นินจาลม

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 399

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 19:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6
แบบอักษร

ภายในความฝัน เอ็นเทอร์ไฟรซ์กำลังคุยกับพี่สาวของเธอ ซึ่งนอนอยู่บนเตียงที่อยู่ติดกับหน้าต่าง เธอหันไปมองดูวิวทะเลที่สวยงามและมีสายลมพัดเข้ามาในห้อง ทำให้ผ้าม่านปลิวไปตามแรงลม 

“ดูสิ วันนี้ทะเลสวยมากเลยนะ” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์ก้มหน้าลงไปทางอื่นและพูดออกมา 

“ไม่เคยคิดว่าทะเลสวยมาก่อนเลยสักนิด ตั้งแต่ที่พวกเราเกิดมา ทะเลก็กลายเป็นสนามรบ ให้บอกว่าของแบบนั้นสวยงามเนี่ย... แม้แต่พี่เอง... ที่ทะเล พี่เองก็...” 

เธอพูดพลางเหลือบมองไปที่พี่สาวของเธอด้วยสีหน้าเศร้า 

แต่พี่สาวของเธอก็บอกกับเธอว่า 

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ” 

คำพูดนั้นทำให้เอ็นเทอร์ไฟรซ์ทำหน้าแปลกใจ 

“แค่ลืมมันไปแล้วเท่านั้นเอง พวกเราน่ะ เป็นเรือที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ ความสวยงามของท้องทะเลเองก็ย่อมต้องฝังอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเรา” 

พี่สาวของเธอยื่นมือมาจับมือของเธอ พี่สาวของเธอเป็นผู้หญิงที่มีผมสีเงินเช่นเดียวกับเธอ เธอคือเรือบรรทุกเครื่องบิน ยอร์กทาวน์ 

“เจตจำนงของผู้คนที่ได้ฝากฝังไว้ในนามของเธอ วันที่จะนึกออกต้องมาถึงสักวันหนึ่งแน่” 

ยอร์กทาวน์ยิ้มให้กับเอ็นเทอร์ไฟรซ์ขณะกุมมือเธอเอาไว้ 

 

“ขออวยพรแด่ผู้ออกเรือสู่ทะเลสีฟ้าคราม เอ็นเทอร์ไฟรซ์ น้องสาวที่น่ารักของฉัน” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์พูดอะไรไม่ออก เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและคำอวยพรจากพี่สาวคนสำคัญของเธอ 

 

เมื่อกลับมายังโลกแห่งความจริง ภายในห้องที่มืดสลัว มีแสงเพียงเล็กน้อยที่ลอดผ่านผ้าม่าน หมวกของเธอวางไว้ที่โต๊ะและที่โต๊ะยังมีเรชั่นอาหารกระป๋องและช็อกโกแลตรสห่วยวางเอาไว้ 

 

ระหว่างที่เธอนอนหลับอยู่นั่น ก็มีคนเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพักของเธอ 

“พี่ยอร์กทาวน์...” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์ละเมอเรียกชื่อพี่สาวของเธอ 

“แหม... เป็นเสียงละเมอที่น่ารักจังเลยนะคะ ถ้าท่านอากิระมาได้ยินจะทำหน้ายังไงนะคะ” 

เมื่อได้ยินเสียงคนดังขึ้น เอ็นเทอร์ไฟรซ์ก็ลืมตาตื่นและลุกพรวดขึ้นมา 

เมดสาวก็เปิดหน้าต่างในจังหวะเดียวกัน ทำให้แสงส่องเข้าใส่ตาของเธอ ทำให้เธอต้องยกแขนขึ้นมาบังแสงแดด 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ นอนลับสนิทดีรึเปล่าคะ” 

เมดสาวพูดพลางเอามือจับผ้าม่านเก็บเข้าสายคล้อง 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์เอ่ยถามเธอขณะยกแขนบังแสงแดด 

“นี่เธอคือ...” 

“เมด เบลฟาสต์เองเจ้าค่ะ” 

หญิงสาวผู้สวมชุดเมด เธอมีผมสีขาวยาวสลวยถึงสะโพก ที่คอของเธอมีปลอกคอและโซ่ที่ขาดสวมอยู่ เธอมีหน้าอกหน้าใจที่ใหญ่มาก ทำเอาสงสัยว่ามันจะล้นทะลักออกมาจากชุดเมดรึเปล่า เธอคือ เรือลาดตระเวนเบา เบลฟาสต์ 

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อน เบลฟาสต์ได้เข้ามาช่วยกันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายกับเอ็นเทอร์ไฟรซ์เอาไว้ได้อย่างทันท่วงที 

“เอานี่ไปกินซะ!!” 

กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายชักลอง ไรเฟิลออกมายิงใส่ชินนันจู ลำแสงทรงพลังพุ่งเข้าใส่ชินนันจู แต่ชินนันจูหลบได้ แต่ลำแสงนั้นก็ได้ทำลายเรือไซเรนจนเกิดการระเบิดขึ้นและจมลงทะเล 

“ปรินซ์ออยเกน เธอคนนั้นคือ...” 

ชินนันจูเอ่ยถามปรินซ์ออยเกนซึ่งลอยมาหาเขา 

“เธอคือ เรือลาดตระเวนเบาลำที่สอง ชั้นเอดินเบอระแห่งรอยัล เบลฟาสต์ค่ะ ท่านชินนันจู ถึงจะแต่งตัวดูไม่น่าเชื่อถือแบบนั้น แต่ประสบการณ์โชกโชนเลยนะ อย่าดูถูกเธอเด็ดขาดเลยค่ะ” 

“เข้าใจแล้ว” 

ชินนันจูพยักหน้ารับ 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ ท่านปรินซ์ออยเกนแห่งเลือดเหล็กและดาวหางสีแดง ท่านชินนันจู การได้พบกัน ณ ที่แห่งนี้ คงจะเป็นเรื่องบังเอิญสินะคะ” 

เบลฟาสต์แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนและพูดคุยกับปรินซ์ออยเกน 

‘ขนาดอยู่ที่โลกนี้ยังได้รับฉายาแบบเดียวกับที่โลกของกันดั้มอีก’ 

กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายคิดในใจขณะมองชินนันจู 

“นั่นสินะ เลือดเหล็กกับรอยัล มาตัดสินกันบนน่านน้ำที่ห่างไกลแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ” 

อาวุธมีชีวิตของเธอขยับกรามเพื่อบ่งบอกว่าพวกมันพร้อมที่จะสู้ 

“ดิฉันเองก็ไม่ขัดข้องอะไรหรอกค่ะ” 

เบลฟาสต์พูดพลางหลับตาลง แต่ตอนนั้นเองปรินซ์ออยเกนกับชินนันจูก็ได้ยินเสียงกองเรือแล่นเข้ามา 

“นั่นมัน...” 

“ถ้าเช่นนั้น ทางนี้ก็ขอโต้ตอบอย่างสุดกำลังเช่นเดียวกันค่ะ 

ลำแรกคือ เด็กสาวผลสีบลอนด์ที่เอามือประทับด้ามดาบที่ปักพื้นเรือสวมผ้าพันคอสีขาว คือ เรือประจัญบาน วอร์สไปร์ท 

 

ลำที่สองคือ หญิงสาวผู้สวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินสวมผ้าคลุมไหล่ลายธงชาติอังกฤษ ผู้มีผมสีบลอนด์มัดผมเป็นมวยและสวมหมวกสีขาว เธอคือ เรือประจัญบาน ฮู้ด 

 

ลำที่สาม คือหญิงสาวผู้สวมชุดเมดกระโปรงยาว และไว้ผมหน้าปิดตาข้างขวาและมัดผมเป็นมวย เธอคือเรือลาดตระเวนเบา เชฟฟิลด์ 

ลำที่สี่ คือหญิงสาวซึ่งสวมชุดเมดเช่นเดียวกับเชฟฟิลด์และเบลฟาสต์ เธอมีมีผมสีเงินผูกผมเปียไว้เส้นหนึ่งและสวมแว่นตา เธอคือ เรือลาดตระเวนเบา เอดินเบิร์ก 

 

และลำสุดท้าย เด็กสาวผมสีบลอนด์ในมือขวาถือคทา บนศีรษะของเธอสวมมงกุฎ เธอคือ เรือประจัญบาน ควีนอลิซาเบธ 

 

“กองเรือหลักของรอยัล...” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์พูดขึ้นมาขณะมองกองเรือรอยัลแล่นเข้ามา 

“เอาล่ะ จะเอาอย่างไรดีคะ?” 

เบลฟาสต์เอ่ยถามชินนันจูกับปรินซ์ออยเกนซึ่งหันไปมองกองเรือรอยัล 

“ถ้ายังอยากจะสู้ต่อ ทางนี้ก็จะขอจัดหนักจัดเต็มล่ะ เผอิญกำลังอยากทดสอบอาวุธใหม่กับทักษะใหม่อยู่พอดี” 

กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายชัก GN ทวิน บัสเตอร์ไรเฟิลออกมามันคือ ทวินบัสเตอร์ ไรเฟิลที่มีทวิน บัสเตอร์ ไรเฟิลของกันดั้มวิง ซีโร่เป็นเบส แถมยังมี GN ฟิลด์ที่ก่อตัวเป็นเลนส์ที่ด้านหน้า รูปแบบนี้เขาเอามาจากเซราวี กันดั้มของทีเอเรีย เออร์เด้ เป็นเบส มาใส่ไว้ในกันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายเพื่อเพิ่มอำนาจการยิงให้ทรงพลังยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

ชินนันจูกับปรินซ์ออยเกนพยักหน้าให้กัน ก่อนเขาจะพูดออกมา 

“ดูเหมือนจะหมดเวลาแล้วล่ะนะ” 

“ใช่ค่ะ ได้เวลาน้ำลงแล้วล่ะนะ” 

เมื่อได้ยินแบบนั้นกันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายก็ลดอาวุธลงและสลาย GN ฟิลด์ 

“เข้าใจนะคะ ครั้งต่อไปที่ได้เจอกัน.... จะทำให้ต้องสำนึกผิดกับท่าทีที่ไม่จริงจังแบบนั้นแน่นอนค่ะ” 

นิมิชี้นิ้วใส่ลาฟฟีขณะที่เธออายหน้าแดง ลาฟฟีทำตัวโงนเงนง่วงนอน 

 

“ง่วงจัง...” 

นิมิกลับหลังหันแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์เสีย 

อายานามิมองตามนิมิไป ก่อนจะเดินตามไป 

“อายามนามิ” 

เมื่อได้ยินเสียงเรียก เธอจึงหันไปมอง 

“บ๊ายบาย แล้วเจอกันนะ” 

 

เธอก็เห็นลาฟฟีโบกมือบ๊ายบายเธอ ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา ดวงตาของเธอสั่นไหว จากนั้นเธอก็รีบจากไป ในขณะที่ลาฟฟียังโบกมืออยู่ 

จาเวลินมองดูลาฟฟีที่กำลังโบกมือลาอายานามิ บางทีเธออาจจะเริ่มเอะใจในตัวลาฟฟีเรื่อยๆ ว่าไม่แน่ว่า บางทีลาฟฟีอาจจะรู้อะไรบางอย่างในตัวอายานามิก็ได้ 

 

กองเรือของเรด แอ็กซิสเริ่มถอยกลับ ปรินซ์ออยเกนกับชินนันจูร่อนลงไปยืนอยู่ที่หัวเรือกันคนละลำ 

ปรินซ์ออยเกนส่งจูบลาแล้วค่อยกลับหลังหันเดินเข้าไปในเรือพลางโบกมือลา 

“แล้วเจอกันนะจ๊ะ อซูร์เลน กันดั้ม” 

“ไว้เจอกันใหม่ กันดั้ม” 

ชินนันจูจ้องมองไปที่กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายก่อนจะเดินเข้าไปในเรือ 

เหล่าเรือรบของฝ่ายอซูร์เลนจ้องมองการจากไปของกองเรือไซเรน เลือดเหล็ก ชินนันจู 

“คราวหน้าฉันจะเอาชนะนายให้ได้เลย กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกาย!!” 

ซุยคาคุพูดออกมาด้วยรอยยิ้มขณะที่เธอกำดาบคาตนะกาเบร่าสเตรทเอาไว้แน่น 

“แน่นอน ฉันจะรอให้ถึงวันนั้น ซุยคาคุ!!” 

กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายพูดรับคำท้าของซุยคาคุ 

วิ้งง! 

ดวงตาของเขาก็ส่องแสงวาบเพื่อตอบรับความตั้งใจของอากิระ 

แม้จะมีหน้ากากปกปิดใบหน้าเอาไว้ แต่ซุยคาคุก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่ เธอก็ยิ้มตอบ 

“แหมๆ รู้สึกได้ถึงความรักที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นมาเลยนะ ซุยคาคุ” 

“พะ พี่โชวคาคุ! พูดอะไรของพี่น่ะ!!” 

โชวคาคุพูดแซวซุยคาคุจนเธออายหน้าแดง ก่อนที่พวกเธอจะรีบแล่นเรือจากไป 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์มองดูการจากไปของศัตรู แต่ตอนนั้นเองความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงอาการบาดเจ็บที่สะสมมาจนถึงตอนนี้ ก็ทำให้เธอล้มลง 

“เอ็นเทอร์ไฟรซ์!?” 

กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายรีบเข้าไปประคองร่างของเธอเอาไว้ 

“เป็นอะไรรึเปล่า เอ็นเทอร์ไฟรซ์!?” 

เขาเอ่ยถามเธอด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ก่อนที่เธอจะหมดสติไป 

 

กลับมาที่เวลาปัจจุบันที่ห้องพักของเอ็นเทอร์ไฟรซ์ เธอแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและกำลังยืนคุยกับเบลฟาสต์ที่โต๊ะ ขณะที่มือทั้งสองของเธอกำลังหยิบหมวก 

“งั้นเหรอ... ได้เธอช่วยไว้เองงั้นเหรอ... ขอโทษด้วย ทำให้เดือดร้อนซะได้” 

“ไม่บาดเจ็บก็ดีเหนือไปกว่าสิ่งอื่นใดแล้วค่ะ แล้วก็ดิฉันแค่ช่วยนิดหน่อยค่ะ แต่คนที่ช่วยมากที่สุดก็คือ ท่านอากิระค่ะ” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์สวมหมวก จากนั้นเธอก็ยื่นมือไปหยิบอาหารสนาม 

อาหารสนาม (A Field Ration) เป็นอาหารพร้อมรับประทาน สามารถเก็บได้นาน สามารถแจกจ่ายให้กำลังพลนำติดตัวไปด้วยในเวลาออกภาคสนาม หรือออกรบได้ 

 

แต่ที่สำคัญคืออาหารสนามที่เธอหยิบขึ้นมาคือ ช็อกโกแลตในตำนาน ที่ทหารอเมริกันต่างพากันร้องยี้แค่สองแท่งเท่านั้นเอง ซึ่งมันเขียนไว้ว่า ช็อกโกแลตบราวนี่ พีนัทครันชี่ แล้วเดินออกจากห้อง 

“ถ้าหากว่า...” 

เบลฟาสต์เดินตามหลังเอ็นเทอร์ไฟรซ์ออกมาจากห้องขณะพูดกับเธอ 

 

“พักผ่อนให้ร่างกายมั่นคงกว่านี้จะไม่ดีกว่าเหรอคะ?” 

“อาการบาดเจ็บแค่นี้ เป็นเรื่องปกติของสงคราม” 

เธอพูดขณะเดินลงบันไดมาที่ชั้นล่างซึ่งเป็นห้องนั่งเล่น เบลฟาสต์ตอบกลับด้วยความเป็นห่วง 

“ตอนนั้นอันตรายมากเลยนะคะ” 

“นั่นสินะ ขอบคุณที่พากลับมา” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์พูดขอบคุณเบลฟาสต์และเมื่อเธอเดินลงบันไดมาถึงบริเวณห้องนั่งเล่น 

“เอ็นเทอร์ไฟรซ์ คุณเบลฟาสต์” 

เมื่อได้ยินเสียงเรียก เธอกับเบลฟาสต์ก็หันไปมองทางด้านข้าง ตรงทางเดิน พวกเธอก็เห็นอากิระยืนอยู่ตรงนั้น เขาสวมเสื้อเชิ้ตคอกลมสีขาวและสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำเงินทับเสื้อเชิ้ตเอาไว้ 

“ไง ตื่นแล้วเหรอ” 

“อืม” 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านอากิระ” 

“อรุณสวัสดิ์” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์พยักหน้ารับ ส่วนเบลฟาสต์ก็ทักตอบ จากนั้นเธอก็เดินไปที่ประตู เบลฟาสต์ก็พูดขึ้นมา 

“ได้เวลาอาหารเช้าแล้วนะคะ...” 

“แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์พูดขัดพร้อมกับชูช็อกโกแลตสองแท่งขึ้นมา (ช็อกโกแลตแท่งสำหรับทหาร(D-Ration) มีความพิเศษคือละลายได้ยากแม้อยู่ในสนามรบให้พลังงานสูง เป็นหนึ่งในอาหารที่ทหารอเมริกันทุกนายจะมีติดตัวไว้ แต่รสชาติแย่มาก บ้างก็ว่าเหมือนกินเทียนไข) นั่นทำให้อากิระที่เห็นแบบนั้นดูจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ เขาจึงเดินไปทางเธอ 

 

“กินแค่นั้นไม่พอหรอกน่า เธอควรจะไปกินข้าวเหมือนคนอื่นๆ เค้านะ” 

“จะกินอะไรมันก็เรื่องของฉัน นายไม่ต้องมายุ่ง” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์เถียงกลับ แต่อากิระก็ไม่สนแล้วเดินเข้ากุมมือของเธอ 

“เอ๋?” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์ส่งเสียงประหลาดใจออกมา ก่อนจะพูดกับอากิระ 

“นี่ นายจะพาฉันไปไหน” 

“ก็พาไปห้องอาหารของหอพักน่ะสิ เธอไม่ควรเอาแต่กินของแบบนั้นนะ” 

อากิระพูดพลางจูงมือของเอ็นเทอร์ไฟรซ์ไปยังห้องอาหาร ขณะที่เบลฟาสต์มองดูทั้งสองอย่างสนอกสนใจ 

“แหมๆ ท่านอากิระเนี่ยน่าสนใจจริงๆ” 

เธอพูดเช่นนั้นก่อนจะเดินตามทั้งสองคนไป ซึ่งจริงๆ แล้วเธอมีทำอาหารเตรียมไว้ให้เอ็นเทอร์ไฟรซ์แล้ว เมื่อมาถึงห้องอาหารกันแล้ว อากิระก็ให้เอ็นเทอร์ไฟรซ์ไปนั่งที่โต๊ะและมีเบลฟาสต์คอยดูแลเธอ ส่วนเขาจะเข้าครัวไปทำอาหาร เวลาผ่านไปสักพักหนึ่งเขาก็ทำอาหารเสร็จแล้วยกมาเสิร์ฟให้เอ็นเทอร์ไฟรซ์พร้อมส่วนของเขาด้วย 

อาหารที่อากิระทำให้เอ็นเทอร์ไฟรซ์ทานประกอบด้วยไข่กวน เบค่อน ไส้กรอก ขนมปังปิ้ง ทั้งหมดถูกจัดวางเอาไว้อย่างสวยงาม แม้แต่เบลฟาสต์ยังต้องแปลกใจ 

“ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ท่านอากิระจะทำอาหารเป็นด้วย” 

“ก็นะ เมื่อก่อนเคยเรียนทำอาหารและทำกินเองด้วยล่ะนะ” 

อากิระพูดออกไปตามตรง สมัยก่อนเขาเคยไปเรียนทำอาหารแล้วมาทำอาหารเอง 

“เอาล่ะ รีบๆ กินตอนที่มันยังร้อนอยู่เถอะ” 

พูดจบอากิระก็เริ่มทานทันที เอ็นเทอร์ไฟรซ์เองก็เริ่มทานเหมือนกัน เธอลองทานไข่กวนดูก็พบว่ามันอร่อยมาก แต่การที่เธอแสดงสีหน้าออกมา ทำให้อากิระกับเบลฟาสต์ยิ้มออกมา 

“ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลยนี่นา” 

เธอเปลี่ยนสีหน้าแล้วทานต่อ แต่อากิระกับเบลฟาสต์ก็ยังคงยิ้มให้กับท่าทีของเธอ ก่อนจะกลับมาทานอาหารต่อ 

 

อีกด้านหนึ่งที่โรงอาหาร หล่าคันเซย์กำลังทานอาหารเช้ากันอย่างมีความสุข จาเวรินที่นั่งโต๊ะเดียวกับลาฟฟี เธอจ้องมองลาฟฟีขณะที่เอาแซนวิซที่หั่นเป้นรูปสามเหลี่ยมคาไว้ที่ปาก ส่วนลาฟีก็ยังคงนั่งทานแฮมเบอร์เกอร์อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเธอ เธอจึงหยุดทานแล้วหันมาหา 

 

“ไม่กินเหรอ?” 

“เอ๋ ขอโทษด้วยค่ะ... มัวแต่คิดเพลินไปหน่อย” 

เมื่อรู้สึกตัวเธอจึงทานแซนวิซต่อทันที 

 

“งั้นเหรอ” 

เมื่อเห็นแบบนั้นลาฟฟีก็เริ่มทานต่อ แต่จาเวลินก็มองมาที่เธอต่อขณะที่มีเศษขนมปังติดอยู่ที่ปากเธอแล้วนึกย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนที่เธอกับลาฟฟีตามเอ็นเทอร์ไฟรซ์ กันดั้มดับเบิ้ลโอ สกายและคลีฟแลนด์ไปช่วยกลุ่มของฮอร์เน็ต 

(ว่าแล้ว ง่วงจริงๆ เลิกดีกว่า) 

ลาฟฟีพูดด้วยน้ำเสียงง่วงนอน และก่อนที่อายานามิจะจากไป เธอก็โบกมือลา 

(บ๊ายบาย แล้วเจอกันนะ) 

อายานามิก็มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระทำนั้นของเธอ ก่อนที่เธอจะจากไป 

กลับมาที่เวลาปัจจุบัน จาเวลินก็เอ่ยปากถามกับลาฟฟี 

“นี่ ลาฟฟีจัง ทำไมตอนนั้นถึง...” 

“หือ?” 

“ปะ เปล่า ไม่มีอะไรหรอก...” 

จาเวลินวางแซนวิซลงบนจานแล้วก้มหน้าลง 

แฮมมานน์ก็โผล่ออกมาแล้วตะโกนใส่สี่สาวซึ่งนั่งอยู่ใกล้กับโต๊ะของจาเวลินกับลาฟฟี ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นเลย 

“ตรงนั้นน่ะ เลิกโวยวายกันสักที!” 

จาเวลินก็หยิบแซนวิซขึ้นมาทานต่อ ลาฟฟีมองดูเธอขณะทานแฮมเมอร์เกอร์ไปด้วย 

 

ด้านเอ็นเทอร์ไฟรซ์หลังากที่เธอทานอาหารเสร็จ เธอก็แยกตัวกับอากิระและเบลฟาสต์มาที่เรือของเธอ และนั่งมองทะเลอยู่บนปีกเครื่องบินลำหนึ่ง สภาพเรือบรรทุกเครื่องบินของเธอ เรียกได้ว่าเสียหายหนักเลยทีเดียว 

ส่วนอากิระก็เดินเที่ยวเตร่ไปเรื่อยพลางมองดูสถานที่ต่างๆ ของฐานทัพ 

ในเวลาไล่เลี่ยกันที่รถยนต์สีขาวกำลังวิ่งไปตามถนน ภานในห้องโดยสาร เวลส์กับอิลลัสเทรียสก็กำลังพูดคุยกันอยู่ 

“ไม่เพียงช่วยฐานทัพนี้ไว้ แต่ยังช่วยกองเรือของฮอร์เน็ตไว้ได้ด้วย ไม่มีข้อกังขาใดเกี่ยวกับพลังของสองคนนั้นเลย” 

เวลส์นั่งกอดอกและพูดความเห็นของเธอเกี่ยวกับอากิระกับเอ็นเทอร์ไฟรซ์ออกมา ขณะที่อิลลัสเทรียสนั่งเท้าแขนมองด้านนอก 

“แต่ว่า ก็ยังมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีอยู่ค่ะ ถ้าเบลฟาสต์ไม่เข้ามาช่วยไว้ล่ะก็ จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่...” 

“ติดใจงั้นเหรอ เรื่องของเธอคนนั้นน่ะ” 

“ค่ะ จริงอยู่ว่าคนที่ช่วยฐานทัพนี้เอาไว้ได้ก็คือเธอ แต่คนที่ช่วยยูนิคอร์นจังเอาไว้ก็คือ อากิระคุงค่ะ ดิฉันไม่อยากจะเห็นเธอต้องมาล้มลงในการต่อสู้แบบนี้อีกแล้ว สำหรับอากิระคุง ดิฉันคิดว่าเขาไม่น่าห่วงเท่าเอ็นเทอร์ไฟรซ์ค่ะ” 

“ถ้าเช่นนั้น ลองนำเรื่องนี้กราบทูลฝ่าบาทกันดีกว่า” 

เวลส์พูดในสิ่งที่คิดออกมา ขณะที่รถวิ่งข้ามสะพานไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง 

ณ สวนแห่งหนึ่งซึ่งมีลานน้ำพุอยู่ตรงกลางสี่แยก ที่ศาลามีหญิงสาวหลายคนกำลังนั่งทานน้ำชาและของว่างกันอยู่ เวลส์กับอิลลัสเทรียสได้มากราบทูลควีนอลิซาเบธให้ทรงทราบเรื่อง 

 

“ก็เข้าใจสิ่งที่พูดมาอยู่หรอก” 

เธอพูดขณะทาของว่างและยิ้มออกมาอย่างมีความสุขแต่ก็โดนสายตาของฮู้ดและวอลสไปร์ท ทำให้เธอได้สติ ก่อนจะกลับมามีท่าทีสุขุมเหมือนเดิม 

“แต่ว่านั่นเป็นปัญหาของยูเนี่ยนนะ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องเข้าไปก้าวก่ายนี่นา แถมเขาคนนั้นก็ไม่ได่สังกัดอยู่กลุ่มไหนเลยสักกลุ่ม” 

พูดจบฮู้ดกับวอลสไปร์ทก็หันไปหาเวลส์กับอิลลัสเทรียส 

 

“นั่นก็...” 

เธอรู้สึกลังเลที่จะพูดออกไป ยูนิคอร์นซึ่งกำลังเล่นกับยูจังก็หันมาพูด 

“แต่ว่าคุณเอ็นเทอร์ไฟรซ์ก็ช่วยทุกคนเอาไว้ รวมถึงพี่อากิระที่ช่วยยูนิคอร์นเอาไว้ด้วยนะ” 

อิลลัสเทรียสได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาและพูดกับทุกคน 

“พลังของพวกเธอจะต้องจำเป็นสำหรับการต่อสู้ต่อจากนี้ไปของพวกเราแน่นอนค่ะ คงจะปล่อยให้จบลงที่นี่ไม่ได้หรอกค่ะ” 

ฮู้ดหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบก่อนจะเอ่ยปากพูดถามอิลลัสเทรียส 

“ดูมุ่งมั่นจังนะ ขอฟังเหตุผลหน่อยได้มั้ย?” 

“แสงศักดิ์สิทธิ์คอยนำทางฉันอยู่ค่ะ” 

เธอพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางกุมมือทั้งสองข้างไว้ที่อก คำพูดนั้นของเธอทำให้ทั้งสามแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา ก่อนที่ฮู้ดจะหัวเราะคิกคักออกมา 

ส่วนวอร์สไปร์ทก็พูดออกมาด้วยสีหน้าเอือมระอา 

“เธอก็เป็นซะแบบนี้ทุกทีล่ะนะ” 

“แต่ก็จะดูถูกลางสังหรณ์ของเธอไม่ได้เหมือนกันนะคะ ว่างั้นบ้างมั้ยคะ?” 

ฮู้ดพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางขยับตัวไปด้านหน้า ทำให้วอร์สไปร์ทเอามือแนบคางครุ่นคิด 

“หากมองไปที่กำลังรบของเอ็นเทอร์ไฟรซ์กับทาจิบานะ อากิระ พวกเขาก็เป็นเรือและโมบิลสูทที่มีความสำคัญต่อฐานของเราเป็นอย่างมากค่ะ คงจะทำเป็นมองข้ามปัญหาของเธอไปไม่ได้หรอกค่ะ” 

เวลส์พูดอธิบายให้ควีนอลิซาเบธฟัง จากนั้นเธอก็หันไปหาวอร์สไปร์ท 

“วอร์สไปร์ท เธอคิดว่าไงบ้าง?” 

“ดิฉันเชื่อในการตัดสินใจของฝ่าบาทค่ะ” 

 

ควีนอลิซาเบะนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง 

“ถ้าพูดถึงขนาดนั้นล่ะก็ คงต้องขอให้แสดงให้ดูหน่อยล่ะ เอ็นเทอร์ไฟรซ์... เธอคนนั้นเป็นเรือแบบไหนกันแน่? แล้วก็ทาจิบานะ อากิระที่เป็นมนุษย์ผู้ชายและยังเป็นผู้ใช้งานโมบิลสูทสีขาวนามกันดั้ม เขาคนนั้นจะเป็นคนแบบไหนกันแน่?” 

เมื่อได้ยินสิ่งที่ควีนอลิซาเบธพูด เวลส์กับอิลลัสเทรียสก็มีท่าทางสงสัยขึ้นมา 

ควีนอลิซาเบธเหลือบมองไปทางด้านหลังแล้วขานชื่อของเธอคนนั้น 

“เบล!” 

เบลฟาสต์โค้งคำนับทันที 

“ตามประสงค์ค่ะ องค์ราชินี” 

 

กลับมาที่ท่าเรือ ฮอร์เน็ตกับแฮมมานน์วิ่งเข้าไปหาเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินมาหาพวกเธอด้วยเช่นกัน 

“เวสทัล! ในที่สุดเรือซ่อมบำรุงก็มาถึงสักที ช่วยได้มากเลยล่ะ” 

ฮอร์เน็ตโบกมือไปมา แล้วเข้าไปกอดเวสทัล ขณะที่แฮมมานน์มองดูจากทางด้านหลัง ฮอร์เน็ตกอดเธออยู่สักพักหนึ่งก่อนจะปล่อยเธอ 

“ขอโทษที่มาช้านะคะ” 

เวสทัล เธอ คือ เรือซ่อมบำรุง ตัวเธอมีรูปร่างเหมือนเด็กสาว เธอมีผมยาวสีขาวยาวถึงกลางหลังและสวมหมวกสีขาวผูกริบบิ้นสีดำตรงกลางประดับไว้ด้วยไม้กางเขนสีเงิน เธอสวมชุดซิสเตอร์ 

แฮมมานน์พูดกับเธอด้วยสีหน้าทุกข์ใจและรู้สึกเป็นห่วง 

 

“พี่ยอร์กทาวน์สบายดีมั้ย?” 

“เรื่องนั้น...” 

เวสทัลลังเลที่จะพูดพลางก้มหน้าลง ฮอร์เน็ตก็ยกมือขึ้นมาไว้ที่หลังศีรษะด้วยสีหน้าร่าเริง 

“เอาเถอะ... ก็คงเหมือนทุกทีนั่นแหละน่า” 

“งั้นเหรอ...” 

แฮมมานน์พูดพลางก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แต่จู่ๆ ฮอร์เน็ตก็ไปด้านหลังของเธอแล้วเลิกกระโปรงของเธอขึ้นมา 

“กรี๊ดดด!!?” 

เธอกรีดร้องออกมาและอายหน้าแดง 

“ทำอะไรละ เนี่ย!?” 

เธอเอามือทั้งสองข้างจับกดกระโปรงเอาไว้แล้วรีบวิ่งไปอยู่ข้างๆ เวสทัล 

“นั่นเป็นพี่สาวของฉันเชียวนะ ไม่ต้องกังวลไปหรอก” 

แฮมมานน์ก้มหน้าลงพลางพองแก้มอย่างอารมณ์เสีย 

“อ้าว นั่นฮอร์เน็ตกับแฮมมานน์ไม่ใช่เหรอ?” 

เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลัง พวกเธอก็หันไปมองก็เห็นอากิระกำลังเดินเข้ามาหาพวกเธอ 

“ไง อากิระ มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?” 

“อ้อ ฉันแค่เดินเรื่อยเปื่อยน่ะ เดินไปเดินมาก็มาเจอพวกเธอสองคน... แล้วเธอคนนี้คือ...” 

อากิระเอ่ยถามฮอร์เน็ตถึงเด็กสาวที่สวมชุดซิสเตอร์ 

“เธอชื่อเวสทัล เป็นเรือซ่อมบำรุงน่ะ” 

“งั้นเหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันทาจิบานะ อากิระ จะเรียกอากิระก็ได้นะ” 

เขาเอ่ยทักทายเวสทัล เธอก็ยิ้มและทักทายตอบ 

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ เวสทัลค่ะ” 

หลังจากทักทายกันเสร็จ ฮอร์เน็ตก็พูดแนะนำอากิระให้เวสทัลรู้ ทั้งเรื่องที่เขาสามารถจัดการกับพวกโมบิลสูทของจักรวรรดิซากุระ เอาชนะซุยคาคุแห่งกองเรือที่ 5 และยังช่วยปกป้องเอ็นเทอร์ไฟรซ์จากการโจมตีของชินนันจูด้วย ซึ่งก็ทำให้เธอตกตะลึงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

พอเวสทัลได้ยินชื่อของเอ็นเทอร์ไฟรซ์ก็ทำให้เธอนึกขึ้นมาได้ 

“แล้วเอ็นเทอร์ไฟรซ์จังเป็นยังไงบ้างคะ?” 

‘!?’ 

พอได้ยินที่เวสทัลถาม ทั้งอากิระและฮอร์เน็ตก็มีสีหน้าลำบากใจและมีเหงื่อเม็ดหนึ่งผุดขึ้นมาที่แก้ม 

“อะ เอ่อ คือว่า...” 

พวกเขาจึงพาเธอไปหาเอ็นเทอร์ไฟรซ์ที่เรือของเธอ เมื่อไปถึงเธอก็เห็นสภาพเรอที่พังเสียหายยับเยิน พวกเขาเดินไปหาเอ็นเทอร์ไฟรซ์ซึ่งอยู่ที่ลานบิน 

และตอนนี้เวสทัลก็กำลังกำคันธนูของเอ็นเทอร์ไฟรซ์ซึ่งหักเป็นสองท่อนเอาไว้และดูเหมือนว่าเธอกำลังโกรธอยู่ด้วย อากิระ ฮอร์เน็ต แฮมมานน์พากันหลบหน้าไม่กล้ามองไปที่เวสทัลและยืนอยู่ห่างๆ จากทางด้านหลังของเธอ 

เธอเริ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่กำลังโกรธ 

 

“ทำเรื่องเกินตัวลงไปจนได้สินะ เอ็นเทอร์ไฟรซ์จัง!” 

แม้จะมีรูปร่างเหมือนเด็ก แต่กลับมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่มาก 

“สถานการณ์มันพาไป” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

“ฉันบอกมาตลอดว่าต้องให้ความสำคัญกับตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอคะ?” 

“พวกเราคือตัวตนที่มีอยู่เพื่อการต่อสู้” 

เธอพูดเช่นนั้นออกมาราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรแม้แต่กับตัวเองราวกับว่าเธอเป็นเพียงเครื่องจักรที่รู้จักแต่การทำสงคราม ทำให้อากิระรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์เดินผ่านเวสทัล ก่อนที่เธอจะตะโกนและหันตามไป 

“เอ็นเทอร์ไฟรซ์จัง!” 

เวสทัลมองดูเธอเดินจากไป ก่อนจะโวยวายออกมาอย่างเหนื่อยใจแล้วพองแก้มงอน 

“โธ่ เป็นเด็กที่ต้องคอยให้ดูแลจริงๆ” 

เอ็นเทอร์ไฟรซ์เดินมาจนถึงลานน้ำพุ โดยมีอากิระเดินตามเธอมาจากทางด้านหลัง ก่อนที่เขาจะเริ่มเดินมาอยู่ข้างๆ เธอ 

“ฉันว่าเธอน่าจะฟังที่คุณเวสทัลพูดบ้างนะ คุณเวสทัลดูจะเป็นห่วงเธอมากเลยด้วยนะ เอ็นเทอร์ไฟรซ์” 

“..........” 

แต่เอ็นเทอร์ไฟรซ์ก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรเลย เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา 

ตอนนั้นเองทั้งเขาและเธอก็สังเกตเห็นเบลฟาสต์แล้วก็ยูนิคอร์นที่ยืนหลบอยู่ด้านหลัง 

“คุณยูนิคอร์นมีเรื่องที่ต้องการจะพูดคุยกับพวกคุณ... ดิฉันจึงมารับตัวพวกคุณไปค่ะ” 

ยูนิคอร์นเหลือบมองมาจากด้านหลังของเบลฟาสต์ 

อากิระกับเอ็นเทอร์ไฟรซ์กระพริบตาพลางขมวดคิ้วสงสัย แล้วหันมามองหน้ากัน 

ก่อนจะเดินตามเบลฟาสต์กับยูนิคอร์นไปขึ้นรถแล้วเดินทางไปยังชายหาดแห่งหนึ่ง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น