านไข่มุกดำสามารถหยุดยั้งสองอาวุธที่จู่โจมหมายเอาชีวิตได้ชั่วครู่ ทำให้บรรดาผู้ฝึกตนทั้งหมดเกิดความแตกตื่น แม้แต่สวี่หรงเองก็ไม่คิดฝันว่าม่านพลังของกู้หวางจะสามารถรับมือกับอาวุธจากสองราชันได้ง่ายดายเพียงนี้ แต่ก็ใช่ว่าม่านไข่มุกนี้จะยืนหยัดมั่นคง เพราะสิบกว่าลมหายใจให้หลังม่านนั้นก็แตกกระจายออกจากกัน

         “ฮ่า ๆ”เสียงหัวร่ออย่างสาแก่ใจดังมาจากปากของบุรุษสูงวัยใต้น้ำ เมื่อนั้นสองราชันที่ลอยอยู่ในอากาศก็ได้เห็นว่านอกจากชายสวมหน้ากาก ที่ใต้ต้นไม้ประหลาดยังมีชายอีกคนถูกรากไม้กักขังไว้ด้านล่าง น้ำเสียงของคนผู้นี้แหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความถูกอกถูกใจ

         “เจ้าคิดลองดีหรือ”คนสวมหน้ากากตวัดดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเจ้าของเสียงหัวเราะ

         “หนึ่งในสามของรากไม้ถูกทำลายลงแล้ว เจ้าคิดว่าจะสามารถควบคุมต้นหยินได้อีกหรือ เกรงว่าวันนี้เจ้าคงไม่รอดชีวิตจากพวกเขาแล้วกระมัง”แม้รู้ว่าการท้าทายและเยาะเย้ยอีกฝ่ายจะมีผลลัพธ์เช่นไร แต่ชายชรากลับยิ้มรับด้วยความเต็มใจ เพราะนี่คือหนทางเดียวที่เขาจะได้ระบายความแค้นออกจากใจ

         “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”เจ้าของหน้ากากภูตผีกระชากเสียงขรึม ชั่วครู่ทุกคนที่ยืนอยู่ริมฝั่งก็รับรู้ได้ถึงแผ่นดินที่สั่นไหวไปมา ขณะที่พวกสองอาวุโสที่ลอยตัวกลางอากาศก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังแปรปรวน จนเขาทั้งสองต้องรีบกลับลงไปเหยียบยืนบนโขดหินกลางน้ำเพื่อตั้งหลัก

         ขณะที่ผู้ฝึกตนบนฝั่งต่างรีบกางปราณป้องกันรอบกาย จนเกิดปราการแสงขนาดใหญ่ครอบคลุมทุกคนไว้

สองราชันเห็นเช่นนั้นจึงเกิดความวางใจ พวกเขารีบทะยานร่างขึ้นสู่เบื้องบนอีกครา แต่ครั้งนี้อาวุธในมือได้ฟาดฟันพลังปราณสังหารจู่โจมไปอย่างรัวมือ กลุ่มปราณมากมายประกอบด้วยหนึ่งเพลิง หนึ่งทอง พวยพุ่งเข้าใส่ชายสวมหน้ากากราวกับไอน้ำเดือด หากมันกลับไม่อาจพุ่งไปถึงตัวเป้าหมายได้เลย เพราะรอบตัวของเขามีวงเวทสีขาวกางออกรอบกาย วงเวทนั้นเป็นอักขระบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ แต่สวี่หรงกลับรู้ได้ว่านั่นคือหนึ่งในยันต์เวท  

         “หึ”ผู้สวมหน้ากากหัวเราะในลำคออย่างพอใจ ต่อให้ม่านไข่มุกดำไม่อาจใช้รับมือได้ดีพอ แต่เขายังมีไพ่ตายติดตัวไว้ ตอนที่มันปรากฏขึ้นจึงทำให้ผู้ฝึกตนระดับราชันทั้งสองคนถึงกับชะงักไป ด้วยไม่อาจทราบได้เลยว่าวงเวทที่ปรากฏขึ้นนี้ร้ายกาจเพียงใด

         “ยันต์เวท นี่เจ้าสามารถใช้ยันต์เวทได้ด้วย”คนใต้น้ำแทบหยุดหายใจ พลางถามเสียงสั่นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง

         “ความรู้เจ้ากว้างขวางดีนัก ข้าวางค่ายกลยันต์เวทไว้ในถ้ำแห่งนี้ ต่อให้ผู้ใดก็ไม่สามารถมีชัยเหนือข้าไปได้”คำที่ดังออกมาจากปากของชายสวมหน้ากากเต็มไปด้วยความกระหยิ่ม เขากล้าพูดเช่นนี้เพราะได้กำหนดชะตากรรมของคนที่อยู่ในถ้ำแห่งนี้ไว้แล้ว

         “แย่แล้ว...รีบหนีไปตั้งหลักก่อน”สตรีชุดเงินได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสอง ก็ระลึกได้ทันทีว่ายันต์เวทคือสิ่งใด เมื่อนางได้ยินคำพูดของชายสวมหน้ากาก นางก็ทราบได้อย่างไม่ต้องคาดเดาว่าเขาไม่เก็บพวกนางไว้แน่ ...ยันต์เวทหายสาบสูญไปเนิ่นนานจนมีเพียงเรื่องเล่าขานในตำรับตำราโบราณ การที่พวกนางได้ล่วงรู้ความลับสำคัญนี้เข้า เกรงว่าเจ้าของความลับคงไม่คิดไว้ชีวิตพวกเขาแน่นอน เมื่อทราบเช่นนี้ร่างปราดเปรียวก็ทะยานกลับไปยังริมฝั่ง โดยมีชายชุดดำติดตามไปอย่างรีบร้อน แต่ทว่าทะเลสาบกลับยกตัวสูงขึ้นจนระดับเลยศีรษะของชายชราใต้น้ำ ทั้งยังยกตัวเป็นกำแพงสูงใหญ่จรดเพดานถ้ำ หน้าม่านกำแพงบังเกิดวงเวทขนาดใหญ่ส่องประกายออกมา

         สวี่หรงขยับเท้าหมายเคลื่อนกายขึ้นไปบนอากาศ แต่พลังของนางถูกกระแสพลังอีกสายรบกวนอย่างหนัก เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่าพื้นดินที่เหยียบอยู่นี้ต่างมีพลังเวทแผ่คลุมทุกอาณาบริเวณ ใจกลางของพลังประหลาดคือร่างของชายสวมหน้ากากหรือกู้หวาง บัดนี้เขาได้กระตุ้นค่ายกลควบคุมถ้ำไว้เบ็ดเสร็จ ทุกชีวิตที่อยู่ในถ้ำต่อให้มีความสามารถสูงส่งแต่หากค่ายกลยังดำรงอยู่ก็จะถูกลดทอนพลังลงหลายส่วน หญิงสาวชุดขาวตระหนักดีว่าต่อให้พลังของนางมีระดับเทวะสยบแดน แต่การเข้าหักหาญโดยตรงในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่ผลเสีย ต่อให้นางเป็นพญามังกรครอบครองผืนฟ้า แต่เมื่อตกสู่รังของงูดินเจ้าถิ่นก็ย่อมไม่อาจแสดงพลังฝีมือแท้จริงออกมาได้ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือการตั้งรับ เพราะเวลานี้ค่ายกลได้ถูกเปิดออกจนเพดานถ้ำมีวงเวทกางออกนับร้อยวง

         “วันนี้พวกเจ้าทุกคนต้องกลายเป็นอาหารให้กับต้นซานจูของข้า”เสียงเหี้ยมอำมหิตดังออกมาจากใต้หน้ากากภูตผี เมื่อเขากล่าวจบกำแพงน้ำก็ทะลักทลายเป็นคลื่นยักษ์ซัดกระแทกฝั่งอย่างเกรี้ยวกราด แม้สวี่หรงแผ่พลังปราณรอบกายจนรอดพ้นจากมวลน้ำมหาศาลมาได้ หากวงเวทประหลาดกลับสาดแสงออกมาจนทำให้ถ้ำสูงใหญ่เกิดแสงสีเขียวเจิดจ้า

         ทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนผันแล้วมีแรงดูดมหาศาลบังเกิดขึ้นเหนือศีรษะ...จังหวะที่หญิงสาวชุดขาวกำลังถูกดูดไปยังที่ใดที่หนึ่ง นางกลับรับรู้ได้ถึงแรงดึงที่ข้อมือข้างขวาชั่วพริบตารอบกายก็เปลี่ยนไป สวี่หรงได้แต่ปล่อยตัวให้ไหลไปตามแรงดูดนั้นเพราะทราบดีว่าขัดขวางไปก็ไร้ประโยชน์ จนเมื่อแรงนั้นสูญสิ้นพลังลงนางก็พบว่าตนเองได้ปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งหนึ่ง

         “ที่ใดกัน”สวี่หรงกวาดตามองอย่างไม่เข้าใจ เพราะตอนนี้ตัวของนางกำลังยืนอยู่ภายในบ่อน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีไอควันปกคลุมจนไม่อาจมองเห็นน้ำด้านล่าง ทั้งตัวจึงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเย็นจัดจนเริ่มสั่นสะท้าน นางจึงขยับเท้าและคิดจะกระโดดขึ้นจากบ่อแต่ร่างกายก็ไม่อาจเคลื่อนไหวตามใจคิด เมื่อนางทดลองผนึกพลังปราณที่ปลายนิ้วทั้งห้ากลับพบว่ามันไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หญิงสาวจึงต้องใช้สองขาของตนเองปีนขึ้นจากบ่อน้ำด้วยความทุลักทุเล

         “หรือว่า”เมื่อขึ้นมานั่งบนขอบบ่อได้สำเร็จก็ถึงกับเหนื่อยหอบ สวี่หรงที่ขึ้นมานั่งพักอยู่บนพื้นด้านบนพึมพำกับตัวเองอย่างใจไม่ดี นางกำลังนึกถึงพลังประหลาดที่แอบซ่อนอยู่ในตัวของนาง และได้นำพานางเข้าสู่อันตรายหลายครั้งหลายหน แต่เพียงครู่ก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านนี้ลง ในเมื่อผู้สะกดพลังประหลาดนี้คือนางเซียนขนนกชุดเขียว หนึ่งในสองเทพประมุขสูงสุดของหลิงโจว ลำพังแค่ค่ายกลยันต์เวทของกู้หวาง คงไม่มีความสามารถมากพอที่จะต่อกรกับพลังเทพประมุขได้ ทางเดียวที่เป็นไปได้คือที่ที่นางอยู่มีปัญหา พลังปราณของนางจึงไม่สามารถใช้ได้ชั่วคราว

         “เสี่ยวถง”

         “เจ้าค่ะ”แมวน้อยรีบรับคำเสียงใส แล้วปรากฏตัวขึ้นเพื่อรอรับคำสั่ง

         “สถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง พอจะประเมินได้หรือไม่”ผู้ถามเองก็ไม่แน่ใจว่าเสี่ยวถงจะสามารถให้คำตอบนางได้หรือไม่ ตอนที่เห็นเจ้าขนฟูกระโดดไล่งับหางตนเอง จึงได้แต่ภาวนาว่ามันจะมีคำตอบที่ช่วยคลี่คลายความสงสัยของนางในครั้งนี้

         “คุณหนูที่นี่เป็นค่ายกลบางอย่าง ระบบไม่สามารถระบุได้ แต่รอบด้านมีกลุ่มพลังงานหนาแน่นไม่สามารถฝ่าออกไป กลุ่มพลังงานเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้พลังปราณ” 

         “ค่ายกลหรือ”สวี่หรงพึมพำกับตนเองอย่างใช้ความคิด ระหว่างนั้นก็ปลดเสื้อผ้าบางส่วนออกจนเหลือเพียงเสื้อและกระโปรงตัวใน ความเย็นที่แทรกซึมก่อนหน้าจึงลดทอนลงไปมาก นางลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วหมายจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อหาวิธี แต่เพียงเท้าทั้งสองข้างเหยียบสัมผัสกับพื้นดินก็เกิดความเจ็บปวดรุนแรงแทรกซึมทั่วทุกอณูของร่างกาย พริบตาร่างของนางก็ถูกพลังบางอย่างดึงกลับเข้าไปสู่บ่อน้ำเย็นจัด หากปลายทางมิใช่จุดเดียวกับที่นางปรากฏตัวแต่เป็นอีกฝั่งของบ่อ

         “เอ้าเฟิง/เสี่ยวลิ่ว”คนทั้งสองแทบจะร้องเรียกอีกฝ่ายขึ้นมาพร้อมกัน สวี่หรงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ก็จำได้ว่าก่อนที่วงเวทในถ้ำจะพานางมาสู่ค่ายกลแห่งนี้ นางได้รับรู้ถึงแรงดึงของเชือกล่องหน และรู้สึกว่าเขาข้ามผ่านมาพร้อมกันกับนาง เพียงแต่ตอนลืมตาอีกครั้งไม่เห็นว่าเขาอยู่ด้วย จึงคาดเดาเอาเองว่าเขาอาจไปปรากฏตัวที่อื่น ไม่คิดฝันว่าที่อื่นแท้จริงอยู่ห่างกันไม่กี่สิบก้าวเท้านั้น หากไม่เพราะควันขาวหนาแน่นที่กางกั้นนางคงเห็นเขาแต่แรกแล้ว

         “เกิดอะไรขึ้น”เขาเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล แต่สีหน้าของเขาเองก็ไม่ได้ดีกว่านางสักเท่าใด

         “เมื่อครู่ข้าขึ้นจากบ่อน้ำ แต่เพียงก้าวขาออกไปก็ถูกพลังบางอย่างดึงกลับมา”นางบอกเล่าเรื่องราวก่อนหน้ากับเขาอย่างตรงไปตรงมา

         “เจ้าเองก็ด้วยหรือ”เอ้าเฟิงนึกว่าจะเป็นเฉพาะเขาคนเดียวเท่านั้น มิคาดว่าเพียงก้าวเท้าออกจากอาณาเขตของบ่อน้ำเย็นจัดแห่งนี้ เขาจะถูกพลังประหลาดเล่นงานจนปวดทรมานทั่วร่าง ทั้งยังถูกมันดึงกลับเข้ามาในบ่ออีกครั้ง

         “ท่านใช้ปราณได้หรือไม่”นางจ้องมองไปที่เขาอย่างหาคำตอบ เมื่อเห็นว่าเขาส่ายหน้าปฏิเสธจึงนึกเบาใจ อย่างน้อยสุดสิ่งที่เสี่ยวถงรายงานมาก่อนหน้าก็ถูกต้อง ไม่ได้มีนางแค่คนเดียวที่ถูกก่อกวนจนไม่สามารถใช้พลังปราณออกมาได้ แต่ทว่าการอยู่ภายในบ่อน้ำเย็นนานกว่านี้คงไม่ดีนัก นางจึงได้ชักชวนให้เขาขึ้นมานั่งพักริมฝั่ง เมื่อครู่นางเองก็นั่งคิดอะไรต่อมิอะไรนานพอควร ขอเพียงไม่ก้าวเท้าออกนอกเขตก็จะไม่ถูกพลังงานลึกลับเล่นงาน

         บัดนี้มีคนสองคนที่มีอาภรณ์เหลือเพียงชุดตัวในนั่งลงข้างกันอย่างไร้ความขัดเขิน สวี่หรงเหลือบมองที่ขอบบ่อก็เห็นว่าชุดตัวนอกของเอ้าเฟิงถูกถอดไว้แล้วแต่แรก เขาเองก็คงถูกความเย็นเล่นงานไม่ต่างจากนางจึงเหลือเพียงเสื้อสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อบางเบา ต้องทราบว่าสวี่หรงกับเอ้าเฟิงเคยผ่านประสบการณ์วาบหวามจนเกือบกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์น่าหวาดหวั่นตรงหน้าจึงไม่มีใครใส่ใจกับสภาพล่อแหลมของกันและกันให้กระดากใจ

         “ก่อนหน้านี้ท่านอยู่ในถ้ำด้วยหรือ”สวี่หรงถามอย่างสงสัย เพราะในกลุ่มคนที่มีราชันชุดดำเป็นผู้นำไม่มีคนของสำนักบัณฑิตมังกรรวมอยู่ด้วย

         “ข้ากับคนในสำนักกำลังติดตามหาต้นตอของรากไม้ประหลาด แต่พอเหยียบย่างเข้าสู่ถ้ำใหญ่ก็ถูกมวลน้ำกลุ่มใหญ่ซัดใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น”คำตอบของเอ้าเฟิง ทำให้สวี่หรงพอคาดการณ์ได้ว่าตอนที่เขามาถึงถ้ำคงเป็นเวลาเดียวกันกับที่กำแพงน้ำของกู้หวางทลายลงมา เพราะเหตุนี้กระมังนางจึงรู้สึกถึงแรงของเชือกล่องหนได้ในตอนนั้น

         “ในโถงถ้ำแห่งนั้นข้าพบกับกู้หวาง”สวี่หรงตัดสินใจบอกออกมา เพราะถือว่าเป็นแกนสำคัญของเรื่องราวในครั้งนี้ ต่อให้ใครต่อใครจะเข้ามาในด่านขุนเขาเพื่อตามหาสมุนไพรวิเศษ หรือสัตว์เวทโบราณ แต่สำหรับนางสองสิ่งที่ว่าไม่ได้สำคัญอะไรนักเพราะนางนั้นไม่ขาดแคลนเงินทองและความสามารถ สิ่งที่นางสนใจคือศัตรูตัวฉกาจอย่างกู้หวาง

         “เขาอยู่เบื้องหลังรากไม้หรือ”เอ้าเฟิงถามอย่างคาดเดา ดูจากสีหน้าของหญิงสาวข้างกายก็อ่านออกว่ากู้หวางคงไม่ใช่แค่ผ่านทางมาแน่ ๆ มันต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งรากไม้ปริศนาก็ได้ทำร้ายผู้คนอย่างเลือดเย็นมากมาย ตอนเห็นมันสูบโลหิตจากมนุษย์ ทำให้เขานึกย้อนไปถึงตอนที่ค่ายกลของจิ้งจอกเก้าหางดูดกลืนโลหิตของศิษย์สำนักฝึกตน จึงคิดว่ามันอาจมีความเชื่อมโยงกัน

         “มิผิด”ตอนนี้มีเพียงจับตัวกู้หวางได้เท่านั้น จึงจะสามารถคลี่คลายความสงสัยในใจลง ต่อให้เขาปากแข็งไม่ยอมบอก แต่นางมียันต์เวทควบคุมจิตใจ การสืบหาความจริงจากปากของเขาจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล หากที่ต้องหนักใจกลับเป็นการจับตัวเขามากกว่า เพราะยิ่งนานวันชายผู้นั้นก็คล้ายจะมีความสามารถเพิ่มมากขึ้น หากวันนี้ต้นไม้ประหลาดสามารถกลืนกินโลหิตมนุษย์ได้สมบูรณ์ก็ไม่รู้ว่ามันจะร้ายกาจสักเพียงใด เมื่อนึกขึ้นได้สวี่หรงจึงหลับตาลงแล้วกำหนดพลังจิตเชื่อมต่อกับยันต์เวทที่ประทับอยู่บนมีดสั้น เมื่อทราบว่าสามารถควบคุมมีดสั้นที่ปักอยู่บนต้นไม้ประหลาดต้นนั้นได้ นางจึงคิดจะกระตุ้นยันต์เวทเพื่อแผดเผาต้นไม้ปีศาจลงเสีย ก่อนที่มันจะสร้างอันตรายให้กับผู้คน

         แต่ก่อนที่นางจะได้ลงมือก็รู้สึกปวดแปลบ ๆ ที่ข้อมือคล้ายกับครั้งก่อน นางจึงทราบว่าเสี่ยวถงกำลังจะเตือนไม่ให้นางกระตุ้นยันต์เวทที่มีดสั้นเหล่านั้น

         “มิได้เจ้าค่ะ”

         “เพราะเหตุใด”นางเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นว่าเจ้าแมวน้อยกระโจนออกมาด้วยตัวของมันเอง เวลานี้แมวเสี่ยวถงไม่ใช่ของแปลกอะไรสำหรับเอ้าเฟิง ที่แม้จะไม่เข้าใจภาษาของมันแต่ก็พอเดาเรื่องราวได้จากคำพูดตอบโต้ของสวี่หรง

         “หากเผาทำลายต้นไม้ต้นนั้น ชายแก่ที่อยู่ด้านล่างจะถูกสังหารไปด้วยเจ้าค่ะ”

         “มีปัญหาที่ใดหรือ”สวี่หรงเองก็เกือบลืมเสียสนิท ว่าต้นไม้ประหลาดที่มีใบเป็นไข่มุกสีดำงอกขึ้นมาจากร่างของชายชราผู้นั้น หากนางตัดสินใจเผาต้นไม้ทิ้งเสียเปลวเพลิงก็จะแผดเผาและคร่าชีวิตบุรุษผู้นั้นไปด้วย

         “คุณหนูในตัวของเขามีหนอนกู่อสุระ จากฐานข้อมูลระบุไว้ว่าหากหนอนกู่อสุระเติบโตในตันเถียนมนุษย์จะทำให้พิษของมันมีความร้ายกาจเพิ่มมากขึ้นหลายร้อยหลายพันเท่าตัว ต่อให้ไฟจากยันต์เวทอัคคีก็ไม่สามารถทำลายมันลงได้”

         “แล้วสิ่งใดจึงสามารถทำลายมันลงได้เล่า”

         “ไม่มีเจ้าค่ะ หนอนชนิดนี้จะตายหลังออกไข่เท่านั้น หากมันตายก่อนเวลาจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น”

         “แล้วข้าต้องทำเช่นไร”สวี่หรงแทบหมดแรงเมื่อทราบว่าหนอนพิษที่ว่ากำจัดให้ตายไม่ได้ แต่นางก็ยังหวังว่าจะมีทางอีกสายเป็นทางรอด

         “หากเจ้าของตันเถียนที่หนอนพิษอาศัยอยู่สามารถตัดผ่านสู่ระดับปราชญ์ คนผู้นั้นจะได้รับสายฟ้าและเปลวเพลิงจากทัณฑ์หกพิภพ จะทำให้ร่างกายของเขาได้รับการชำระล้าง ชีพจร ปราณ ตันเถียนและมุกวิญญาณจะยกระดับขึ้น หนอนพิษจะถูกขับออกมาและวางไข่ของมันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย หลังวางไข่มันก็จะตายลงโดยธรรมชาติ พิษร้ายที่มีจะถูกถ่ายทอดเข้าไปในไข่ทั้งร้อยฟอง”

         “เจ้าบอกว่าถ้ามันตายผิดธรรมชาติจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น รีบบอกมาว่าร้ายแรงเพียงไหน”ที่ต้องถามก็เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง

         “หากเจ้าของร่างที่หนอนชนิดนี้อาศัยอยู่เสียชีวิตลง เพื่อรักษาชีวิตของมันให้รอดมันจะต้องหนีเข้าสู่ร่างใหม่ภายในเวลาไม่เกิน ๓๐ ลมหายใจเท่านั้น แต่จากสถานที่ที่เกิดเรื่องเกรงว่าหนอนกู่อสุระคงไม่อาจหาร่างใหม่ได้ทัน หากเป็นเช่นนั้นผู้คนในด่านขุนเขาแห่งนี้คงไม่อาจรอดชีวิตไปได้”

         “ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวรึ ?”สวี่หรงชะงักไป จำนวนคนที่ทางการประเมินไว้ขั้นต่ำคือราวหนึ่งพันคน แต่จากที่นางสังเกตดูตอนเช้า จำนวนของผู้มาเยือนคงมีมากกว่าจำนวนคาดการณ์ราวสี่ถึงห้าเท่า นี่ยังไม่นับรวมสรรพชีวิตอื่น ๆ ที่เติบโตในเขตขุนเขากำยาน

         “ร่างของหนอนกู่อสุระเต็มไปด้วยพิษร้ายกาจ หากมันตายผิดธรรมชาติพิษจะกระจายออกอย่างรวดเร็ว ร่างที่มันใช้เป็นแหล่งอาหารจะกลายเป็นศพพิษ ที่สามารถสร้างความเสียหายได้ในระยะหนึ่งพันลี้ พิษจากศพพิษสามารถกระจายผ่านน้ำ อากาศ และพื้นดิน ทะเลสาบในถ้ำแห่งนั้นจะกลายเป็นทะเลสาบพิษทำลายทุกชีวิตในทันที”นาน ๆ เสี่ยวถงจะให้ข้อมูลปนกับการวิเคราะห์ของระบบ สวี่หรงได้ฟังก็รู้ทันทีว่าไม่อาจเผาต้นไม้ประหลาดต้นนั้นได้ ขืนนางผลีผลามลงมือก็กลัวว่าจะนำพาภัยพิบัติครั้งใหญ่มาสู่ขุนเขากำยานแห่งนี้

         “หากหนอนกู่อสุระร้ายกาจถึงเพียงนั้น เหตุใดพิษของมันจึงใช้กันได้ทั่วในแดนผีโจวเล่า”สวี่หรงถามโดยใช้มุมมองของนางเป็นตัวตัดสิน แท้จริงพิษหนอนกู่อสุระไม่ใช่ของที่หาได้ง่ายดายนักทั้งยังมีราคาแพงลิบลิ่ว การได้มาครอบครองต้องแลกกับทรัพย์สินก้อนใหญ่และความพยายามอย่างมาก แต่จำนวนที่ได้มาบางคราอาจต้องใช้เงินทองมากกว่าร้อยล้านเหรียญทองเพื่อแลกกับพิษเพียงหยดเดียว

         “หนอนชนิดนี้ถือเป็นสุดยอดหนอนพิษในตำนาน ในหนึ่งชีวิตจะวางไข่แค่ครั้งเดียวเพียง ๑๐๐ ฟอง และใช้เวลาฟักเป็นตัวถึง ๑ หมื่นปี ไข่อีก ๙๙ ฟองจะกลายเป็นไข่ฟ่อไม่สมบูรณ์ ส่วนพิษหนอนกู่ก็ได้จากไข่ที่ฟ่อเหล่านี้”  

         “ขนาดไข่ฟ่อยังจัดเป็นพิษร้ายอันดับหนึ่งของแผ่นดิน นี่แสดงว่าพิษจากตัวหนอนโดยตรงร้ายกาจกว่ามากสินะ”สวี่หรงมองเห็นเค้าลางของความวุ่นวายชัดเจนขึ้น จึงรีบถามเพื่อหาความจริง

         “เจ้าค่ะ”

         “แล้วต้นไม้ที่เติบโตขึ้นจากกลางหลังของชายแก่ผู้นั้นเล่า เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคือต้นอะไร”นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่สวี่หรงยังคิดไม่ออก ภายในตัวชายชรามีหนอนพิษร้ายกาจในตันเถียน ทั้งยังมีต้นไม้ประหลาดงอกออกมาจากร่างกายของเขา นางเลยเริ่มวิตกกลัวว่า คน ต้นไม้ และหนอนพิษ จะเกี่ยวข้องกันด้วยสายใยบางอย่าง

         “ต้นซานจูเจ้าค่ะ” 

         “ซานจู ?”

         “ในบันทึกกล่าวไว้ว่าต้นซานจูถือกำเนิดจากไข่มุกดำ ต้นไม้ชนิดนี้สามารถดูดกลืนไอหยินและเป็นแหล่งสถิตของพลังงานดำมืด จากการวิเคราะห์ข้อมูลต้นซานจูกำลังดูดกลืนเลือดของมนุษย์เพื่อสร้างพลังงานหยินโลหิต แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมันเติบโตจากร่างของบุรุษที่มีหนอนกู่อยู่ภายใน”

         “เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า ต้นไม้ประหลาดกำลังใช้ร่างของชายแก่ผู้นั้นและหนอนพิษเป็นปุ๋ยงั้นหรือ” 

         “เจ้าค่ะ หากทำสำเร็จต้นไม้นี้จะกลายเป็นต้นไม้ปีศาจที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจและพิษร้าย หากมันหยั่งรากลงบนพื้นดินจะสามารถชอนไชไปได้ไกลสุดขอบทวีป หากถึงเวลานั้นจริงทุกชีวิตคงอยู่ใต้การควบคุมของมัน”

         “ข้าทราบแล้ว”สวี่หรงพยักหน้าเบา ๆ แล้วเก็บเสี่ยวถงกลับไป ตอนนี้ใจของนางทราบดีว่าต้องกำจัดต้นไม้ปีศาจต้นนี้ให้เร็วที่สุด ยังดีที่นางได้ทำลายรากไม้ไปแล้วหนึ่งรากจึงทำให้มันขาดความสมบูรณ์ไปโดยพลัน แต่นางก็ไม่คิดชะล่าใจต้องรีบออกจากค่ายกลแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แล้วไปจัดการกับต้นซานจูให้ราบคาบ

         “มีสิ่งใดหรือ”เอ้าเฟิงที่นั่งเงียบและรอคอยอย่างอดทน ถามขึ้นทันทีที่เห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายมีความกังวลเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง

         “เรื่องที่เกิดในถ้ำใหญ่นั่นแหละ”สวี่หรงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนือย ๆ และเริ่มเล่าสิ่งที่ได้ทราบมาจากเสี่ยวถงออกไปจนหมดเปลือก คนฟังจึงรับรู้ว่าเหตุใดดวงตาของนางจึงเกิดประกายหม่นแสงและมีความกังวลฉายฉานอยู่อย่างชัดเจน ได้รู้ถึงที่มาที่ไปเขาเองก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนางนัก หากต้นไม้ประหลาดต้นนั้นดูดกลืนโลหิตและหยั่งรากลงบนพื้นดินเมื่อใด เมื่อนั้นหายนะก็คงเกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า

         พวกเขาสองคนรู้แก่ใจดีว่าชายสวมหน้ากากที่น่าจะเป็นเจ้าของต้นซานจูคือกู้หวาง ผู้มีเบื้องหลังเกี่ยวพันอยู่กับปราณอสูรหลัวช่า ต่อให้ยังไม่รู้ชัดแต่ก็คาดการณ์ได้แปดเก้าส่วนว่า ต้นซานจู ปราณหลัวช่า และอสูรใต้พิภพมีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน

         “นี่มันจะเกี่ยวข้องกับค่ายกลที่เจ้าต้องตามหาสมบัติเวทเพื่อซ่อมแซมหรือไม่” 

         “ข้าคิดว่าใช่”

*************************************************************** 

 

** ขอบคุณจ้ะ

ZHMX

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น