Xfer Markina
facebook-icon

...ขอบคุณสำหรับคนที่ยังติดตามผลงานอย่างเหนียวแน่นมาตลอดนะครับ สามารถบริจาคเงินค่าขนมตามกำลังศรัทธาได้ที่ TrueMoney Wallet หมายเลข 093-180-4456 นะครับ

ใกล้ชิดและถอยห่าง [บทที่ 8 ความแน่วแน่ของโมนิก้า]

ชื่อตอน : ใกล้ชิดและถอยห่าง [บทที่ 8 ความแน่วแน่ของโมนิก้า]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 218

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 22:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ใกล้ชิดและถอยห่าง [บทที่ 8 ความแน่วแน่ของโมนิก้า]
แบบอักษร

ใกล้ชิดและถอยห่าง [บทที่ 8 ความแน่วแน่ของโมนิก้า] 

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 5 นาฬิกา 57 นาที ณ บ้านของครอบครัวทาวิเทียนในหมู่บ้านฮาเวอร์ชาคาน ชายหนุ่มรูปงามผู้มีเส้นผมสีขาวโพลนหรือเลวอนยังคงนอนห่มผ้าหลับสนิทอยู่บนเตียงอันแสนนุ่มภายในห้องพักชั้นที่สองของอาคาร ในชุดเสื้อเชิ้ตคอปกสีขาว กางเกงสแล็คขายาวและถุงเท้าสีดำ ถึงแม้ว่าแสงอาทิตย์จะเริ่มฉาดฉายจากเส้นขอบฟ้าทางตะวันออกจนท้องนภาเริ่มสว่างเป็นสีครามแล้วก็ตาม 

ด้วยความที่เลวอนยังคงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้กับปีศาจนักเชิดมนุษย์อย่าง Aka Manah เมื่อวานก่อน รวมถึงเดินเที่ยวชมความสวยงามในกรุงปรากไปพร้อม ๆ กับเหล่ามิตรสหายทีมประกาศิตแห่งมังกรตลอดทั้งวัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะยังคงอยู่ในห้วงนิทราจนกระทั่งถึงตอนนี้ 

อย่างไรก็ตามเลวอนได้ตั้งนาฬิกาปลุกดิจิตอลเอาไว้บนหัวเตียง โดยตั้งใจว่าจะตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้าเพื่อวิ่งออกกำลังกายนอกบ้านตามตารางฝึกพิเศษซึ่งได้รับมอบมาจากยาโรสลาฟ ในระหว่างนั้นชายหนุ่มกลับค่อย ๆ รู้สึกตัว ไม่ใช่เพราะแสงตะวันที่กำลังสาดส่องมาทางบานหน้าต่าง แต่เป็นเพราะเขานั้นสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังแนบชิดทับบนเรือนร่างตนจนเริ่มหายใจค่อนข้างลำบากต่างหาก 

“อ… อือ” 

พ่อมดหนุ่มชาวอาร์มีเนียเบิกเนตรขึ้นมาอย่างช้า ๆ ด้วยอาการสะลึมสะลือเพียงเล็กน้อย โดยสิ่งที่พบเห็นเป็นอันดับแรกคือฝ้าเพดานสีขาวภายในห้องนอนซึ่งเริ่มสว่าง แล้วเหลือบสายตามองลงพลางชะเงื้อศีรษะจนสังเกตได้ว่าภายใต้ผ้าห่มที่ปกคลุมร่างนั้นมีอะไรบางอย่างนูน ๆ ปิดบังอยู่ ซึ่งมันทั้งหนา มีน้ำหนักและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นซึ่งกำลังแผ่ซ่านบนเรือนร่าง ครั้นจะบอกว่าเป็นหมอนข้างก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว 

พรึ่บ 

บุรุษจอมดาบเวทจึงตัดสินใจใช้มือขวาจับขอบผ้าห่มแล้วเลิกมันออกไปทางด้านข้าง ปรากฏให้เห็นถึงสเตฟาเนีย หญิงสาวหน้าตาสะสวยผมสีส้มยาวประบ่ารวบหางม้าในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงแบบคอร์เซ็ตรัดเอวและถุงเท้าสีนิลเข้มกำลังนอนทับร่างของเลวอนในลักษณะหันหน้าเข้าหากัน พลางนำมือบางทั้งสองวางลงบนบ่าร่างแกร่งโดยที่นัยน์ตาสุกสกาวจับจ้องมองมายังตน สร้างความประหลาดใจให้แก่เขายิ่งนัก 

“ส… สเตฟก้า!?” 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะรุ่นพี่เลวอน” 

แม่มดสาวชาวเช็กตอบกลับด้วยสีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเผยรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างละมุนเป็นการทักทาย เลวอนที่กำลังตกอกตกใจจึงเริ่มตาสว่างพร้อมทั้งรีบซักถามเธอด้วยความฉงนทันที 

“อรุณสวัสดิ์ ว่าแต่เธอเข้ามาในห้องนอนผมได้ยังไงกัน ก็ในเมื่ออุตส่าห์ล็อกหน้าบ้านเอาไว้…” 

“พอดีเห็นว่าบานหน้าต่างชั้นนี้ไม่ได้ลงกลอนแถมยังแง้มออกมานิดหน่อย ฉันก็เลยถือวิสาสะเข้ามาเพราะไม่อยากจะรบกวนคุณพ่อกับคุณแม่ของรุ่นพี่เลวอนในเวลาเช้าตรู่แบบนี้น่ะค่ะ… ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำไปโดยพลการ ฉันก็แค่อยากจะพบเจอคุณเท่านั้นเอง” 

“สเตฟก้า…” 

เลวอนแก้มแดงระเรื่อเพราะคำพูดประโยคสุดท้ายของสเตฟาเนีย พร้อมทั้งรู้สึกสงสัยคาใจเล็กน้อยถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายอยากจะพบเจอตนโดยพยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป อีกอย่างชายหนุ่มรู้อยู่แก่ใจดีว่าที่เธอมาก็เพื่อจะปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาทางใจของโมนิก้าซึ่งกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นเขาจึงสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านออกไปให้พ้นจากหัวสมอง พลางนำมือทั้งสองจับไหล่ร่างบางแล้วกล่าวทักท้วงด้วยท่าทีอ่อนโยน 

“ด… ดีใจนะที่ได้ยินแบบนี้ ผมเองก็อยากเจอสเตฟก้าเหมือนกัน แต่อันดับแรกผมต้องลุกขึ้นไปวิ่งออกกำลังกายสัก 30 นาทีแล้วกลับมาอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะงั้น…” 

“ยังไม่ 7 โมงตรงเลย รุ่นพี่เลวอนจะนอนพักอีกสักหน่อยก็ได้นะคะ ในระหว่างนี้เดี๋ยวฉันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเอง” 

แม่มดสาวพราวเสน่ห์แสนซนขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้หน้าอกอวบอิ่มขนาดคัพ D ประทับลงบนร่างแกร่งอย่างแนบแน่น ทำให้ใบหน้าของทั้งสองคนอยู่ในระดับเดียวกันจนชายหนุ่มผมสีขาวโพลนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอันหอมหวานและคุ้นเคยอย่างทับทิม กับเส้นผมสีส้มอันนุ่มสลวยซึ่งปรกลงข้างซอกคอบุรุษรูปงาม โดยที่ช่วงล่างเธอแทรกอยู่ตรงหว่างขาของเขาไปพลาง 

เลวอนรู้สึกใจเต้นตึกตักจนสเตฟาเนียสามารถรับรู้ถึงมันได้ หญิงสาวหน้าตาน่ารักผู้มีรูปร่างอันเย้ายวนจึงกระหยิ่มยิ้มย่องชอบใจในอากัปกิริยาของฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่เขาจะเกริ่นน้ำเสียงตะกุกตะกักไปดังนี้ 

“ด… ดูเหมือนจะเป็นการกลั่นแกล้งมากกว่าช่วยทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายนะ” 

“แต่ก็ชอบให้ฉันทำแบบนี้ใช่ไหมล่ะคะ?” 

สเตฟาเนียพูดจาหยอกเย้าโดยที่เลวอนไม่อาจสรรหาคำมาปฏิเสธเธอได้ ในระหว่างที่สายตาของทั้งคู่จับจ้องประสานกันอย่างไม่ลดละด้วยความโหยหา ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าอันแสนสงบสุขไร้ซึ่งสิ่งใดมารบกวน อีกทั้งเขาและเธอเองก็เคยผ่านประสบการณ์เริงรักกันมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากสองชายหญิงอยากจะสัมผัสและมอบความรู้สึกดี ๆ  ให้แก่กันอีกครั้ง 

แม่มดสาวนัยน์ตาสีส้มเริ่มโน้มใบหน้าเข้าใกล้หวังจะประทับริมฝีปากเข้าหากัน พลางใช้มือซ้ายเสยผมข้างขึ้นมาทัดกับซอกใบหูเพื่อไม่ให้ปรกลงบนใบหน้าของอีกฝ่าย ส่วนพ่อมดหนุ่มรูปงามเองก็ตอบสนองความต้องการของเธอโดยหลับตาลงเตรียมรับจุมพิตพร้อมเลื่อนมือหนาทั้งสองโอบกอดเอวร่างบาง ในเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่ทั้งคู่จะต้องรู้สึกประหม่าหรือเขินอายอีกต่อไป 

แกร๊ก 

“ใกล้จะ 7 โมงเช้าแล้วนะเลวอน ไม่ตื่นออกไปวิ่งสักหน่อยเหรอ… อ๊ะ!?” 

ทันใดนั้นประตูห้องถูกเปิดเข้ามาพร้อมด้วยน้ำเสียงของสตรีผู้คุ้นเคยรายหนึ่ง “เยวา ทาวิเทียน” แม่ของเลวอนผู้ซึ่งมีใบหน้าสะสวยวัย 40 ตอนต้น ผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวยจนถึงบั้นท้ายกับนัยน์ตาสีน้ำเงินใสในชุดชาวพื้นเมืองอาร์มีเนียลวดลายสีแดงตัดแถบเขียว ได้ขึ้นมายังชั้นที่สองของบ้านเพื่อปลุกลูกชายตนให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ แต่ก็ต้องอ้าปากค้างตาโตพลางชะงักท่าทีไปชั่วขณะเมื่อเธอได้พบเห็นบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงเบื้องหน้าตน 

“ม… แม่!?” 

เลวอนสะดุ้งตกใจรีบหันไปมองดูผู้เป็นแม่ซึ่งยืนอยู่บริเวณทางเข้าออกจนทำตัวไม่ถูก ในขณะที่สเตฟาเนียผละตัวออกจากร่างของชายหนุ่มอยู่ในท่านั่งพับเพียบอย่างรวดเร็ว สบตามองเยวาด้วยสีหน้าราบเรียบพร้อมแก้มแดงระเรื่อทั้งที่ใจจริงแล้วเธอนั้นรู้สึกประหม่าจนอยากแทรกแผ่นดินหนีไปจากที่นี่เสียให้ได้ ทว่าหญิงสาวยังคงไว้ซึ่งสติในบุคลิกมาดนิ่ง จากนั้นจึงรวบรวมความกล้ากล่าวแนะนำตัวต่ออีกฝ่ายตามมารยาท 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ หนูชื่อสเตฟาเนีย เลฮารอฟว่า ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” 

“น… หนูคนนั้นที่เคยเจอกันในศูนย์พยาบาลเมื่อหลายวันก่อนนี่นา ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะ… ไม่สิ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ใช่ไหม? ขอโทษด้วยนะที่เข้ามาขัดจังหวะ ทั้งสองคนเชิญตามสบายเลยเดี๋ยวแม่จะลงไปเตรียมอาหารเช้ารอเอาไว้ก่อน แต่อย่าเผลอส่งเสียงดังรบกวนคนข้างบ้านเขาเชียวล่ะ” 

“อะไรกัน ช่วยอยู่ฟังผมอธิบายก่อนสิครับ มันไม่ใช่อย่างที่แม่คิดนะ!” 

พ่อมดหนุ่มชาวอาร์มีเนียรีบส่งเสียงเพื่อรั้งไม่ให้ผู้เป็นแม่เดินจากพวกเขาไปด้วยท่าทีลนลาน ทว่าก่อนที่เยวาจะปิดประตูห้องเธอก็ได้ทอดมองไปยังหญิงสาวพราวเสน่ห์ชาวเช็กผู้มีรูปร่างเย้ายวนใจ จากนั้นจึงเริ่มให้คำแนะนำอย่างใจเย็นแม้ว่าท่าทีของตนจะยังคงเกร็ง ๆ อยู่บ้างก็ตาม 

“จ… จริงสิ แม่หนูคนนั้นน่ะอย่าลืมป้องกันด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาตามมาในภายหลัง” 

“อย่าได้กังวลเลยค่ะ ทางหนูเตรียมความพร้อมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” 

สเตฟาเนียหยิบหลอดน้ำยาคุมกำเนิดขึ้นมาจากกระเป๋ากระโปรง ซึ่งภายในบรรจุของเหลวสีชมพูจุกด้วยฝาไม้คอร์กเอาไว้พร้อมกล่าวต่อเยวาเพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความสบายใจ ส่วนสตรีผู้มีผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มเห็นดังนั้นก็เริ่มคลายความเป็นห่วงลงไปบ้าง แล้วจึงพูดคุยสนทนาอีกครั้งเป็นการปิดท้ายลาจาก 

“ดีแล้วล่ะจ้ะ ถ้างั้นแม่ขอตัวก่อน เดี๋ยวจะกลายเป็นก้างขวางคอทั้งสองคนเสียเปล่า ๆ” 

“เดี๋ยวก่อนนนนน!” 

เลวอนส่งเสียงอีกครั้งหมายรั้งเยวาเอาไว้เพื่อที่ตนจะได้อธิบายความจริงออกไป ทว่าในท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็ได้ปิดประตูเสียงดังปังอย่างรวดเร็วโดยปล่อยให้เขาและสเตฟาเนียอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง จนชายหนุ่มผู้ยลโฉมถึงกับคอตกเผยสีหน้าสลดราวกับว่าชีวิตของตนนั้นได้จบสิ้นลงแล้วก็มิปาน ส่วนแม่มดสาวผู้ซุกซนเองก็นิ่งเงียบเหลือบสายตามองต่ำด้วยความรู้สึกสำนึกผิดไร้ซึ่งคำพูดคำจาใด ๆ 

ปิ๊บปิ๊บ ปิ๊บปิ๊บ ปิ๊บปิ๊บ… 

“เหวอ!?” 

เสียงนาฬิกาปลุกดิจิตอลเรือนสีดำดังขึ้นจากหัวเตียงจนเลวอนสะดุ้งตกใจอีกครั้ง รีบหันตัวเอื้อมมือขวาไปยังอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อกดปุ่มปิดสัญญาณแจ้งเตือน ทำให้ภายในห้องนอนแห่งนี้กลับเข้าสู่ความเงียบสงบวังเวงตามปกติ โดยที่เขาถอนหายใจด้วยความเอือมระอาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อสักครู่นี้ 

“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันทำให้คุณแม่ของคุณต้องตกอกตกใจจนได้…” 

จังหวะเดียวกันสเตฟาเนียได้เกริ่นน้ำเสียงแผ่วเบาออกมา ซึ่งสีหน้าของเธอเผยถึงความรู้สึกสลดหดหู่ใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพลางนำมือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนหน้าตักตนกำชายกระโปรงเอาไว้แน่น ทว่าบุรุษจอมดาบเวทผมสีขาวโพลนกลับหันหน้ามาเผยรอยยิ้มจาง ๆ แล้วกล่าวปลอบโยนต่อหญิงสาวเพื่อให้อีกฝ่ายบรรเทาอารมณ์ความขุ่นมัวลง 

“ไม่หรอก ถึงจะอธิบายให้ตายยังไงแม่ก็คงไม่เชื่อสนิทใจอยู่ดี คนเรามักเชื่อในสิ่งที่ตัวเองมองเห็นอยู่เสมอเหมือนอย่างที่ศาสตราจารย์ยาโรสลาฟบอกมานั่นแหละ อีกอย่างส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสะเพร่าของผมด้วยที่ไม่ล็อกกลอนประตูเอาไว้ให้ดี เพราะงั้นสเตฟก้าอย่าได้แบกรับความผิดเอาไว้คนเดียวสิ” 

“รุ่นพี่เลวอน…” 

สเตฟาเนียเหลือบสายตามองเลวอนโดยที่แก้มทั้งสองแดงระเรื่อ เนื่องจากเธอพ่ายแพ้ต่อความใจดีของเขาจนไม่อาจปั้นสีหน้าแน่นิ่งเหมือนอย่างที่ผ่านมาได้อีก ในระหว่างนั้นเองเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อก็ได้เหยียดแขนซ้ายขวาชูขึ้นศีรษะพลางบิดตัวไปมาเล็กน้อยเพื่อยืดเส้นยืดสาย จากนั้นจึงเริ่มเกริ่นสนทนาอีกครั้ง 

“เอาล่ะ ได้เวลาวิ่งออกกำลังกายสักที… สเตฟก้านั่งรอผมอยู่ในห้องนอนหรือในห้องรับแขกชั้นล่างก่อนก็ได้นะ อีกสักประมาณ 30 นาทีผมจะกลับมาที่นี่แล้วค่อยมารับประทานอาหารเช้าด้วยกัน” 

“ฉันขอตามรุ่นพี่ไปด้วยนะคะ” 

สเตฟาเนียรีบกล่าวอาสา เลวอนจึงให้คำตอบกลับไปด้วยความเกรงใจ 

“เอ๊ะ… ม-ไม่เป็นไร ๆ สเตฟก้าอย่าได้ลำบากตามผมมาเลย พักหลังมานี้ผมเริ่มวิ่งในระยะทางที่ไกล ๆ ได้อย่างต่อเนื่องแล้วล่ะนะ เพราะงั้นพักอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ” 

“ฉันไม่อยากให้รุ่นพี่เลวอนต้องเป็นลมล้มพับหรือมีอาการป่วยกำเริบในระหว่างทางค่ะ เพื่อความไม่ประมาทได้โปรดขอให้ฉันขี่ไม้กวาดตามไปประกบดูแลคุณทุกฝีก้าวด้วยเถอะนะคะ” 

แม่มดสาวพราวเสน่ห์ชาวเช็กยังคงยืนกรานความตั้งใจ พลางใช้สายตาจับจ้องมองเลวอนอย่างแน่วแน่ด้วยความที่ตนอยากจะชดใช้บาปในสิ่งที่ก่อขึ้นเมื่อสักครู่ ส่วนพ่อมดหนุ่มรูปงามเองก็ไม่อาจหาญปฏิเสธน้ำใจของเธอได้ จึงผงกศีรษะยอมรับข้อเสนอพร้อมด้วยสีหน้าท่าทีแจ่มใส 

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะสเตฟก้า ถ้างั้นเช้านี้ผมขอรบกวนเธอหน่อยล่ะ” 

“ด้วยความยินดีเลยค่ะ” 

สเตฟาเนียเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นหัวใจอย่างชัดเจน ทั้งที่เดิมทีหญิงสาวไม่ค่อยให้ความสนใจต่อเพศตรงข้ามหรือสิ่งรอบข้างนอกเสียจากครอบครัวและบรรดาเพื่อนสนิทเท่านั้น ทว่าภายหลังจากที่ได้พบเจอกับเลวอนแล้วดูเหมือนว่าเธอนั้นจะเริ่มแสดงสีหน้าร่าเริงออกมาให้เห็นบ่อยขึ้น 

ในขณะที่ความรักและความหวังดีซึ่งสเตฟาเนียมีให้ต่อเขาเองมันก็ค่อย ๆ ชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน 

***** 

เลวอนออกจากบ้านพักเพื่อวิ่งออกกำลังกายโดยอยู่ในชุดวอร์มสีกรมท่ากับรองเท้าผ้าใบสีขาว ซึ่งสเตฟาเนียเองคอยขี่ไม้กวาดตามไปประกบเคียงข้างเขาเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมถือเครื่องดื่มเกลือแร่และผ้าเช็ดหน้าให้เสร็จสรรพ ในระหว่างทางทั้งคู่ก็ได้หาจังหวะพูดคุยกันอย่างสนิทสนมตามประสาวัยรุ่นทั่วไป 

เด็กหนุ่มชาวอาร์มีเนียใช้เวลาในการวิ่งออกกำลังกายประมาณ 30 นาที ก่อนจะเดินทางย้อนกลับไปยังบ้านพักเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมรับประทานอาหารเช้าพร้อมกับครอบครัว แน่นอนว่าทางสเตฟาเนียก็ได้รับคำเชิญให้อยู่ร่วมสังสรรค์เช่นเดียวกัน โดยที่เมนูบนโต๊ะมีทั้งข้าวผัด สลัด ขนมปัง เคบับ และบาร์บีคิวสไตล์อาร์มีเนีย ถูกจัดตกแต่งบนภาชนะอย่างสวยสดงดงามโดยฝีมือของเยวา 

เมื่อทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในห้องครัว สเตฟาเนียจึงกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นทางการต่อเยวา และเลออนผู้ซึ่งเป็นพ่อของเลวอนโดยพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งสองสามีภรรยาทาวิเทียนต่างให้การต้อนรับหญิงสาวเป็นอย่างดี จากนั้นก็เริ่มลงมือรับประทานอาหารที่อยู่บนโต๊ะจนกระทั่งอิ่มหนำสำราญ 

ภายหลังจากรับประทานเสร็จ สเตฟาเนียจึงวางช้อนส้อมลงบนจานของตนอย่างเป็นระเบียบโดยที่ไม่เหลือเศษอาหารหรือเม็ดข้าวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ตามด้วยหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากให้สะอาดแล้วยกแก้วน้ำเย็น ๆ ขึ้นมาดื่มจนหมดเพื่อดับกระหาย จากนั้นก็เริ่มเกริ่นน้ำเสียงแผ่วเบาขึ้นด้วยรอยยิ้มจาง ๆ 

“ขอบคุณสำหรับมื้อเช้าค่ะ อร่อยมากเลย” 

“ค่อยยังชั่ว นึกว่ารสชาติจะไม่ถูกปากแล้วเสียอีก” 

เยวาพูดจาโล่งอก ด้วยความที่ตนถนัดรังสรรค์แต่อาหารพื้นบ้านของชาวอาร์มีเนียจึงทำให้เธอแอบหวั่นวิตกอยู่พอสมควร ว่าสเตฟาเนียซึ่งเป็นชาวยุโรปนั้นจะพึงพอใจกับรสชาติเหล่านี้บ้างหรือไม่ ทางด้านเลออน บุรุษวัยกลางคนใบหน้าคมคายผู้มีผมสีขาวโพลนรวบหางม้าและสีนัยน์ตาเหลืองอำพัน ก็ได้สนทนากับภรรยาซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างทางฝั่งซ้ายมือด้วยสีหน้าอารมณ์ดี 

“ครั้งต่อไปแม่ก็ช่วยสอนวิธีการทำอาหารให้กับสเตฟาเนียซะเลยสิ เผื่อในภายภาคหน้าลูกชายของพวกเราจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยังไงล่ะ” 

“เดี๋ยวนะครับพ่อ เมื่อกี้นี้หมายความว่ายังไงกันน่ะ?” เลวอนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคิ้วขมวดใส่เล็กน้อย 

“แหมเจ้าลูกคนนี้ ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลย พ่อกับแม่รู้เรื่องหมดทุกอย่างแล้วนะ” 

“ร… เรื่องอะไรเหรอครับ?” 

“ก็เรื่องที่ทั้งสองคนกำลังคบหาดูใจกันอยู่ยังไงล่ะ” 

เยวาฝ่ายตอบกลับพร้อมทั้งแสดงสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ชายหนุ่มผมสีขาวโพลนจึงรีบกล่าวปฏิเสธทั้งที่หน้าแดงก่ำจนถึงใบหูด้วยท่าทีลนลาน 

“ไม่ใช่นะครับ เราสองคนยังไม่ได้คบกันสักหน่อย!” 

“ที่คุณน้าเยวาเห็นเมื่อเช้านี้เป็นเพียงแค่สกินชิพตามประสาเพื่อนสนิทเท่านั้นค่ะ” 

สเตฟาเนียยืนยันในคำตอบโดยที่สีหน้าแน่นิ่งไร้ซึ่งอากัปกิริยาตกใจ อย่างไรก็ดีแก้มทั้งสองที่แดงระเรื่อของเธอก็บ่งบอกถึงความรู้สึกอันแท้จริงซึ่งเก็บซ่อนเอาไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ อีกทั้งยังไม่ได้ปฏิเสธต่อคำพูดของเยวาอย่างชัดเจนด้วย เรียกได้ว่าใช้วาจาบ่ายเบี่ยงเพื่อให้อีกฝ่ายตีความกันเอาเองเสียมากกว่า 

“แต่ที่น้าเห็นเมื่อเช้านี้มันค่อนข้างเลยเถิดเกินกว่าที่จะเรียกว่าสกินชีพแล้วนะ นี่ถ้าหากไม่ขึ้นไปดูที่ห้องนอนแล้วล่ะก็มีหวังทั้งคู่คงได้ข้ามขั้นไปไกลกว่านี้แน่ ๆ” สตรีผู้มีผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มกับนัยน์ตาสีน้ำเงินพูดจาแซวใส่สองหนุ่มสาว 

“อีกอย่างเห็นเลวอนมีท่าทีใสซื่อแบบนี้แต่ความจริงแล้วถือเป็นผู้ชายที่ร้ายกาจน่าดูเชียวล่ะ ที่สำคัญยังทำอาหารไม่เก่ง ขี่ไม้กวาดไม่ชำนาญ ไม่มีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรี แถมยังร้องเพลงห่วยอีกต่างหาก… ยังไงก็ขอให้ระวังระมัดตัวและคอยดูแลเขาเอาไว้ให้ดีด้วยนะสเตฟก้า” 

บุรุษวัยกลางคนผู้มีผมสีขาวโพลนเองก็คอยสาธยายข้อเสียของลูกชายตนให้สเตฟาเนียฟัง เลวอนไม่อาจนิ่งนอนใจได้จึงรีบส่งเสียงขัดจังหวะการสนทนาด้วยท่าทีร้อนรนกระวนกระวายใจโดยพลัน 

“เหวอ!? พ่อครับอย่าพูดเรื่องพวกนั้นให้สเตฟก้าฟังสิ!” 

“แต่ถึงอย่างนั้นแล้วรุ่นพี่เลวอนเขาก็เป็นคนที่มีน้ำใจและกล้าหาญพอสมควรเลย โดยเฉพาะตอนที่พวกเราต่อสู้กับปีศาจ Aka Manah เมื่อวานนี้ เขาก็ได้แสดงสิ่งนั้นให้ทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา มิหนำซ้ำยังเอาตัวเข้ามาปกป้องเพื่อให้หนูรอดพ้นจากภัยอันตรายอีกด้วย เพราะฉะนั้นได้โปรดอย่าพูดจาตัดกำลังใจรุ่นพี่เขาแบบนั้นเลยนะคะ” 

ทว่าแม่มดสาวพราวเสน่ห์ผู้มีเส้นผมและนัยน์ตาสีส้มกลับเล่าถึงข้อดีสำคัญของเลวอนออกมา โดยที่เธอไม่ค่อยได้ให้ความสนใจถึงจุดเสียของเขาสักเท่าไหร่ เลออนกับเยวาที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกทึ่งและแปลกใจเล็กน้อย ส่วนพ่อมดหนุ่มรูปงามก็แลหน้าหันไปกล่าวถ่อมตนต่อเธอซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างอย่างเหนียมอาย 

“ส… สเตฟก้าก็พูดเกินไป ผมน่ะไม่ได้กล้าหาญถึงขั้นนั้นสักหน่อย” 

“มีความมั่นใจในตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยสิคะรุ่นพี่ การถ่อมตนมากเกินไปอาจทำให้ตัวเองหมดเสน่ห์ลงจนถึงขั้นกลายเป็นผู้ชายเหลาะแหละได้เลยเชียวนะ” 

ถึงจะเป็นคำพูดที่ฟังดูโผงผาง แต่สิ่งที่สเตฟาเนียให้คำแนะนำมานั้นกลับสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและเจตนาดีผ่านทางน้ำเสียง แม้ว่าสีหน้าของเธอซึ่งแสดงออกมานั้นจะราบเรียบราวกับตุ๊กตาที่ไร้อารมณ์ก็ตาม ส่วนเลวอนรีบผงกศีรษะน้อมรับข้อคิดเห็นจากอีกฝ่ายอย่างว่านอนสอนง่าย 

“ง… งั้นเหรอ เข้าใจแล้วล่ะ” 

“ดีมากค่ะรุ่นพี่” 

สเตฟาเนียเผยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจ โดยที่เธอและชายหนุ่มต่างสบสายตามองกันราวกับคู่รักที่เพิ่งคบกันใหม่ ๆ จนลืมไปเสียสนิทเลยว่ายังมีเยวากับเลออนกำลังนั่งจับจ้องเฝ้าดูพวกตนอยู่ ด้วยเหตุนี้สองสามีภรรยาจึงออกอาการยิ้มกรุ้มกริ่มหันมาส่งเสียงซุบซิบกันเองต่อหน้าลูกชายทันที 

“พ่อ ดูเหมือนว่าลูกชายเราจะโดนแม่หนูคนนี้คุมบังเหิยนจนอยู่หมัดซะแล้วล่ะสิ” 

“นั่นสินะ ทีพวกเราคอยตักเตือนชี้แนะกลับออกอาการดื้อด้านไม่ค่อยอยากจะทำตามซะงั้น” 

“นี่ถ้าได้มาเป็นลูกสะใภ้บ้านเราล่ะก็ คงช่วยให้เลวอนลดความหัวรั้นลงไปได้มากพอสมควรเลย” 

“เผลอ ๆ พวกเราอาจจะได้อุ้มหลานก่อนถึงวัยเกษียณอีกด้วยนะแม่ ฮะฮะฮะ” 

“พ่ออย่าพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าเด็ก ๆ สิ… แต่จะว่าไปแม่เองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันนะ หุหุหุ” 

เพียงเท่านี้ก็ทำให้เลวอนรู้สึกอับอายมากเกินพอแล้ว พ่อมดหนุ่มชาวอาร์มีเนียจึงรีบลุกจากเก้าอี้ดัง “ครืด!” ในท่ายืนตรงแขนแนบลำตัวพร้อมทั้งใบหน้าแดงก่ำ ตามด้วยส่งเสียงทิ้งท้ายอย่างฉะฉานรวดเร็วเพื่อยุติบทสนทนาในครั้งนี้ 

“ขอบคุณสำหรับมื้อเช้า ถ้างั้นผมกับสเตฟก้าขอตัวไปฝึกพิเศษก่อนนะครับ!!” 

จากนั้นเขาจึงพลันก้าวเท้าออกจากห้องครัวมุ่งไปยังห้องนอนชั้นที่ 2 เพื่อแต่งตัวและเตรียมอุปกรณ์การเรียนให้พร้อมเสร็จสรรพ โดยปล่อยให้พ่อแม่ของตนนั่งส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ถัดต่อมาสเตฟาเนียก็ได้เกริ่นคำอำลาต่อสองสามีภรรยาทาวิเทียนตามมารยาทด้วยอากัปกิริยาสุภาพ 

“ขอบคุณสำหรับมื้อเช้าค่ะ แล้วก็ต้องขออภัยด้วยที่ถือวิสาสะแอบเข้ามา ถ้าเช่นนั้นทางนี้ขอตัวก่อน ครั้งหน้าเดี๋ยวหนูจะนำของฝากมาเยี่ยมคุณอากับคุณน้านะคะ” 

“เรื่องของฝากน่ะไม่เป็นไรหรอก ขอแค่เธอยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อเลวอน เพียงเท่านี้อากับน้าก็ดีใจมากแล้วล่ะ” 

“ว่าง ๆ ก็แวะมาทานข้าวกับพวกเราที่นี่ได้อีกนะจ๊ะ ทางนี้ยินดีต้อนรับเสมอเลย” 

เลออนกับเยวากล่าวด้วยสีหน้าท่าทีและน้ำเสียงเป็นมิตร พร้อมทั้งทอดสายตาจับจ้องมองสเตฟาเนียด้วยความเอ็นดูราวกับลูกหลานแท้ ๆ ของตน หญิงสาวพราวเสน่ห์ผู้มีนัยน์ตาสีส้มจึงเผยรอยยิ้มบางตอบรับน้ำใจไมตรีจิตอันแสนอบอุ่นจากสองสามีภรรยา ก่อนที่จะก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพแล้วเอ่ยถ้อยคำซาบซึ้งอย่างปลื้มปิติ 

“คุณอาเลออน คุณน้าเยวา… ขอบพระคุณมากค่ะ” 

***** 

หลังจากที่ทั้งสองหนุ่มสาวเตรียมความพร้อมเสร็จสรรพแล้วจึงเริ่มเดินทางออกจากบ้าน ก้าวเท้าบนถนนทางเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังปราสาทสีขาวซึ่งอยู่ห่างจากจุดนี้ราว 2 กิโลเมตร ท่ามกลางท้องฟ้าสีครามอันสดใสกับแสงแดดยามเช้าซึ่งสาดส่องลงมา พร้อมด้วยสายลมที่โบกพัดปะทะเข้ากับร่างกายอย่างละมุน 

บรรยากาศภายในหมู่บ้านฮาเวอร์ชาคานยังคงมีสีสันและคึกคักไปด้วยผู้คนตามปกติ และเนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีพวกเด็ก ๆ คอยจับกลุ่มวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมสันทนาการตรงบริเวณหน้าบ้านอย่างสนุกสนาน 

เลวอนอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวคอปกสีสุภาพ กางเกงสแล็ครัดเข็มขัดกับรองเท้าบูทสีนิลพร้อมสวมผ้าคลุมทับอีกที โดยพกดาบคาตานะคู่ใจเหน็บตรงบริเวณเอวฝั่งซ้ายและสะพายกระเป๋าหนังสัตว์พาดไหล่เฉียงขวาลงมา ส่วนสเตฟาเนียยังคงอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงแบบคอร์เซ็ตรัดเอวเช่นเดิม เพียงแต่สวมหมวกแม่มดบนศีรษะพร้อมอาภรณ์จอมเวทเสริมไปด้วย ซึ่งถือเป็นเครื่องแบบเอกลักษณ์เด่นประจำตัวของทั้งคู่ที่มักจะใส่ตอนไปเรียนหรือทำธุระสำคัญต่าง ๆ 

ในระหว่างการเดินทาง แม่มดสาวชาวเช็กซึ่งก้าวเท้าบนถนนเคียงข้างพ่อมดหนุ่มผู้ใสซื่อก็ได้เริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โดยก้มศีรษะมองต่ำลงเล็กน้อยคล้ายกับกำลังรู้สึกสำนึกผิดอะไรบางอย่าง 

“ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้รุ่นพี่เลวอนต้องรู้สึกลำบากใจตั้งแต่เช้า แถมยังเป็นการรบกวนคุณอากับคุณน้าอีกด้วย ไว้คราวหน้าฉันจะระมัดระวังให้มากกว่านี้” 

“ไม่หรอก ผมกลับรู้สึกอยากขอบคุณสเตฟก้าด้วยซ้ำที่ทำให้พ่อและแม่ยิ้มแย้มอย่างสนุกสนานแบบนั้น ที่สำคัญดูเหมือนพวกท่านเองก็รู้สึกถูกใจและอยากจะให้เธอแวะมาเยี่ยมที่บ้านบ่อย ๆ อีกด้วย” 

เลวอนหันไปสนทนากับสเตฟาเนียพลางฉีกยิ้มด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้หญิงสาวไม่อาจต้านทานหรือสะกดความรู้สึกของตนเองได้อีก จึงเงยใบหน้าสบสายตาจ้องมองเขาพร้อมส่งรอยยิ้มจาง ๆ อย่างอบอุ่นแล้วเปล่งเสียงละมุนออกมาอีกครั้งคล้ายท่าทีออดอ้อน ซึ่งเรียบง่ายแต่ดูมีความเป็นธรรมชาติที่สุด 

“ดีใจจังเลยค่ะที่รุ่นพี่รู้สึกอย่างนั้น ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ฉันขอแวะมาหารุ่นพี่ที่บ้านทุก ๆ วันเสาร์… จะได้ไหมคะ?” 

“อ-อื้อ ได้สิ จะวันไหนก็แวะมาหาได้เสมอเลย… ถ้าหากตอนนั้นผมยังนั่งพักอยู่ในบ้านนะ” 

บุรุษหนุ่มจอมดาบเวทตอบกลับพลางหลบสายตามองทางอื่นเล็กน้อย โดยยกนิ้วชี้ขวาขึ้นมาเกาแก้มตนเพื่อแก้เขินซึ่งเป็นนิสัยประจำตัวอันเด่นชัดของเขา เมื่อแม่มดสาวพราวเสน่ห์ผมสีส้มเห็นอากัปกิริยาของอีกฝ่ายก็แอบรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเธอจะสื่ออารมณ์ที่แท้จริงออกมาผ่านทางสีหน้าไม่ค่อยเก่งก็ตาม 

ขณะเดียวกัน ณ บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชิดติดกับที่พักของครอบครัวทาวิเทียนเพียงไม่กี่สิบเมตร ฮิคาริ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นนัยน์ตาสีเทาผู้มีเส้นผมยาวสลวยสีขาวอมม่วงจนไปถึงบั้นท้าย ในชุดลำลองปกติหรือเสื้อยืดคอกลมสีม่วงอ่อนกับกางเกงขาสั้นสีขาว ก็ได้เหลือบเห็นเลวอนและสเตฟาเนียกำลังก้าวเท้าเดินเคียงกันอยู่บนถนนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตนมากนัก โดยมองผ่านทางบานหน้าต่างของห้องนอนชั้นที่สอง 

“ฮึ… ท่าทางแลดูมีความสุขเสียจริง เจ้าลูกแกะบ้า” 

ฮิคาริเปล่งเสียงพึมพำพลางคิ้วขมวดอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเมินใบหน้าละออกห่างจากบานหน้าต่างแล้วยืนกอดอก โดยพยายามสลัดความคิดอันขุ่นมัวที่กำลังรบกวนจิตใจตนออกไปให้พ้น แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่อาจเอาชนะความรู้สึกของตัวเองพร้อมทั้งนำมือทั้งสองขึ้นมาขยี้เส้นผมไปมาเพื่อระบายอารมณ์คับแค้น 

“อ๊าโธ่เอ๊ย ทำไมถึงรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้นะ อีกอย่างเรากับหมอนั่นก็ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!” 

จอมดาบหญิงพยายามสงบสติอารมณ์ด้วยการสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ คลายมือทั้งสองออกจากศีรษะซึ่งเส้นผมนุ่มสลวยต่างชี้ฟูไม่เป็นระเบียบเนื่องจากถูกขยี้ถูไถจนแทบเสียทรง ก่อนที่เธอจะหันไปมองพวงกุญแจรูปลูกแกะขนสีขาวฟูซึ่งประดับเข้ากับสมาร์ทโฟนของตน ขนาดใกล้เคียงกับลูกปิงปองแลดูน่ารักน่าชังวางอยู่บนโต๊ะทำงานใกล้หัวเตียงด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองเล็กน้อย 

โดยพวงกุญแจชิ้นนั้นคือของขวัญที่ระลึกจากร้านอาหารลูกแกะหลงทาง ซึ่งเลวอนเป็นคนซื้อและมอบให้แก่ฮิคาริในวันที่ทั้งสองคนได้พบเจอกันครั้งแรก แม้จะไม่ได้มีราคาที่แพงหรูหรามากมายสักเท่าไหร่นัก แต่สำหรับเธอแล้วมันคือสิ่งของอันล้ำค่าที่มีความสำคัญต่อตนเองเป็นอย่างยิ่ง 

“…ถึงจะเคยออกเดทมาด้วยกันครั้งหนึ่งก็เถอะ” 

คราวนี้ซามูไรสาวในชุดลำลองนึกในใจทั้งที่แก้มเริ่มแดงระเรื่อ แต่ไม่ทันไรเธอก็รีบส่ายศีรษะไปมาพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตบใบหน้าตนด้วยแรงพอประมาณ 3 – 4 ครั้งเพื่อเรียกสติกลับคืน 

“ไม่ได้ ๆ อย่าให้ความใจดีกับท่าทีแสนสุภาพของหมอนั่นมาพังกำแพงที่เราสร้างเอาไว้สิ เดี๋ยวก็ได้เจ็บปวดเหมือนโมนิก้าหรอก!” 

ฮิคาริตัดสินใจอย่างเด็ดขาดโดยชักสีหน้าคิ้วขมวดบึ้งตึงอีกครั้ง ก่อนจะมุ่งตรงไปหยิบผ้าเช็ดตัวซึ่งแขวนตากไว้ตรงราวไม้แล้วเปิดประตูเดินออกจากห้องนอน เพื่ออาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเตรียมรับประทานอาหารเช้าต่อไปโดยที่ไม่ให้ความสนใจต่อเลวอนกับสเตฟาเนียอีก ถึงแม้ภายในลึก ๆ แล้วจะแอบอิจฉาและหึงหวงเขาอยู่ก็ตาม เพียงแต่ตัวเธอไม่อยากจะยอมรับหรือซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองก็เท่านั้น 

ย้อนกลับมาที่เลวอนและสเตฟาเนียซึ่งกำลังย่างก้าวบนทางเดินในหมู่บ้าน แม่มดสาวรูปร่างหน้าตาดีชาวเช็กก็เริ่มเปิดประเด็นสำคัญขึ้นมา เนื่องจากเธอได้สังเกตเห็นสีหน้าของชายหนุ่มซึ่งสื่อถึงความกังวลใจต่อบางสิ่งอย่างเด่นชัด โดยที่ตนเองก็พลอยรู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน 

“รุ่นพี่คะ เรื่องของโมนิก้าน่ะ…” 

“อื้อ ตั้งแต่จบศึกกับปีศาจ Aka Manah เมื่อวานนี้ผมก็รู้สึกได้ว่าโมนิก้านั้นเริ่มแปลกไป ถึงจะพอคาดเดาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้แล้วก็เถอะ… อันที่จริงตัวผมน่ะร้อนรนใจอยากจะช่วยเหลือเธอคนนั้นมากเลยล่ะ แต่ถ้าหากลงมือรีบแก้ไขปัญหาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยที่ไม่ยอมปรึกษากับสเตฟก้าและวัตสันให้ดีเสียก่อน ก็มีแต่จะทำให้เรื่องราวทั้งหมดเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม” 

“ตอนนี้ฉันและรุ่นพี่วัตสันเองก็พอมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอยู่บ้าง แต่ขออนุญาตเอาไว้พูดคุยกันอีกทีภายหลังจากที่พวกเราสามคนได้พบปะกันตามนัดจะดีกว่าค่ะ” 

“เข้าใจแล้วล่ะ” 

บุรุษผู้มีผมสีขาวโพลนผงกศีรษะตอบรับ จากนั้นบทสนทนาก็ถูกทิ้งช่วงโดยที่ทั้งคู่ต่างไม่พูดจาใด ๆ เป็นเวลา 2 – 3 นาที ระหว่างนั้นสเตฟาเนียได้นึกไตร่ตรองหัวข้อสำคัญอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะหันไปพูดคุยกับเขาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้สีหน้าของเธอสื่อถึงความสลดหดหู่ใจอย่างชัดเจน 

“…รุ่นพี่เลวอน โมนิก้าน่ะเธอรักคุณมากเลยนะคะรู้รึเปล่า” 

“…!” 

เลวอนตาเบิกโพลงเล็กน้อยโดยที่ไม่แสดงปฏิกิริยาท่าทีประหลาดใจออกมาให้เห็น ไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งจะมาทราบความจริงเอาป่านนี้ เพียงแต่รู้สึกฉงนใจที่จู่ ๆ อีกฝ่ายก็เกริ่นถึงเรื่องสำคัญออกมาต่างหาก ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ได้ตอบกลับพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลสั้น ๆ อย่างสุขุม 

“รู้อยู่แล้วล่ะ รู้สึกตัวมาตั้งหลายปีแล้วด้วย… แต่ถึงอย่างนั้นตัวผมก็ไม่อาจมีสิทธิ์ที่จะตอบสนองต่อความต้องการของโมนิก้าได้อยู่ดี เพราะผมมันเป็นผู้ชายอ่อนแอและไม่สมควรที่จะได้รับความรักจากผู้หญิงยังไงล่ะ” 

และด้วยประโยคสุดท้ายของเลวอน สเตฟาเนียจึงรีบหมุนตัวเอื้อมมือบางทั้งสองเข้าไปหยิกดึงแก้มของเด็กหนุ่มชาวอาร์มีเนียอย่างจัง ถึงแม้ว่าสีหน้าจะยังคงราบเรียบแต่ด้วยสายตาที่จ้องเขม็งพลางคิ้วขมวดใส่ ก็ส่งผลทำให้เขาชะงักฝีเท้าส่งเสียงร้องตกใจพร้อมทั้งแสดงอาการหวาดผวาออกมาได้เช่นเดียวกัน 

“อุ๊บ!?” 

เลวอนรีบยกมือทั้งสองขึ้นมารั้งแขนอันเรียวบางของสเตฟาเนียเอาไว้หวังจะให้เธอผ่อนแรงลง ถัดมาแม่มดสาวผู้แสนซนก็เริ่มเกริ่นเทศนาตักเตือนเขาอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ 

“ฉันโกรธมากเลยนะคะที่รุ่นพี่พูดแบบนั้นออกมา การที่โมนิก้ามอบความรักให้อย่างสุดหัวใจที่มีก็น่าจะรับรู้ได้แล้วนะว่าเธอคนนั้นมองเห็นถึงข้อดีของคุณมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นได้โปรดช่วยเลิกพูดจาดูถูกหรือเกลียดชังตัวเองสักทีเถอะค่ะ” 

“โอ๊ย! ข… เข้าใจแล้ว ๆ ผมขอโทษ!” 

บุรุษหนุ่มจอมดาบเวทยอมรับคำขอโดยดุษฎี สเตฟาเนียจึงคลายมือทั้งสองออกจากแก้มที่แดงฝาดของเขา จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา อย่างไรก็ตามหญิงสาวผมสีส้มยังคงชักชวนอีกฝ่ายพูดคุยด้วยการซักถามสงสัยถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังให้ความสนใจ 

“แล้วรุ่นพี่รู้สึกยังไงต่อโมนิก้าคะ?” 

“ถึงจะเรียกว่ารักได้ไม่เต็มปาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจเลยนั่นก็คือผมชอบโมนิก้า อีกทั้งยังรู้สึกดีที่ได้ใกล้ชิดทุกครั้งด้วย… สำหรับผมแล้วคำว่า ‘รัก’ กับ ‘ชอบ’ นั้นมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนะ” 

เลวอนสารภาพความรู้สึกออกมาโดยที่สายตายังคงจับจ้องมองเส้นเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ ส่วนสเตฟาเนียพยักหน้าเห็นพ้องก่อนที่จะอธิบายถึงแนวคิดของตนเพิ่มเติมไปดังนี้ 

“คิดเหมือนฉันเลยค่ะ สำหรับฉันคำว่า ‘ชอบ’ หมายถึงการที่ตนกำลังหลงใหลใครสักคนและรู้สึกดีเวลาที่ได้อยู่เคียงข้าง… ส่วนคำว่า ‘รัก’ คือการที่คนคนนั้นมีความสำคัญต่อชีวิตเราโดยไม่อยากจะสูญเสียเขาไป ยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้เขามีความสุขสมปรารถนา… หรือแลกได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรัก 

แน่นอนว่ามันไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะคู่รักวัยหนุ่มสาวหรอกนะคะ ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวเองก็มีความรักต่อกันได้ ถึงแม้ว่ารูปแบบของมันจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยก็เถอะ” 

“นั่นสินะ แต่ผมเองก็ยังรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจเลย ว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะต้องปฏิบัติตัวต่อโมนิก้ายังไงดี… ผมน่ะไม่อยากจะทำให้เธอคนนั้นต้องรู้สึกเจ็บปวดหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไปแล้วล่ะ” 

เลวอนก้มใบหน้าลงเล็กน้อยด้วยความวิตกกังวลใจ สเตฟาเนียจึงให้คำแนะนำแก่เขาด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบไปตามปกติดังนี้ 

“ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้ยุ่งยากเลยค่ะ หลังจากที่พวกเราสามคนปรึกษาหารือและฝึกสอนวิชาการปรุงยากันเสร็จแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นรุ่นพี่เลวอนก็รีบออกเดินทางแวะไปหาโมนิก้าถึงที่บ้านเลย จากนั้นค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกันเสียให้เรียบร้อย… 

แต่ในช่วงสัปดาห์นี้ฉันอาจจะต้องถอยห่างออกจากคุณสักพัก จนกว่าเธอคนนั้นเข้าใจถึงเหตุผลของพวกเราได้ ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจไปนะคะถ้าหากทางนี้เริ่มทำตัวห่างเหินขึ้นมา เพราะนี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการช่วยเหลือเช่นเดียวกัน” 

“อื้ม เข้าใจแล้วล่ะ” 

พ่อมดหนุ่มผมสีขาวโพลนผงกศีรษะน้อมรับแนวทางปฏิบัติด้วยสีหน้าท่าทีแน่วแน่ โดยที่เขากับแม่มดสาวพราวเสน่ห์ชาวเช็กยังคงก้าวเท้าเดินทางต่อไปบนถนน ทว่าภายหลังจากสิ้นสุดบทสนทนาไปได้ไม่นานนัก สเตฟาเนียก็เริ่มขยับแขนขวาเข้าไปคว้ามือหนาข้างซ้ายของเลวอนแล้วกุมเอาไว้แน่นคอยปลอบโยน พร้อมทั้งหันหน้าสบตามองจนบุรุษจอมดาบเวทผู้ใสซื่อรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย 

“ส… สเตฟก้า?” 

“ครั้งหน้าหากรุ่นพี่มีเรื่องทุกข์ใจหรือมีปัญหาอะไร ก็โทรมาปรึกษาพูดคุยกับฉันได้เสมอเลยนะคะ” 

แม่มดสาวผู้มีนัยน์ตาสีส้มสดใสเปล่งน้ำเสียงแผ่วเบา โดยสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและความรู้สึกอบอุ่นแม้ว่าสีหน้าของเธอนั้นราบเรียบจนยากที่จะสื่อถึงอารมณ์อันแท้จริงออกมาอย่างชัดเจนก็ตาม บุรุษรูปงามจึงกระชับกุมมือบางของเธอเอาไว้ให้มั่นเพื่อตอบสนองความรู้สึกของอีกฝ่าย พร้อมทั้งกล่าวคำซาบซึ้งในน้ำใจไปดังนี้ 

“อื้อ… ขอบคุณมากนะ” 

ถึงจะเป็นประโยคเพียงสั้น ๆ แต่มันก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่มีอยู่ภายในใจของเลวอนอย่างล้นเปี่ยม จนสเตฟาเนียเผยรอยยิ้มบางให้แก่อีกฝ่ายอย่างละมุน จากนั้นสองหนุ่มสาวก็ได้ก้าวเท้าจูงมือเคียงข้างกันโดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ราวกับว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีเพียงแค่เขากับเธอสองคนเท่านั้น 

แต่หารู้ไม่ว่าบนฟากฟ้าสีครามพื้นนั้น มีใครบางคนกำลังคอยติดตามเลวอนกับสเตฟาเนียอยู่ห่าง ๆ 

“…คุณเลวอน” 

โมนิก้า หญิงสาวร่างเพรียวบางผู้มีเส้นผมสีขาวอมน้ำตาลอ่อนยาวสลวยกับนัยน์ตาสีฟ้าใส อยู่ในชุดเครื่องแบบประจำตัวหรือเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกระโปรงจีบรอบสั้นสีดำตามปกติ ได้ขี่ไม้กวาดล่องลอยบนกลางอากาศซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินเกือบ 20 เมตร โดยที่เธอจับจ้องเฝ้าสังเกตการณ์ตามหลังสองหนุ่มสาวมาได้สักพักหนึ่งแล้ว 

เดิมทีโมนิก้าตั้งใจอยากจะแวะเข้าไปหาเลวอนเพื่อกล่าวคำขอโทษ รวมถึงพูดคุยปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเห็นว่าสเตฟาเนียนั้นได้แย่งชิงตัดหน้าไปเสียก่อนตนจึงไม่คิดอยากจะเข้าไปแทรกพวกเขา เพราะนั่นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของเธอเอง 

“ฉันควรจะต้องเป็นฝ่ายถอยห่างออกไปงั้นสินะคะ…” 

ในที่สุดแม่มดสาวชาวสโลวักจึงตัดสินใจบินจากพื้นที่นี้ไป ด้วยสีหน้าสลดชวนหดหู่พร้อมทั้งน้ำตาคลอเบ้าออกมา โดยภายในใจของเธอเริ่มมีความรู้สึกขุ่นมัวมากขึ้นกว่าครั้งก่อน ถึงกระนั้นแล้วสิ่งที่พบเห็นในวันนี้มันกำลังจะกลายเป็นชนวนสำคัญ ที่ทำให้เธอกล้าตัดสินใจลงมือกระทำการอะไรบางอย่าง 

ก็เพื่อให้เลวอนหันมายอมรับความสามารถที่แท้จริงและสนใจในตัวโมนิก้ามากขึ้นกว่านี้ 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

 

--------------- 

จากผู้เขียน 

สวัสดีครับ ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านผลงานชิ้นนี้ด้วยนะครับ แล้วก็ขออภัยด้วยที่ดองผลงานไป 1 เดือนเต็ม ๆ เนื่องจากเสียเวลาทำ E-book เล่มที่ 1 ซึ่งตอนนี้มีคนมาซื้อผลงานผมแล้ว 4 ราย (ขอบคุณมากนะครับ ฮื้ออออ ;w;) อีกทั้งยังมีงานหลักประจำด้วยจึงล่าช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ดีตอนนี้เวลาชีวิตกำลังจูนได้ที่แล้ว คงได้ลงนิยายสัปดาห์ละ 1 ตอนตามปกติเหมือนเดิมครับผม หวังว่าคงไม่ลืมเนื้อเรื่องกับตัวละครกันเด้อ 

ฉากนี้ดูเหมือนสเตฟก้าจะทำแต้มนำโด่งเลย ฮิคาริก็เริ่มหึงแต่ไม่ซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง ส่วนโมนิก้า... รายนี้น่าสงสารสุด ตอนหน้ายังดราม่าได้อีกครับ ซึ่งเธอมีแผนที่จะทำเรื่องบ้าบิ่นอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ (ก็ไม่เชิง) อันที่จริงอยากให้เลวอนยอมรับในความสามารถอันแท้จริงของเธอเสียมากกว่า ด้วยความที่ตนเองรู้สึกเหมือนกับว่าเธอนั้นไม่ได้ช่วยคนในทีมประกาศิตแห่งมังกรในการโค่นล้ม Aka Manah เลย จากนี้ไปเนื้อเรื่อง Arc ของโมนิก้าจะเป็นอย่างไรอย่าลืมติดตามชมด้วยนะครับ 

ประกาศ : หากนิยายตอนนี้ครบ 5 คอมเมนท์เมื่อไหร่ 2 - 3 ทุ่มผมจะปล่อยตอนพิเศษเกี่ยวกับมุมมองของสเตฟาเนียกันครับ เป็นฉากหลังจากที่เธอและเลวอนตกลงมายังชั้นใต้ดินจากการต่อสู้กับ Aka Manah (พ้นหลังฉาก NC 18+) แน่นอนว่าผมจะติดเหรียญเอาไว้ด้วยเพื่อให้แฟร์ต่อคนที่ซื้อนิยายผมไปอ่านครับ ยังไงรอชมด้วยนะครับผม! 

อ้อ ตอนนี้ E-book เล่มที่ 1 ออกแล้ว ใครสนใจอย่าลืมกดดูรายละเอียดในหน้านิยายก่อนสั่งซื้อนะครับผม หวังว่าคงจะอุดหนุนกันนะครับ จะได้มีเงินมาจ้าง Seedkeng ออกแบบตัวละครใหม่ ๆ ประกอบนิยายกัน เงินที่ได้มานี่แทบไม่ได้ใช้เรื่องส่วนตัวเลย หมดไปกับนิยายนี่แหละ 555+ 

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะครับ ขอบคุณสำหรับยอดอ่าน คอมเมนท์และจำนวนไลค์ด้วยนะครับ สิ่งเหล่านี้คือกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับผมเลย แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าเร็ว ๆ นี้ครับ 

ปล. ท่านผู้อ่านที่ใจดีสามารถบริจาคเงินค่าขนมตามกำลังศรัทธาได้ที่ TrueMoney Wallet หมายเลข 093-180-4456 นะครับ จะ 5 บาท 10 บาท หรือมอบให้หลังจากอัพนิยายแต่ละตอนก็ไม่ว่ากันนะครับ ขอบคุณมากนะครับ! ^w^ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น