กนกพัชร
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 24

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2562 02:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8
แบบอักษร

อธิศใช้พลังควบคุมน้ำในการเคลื่อนที่เรือเล็กเร็วขึ้นเพื่อให้ถึงชายฝั่ง หน่วยรบพิเศษของพันโทสุเมธีได้รับคำสั่งให้ไปทำลายฐานทัพเครื่องบินรบของข้าศึก ซึ่งมันตั้งอยู่แถวชายหาดในเมืองคลูเซนชไตน์ของประเทศชเวรีน เป็นหนึ่งในอาณานิคมของเปรเซียร์หลงจากที่กษัตริย์เคลมองต์ขึ้นครองราชย์ หลังจากประกาศสงครามกับแพนธีออนแล้วนั้น พลอากาศตรีสเว็นได้รับไฟเขียวให้สร้างฐานเครื่องบินรบซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายหาดของเมือง อธิศสันนิฐานว่าพลอากาศตรีสเว็นคนนี้คงสร้างเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

   ภารกิจของพวกเขาคือทำลายฐานเครื่องบินให้หมด และให้ไปรายงานตัวที่ชายหาดอีกฝั่งหนึ่งซึ่งจะมีหน่วยจู่โจมรอรับอยู่ ส่วนในด้านของพลอากาศตรีสเว็นนั้นทหารฝั่งฟรอนร์เทียร์ ได้ทำการขออาสาออกล่าเองทำให้ภารกิจของหน่วยพันโทสุเมธีมีแค่นี้ ด้านจอนโจรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนตั้งแต่เริ่มลงเรือเล็กแล้ว อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเจอสภาพน้ำทะเลโครกเครงแบบนี้มาก่อน เพราะพายุฝนกระหน่ำลงมา ทันทีที่เรือขึ้นฝั่งมาได้แล้วจอนโจอาเจียนออกมาทันทีเพราะเขากลั้นมานานมาก  

   "นี่ฉันมาทำบ้าอะไรว่ะเนี่ย" จอนโจพึมพำกับตัวเขาเอง ในขณะที่พันโทสุเมธีกับอธิศนั้นแทบไม่เป็นอะไรเลย

   "หลานต้องระวังตัวด้วยนะอย่าให้พวกนั้นรู้ว่า หลานเป็นใคร" พันโทสุเมธีพูดกับอธิศซึ่งเด็กหนุ่มไม่พูดดอะไรมาก นอกจากเดินนำหน้าไปก่อนและแยกไปทางขวามือ จากนั้นทหารยศนายพันก็หันมาทางจอนโจที่ยังอาเจียนอยู่

   "ส่วนนายจอน มากับฉัน" คำพูดแสนสบายๆของอีกฝ่ายทำเอาจอนโจแทบไม่เชื่อหูตัวเอง คนพวกนี้ไม่เมาเรือกันเลยรึไง

   "จะบ้ารึไงผมเมาเรือมานะ อ้วกจะหมดท้องอยู่แล้วแต่คุณจะให้ผมไปตอนนี้เนี่ยนะ" จอนโจโวยวายออกมาแต่พันโทสุเมธีทำสีหน้าประมาณว่า "ไอ้ไก่อ่อน" อย่างเหนื่อยหน่าย   

   "โธ่เอ๋ยจอน อย่าสำออยนักเลย.... ลุกขึ้นมาชะเราไม่ได้มีเวลาทั้งวัน"

   จอนโจไม่มีทางเลือกนอกจากจับปืนกลติดกล้องขึ้นก่อนจะอาเจียนระลอกสุดท้ายออกมา ก่อนจะเดินตามหลังพันโทสุเมธีไปตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เขาคิดถูกไหมที่เลือกทางนี้เขายอมรับว่ากลัวมากๆ นั้นคือสาเหตุที่ทำไมปืนในมือจอนโจถึงสั่นแบบนั้น ทั้งคู่เดินผ่านโขนหินใหญ่ที่กั้นระหว่างค่ายทหารเปรเซียร์กับทะเลมาแล้ว พันโทสุเมธีเดินมาหลบหลังก้อนหินใหญ่เพื่อไม่ให้ข้าศึกเห็น จอนโจรีบมานั่งอยู่ข้างๆพันโทสุเมธีทันทีจากนั้นชายหนุ่มถูกอีกฝ่าย ยัดกล้องส่องทางไกลเพื่อให้เขาส่องดูสภาพแวดล้อมของข้าศึก

   พันโทสุเมธีได้อธิบายย้ำถึงเนื้อหาภารกิจว่าหน้าที่ของจอนโจต้องลอบเข้าไปในโรงเก็บเครื่องบิน ซึ่งอยู่ทางขวามือส่วนตัวพันโทสุเมธีจะไปจัดการกับโรงเก็บซ้ายมือ และระหว่างทางควรทำลายสัญญาณเตือนภัยเพื่อไม่ให้ข้าศึกเรียกกำลังเสริมได้ ทันทีที่ติดระเบิดเสร็จให้รอสัญญาณจากอธิศ ซึ่งมีหน้าที่ดึงดูดความสนใจของข้าศึกจากนั้นค่อยกดระเบิดให้ทำลายเครื่องบินและค่ายทั้งหมด เมื่อฟังแผนการทั้งหมดแล้ว ทั้งพันโทสุเมธีกับจอนโจต่างจัดเตรียมระเบิด C-4 ของตัวเองออกมา ซึ่งพันโทสุเมธีหยิบระเบิด C-4 ของจอนโจมาพิจารณา

   "นายแน่ใจนะว่ามันใช้งานได้" พันโทสุเมธีถามเพื่อความแน่ใจ

   "ผมทำมาอย่างดีเลย รับรองมันระเบิดที่นี่เละแน่นอน" จอนโจพูดอย่างมั่นใจในระเบิด C-4 ของตนเอง ซึ่งพันโทสุเมธีก็ทำหน้าประมาณว่า "จะคอยดู"

   "ถ้าผมถูกจับ.... คุณคงจะทิ้งผมและไปเอาชื่อเสียง...."

   "งานนี้ไม่มีคำว่า "ชื่อเสียง" ไอ้หนู... มีแค่คำว่า "รอดกับไม่รอด" เท่านั้น"

   ระหว่างที่ทั้งสองประทะคารมกันนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้น ทำให้สองหนุ่มต่างวัยหันไปมองก็เห็นลมพายุหมุนโจมตีค่ายข้าศึกอยู่ จอนโจเห็นรถถังและรถหุ้มเกราะถูกดูดเข้าไปในพายุ พันโทสุเมธีรู้ทันทีเลยว่าอธิศเริ่มลงมือทำงานของเขาแล้ว จึงรีบหันไปสั่งการกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆให้รีบไปชะ    

   "ฉันไม่มีของแบบนั้นหรอก พลังของเขามันเป็นสายเลือดจากครอบครัวน้องเขยฉันต่างหาก.... อย่ามัวเสียเวลา ไปชะ !"

   พูดจบพันโทสุเมธีก็ดันหลังจอนโจให้ไหลลงเนินลงไปทันที ชายหนุ่มที่ยังไม่ทันได้ตั้งรับก็ไถลลงมาจุ่มกับนองน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากน้ำฝนมากระทบกับหน้าของเขา จอนโจหันไปมองบนเนินอย่างหัวเสียแต่เขาคงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องวางระเบิดที่โรงเก็บเครื่องบิน มันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาได้กลับบ้าน จอนโจเดินเข้าไปในเขตเฝ้าระวังของข้าศึกแต่ตอนนี้ไม่เหลือใครสักคน เพราะส่วนใหญ่มุ่งสนใจไปทางลมพายุผสมกับเปลวไฟ นั้นทำให้ชายหนุ่มรู้ทันทีเลยว่าอธิศไม่ใช่ผู้ควบคุมธาตุธรรมดา

   แม้ว่าจะไร้วี่แววข้าศึกแต่เพื่อไม่ให้กำลังเสริมมาวุ่นวาย จอนโจทำลายสัญญาณเตือนภัยของข้าระหว่างทางด้วย และเมื่อเขาเข้ามาในเขตฐานโรงเก็บเครื่องบินแล้ว จอนโจพบว่ายังมีข้าศึกเหลืออยู่ประมาณ 7-9 คนที่ยังทำหน้าที่เฝ้าระวังโรงเก็บอยู่ ทำให้ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกจึงใช้ระเบิดขว้างที่ทำเอง โยนเข้าไปกลางดงข้าศึกเหล่านั้นผลก็คือระเบิดแตกออกมาเป็นเปลวไฟ แผดเผาร่างของทหารเปรเซียร์ทันทีจอนโจนับ 1-2 แล้วลุกขึ้นวิ่งไปยิงพวกมันซ้ำอีกครั้ง

   หลังจากที่จัดการพวกตัวปัญหาแล้วนั้นจอนโจรีบวิ่งไปที่โรงเก็บเครื่องบิน แต่ทางเข้าสแกนด้วยลายนิ้วมือของนักบินเท่านั้น และเขาคงไม่เสียเวลาที่จะหานิ้วมือมาสแกนแน่ๆ เขาจึงใช้แบบภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยการติดระเบิด C-4 เพื่อทำการระเบิดทางเข้า จอนโจเข้ามาได้แล้วก็พบว่ามีเครื่องบินแค่ลำเดียวที่จอดอยู่นั้นทำให้ จอนโจต้องวิทยุรายงานต่อพันโทสุเมธีทันทีเพื่อรายงานสถานการณ์

   "คอบบร้า 9 เรียกคอบบร้า 5 เรางานเข้าแล้ว" จอนโจพูดใส่ไมค์วิทยุที่ติดอยู่ที่หูข้างขวา

   "คอบบร้า 5 เรียกคอบบร้า 9 เกิดอะไรขึ้น" เสียงของพันโทสุเมธีถามขึ้น

   "ผมเข้ามาในโรงเก็บเครื่องบินแล้วแต่เจอแค่ลำเดียว เอายังไงดีครับ" จอนโจถามขึ้น

   "โธ่เว้ย ! พวกมันคงเอาเครื่องบินขึ้นฟ้าไปแล้ว.... ไม่เป็นไรคอบบร้า 9 นายระเบิดลำที่จอดทิ้งไว้แล้วรีบออกมา อย่าให้ถูกจับได้ละ"

   จอนโจรีบนำระเบิด C-4 ไปติดไว้ที่ใต้ท้องเครื่องบินและรีบวิ่งออกมา แต่ก็ต้องเจอกับข้าศึกรายหนึ่งยืนดักรอเขาอยู่ สักพักระเบิดก็บังเกิดขึ้นทั่วบริเวณนั้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ๋ย จอนโจรีบวิ่งออกจากรัศมีระเบิดนั้นทันทีโดยเขามุ่งหน้ามาทางที่ตั้งป้อมปืนใหญ่ เพื่อหลบหลังกำแพงอิฐโดยมีพันโทสุเมธีรอเขาอยู่เช่นกัน ชายหนุ่มสังเกตว่ามีรีโมทอยู่ที่มือของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่ค่อยสบอารมณ์มาก ก็แน่ละ เขาอาจตายในนั้นได้ถ้าหนีไม่พ้น

   "ระเบิดคุณเกือบฆ่าผม" จอนโจหันมาต่อว่าอีกฝ่าย

   "แต่นายไม่ได้ตายนี่.... วางระเบิดไว้รึยังของฉันทำงานเสร็จแล้ว" พันโทสุเมธีถามขึ้น เขาสังเกตว่าลมพายุอัคคีหายไปแล้วนั้นทำให้หวังว่าอธิศจะเอาตัวรอดได้ และตามมาสมทบตรงนี้

   "ตาระเบิดของผมบ้างละกัน"             

   ไม่นานนักประตูโรงเก็บเครื่องบินก็เปิดออกพร้อมกับเครื่องบินลำที่เขาติดตั้งระเบิด กำลังจะทะยานขึ้นฟ้าแต่แน่นอนว่าจอนโจไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น เขากดรีโมทในมือทันทีผลคือระเบิดกระจายออกเป็นวงกว้างมากกว่าระเบิดของพันโทสุเมธีเสียอีก ค่ายทั้งหมดตกอยู่ในกองเปลวเพลิงจากขุนนรกก็มิปาน พันโทสุเมธีคิดว่าทำถูกแล้วที่ดึงจอนโจเข้ามาในหน่วยคนแรก ระเบิดเพียงลูกเดียวของจอนโจทำลายค่ายนี้หมดภายในพริบตา

   "ทำได้ไม่เลวนี่จอน.... โอ๊ย ไอ้เวรเอ๋ย" คำสบถของพันโทสุเมธีทำให้จอนโจรู้ว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บที่แขนซ้าย คาดว่าน่าจะโดนยิงจากข้าศึกตอนที่เขาลอบเข้าไปวางระเบิด

   "คุณ... ถูกยิงตอนไหน ทะ ทะ ทะ ทำไมไม่บอก...."

   "อย่าโวยวายมากนักจอน พูดยังกะฉันไม่เคยถูกยิงงั้นแหละ"

   เปลวไฟที่แผดเผาค่ายก็จางหายไปในสายลมอย่างรวดเร็ว พันโทสุเมธีรู้ว่ามันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพราะอีก 5 นาทีต่อมา มีรถทหารคันหนึ่งแล่นมาทางที่เขากับจอนโจอยู่ ทั้งสองยกปืนเล็งทางรถคันนั้นทันทีแต่ยังไม่เหนี่ยวไกเพราะมันจอดชะก่อน และเผยให้เห็นคนขับซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอธิศนั้นเองที่เป็นคนขับ

   "ให้ไปส่งไหม"

       

 

 

                                        

                                  +++++++++++++++++++++++++++++++++++            

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น