SweirFeng | เสวี่ยเฟิ่ง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกหน้าที่ 15 ตัวประกอบฉลาดกว่านางเอกได้ แต่จะเนื้อหอมกว่านางเอกไม่ได้! (ตอนกลาง)

ชื่อตอน : บันทึกหน้าที่ 15 ตัวประกอบฉลาดกว่านางเอกได้ แต่จะเนื้อหอมกว่านางเอกไม่ได้! (ตอนกลาง)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ย. 2562 00:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกหน้าที่ 15 ตัวประกอบฉลาดกว่านางเอกได้ แต่จะเนื้อหอมกว่านางเอกไม่ได้! (ตอนกลาง)
แบบอักษร

บันทึกหน้าที่ 15 

ตัวประกอบฉลาดกว่านางเอกได้ แต่จะเนื้อหอมกว่านางเอกไม่ได้! (ตอนกลาง) 

 

. __________ 淑仙 __________ . 

 

"สวมนี่เอาไว้ มันจะปกป้องเจ้าจากพวกน่ารำคาญ" 

 

จอมมารหมื่นพิษย่อกายลงเบื้องหน้าซูเซียนและสวมหน้ากากหยกเย็นสีขาวสว่างให้เด็กสาว 

 

ซูเซียนหลับตา ปล่อยให้อีกฝ่ายสวมหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ให้ แหงะ ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่างานเลี้ยงของไทฮองไทเฮาเป็นงานเลี้ยงตีมหน้ากาก แล้วแบบนี้จะรู้ได้ยังไงกันล่ะว่าใครเป็นใคร  

 

พอเด็กสาวขยับหน้ากากให้เข้าที่เรียบร้อยแล้ว คนถือม่านที่เดินนำหน้าขบวนของไทฮองไทเฮาอยู่ก็เปิดม่านขึ้น จากนั้นกลุ่มของเธอที่นำโดยไท่ซ่วงหวงเฉินกับไทฮองไทเฮาก็เดินเข้าไปในงานเลี้ยงกันแบบเงียบๆ ไม่ได้มีขันทีประกาศว่าไทฮองไทเฮามาถึงแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นยามเดินเข้าไปในงานเลี้ยง 

 

ดวงตาหลายสิบคู่หันมาจ้องมองกะทันหัน ราวจับรัศมีสูงศักดิ์เหนือใครได้จากกลุ่มของเธอ แต่ก็ไม่แปลกอะไรล่ะนะ เพราะนอกจากเธอที่เหมือนเด็กสาวธรรมดา ทั้งไท่ซ่างหวงเฉิน ไทฮองไทเฮา ไท่ซ่างหวงเป่ยม่อ และจอมมารหมื่นพิษก็ล้วนดูไม่ธรรมดาด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และบรรยากาศสูงศักดิ์รอบกาย โดยเฉพาะเรื่องหน้าตานี่เรียกได้ว่ากินขาดทั้งครอบครัว แค่เห็นสี่คนนี้ก็รู้แล้วว่าความยุติธรรมไม่มีอยู่จริง พระเจ้ารักสี่คนนี้เป็นพิเศษ 

 

ซูเซียนยืดหลังตรงด้วยท่าทางเกร็งๆไม่เป็นธรรมชาติ มือซ้ายสั่นเทาและเย็นเหยียบเพราะเหงื่อ จนแทบไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิจากฝ่ามืออุ่นของท่านจอมมารผู้ยืนกุมมือเดินอยู่ข้างๆ 

 

"ไม่ต้องตื่นเต้นไป" จอมมารหมื่นพิษกระซิบให้กำลังใจและบีบมือน้อยเบาๆ เพราะรู้สึกได้ว่าเด็กสาวข้างกายกำลังประหม่าจากการที่ฝ่ามือเล็กเผลอบีบฝ่ามือตนแน่นขึ้นโดยที่เจ้าตัวก็คงไม่ทันสังเกต "วันนี้เจ้า...งดงามมาก" 

 

"ขอบพระทัยเพคะ..." อะไรงดงามนะ ไม่ทันฟังค่ะ มัวแต่ตื่นเต้นอยู่เนี่ย อ้อ สงสัยชมชุด ถ้างั้นก็ชมคุณแม่ของคุณดีกว่าค่ะ ต้องขอยอมรับเลยว่าไทฮองไทเฮาเซ้นส์ดีมาก มองไปทั่วงานเลี้ยง ชุดที่ไทฮองไทเฮาเตรียมเอาไว้ให้เธอคงดูงดงามนำสมัยที่สุดแล้วล่ะ  

 

ซูเซียนแอบมองรอบกายและถอนสายตากลับแทบไม่ทัน โอ๊ย ตื่นเต้นชะมัดเลยค่ะ ก่อนหน้านี้เวลาร่วมงานเลี้ยงกับครอบครัว พ่อ พี่ชายกับพี่สาวมักจะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นไม่จนหมด ส่วนเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นแบบเธอมักจะไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่มองประเมินเอาไว้ ราวเธอเป็นผลไม้ที่ยังไม่สุกงอมพร้อมที่จะลงทุนหรือเก็บเกี่ยว แต่ตอนนี้เธอกำลังถูกสายตาโลภโมโทสันของคนค่อนงานเลี้ยงจ้องมองมาด้วยสายตาหิวกระหายดั่งเนื้อชั้นดีที่ใครก็อยากจะจับกลืนลงไปในคำเดียว 

 

งานเลี้ยงครั้งนี้ใหญ่โตอลังการมากก็จริง แต่โชคดีที่ยามเดินเข้างานไม่ได้มีการประกาศการมาอย่างเอกเกริก ดังนั้นในตอนที่เธอและกลุ่มไทฮองไทเฮาเข้ามาในงานเลี้ยงจึงไม่ได้เกิดสถานการณ์เงียบกริบเหมือนเห็นการปรากฎตัวของสัตว์หายาก แต่ไม่นานคนที่สังเกตเห็นว่าไทฮองไทเฮาเข้ามาในงานเลี้ยงแล้วก็เริ่มซุบซิบกัน จนกระทั่งรู้กันไปทั่วงานเลี้ยงในเสี้ยววินาทีว่าเจ้าภาพมาถึงแล้ว เหลือก็แค่หาโอกาสเข้ามาทักทายไทฮองไทเฮาให้ได้ก็เท่านั้น 

 

เด็กสาวได้รับการอธิบายจากจอมมารข้างกายว่าที่ไม่มีการประกาศการมา ก็เพื่อปกปิดสถานะของผู้มีอำนาจหลายๆกลุ่มที่เดินทางมาเพื่อพบไทฮองไทเฮากับสหายบางส่วนโดยเฉพาะ และไม่ต้องการถูกพวกโลภมากเข้าหาด้วยเรื่องผลประโยชน์ ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายที่ไม่คาดฝันขึ้นด้วย เนื่องจากแขกเหรื่อในวันนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือเหล่าจอมยุทธ ส่วนอีกกลุ่มคือพวกขุนนางทั้งในแคว้นและต่างแคว้นที่เคยมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับไทฮองไทเฮาในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทั้งสองกลุ่มนี้เปรียบเสมือนน้ำและไฟที่ไม่อาจเข้ากันได้ เพราะพวกจอมยุทธเป็นกลุ่มคนที่คิดว่าผู้แข็งแกร่งคือผู้อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ในขณะที่พวกขุนนางกลับคิดว่าผู้ที่มี 'เลือดสีน้ำเงิน' ปะปนคือบุคคลที่สูงส่งเหนือใคร ดังนั้นเมื่อคนสองกลุ่มที่มีทัศนคติแตกต่างกันมาอยู่รวมกันในที่เดียวก็มักจะเกิดการดูถูกถากถางที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงขึ้นได้ในทุกๆเมื่อ แต่ถึงกระนั้นการไม่เปิดเผยรายชื่อแขกก็ช่วยได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่คงได้แต่ภาวนาให้พวกที่ไม่ชอบหน้ากันเห็นแก่ไทฮองไทเฮา เห็นแก่สถานที่ ปะทะกันแค่พอหอมปากหอมคอ อย่าได้สร้างความวุ่นวายใหญ่โตให้แขกคนอื่นเดือดร้อน ไม่ต้องโคจรมาเจอกันตลอดงานเลี้ยงเลยยิ่งดี 

 

เดิมทีที่ไทฮองไทเฮาพยายามเชิญแขกมาให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น เข้าสูตรคนน้อยเรื่องก็น้อย คนมากก็มากเรื่อง แต่พวกขุนนางที่ขอร้องให้ตัวเองได้รับเชิญกลับดื้อรั้นคิดแต่เรื่องอยากจะตักตวงผลประโยชน์จากงานเลี้ยงในครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด ทำให้ฮ่องเต้ไฉหลงไม่มีทางเรื่อง ต้องขอร้องไทฮองไทเฮาให้เพิ่มรายชื่อแขก ไทฮองไทเฮาจะไม่ทำก็ได้ แต่อดีตฮ่องเต้เป่ยม่อกำลังอยู่ในช่วงง้อและเอาใจลูกชายหัวดื้อให้เลิกต่อต้านพ่อตัวเอง ไทฮองไทเฮาจึงยอมในที่สุด 

 

"อ่ะ นั่น ไทฮองไทเฮาเสด็จแล้ว ใต้เท้าฮวาอยู่ที่ไหนกันนะ!" 

 

"อ้อ เมื่อครู่ข้าเห็นเขาคุยกับแม่ทัพไป๋อยู่ตรงโน่นนะ ข้าส่งลูกชายไปตามให้แล้ว ว่าแต่...เด็กสาวชุดขาวที่สวมหน้ากากหยกผู้นั้นหรือว่าจะเป็นคุณหนูซูเซียนในข่าวลือ" 

 

"อืม คะเนจากรูปร่างกับส่วนสูงก็น่าจะใช่นะ บุตรข้า นั่นคือคุณหนูซูเซียน เจ้าจงจดจำชุดกับหน้ากากที่นางสวมใส่เอาไว้ และจงอย่าลืมหาโอกาสเข้าไปแนะนำตัวให้ได้ เข้าใจหรือไม่" ขุนนางรายหนึ่งป้องปากกระซิบข้างหูบุตรชายของตัวเอง แม้เป้าหมายจะยังเป็นเพียงดอกตูมที่ยังไม่เบ่งบาน แต่เด็กสาวนั้นเติบใหญ่รวดเร็วกว่าชายหนุ่มยิ่งนัก ละสายตาไปเพียงครู่เดียว ดอกตูมในวันนี้ก็อาจกลับกลายเป็นราชินีบุปผาในไม่กี่วันข้างหน้าได้แล้ว 

 

"เดี๋ยวก่อน ข้าว่าเจ้าอย่าส่งบุตรชายเข้าไปจุ้นจ้านวุ่นวายกับคุณหนูซูเซียนตามใจชอบจะดีกว่า ไม่เห็นหรือว่านางเดินจับมือถือแขนอยู่กับใคร" 

 

"ไม่น่าเชื่อ บุรุษที่เดินอยู่ข้างๆคุณหนูซูเซียนผู้นั้น อย่าบอกนะว่าคือพระอนุชาเพียงองค์เดียวของอดีตฮ่องเต้ ผู้ที่ในอดีตเกือบจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากฝ่าบาทเป่ยม่อ" 

 

"อืม ไม่ผิดแน่นอน แม้จะไม่ได้เห็นพระองค์ปรากฎตัวมานานหลายปีแล้ว แต่ข้ายังจดจำดวงตาดั่งมังกรของพระองค์ได้ไม่มีวันลืม สมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของไท่ซ่างหวงเฉินกับไทฮองไทเฮา สง่างามเปี่ยมรัศมีเจ้าชีวิตจริงๆ" 

 

"ถึงจะเป็นพระอนุชาของอดีตฮ่องเต้ แต่พระองค์ก็เป็นแค่เชื้อพระวงศ์ที่ทิ้งบรรดาศักดิ์ไปแล้วไม่ใช่หรือ ไม่รู้ว่าป่านฉะนี้อำนาจในมือร่อยหรอลงเหลือเท่าใดแล้ว อีกอย่าง...ด้วยความต่างของอายุ พระองค์อาจแค่เอ็นดูคุณหนูซูเซียนเช่นไทฮองไทเฮาเท่านั้นก็เป็นได้" 

 

"พูดเหมือนปลอบตัวเองอยู่เลยนะ แต่หากเป็นเช่นที่เจ้าว่ามาจริง เช่นนั้นบุตรชายบุตรสาวของข้าเองก็อาจจะยังพอเหลือโอกาสเช่นกัน แม้จะทิ้งบรรดาศักดิ์ไปแล้ว แต่มังกรก็คือมังกร คงเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลไม่น้อยหากเด็กสาวในตระกูลได้อุ้มครรภ์ทายาทที่มีเชื้อสายเดียวกับโอรสสวรรค์" 

 

ขุนนางกระหายอำนาจทั้งสองส่งยิ้มให้กันเหมือนต่างฝ่ายต่างมีแผนกอบโกยผลประโยชน์เป็นของตัวเอง เนื่องจากเป้าหมายในการร่วมงานเลี้ยงคราวนี้ของขุนนางส่วนใหญ่ก็คือสานสัมพันธ์กับอดีตฮ่องเต้ทั้งสองและไทฮองไทเฮา แต่ทั้งสามขึ้นชื่อเรื่องความเข้าหายาก ซื้อใจไม่ง่าย ดังนั้นเชื้อพระวงศ์ที่เพิ่งหวนคืนกับซูเซียนจึงไม่ต่างอะไรไปจากสะพานเชื่อมทองคำ 

 

"ชู่ พวกเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว" ขุนนางคนหนึ่งเอ็ดขึ้นเสียงเบา ในแววตามีความหวาดกลัวปะปนอยู่ "จะพูดจะจาอะไรควรระวังกันมากกว่านี้ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกท่านทั้งสี่ล้วนมีวรยุทธิ์สูงส่ง พูดเบาแค่ไหน หากพวกท่านต้องการได้ยิน ล้วนได้ยินทั้งสิ้น อีกทั้งพระอนุชาในอดีตฮ่องเต้เองก็หาใช่ไกกาที่ไหน ไม่เพียงเป็นมังกร แต่ยังเป็นถึงมังกรเจ้าชีวิต แม้สละบรรดาศักดิ์ไปแล้วก็ใช่ว่าจะไร้อำนาจ ข้าได้ยินมาว่าพระองค์มีเส้นสายและอำนาจในยุทธภพไม่น้อยเลยเชียวล่ะ" 

 

"หากเป็นเช่นนั้นจริง...ก็ยิ่งต้องสานสัมพันธ์กับมังกรตนนี้เอาไว้ ลูกสาวคนโตของข้าอาจไม่ได้ เพราะต้องเตรียมความพร้อมคัดเลือกเป็นสนมของไท่จื่อ แต่ลูกสาวคนรองกับลูกสาวคนเล็กของข้ายังไม่มีพันธะกับชายใด" 

 

"ลูกสาวของข้าก็เช่นกัน ปีนี้เพิ่งย่างสิบหก กำลังงดงาม งามไม่ด้อยไปกว่าคุณหนูสี่สกุลหม่าเลยเชียวล่ะหรือคุณหนูสกุลฮวาเลยเชียวล่ะ" 

 

. __________ 淑仙 __________ . 

 

ยามแรกไทฮองไทเฮายังเดินนำหน้ากลุ่มอยู่ แต่ไม่นานก็แยกตัวไปพร้อมไท่ซ่างหวงเฉิน เหมือนว่าจะเจอคนรู้จัก  

 

เอ๊ะ นั่น...นั่นชายชราที่เธอเจอที่สะพานโค้งพระจันทร์ตรงทางขึ้นวัดก่อนหน้านี้นี่!? 

 

ซูเซียนพยายามหันกลับไปมอง แต่ไม่ทัน เพราะมีกลุ่มคนเดินมาบังเสียก่อน อีกทั้งไม่นานหลังจากที่ไทฮองไทเฮาแยกตัวออกไป กระทั่งอดีตฮ่องเต้เป่ยม่อก็เดินแยกตัวออกไปอีกคน แถมไม่ได้เดินแยกออกไปเพราะเจอคนอื่นคนไกลที่ไหนด้วย แต่เป็นฮ่องเต้ไฉหลงที่ทำหน้าเย็นชาที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นเลยเชียวล่ะ  

 

ฮ่องเต้ไฉหลงมองเธอด้วยสายตาเอ็นดูเจือความเป็นห่วง แต่กลับมองพ่อตัวเองเหมือนเจอตัวอันตรายที่ไม่อยากให้เธอเข้าใกล้เสียอย่างนั้น  

 

ซูเซียนทำความเคารพฮ่องเต้และถูกอีกฝ่ายลูบหัวเบาๆเป็นการทักทาย แง...! เอ็นดูลับๆได้ แต่อย่าเอ็นดูออกสื่อสิคะ ไม่อยากกลายเป็นคนดังค่า! อ๊ะ นั่นป๊ะป๋าของเธอนี่! 

 

เด็กสาวยิ้มกว้าง ตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย เพราะชายสวมหน้ากากสีขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังฮ่องเต้คือราชครูซูเจี้ยน พ่อของเธอเอง เอาจริงๆก็เกือบจะจำไม่ได้แล้วแหละ เพราะหน้ากากของราชครูเป็นแบบปิดทั้งใบหน้า แถมเปิดช่องตรงดวงตาแค่นิดเดียวเท่านั้น ไม่เห็นลักษณะรอบดวงตาเลยด้วยซ้ำ และถ้าไม่เพราะเธอจำลักษณะเสื้อคลุมตัวนอกที่พ่อของเธอสวมมาร่วมงานเลี้ยงได้ เธอก็คงยืนตื่นเต้นอยู่ในดงคนดัง จนไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าชายสวมหน้ากากหยกท่าทางลึกลับที่ยืนอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้ก็คือป๊ะป๋าสุดที่รักของเธอเอง! 

 

จะว่าไป...ว้ายตายแล้ว พ่อใครคะเนี่ย ใส่หน้ากากทำตัวลึกลับแบบนี้แล้วกร้าวใจอย่าบอกใครเลยเจ้าค่า เอาไปเลยล้านแต้ม! เอ้ย ไม่ใช่สิ ป๊ะป๋า ป๊ะป๋าเจ้าขา นี่เซียนเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ แง ช่วยเซียนเอ๋อร์ด้วยนะเจ้าค่ะ ข้างๆเซียนเอ๋อร์คือตัวอันตราย คือจอมมารหมื่นพิษที่บุรุษซึ่งมีลูกสาวหน้าตาดีควรเก็บลูกสาวเอาไว้ให้ห่างอย่างน้อยยี่สิบก้าวเป็นอย่างต่ำ! หน้ากากแค่นี้คงไม่ทำให้ป๊ะป๋าจำลูกสาวคนสวยของตัวเองไม่ได้ใช่ไหมเจ้าคะ! 

 

ซูเซียนจ้องเขม็งไปทางบุรุษถือพัดขาวกับสวมหน้ากากหยก พยายามบุ้ยปากส่งสัญญาณให้บิดาช่วยเหลือ แต่ราชครูซูเจี้ยนกลับยกมือลูบศีรษะทุยของบุตรสาวเบาๆ ก่อนเดินจากไปพร้อมอดีตฮ่องเต้และฮ่องเต้ไฉหลง ท่าทางคงไปหาสถานที่ส่วนตั๊วส่วนตัวคุยกัน เดี๋ยวนะ...เฮ้ย!? ป๊ะป๋า ป๊ะป๋าลืมเอาอะไรไปด้วยหรือเปล่าคะ!? หนูไง ป๊ะป๋าลืมลูก! เดินไปไม่ว่า แต่เอาลูกไปด้วยดิป๊ะป๋า...! 

 

"ทีนี้ก็มีแค่เราแล้ว" ท่านจอมมารก้มมองเด็กสาวข้างกายแล้วยิ้มกระชากใจที่สุดออกมา จอมมารหนุ่มมั่นใจในรอยยิ้มนี้เป็นอย่างมาก ฝึกหนักมาหน้าคันฉ่องเป็นอย่างดี แถมเป็นรอยยิ้มที่มารดาสอนมาเองกับมือ มารดาบอกว่าถ้ายิ้มแบบนี้ โสดได้อีกไม่นานแน่นอน 

 

ซูเซียนเหงื่อแตกเต็มหน้าผาก นั่นเขา...เขาแสยะยิ้มเหี้ยมให้เธอด้วย! มันหมายความว่ายังไงอ่ะ แปลว่าเขามีแผนร้ายอยู่ในใจใช่ไหม โคตรน่ากลัวเลยอ่า! ต้องหนี ต้องหาทางหนี...!! 

 

"ไปหาที่สงบๆคุยกันเถอะ ในงานเลี้ยงน่ารำคาญเหลือเกิน" จอมมารหมื่นพิษแอบรู้สึกไม่สบอารมณ์ มองไปทางก็มีแต่บุรุษจ้องมาที่เจ้าตัวน้อยของเขา 

 

"อุ้ย นั่นคุณหนูฮวาเหนียงเพคะ!" ซูเซียนแกล้งชี้มั่วซั่วไปทางหนึ่ง บุรุษข้างกายจะได้ทิ้งเธอแล้วพุ่งเข้าไปทักทายคุณนางเอกนิยายภาคแยกในทันที 

 

"อ้อ... งั้นเดินไปทางนี้กันเถอะ" จะได้ไม่ต้องเดินไปเจอนังสตรีจอมหยิ่งที่เคยทำให้เจ้าตัวน้อยของเขาร้องไห้พรรค์นั้น ไม่เช่นนั้นครั้งนี้เขาอาจเผลอลงมือกระฉากลิ้นน่ารำคาญของนังเด็กนั่นออกมาเอาได้ 

 

แล้วจอมมารหมื่นพิษก็จูงมือซูเซียนเดินไปในทางตรงข้ามกับที่เด็กสาวชี้นำไป 

 

ส่วนซูเซียน... อึ้ง ทึ่ง สับสน จนสมองหยุดการทำงานไปแล้ว 

 

เอ๋ เอ๋! เอ๋...!!?? 

 

ใครก็ได้ บอกซูเซียนที นี่ยังเป็นโลกที่เกิดจากต้นฉบับนิยายเรื่องลำนำรักนางหงส์อยู่ไหมเจ้าคะ ถ้าใช่แล้วทำไมท่านจอมมารถึงไม่สนใจไยดีฮวาเหนียง  

 

ทำไม ทำไม ทำม้าย...!? 

 

. __________ 淑仙 __________ . 

 

'แฮ่กๆๆ ป...ปวดขาไปหมดแล้วเจ้าค่ะท่านจอมมาร อย่าเดินเร็วสิคะ ขาฉันสั้นกว่าคุณนะ แล้วนี่ท่านจะพาอิฉันไปที่ไหนกันคะเนี่ย ...เอาจริงๆไปที่ไหนก็ได้เจ้าค่ะ ขอแค่อย่าพาไปฆ่าก็พอ ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นจริงๆ ให้กันหน่อยเถอะนะ ฮือ...!' 

 

แหงะ เขา...เขาจะพาเธอเข้าไปในอุทยานหลวงแล้ว เดี๋ยวนะ ในอุทยานดอกไม้เงียบสงบมากก็จริง แต่ก็เต็มไปด้วยทหารขันทีตามจุดต่างๆด้วยเช่นกัน ถ้าอยากเอาคืนเธอแทนฮวาเหนียงจริง เขาก็ไม่น่าจะพาเธอไปที่อุทยานสิ เอ๊ะ หรือว่าหลิ่งเซี่ยหยางหลงคิดจะเอาเธอไปปล่อยไว้ในอุทยานที่ค่อนข้างหลงง่าย เพื่อหลบไปหาฮวาเหนียงทีหลัง โอ๊ย อยากบอกเหลือเกินว่าบอกกันดีๆก็ได้ เธอยินดีเตรียมสถานที่พลอดรัก พร้อมแถมบทพลอดรักเด็ดๆให้อีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ เข้าใจแล้ว ที่เมื่อกี้เธอแกล้งเรียกชื่อฮวาเหนียงขึ้นมา แล้วอีกฝ่ายรีบพาเธอหนีก็เพราะกลัวว่าถ้าฮวาเหนียงหันมาเห็นแล้วจะเข้าใจผิดล่ะสิ เฮ้อ ช่วยไม่ได้แฮะ ตามน้ำท่านจอมมารไปก่อนก็แล้วกัน หวังว่าจะไม่เอาไปปล่อยไว้ในจุดที่ลึกมากนะ เธอจะได้แอบกลับออกมาง่ายๆหน่อย หลังจากนั้นค่อยแวบไปหาพวกท่านพี่ไม่ก็หลวนลู่เลี่ยนแล้วรอจนงานเลี้ยงเลิกด้วยกัน อืม เอาแบบนี้แหละ 

 

ซูเซียนปล่อยให้จอมมารผู้ยิ่งใหญ่จูงมือไปจนเกือบจะถึงทางเข้าอุทยานหลวงที่ค่อนข้างเงียบสงบ ทว่าโชคเข้าข้างเด็กสาว เพราะจู่ๆท่านจอมมารก็เจอคนรู้จักที่ต้องหยุดทักทายกะทันหัน ดังนั้นในตอนที่เขาละสายตาจากเธอและจำเป็นต้องก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าวเพื่อสนทนากับบุรุษคนหนึ่งที่น่าจะเป็นจอมยุทธมีชื่อเสียง ทว่าดูง่วงๆซึมๆเหมือนคนทำงานหนักจนนอนไม่พอ ซูเซียนได้อาศัยจังหวะนั้นปลีกตัวเองออกมาทีละเล็กทีละน้อย แล้วพอสบโอกาสเธอก็เดินหนีเข้าไปในกลุ่มคนอย่างแนบเนียนในทันที 

 

อุหุๆๆๆ อย่าลืมขอบใจกันล่ะคุณตัวร้าย นี่ฉันเปิดโอกาสให้นายหนีไปจีบฮวาเหนียงแบบไม่ต้องกลัวโดนไทฮองไทเฮาบ่นทีหลังเลยนะ นายติดค้างฉัน จำสี่คำนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจด้วยล่ะ ในตอนที่นายคิดจะชนะใจฮวาเหนียงด้วยการเอาคืนฉัน จะได้ลังเลหน่อย สักนิดก็ยังดี 

 

ซูเซียนเดินเล่นอยู่ในงานเลี้ยง โดยพยายามมองหาครอบครัวและสหายอย่างหลวนลู่เลี่ยนไปด้วย แต่ก็อย่างที่บอก งานเลี้ยงใหญ่มาก และเธอก็ตัวเล็กและผอมบางมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แถมแทบจะทุกคนสวมใส่หน้ากาก ทำให้การพยายามมองหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากลำบากไม่น้อย คนที่คุ้นหน้าส่วนใหญ่ที่บังเอิญเจอ เธอก็ไม่อยากหยุดคุยหรือหารือด้วย เพราะตอนที่พวกนั้นจำเธอได้ คำว่าผลประโยชน์แทบจะแปะอยู่กลางหน้าผากเลยทีเดียวเชียวล่ะ 

 

ไม่รู้ว่าครอบครัวเธอสวมหน้ากากก่อนเข้างานเลี้ยงเหมือนบิดาเธอกันทุกคนเลยหรือเปล่า ยิ่งได้ยินว่าก่อนเข้างานเลี้ยงจะมีหน้ากากแจกด้วยก็ยิ่งไม่แน่ใจ เห็นว่าหน้ากากเป็นอภินันทนาการจากไทฮองไทเฮา สำหรับคนที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนให้พวกโลภมากเข้ามาตีสนิท หรือสำหรับพวกเด็กสาวหน้าตางดงามที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วก็สามารถหลีกเลี่ยงการถูกบุรุษชาวยุทธภพเข้ามาเกี้ยวพาราสีได้ด้วยการสวมหน้ากากปกปิดความงดงามของตัวเองเอาไว้ 

 

"ขออภัยขอรับ นี่ใช่คุณหนคุณหนูซูเซียนหรือไม่" ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถาม หลังกวาดตามองเด็กสาวขึ้นลงแล้วทำหน้ามั่นใจออกมา "ไม่ทราบว่าหลงทางอยู่หรือไม่ ต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า" 

 

ซูเซียนกระพริบตาปริบๆ เอ๊ะ เขา...คือใครคะเนี่ย เธอมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยนะ แล้วนี่ทำไมจำเธอได้ล่ะคะ เธอใส่หน้ากากอยู่นะ ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนก็ไม่น่าจะจำเธอได้สิ ...อ๊ะ! เพราะชุด เพราะชุดสินะ ชุดหรูหราแบบนี้ แถมยังใส่เดินเข้างานมาพร้อมไทฮองไทเฮาอีก ถ้าทันเห็นเธอในตอนนั้น เป็นใครก็คงจำได้ทั้งนั้นนั่นแหละนะ จะว่าไปแล้ว ชายหนุ่มคนนี้เธอคุ้นๆหน้าเหมือนเห็นแวบๆตอนเดินเข้างานเลี้ยงมา เขาคือหนึ่งในคุณชายที่จ้องเธอด้วยดวงตาเหมือนเห็นสมบัติ ดูแล้วไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย 

 

"ขอบคุณเจ้าค่ะคุณชาย เพียงแต่ข้าไม่ได้หลงเจ้าค่ะ แค่กำลังจะไปหามารดาของข้าเฉยๆ เพราะฉะนั้นต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ข้าไม่อยากทำให้มารดาต้องรอ ประเดี๋ยวนางจะเป็นห่วงเอา" ซูเซียนโกหกอย่างมืออาชีพ ตบท้ายด้วยส่งยิ้มไร้เดียงสาให้อีกฝ่ายนิดหน่อย ก่อนรีบเดินหนีมา แต่ไม่ทันไรเบื้องหน้าก็มีชายหนุ่มอายุน้อยกว่าหรือไม่ก็รุ่นราวคราวเดียวกับซูเหวินเดินเข้ามาขวางเอาไว้อีกแล้วถึงสามสี่คน  

 

เอ๋ นี่ฉันเนื้อหอมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ!? 

 

"ยินดีที่ได้รู้จักขอรับคุณหนูซูเซียน ข้ามีนามว่า..." 

 

"สวัสดีคุณหนูซูเซียน ข้ามาจากตระกูล..." 

 

"ดีใจเหลือเกินที่มีโอกาสได้พบกับคุณหนูซูเซียนตัวจริงเสียที ข้าได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูซูเซียนจนอยากเจอตัวจริงสักครั้งมาตั้งนานแล้ว" 

 

ตั้งนานแล้วอะไรกันล่ะยะไอ้พวกซุงแหล ฉันเพิ่งดังเพราะไทฮองไทเฮาตัวดีเมื่อไม่นานมานี้เองนะ แล้วฉันก็ไม่ใช่กระดูกนะยะ เลิกมามุงแล้วทำน้ำลายสอกันได้แล้ว จะไปไหนก็ไปกันเลยไป๊ ชิ้วๆ! 

 

เมื่อถูกบุรุษมากหน้าหลายตารุมล้อมมากๆเข้า ซูเซียนก็เริ่มเหงื่อตกและตาลาย โง้ย...ไม่ไหวแล้วค่า ไม่มีใครหล่อเลยอ่ะ มีแต่ปลวกๆ พวกคุณไม่เข้าตากรรมการ ขอเชิญกลับออกไปที่ทางออกหมายเลข...ล้อเล่นน่า เอาจริงๆก็หล่อทุกคนเลยนั่นแหละ ก็เป็นถึงลูกชายขุนนางมีอันจะกินกันทุกคนเลยนี่นา กินดีอยู่ดี ได้รับการบำรุงบำเรออย่างดีมาตั้งแต่เด็ก แถมมีเงินซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์กับเครื่องประดับดีๆมาใส่ จะดูดีกว่าผู้ชายทั่วไปก็ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ตายแล้ว เอาไงดีเนี่ยเรา เหมาหมดเลยได้ไหมนะ เธอฝันมานานแล้วว่าอยากมีฮาเร็มชายเป็นของตัวเอง อะแฮ่ม หยอกเล่นค่ะ ผู้ชายพวกนี้ต่อให้หน้าตาดีแค่ไหน ก็ต้องอยู่ห่างๆเอาไว้ เพราะแค่เห็นแววตากระหายอำนาจเงินทองพวกนั้นก็รู้แล้วว่าบุรุษพวกนี้เป็นประเภทเห็นสตรีเป็นวัตถุ ดังนั้นขอบายนะคะหนุ่มๆ 

 

"ข้าเองก็อยากรู้จักพวกท่านมากเช่นกันเจ้าค่ะ เพียงแต่ยามนี้ข้ากำลังรีบ ดังนั้นขอตัวก่อนนะเจ้าคะ!" 

 

เด็กสาวพยายามกัดฟันยิ้ม ก่อนหันหลังเดินหนีไป แต่คุณชายพวกนั้นก็ช่างตื๊อเหลือเกิน เห็นนะยะว่าแอบเดินตามมาห่างๆ คงกำลังหาโอกาสเข้ามาคุยอีกครั้งอยู่ล่ะสิ เฮ้อ ไอ้ความเนื้อหอมเหมือนกายส่งกลิ่นดอกไม้ออกมากับความถูกคุณชายโปรไฟล์ดีรุมล้อมหน้าล้อมหลังแบบนี้ ปกติมันต้องเป็นบทของหม่าลี่จูไม่ก็ฮวาเหนียงไม่ใช่เหรอ ไหงกลายเป็นตัวประกอบอย่างเธอที่เนื้อหอมได้กันล่ะเนี่ย ตอนอ่านนิยายมันก็น่าอิจฉาอยู่หรอก แต่พอโดนเองแล้วไม่สนุกเลยอ่ะ แล้วตกลงว่าครอบครัวเธอไปอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย หลวนลู่เลี่ยนอีก อ๋องหมูตอนก็ได้ เวลาลำบากแบบนี้ใครก็ได้ ช่วยโผล่มาให้เธอเกาะหน่อยเต๊อะ...อ๊ะ!? 

 

ในยามที่กำลังสอดส่ายสายตามองหาตัวช่วยไปทั่ว เพื่อสลัดพวกคุณชายน่ารำคาญออกไปให้ได้ ซูเซียนก็เห็นแผ่นหลังกว้างอันคุ้นตาของบุคคลเป้าหมายที่น่าจะช่วยเหลือเธอได้เข้ามาในครรลองสายตาพอดี จึงเผลอเดินเร็วๆเข้าไปคว้าชายแขนเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยความเคยชิน เพราะในตอนที่เด็กกว่านี้ เธอเคยวิ่งเข้าไปคว้าชายแขนเสื้อรั้งเขาเอาไว้บ่อยๆเช่นกัน 

 

"หืม?" บุรุษผู้ถูกคว้าแขนเสื้อกะทันหันไม่ได้ถือสาหาความ โดยเฉพาะเมื่อหลุบตาลงมองแล้วเห็นว่าอะไรเกาะชายแขนเสื้อตัวเองอยู่ กลับกันดวงตาคู่คมกลับเจือความเอ็นดูเหมือนเจอน้องสาวแท้ๆเสียด้วยซ้ำ 

 

"หึ เป็นอะไร หลงหรือ" 

 

งื้อ ช่ายค่ะ หลงเจ้าค่ะ โช้ยโด้ย...! 

 

"คือว่า..." ซุูเซียนอ้าปากกำลังจะเล่าสถานการณ์ แต่ก็ต้องชะงักไป เพิ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสตรีหน้าตางดงาม ทั้งที่คุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้า แต่อย่างน้อยเธอก็จำได้แม่นว่าผู้หญิงที่แต่งตัวฉูดฉาดและกำลังทำหน้าตาหึงหวงใส่เธอคนนั้นเป็นไป๋ฮุ่ยฮวาไม่ผิดแน่นอน ส่วนสองสาวชุดขาวกับชุดชมพูอ่อนที่ยืนอยู่ข้างกันนั่นก็คงเป็นหม่าลี่จูกับฮวาเหนียง ที่รู้ก็เพราะผู้หญิงทั้งสามไม่ได้สวมหน้ากาก แค่เอาผ้าบางๆปกปิดใบหน้าครึ่งล่างเอาไว้ ส่วนสาวงามที่เหลือเธอไม่รู้จัก แต่ถ้ามายืนอยู่ใกล้กับรัชทายาทของแคว้นแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นว่าที่สนมในวังหลังของไท่จื่อโอวหยางเฟยหรง 

 

"สวัสดีคุณหนูซูเซียน พวกเราพบกันอีกแล้ว" เป็นอีกครั้งที่ซูเซียนเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างกายไท่จื่อไม่ได้ว่างเปล่า แต่มีบุรุษสวมชุดหรูหราคนหนึ่งยืนอยู่ 

 

เด็กสาวเงยหน้ามองแล้วถึงกับสะดุ้ง เฮ้ย องค์ชายสามก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอเนี่ย  

 

ซูเซียนแอบเหล่มองหม่าลี่จูอย่างอดไม่ได้ แหมๆๆ ร้ายนะคะคุณนางเอก ให้พระเอกพระรองมาอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้ เช็คเรตติ้งตัวเองเหรอคะ เลิศค่ะลูก แม่ชอบ... 

 

"ถวายพระพรไท่จื่อ ถวายองค์ชายสามเพคะ" 

 

ไท่จื่อโอวหยางเฟยหรงยิ้มอย่างเป็นกันเอง ก่อนคว้าชายแขนเสื้อของซูเซียนไปจับเอาไว้ด้วยท่าทางสนิทสนม สำหรับไท่จื่อคงคิดกับซูเซียนแค่พี่ชายกับน้องสาวตัวน้อย แต่สำหรับไป๋ฮุ่ยฮวากับหม่าลี่จูที่กำลังอยู่ในช่วงพยายามมัดใจรัชทายาทให้อยู่หมัด สตรีที่เข้าใกล้ไท่จื่อไม่ว่าจะเป็นสายน้อยหรือสาวใหญ่ก็ไม่น่าไว้ใจด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นดวงตาคู่งามของสองสาวจึงคมกริบขึ้นกะทันหันในพริบตา เพียงแต่หม่าลี่จูฉลาดและรู้จักระมัดระวังตัวมากกว่าไป๋ฮุ่ยฮวา จึงซุกซ่อนความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวานได้อย่างแนบเนียน แตกต่างจากไป๋ฮุ่ยฮวาที่มองซูเซียนด้วยแววตาไม่พอใจอย่างชัดเจน ภาพลักษณ์ของไป๋ฮุ่ยฮวาจึงเหมือนสตรีขี้หึง ไร้เหตุผล และระแวงไปทั่วกระทั่งเด็กสาว ในขณะที่ภาพลักษณ์ของหม่าลี่จูคือสตรีใจกว้าง เฉลียวฉลาด งามทั้งนอกและใน 

 

เธอขอไว้อาลัยให้ไป๋ฮุ่ยฮวาล่วงหน้าเลยได้ไหม ดูๆแล้วกระดูกนางร้ายกับนางเอกมันคนละเบอร์มากเลยอ่ะค่ะ 

 

"เสด็จพี่ ข้ายินดีพาคุณหนูซูเซียนกลับไปหาครอบครัวของนาง"  

 

องค์ชายสามโอวหยางจินหรงเสนอตัว เนื่องจากในใจมีความรู้สึกว่ายังติดค้างคำขอโทษเด็กสาวตรงหน้าอยู่ เกี่ยวกับเรื่องที่น้องสาวคนงามอย่างโอวหยางหมิงซินเคยทำเอาไว้กับซูเซียน จึงอยากจะใช้โอกาสนี้ขอโทษให้เป็นเรื่องเป็นราว เผื่อมุมมองแย่ๆที่มีต่อกันจะดีขึ้นมาบ้าง 

 

ซูเซียนไม่อยากเชื่อหูตัวเองจนเกือบอ้าปากค้างออกมา  

 

ว้อท!? นายสมองกลับด้านหรือเปล่าเนี่ยองค์ชายสาม หรือก่อนออกมากินยาบำรุงแล้วลืมเขย่าขวด จะเสนอตัวไปส่งเธอทำไมเนี่ย ในเมื่อถ้าไท่จื่อแยกตัวออกไปส่งเธอ มันก็จะกลายเป็นโอกาสทองที่นายจะได้อยู่กับหม่าลี่จู โดยที่ไม่มีไท่จื่อเป็นก้างขวางคอเลยเชียวนะ! 

 

เด็กสาวน้ำตาซึม สงสารพระรองอย่างองค์ชายสามจับใจ เพราะดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงต้องบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตเป็นแน่ ดีไปมักนก ชั่วกำลังดีมักได้ เคยได้ยินไหมคะองค์ชายสาม 

 

"ไม่เป็นอะไร ข้ารบกวนเจ้าอยู่เป็นเพื่อนพวกนางแทนข้าที"  

 

ไท่จื่อโอวหยางเฟยหรงผายมือไปทางสตรีทั้งหลายของตัวเอง ก่อนพาซูเซียนเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้นในทันที  

 

หวาย...นี่ถ้าสายตาคมเหมือนดาบ ไป๋ฮุ่ยฮวากับหม่าลี่จูคงหั่นเธอเป็นล้านชิ้นไปหลายครั้งแล้วมั้งเนี่ย ขอโทษที่ทำลายโอกาสทำคะแนนของพวกคุณนะคะ ส่วนฮวาเหนียง...ชะอุ้ย จ้องเขม็งปานเธอไปเผาบ้านเจ้าหล่อนจนวายวอดมาแล้วเลยนั่น ท่าทางจะปักใจเชื่อไปแล้วจริงๆด้วยว่าเธอคือต้นเหตุที่ทำให้เจ้าหล่อนตกที่นั่งลำบาก จนเป็นได้แค่ว่าที่ชายารองของชินอ๋อง ทั้งที่แต่เดิมตำแหน่งชายาเอกอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว  

 

ชิ คิดว่าทำหน้าแบบนั้นแล้วเธอจะรู้สึกผิดเหรอ ขอโทษนะสาวน้อย ถามหน่อยเรื่องทั้งหมดใครเป็นคนเริ่ม ก็เธอกับสาวใช้ของเธอไง จำได้ไหม ใครใช้ให้หล่อนไม่รู้จักห้ามปรามสาวใช้ตัวเองไม่ให้ต่อว่าแม่คนอื่นปาวๆๆล่ะ ให้ตายสิ ยัยฮวาเหนียงคนนี้โตมายังไงเนี่ย หยิ่งแล้วยังเอาตัวเองกับพวกเป็นที่ตั้งอีก ถ้ารู้จักสั่งสอนสาวใช้ให้พูดจาระวังปากมากกว่านี้ก็คงได้ใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนเรื่องราวในนิยายต้นฉบับไปแล้วแท้ๆ ว่าไปแล้วที่ตัวประกอบอย่างเธอต้องเล่นนอกบทบ่อยๆก็เพราะพวกนางเอกอย่างเจ้าหล่อนชอบเล่นใหญ่เกินค่าตัวเนี่ยแหละ 

 

'อ๊ะ' ซูเซียนเผลอหันกลับไปมองทางด้านหลัง เพราะเห็นจอมมารหมื่นพิษหลิ่งเซี่ยหยางหลงเดินอยู่ไม่ไกล ท่าทางของเขาที่พอเห็นเธอแล้วรีบเดินเข้ามาหากันนั่น ทำให้เธออดรู้สึกว่าต้องหยุดรอเสียไม่ได้  

 

นั่นเขามาตามหาเธอเหรอ? 

 

เด็กสาวหันไปมองฮวาเหนียง ก่อนส่ายหน้าในใจ ลืมไปว่าฮวาเหนียงก็อยู่ใกล้ๆนี้ด้วย งั้นจอมมารก็มาหาฮวาเหนียงนั่นแหละ เฮ้ ท่านจอมมาร ฮวาเหนียงอยู่ตรงนู้นค่ะ เดี๋ยวเธอจะพาก้างขวางคออย่างไท่จื่อออกไปให้เอง ใช้เวลาอันมีค่าทำคะแนนให้เต็มที่ไปเลยนะ 

 

'เอ๊ะ' ดวงตากลมโตดุจลูกกวางฉายแววประหลาดใจ 

 

"มีอะไรหรือเปล่า" เมื่อเด็กสาวข้างกายหยุดเดิน ไท่จื่อหนุ่มจึงก้มมอง 

 

"..........ไม่มีอะไรเจ้าคะ พี่หรงพาข้าไปหาพี่เมิ่งกับท่านแม่ทีนะเจ้าคะ" 

 

แล้วซูเซียนก็เดินต่อ โดยมีโอวหยางเฟยหรงจับชายแขนเสื้อนำไป เมื่อครู่ที่เธอเผลอหยุดเดินและหันไปมองทางด้านหลังก็เพราะแทนที่ท่านจอมมารจะมองฮวาเหนียงที่ยืนคุยอยู่กับองค์ชายสามด้วยสายตาหึงหวง เขากลับเอาแต่จ้องเธอที่อยู่กับไท่จื่อด้วยสายตาเศร้าแปลกๆ 

 

มันคล้ายกับว่าท่านจอมมารกำลัง...น้อยใจเธออย่างนั้นแหละ 

 

. __________ 淑仙 __________ . 

 

"หน้าข้ามีอะไรติดหรือเจ้าคะพี่หรง"  

 

ซูเซียนยกมือลูบหน้าตัวเอง เพราะอีกฝ่ายชอบหันมามองกันเป็นระยะ

 

"ไม่มีอันใด เพียงรู้สึกว่าเจ้าโตขึ้นอีกแล้วน่ะสิ ดูสิ สูงขึ้นเยอะเลย" ไท่จื่อหนุ่มทำท่าวัดระดับความสูง จริงๆแล้วซูเซียนเองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองเช่นกัน ทั้งส่วนสูงและ...ขนาดหน้าอก อะแฮ่ม อาจเพราะเธออยู่ในช่วงวัยที่กำลังดีต่อการเติบโตด้วยนะ ร่างกายก็เลยสูงขึ้นแบบพรวดพราดเลยทีเดียวเชียว

 

"ข้ากำลังเติบโตขึ้นอย่างงดงามเลยใช่ไหมเล่าเจ้าค่ะ" ซูเซียนยิ้มแฉ่งให้ไท่จื่อหนุ่ม

 

โอวหยางเฟยหรงยิ้มบางกับรอยยิ้มซุกซนของเด็กสาวข้างกาย "นั่นสินะ ทั้งน่ายินดี...และน่าเสียดายไปในเวลาเดียวกัน"

 

อ้าว?

 

"บางครั้งข้าก็อยากให้เจ้าเป็นเด็กตลอดไป จะได้ไม่มีผู้ใดกังขายามเจ้ากระโดดกอดขาไม่ยอมให้ข้ากลับวัง หรือร้องไห้โยเยจนหลับไปทั้งที่ยังกอดขาข้าอยู่"

 

ว้ายๆๆ อย่าแฉกันกะทันหันแบบนี้สิค๊า...!

 

"นั่นมันเรื่องสมัยไหนแล้วเจ้าคะพี่หรง ตอนนั้นข้ายังเป็นเด็กไม่รู้ความอยู่เลย อ๊า อย่าทำให้นึกถึงแบบนี้สิเจ้าคะ น่าอายที่สุด!"

 

นี่อายจริงๆนะ คือในชีวิตวัยเด็กของเธอมันจะมีช่วงนึงที่ไท่จื่อเข้าออกจวนซูเป็นว่าเล่น เพราะเป็นศิษย์ของราชครูซู ตอนนั้นซูเซียนที่ยังเด็กมากก็เลยนึกว่าไท่จื่อในวัยเยาว์เป็นพี่ชายแท้ๆอีกคนของเธอ ดังนั้นทุกครั้งที่เห็นอีกฝ่ายกำลังจะกลับวัง เธอก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายจะหนีกันไปไหนอีกแล้วก็ไม่รู้ ก็เลยชอบตามไปกระโดดเกาะเอว เกาะขา รั้งไม่ให้อีกฝ่ายไปไหน โว้ย ตอนนั้นเธอทำลงไปได้ยังไงกันเนี่ย นึกภาพไท่จื่อสมัยเป็นเด็กหนุ่มมีเด็กสาวตัวเล็กจ้อยเกาะติดขาข้างหนึ่งเหมือนลูกหมีโคอาล่า แถมยังเอาแต่ร้องว่า อย่าไปๆ เหมือนกลัวถูกทิ้งดูสิ ฮือ...อายตัวเองชะมัด

 

"อายอะไรกัน ไม่ใช่เรื่องน่าอายเสียหน่อย" ไท่จื่อหนุ่มจับศีรษะทุยของเด็กสาวแล้วโยกคลอนเบาๆอย่างเอ็นดู "...เจ้าทำให้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสกุลซู เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเจ้า ความรู้สึกนั้นข้าคงไม่มีวันลืมเลย"

 

ซูเซียนเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายอย่างจริงใจ "พี่หรงเป็นสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งของสกุลซูจริงๆนะเจ้าคะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนหรือพวกข้าจะไปที่ไหน ก็จะมีที่ของท่านในสกุลซูให้ท่านกลับมาได้เสมอเลยเจ้าค่ะ!"

 

ไท่จื่อนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มออกมา "ขอบใจนะเจ้าตัวแสบ"

 

ชื่อซูเซียนค่า ไม่ใช่เจ้าตัวแสบ!

 

"จริงสิ...พี่หรงพาข้าไปส่งแค่ใกล้ๆก็ได้นะเจ้าคะ ไม่จำเป็นต้องพาไปส่งถึงข้างในหรอกเจ้าค่ะ" 

 

ไท่จื่อบอกซูเซียนว่าไทฮองไทเฮาจัดสถานที่พบปะเล็กๆกลางอุทยานเอาไว้ให้สำหรับสตรีสนทนาแลกเปลี่ยนกันโดยเฉพาะ ซูเซียนก็เลยหาแม่กับพี่สาวไม่เจอในงานเลี้ยงหลัก แน่นอนว่าบุรุษเข้าไปในพื้นที่พบปะของสตรีได้ แต่บุรุษส่วนใหญ่ดันรวมตัวกันอยู่ในงานเลี้ยงหลัก ดังนั้นถ้าบุรุษมาอยู่ในสถานที่ที่เหล่าสุภาพสตรีพบปะกัน นอกจากจะถูกมองแปลกๆแล้วก็อาจไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้เลยด้วย แต่ถ้าเป็นซูเหวินกับซานหลิงที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมกับพวกลูกชายขุนนางก็คงไม่สนใจสายตาใครหรอกมั้ง หรือไม่ก็อาจจะไปเดินเล่นฆ่าเวลาในอุทยานกันสองต่อสองแล้วก็เป็นได้

 

"กลัวพี่กับเมิ่งเอ๋อร์ลำบากใจเช่นนั้นหรือ" ไท่จื่อหนุ่มหันมายิ้มอย่างรู้ทัน

 

"ก็..." ซูเซียนเม้มปากแน่น

 

"ไม่ต้องห่วง เรื่องเมิ่งเอ๋อร์พี่ได้ลองทบทวนความรู้สึกของตัวเองดูดีๆแล้วล่ะ ตอนนี้พี่มั่นใจแล้วว่าความรู้สึกรักใคร่ เอ็นดู และอยากปกป้องที่พี่มีให้เมิ่งเอ๋อร์คือความรู้สึกแบบพี่ชายกับน้องสาว หาใช่ความรู้สึกแบบคนรัก ...พี่น่าจะคิดได้ตั้งแต่ไม่เคยเห็นเสด็จพ่อกับเสด็จแม่แสดงความรักใคร่กันต่อหน้าพี่แล้ว เพราะฉะนั้นความรู้สึกรักใคร่ปรองดองรูปแบบเดียวที่พี่เคยเห็นจึงเป็นความรักที่เสด็จแม่มีต่อน้องชาย และเพราะมีต้นแบบความรักเช่นน พี่ก็เลยเข้าใจความรู้สึกที่มีให้เมิ่งเอ๋อร์ผิดเพี้ยนไป ดีแล้วที่เราทั้งคู่ต่างรู้ตัวก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้ เพราะพี่คงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง หากวันนึงพี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เมิ่งเอ๋อร์ต้องทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ ...พี่ไม่ควรคิดเอาเมิ่งเอ๋อร์เข้ามาอยู่ในวังหลังไม่ว่าด้วยฐานะอะไร ตั้งแต่เห็นว่าแม้แต่เสด็จแม่ของพี่ที่เป็นถึงฮองเฮาก็ไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริง"

 

โถ พ่อคุณ หล่อจริงๆ หน้าก็หล่อ ใจก็หล่อ ความคิดยังหล่ออีก น่าเสียดายที่นับถือกันเป็นพี่น้องไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอไม่ปล่อยไปหรอก ไท่จื่อแซ่บๆแบบนี้

 

"แล้วความรู้สึกที่พี่หรงมีต่อคุณหนูหม่าใช่ความรักหรือเปล่าเจ้าคะ"

 

ใบหน้าของไท่จื่อหนุ่มฉายแววเย็นชาทันที "เคยคิดว่าใช่ จนกระทั่งพี่สืบรู้ภายหลังจากที่เจ้าฟื้นขึ้นมาว่าหม่าลี่จูมีส่วนทำให้เจ้าตกน้ำจนหลับใหล ทั้งยังพยายามปกปิดความผิดของตัวเองอีก บอกตามตรง...พี่ผิดหวังมาก" 

 

ซูเซียนหน้าถอดสี ตายห่าน! พระเอก...พระเอกส่อสัญญาณอยากจะเทนางเอกเพราะฉันซะแล้วล่ะค่ะท่านผู้ชม แล้วแบบนี้เนื้อเรื่องในนิยายภาคหลักจะเปลี่ยนแปลกไปไหมคะเนี่ย เอาจริงๆเธอแทบไม่ได้ตามเรื่องราวรักสามเส้าของฝั่งไท่จื่อเลยอ่ะ ตามแต่ฝั่งของชินอ๋องกับฮวาเหนียง เพราะดันเกี่ยวกับหลวนลู่เลี่ยน

 

"งั้นกับคุณหนูไป๋เล่าเจ้าคะ"

 

"ช่างสงสัยจริงนะเรา" 

 

ไท่จื่อหนุ่มอดเหล่มองเด็กสาวข้างกายไม่ได้ จริงๆแล้วเด็กสาวข้างกายเป็นประเภทขี้สงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่เหมือนจะมีช่วงหนึ่งที่ซูเซียนได้เปิดตัวในงานเลี้ยงน้ำชากับบรรดาคุณหนูอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วถูกครูสอนมารยาทของคุณหนูตระกูลหนึ่งตักเตือนว่าสตรีไม่ควรทำตัวช่างสงสัยหรือพูดมากจนเกินไป ทำให้ซูเซียนกลายเป็นเด็กเงียบขรึมไปช่วงหนึ่ง สงสัยอะไรก็เก็บเอาไว้ในใจ ไม่ยอมพูดออกมา มีเพียงแววตาที่สะท้อนอารมณ์ซุกซนออกมาเป็นระยะ ยามนั้นไม่ว่าใครก็เป็นห่วงเด็กสาวและอยากให้ซูเซียนเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณหนูที่สมบูรณ์แบบเหมือนครอบครัวอื่น แต่ดูเหมือนคำพูดของครูสอนมารยาทคนนั้นจะฝังใจไปแล้ว ยามนั้นไท่จื่อกับซูเหวินแอบส่งคนไปเค้นคอ อะแฮ่ม สอบถามครูสอนมารยาทคนนั้นเงียบๆ จึงรู้ว่าซูเซียนถูกบอกว่าหากทำตัวไม่ดีจะเสียถึงมารดาและครอบครัวด้วย ไท่จื่อหนุ่มจึงเข้าใจในทันทีว่าทำไมเด็กสาวถึงได้ฝืนทำตัวเรียบร้อยเป็นคุณหนูผู้สมบูรณ์แบบเช่นนั้น เพราะเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ซูเซียนจะยอมทุกอย่าง แม้ต้องเปลี่ยนตัวเอง ไท่จื่อจัดการส่งครูสอนมารยาทปากพล่อยคนนั้นกลับบ้านนอกไปแล้วก็จริง แต่เหมือนจะไม่ช่วยอะไร เพราะซูเซียนกลายเป็นเด็กเงียบๆไปเสียแล้ว 

 

มาตอนนี้เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตัวน้อยที่ตัวเองนับเป็นน้องสาวแท้ๆกลับมาเป็นเด็กสาวซุกซนสดใสคนเดิมแล้ว ไท่จื่อหนุ่มก็รู้สึกโล่งใจเป็นที่สุด

 

"แต่หากอยากรู้นักก็จะบอกให้"

 

"เอ่อ...หากมันเป็นความลับไม่ต้องบอกก็ได้นะเจ้าคะ" นี่ก็ตามใจน้องอีกคนแล้ว รอบตัวมีแต่คนคอยสปอยแบบนี้ไม่ใช่ไม่ดีใจนะ แต่กลัวเสียคนโดยไม่รู้ตัวอ่ะ

 

"ไม่ใช่ความลับยิ่งใหญ่อะไรที่ถึงกับบอกน้องสาวไม่ได้หรอก ...ไม่ พี่ไม่ได้ชอบหรือรู้สึกอันใดกับคุณหนูไป๋ หรืออาจจะกระทั่งกับหม่าลี่จูด้วยซ้ำ" ไท่จื่อปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเรียบเฉยยามบอกเล่าความในใจ

 

"แต่วังหลังจำเป็นต้องมีทั้งเด็กสาวจากสกุลหม่าและสกุลไป๋ เพื่อคงไว้ซึ่งความสมดุลของแหล่งอำนาจ หากพี่ได้เป็นฮ่องเต้ พี่ก็จะไม่มีเวลาไปสนใจวังหลังของตนเอง พี่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลวังหลังที่เหมาะสมและคู่ควร ก็จริงที่หม่าลี่จูอาจจะทะเยอทะยานและร้ายกาจไปบ้าง หากแต่นางก็หัวไวและเฉลียวฉลาด ความปรารถนาที่อยากจะเป็นฮองเฮาของนางจะสมหวังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่านางจะดูแลวังหลังได้ดีแค่ไหน แม้นางจะไม่ได้รักพี่ รักเพียงในอำนาจที่พี่มี พี่ก็ไม่สนใจ เพราะพี่เองก็ไม่มีความรักบริสุทธิ์อันใดตอบแทนนางเช่นกัน พี่เพียงต้องเลือกสตรีสกุลหม่ามาสักคน และที่เลือกหม่าลี่จูก็เพราะนางเป็นบุตรีอนุที่อำนาจสนับสนุนน้อยที่สุด ถ้านางทั้งฉลาดและมีอำนาจสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พี่คงลำบากน่าดู ...ส่วนไป๋ฮุ่ยฮวา อำนาจของนางมีทั้งฝั่งแม่ทัพไป๋และตระกูลเดิมของไป๋ฮูหยิน แต่นางรักพี่อย่างไม่ลืมหูลืมตา พี่ไม่เคยต้องสงสัยในความภักดีที่นางมีให้กับพี่เลย โชคชะตาอาจมอบโอกาสให้นางเป็นฮองเฮา แต่นางจะรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้หรือไม่ นางก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการเติบโตขึ้น เพราะบัลลังก์หงส์ไม่เคยยอมรับสตรีโง่เขลา ส่วนเรื่องความรักเป็นเรื่องรองลงมาสำหรับพี่ ไม่ใช่ว่าพี่เย็นชา ไร้ใจ เพียงแต่เสด็จพ่อทรงเตือนพี่เสมอว่าฮ่องเต้ไม่ใช่ตัวตนที่เหมาะจะมีความรัก อย่างน้อยยามดำรงตำแหน่งก็ต้องคิดถึงแคว้นและประชาชนมาเป็นอันดับแรก เพราะยามที่ต้องทำเพื่อแคว้นหรือประชาชน แม้แต่ความรักหรือชีวิตของตนเอง บางครั้งก็ต้องตัดใจสละไปอย่างเลี่ยงไม่ได้"

 

คย๊า...พูดจาหล่ออีกแล้วอ่า โตมายังไงคะเนี่ยพ่อคุณ น่ากินเหลือเกิน อยากกัดสักคำ เริ่มเสียดายแล้วเนี่ยที่เป็นได้แค่พี่น้อง ฮองเฮาทำบุญด้วยอะไรน้า...ถึงได้มีลูกชายฉบับสมบูรณ์อย่างโอวหยางเฟยหรง

 

"เอาล่ะ จากตรงนี้เดินตรงไปอีกหน่อยก็ถึงสถานที่พบปะสำหรับสตรีแล้วล่ะ" ไท่จื่อหนุ่มปล่อยมือจากชายแขนเสื้อของเด็กสาวและชี้ไปยังเบื้องหน้าที่สว่างไสวเป็นพิเศษ ทั้งยังมีเสียงพูดคุยของบรรดาสตรีดังอยู่ไม่ไกล

 

"เอ๊ะ ไม่ไปส่งข้าถึงข้างในแล้วหรือเจ้าคะ ไหนพี่หรงบอกว่ารู้สึกกับพี่เมิ่งแค่พี่น้องแล้วไง"

 

"ก็ใช่ เพียงแต่หากพวกผู้หญิงเห็นข้ามาส่งเจ้า พวกนางจะคิดอย่างไรกับเจ้ากันล่ะ" ไท่จื่อหนุ่มยิ้มมุมปาก ดูชั่วร้ายเล็กๆ

 

ซูเซียนหน้าซีดราวถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางศีรษะ "ผู้หญิงทั้งเมืองหลวงจะต้องพร้อมใจกันสาปแช่งข้าให้ไม่ตายดีแน่ๆเลยเจ้าค่ะ ดีแล้วๆ พี่หรงส่งข้าแค่ตรงนี้ก็ดีแล้วล่ะเจ้าค่ะ ขอบคุณมากๆนะเจ้าคะที่มาส่งซูเซียน"

 

"โชคดีเจ้าตัวแสบ" ใจจริงไท่จื่อหนุ่มอยากจะเตือนเด็กสาวว่าให้เลิกเข้ามาวิ่งเล่นป่วนสตรีในวังหลังได้แล้ว แต่คิดอีกทีไม่บอกดีกว่า เพราะเด็กสาวก็ใช่ว่าจะเข้ามาป่วนแบบไม่มีเหตุผล แถมกลัวน้องตื่นกลัวที่ถูกรู้วีรกรรมแสบๆด้วย เดิมทีวังหลังเป็นสถานที่ที่มีการคุ้มกันแน่นหนามาก ถ้าไม่ใช่เพราะมีหลายกองกำลังพร้อมใจกันช่วยกลบร่องรอยหลักฐานให้ซูเซียน มีหรือเรื่องที่ซูเซียนแกล้งโอวหยางหมิงซินจะยังเป็นความลับจากเส้นสายในวังหลังของไทเฮากับเฝิงหวงกุ้ยเฟยได้จนถึงวันนี้ กระทั่งไท่จื่อเองยังแอบยื่นมือเข้าไปช่วยไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆแล้ว การช่วยของไท่จื่อก็เป็นแค่การช่วยเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

 

"เดี๋ยวเจ้าค่ะพี่หรง!" ซูเซียนดึงชายแขนเสื้อไท่จื่อที่กำลังเดินย้อนกลับเข้าไปในงานเลี้ยงหลักเอาไว้

 

"หืม?"

 

"อย่าลืมนะเจ้าคะ พวกเราสกุลซูอยู่ข้างท่านเสมอ ไม่ว่าหลังจากนี้ท่านจะกลายเป็นฮ่องเต้แบบใด ท่านก็จะยังคงเป็นเฟยหรงของพวกเราเสมอ พวกเราสกุลซูจะสนับสนุน ตักเตือนและอยู่เคียงข้างท่านตลอดไปเจ้าค่ะ"

 

ไท่จื่อหนุ่มค่อยๆเผยยิ้มไปจนถึงดวงตา แตกต่างจากยามปกติที่มักจะดูไร้อารมณ์และสุขุมเกินวัย

 

"อ่า ขอบใจนะ เจ้าตัวแสบ" ชายหนุ่มวางมือโยกคลอนศีรษะเด็กสาวไปมาด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง

 

เดี๋ยวเถอะ เลิกเรียกฉันว่าเจ้าตัวแสบกันได้แล้วค่ะ! คำนี้มันเริ่มมาจากใครคะเนี่ย! เดี๋ยวกัดเลยนี่!!

 

หลังจากนั้นซูเซียนก็เข้าไปในสถานที่พบปะของบรรดาสตรี และหลีกเลี่ยงบรรดาฮูหยินที่พยายามเข้ามาสืบโน่นนี่เกี่ยวกับไทฮองไทเฮาด้วยการเกาะติดอยู่กับแม่และพี่สาว ส่วนหลวนลู่เลี่ยน ช่างเถอะ ก็คงจู๋จี๋ดู๋ดี๋อยู่กับอ๋องสิบสามตามประสาคนกำลังมีความรักนั่นแหละ

 

. __________ 淑仙 __________ . 

 

"ซูฮูหยิน ขอเวลาสักครู่จะได้ไหมเจ้าคะ ข้าอยากปรึกษาท่านเรื่องงานเลี้ยงน้ำชาครั้งต่อไปของพวกเรา" 

 

ฮูหยินท่านหนึ่งเอ่ยเรียกมารดาของซูเซียน 

 

"เอ่อ...คือว่า..." ผู้เป็นมารดาหันมามองลูกสาวคนเล็กด้วยแววตาเป็นกังวล เพราะถ้าลุกออกไปก็เท่ากับปล่อยซูเซียนอยู่คนเดียว เพราะซูเมิ่งเพิ่งออกไปพร้อมกับหลวนลู่หยางเมื่อครู่ และถ้าซูเซียนอยู่คนเดียว ก็คงมีฮูหยินจอมเจ้าเล่ห์มากมายที่รอคอยจังหวะนี้อยู่เข้ามาฉวยโอกาสถามนู่นถามนี่เกี่ยวกับไทฮองไทเฮาเป็นแน่ 

 

"ท่านแม่ไปเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวซูเซียนจะเข้าไปเดินเล่นในอุทยานสักพักนะเจ้าคะ" ความหมายก็คือเธอจะเข้าไปหลบในอุทยานเป็นการเอาตัวรอดชั่วคราวนั่นเอง ไหนๆงานเลี้ยงก็ใกล้จะเลิกแล้ว ก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งถ้าเข้าไปฆ่าเวลาชมดอกไม้พันธุ์หายากของวังหลังเสียหน่อย 

 

"พาหรงหรงไปด้วยนะลูก" 

 

"เจ้าค่ะ" ซูเซียนเหล่มองสาวใช้อายุไล่เลี่ยกันที่นั่งตาแป๋วอยู่เบื้องหลัง 

 

เอาจริงๆนะคะแม่จ๋า ถึงแม่ไม่สั่ง หรงหรงก็คงไม่ยอมออกห่างจากตัวเธอหรอก รายนี้เป็นยิ่งกว่าเงาตามตัวเสียอีก ถึงไม่มีจังหวะให้พูดเลย แต่เห็นแบบนี้หรงหรงก็ตามติดเธอตั้งแต่ตอนอยู่กับไทฮองไทเฮาเลยเชียวนะ ยัยนี่เก่งนักแลเรื่องทำตัวกลมกลืน ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นแค่ตัวประกอบ อาจคิดว่าหรงหรงเป็นองครักษ์ประจำตัวไปแล้วนะเนี่ย เหมือนหม่าลี่จูไงที่มีหนึ่งในสาวใช้เป็นองครักษ์ ...ก็ว่าไปนั่น หรงหรงของเธอธรรมดาจะตาย จะเป็นองครักษ์ไปได้ยังไงล่ะจริงไหม นับวันยิ่งจินตนาการเก่งเนอะเธอเนี่ย 

 

ซูเซียนเอามือไพล่หลัง ฮัมเพลงในลำคอ และเดินทอดน่องเรื่อยไปในอุทยานกว้างที่มีแสงสีส้มจากเปลวไฟตามจุดต่างๆ มีพยักหน้าให้ทหารขันทีที่เจอตามรายทางบ้างเป็นบางครั้ง 

 

ระหว่างรอให้งานเลี้ยงเลิกก็...ดมดอกไม้เล่นฆ่าเวลาไปก่อนก็แล้วกัน!  

 

เด็กสาวหลับตาพริ้ม หยุดยืนอยู่หน้าพุ่มดอกไม้ชนิดหนึ่งแล้วสูดหายใจเข้าลึก หลังทายดอกไม้ชนิดนั้นๆไว้ในใจแล้วก็ขยับไปยังพุ่มดอกไม้ข้างๆอย่างเริ่มรู้สึกสนุกกับเกมส์ที่คิดเองเล่นเอง ตลอดการเล่นดมดอกไม้เด็กสาวไม่ได้ลืมตามองเลย เพื่อที่จมูกจะได้ทำงานแยกแยะกลิ่นเฉพาะของดอกไม้แต่ละชนิดได้อย่างเต็มที่ แล้วค่อยลืมตาดูทีเดียวว่าที่เดาไว้ในใจถูกมากน้อยแค่ไหน  

 

อ่าเร๊ะ? 

 

เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น หลังขยับมาอีกนิดแล้วได้กลิ่นหอมคุ้นจมูกแบบแปลกๆ 

 

ฟุดฟิดๆ... หอมจัง พุ่มนี้ดอกไม้อะไรเนี่ย ทำไม...คุ้นจมูกสุดๆเลย 

 

ซูเซียนยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกนิด แต่แทนที่เบื้องหน้าจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า จมูกเชิดรั้นน้อยๆของเด็กสาวกลับสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างที่มีลักษณะอุ่นนุ่ม แต่ไม่นุ่มมาก เหมือนภายใต้ความนุ่มหยุ่นมีความแข็งปั้กซ่อนอยู่ คล้ายๆ... คล้ายๆ... 

 

"เอ่อ คุณหนูเจ้าคะ ตรงนั้นไม่ใช่พุ่มดอกไม้...เฮ้อ ไม่ทันแล้วล่ะ" เหมือนได้ยินสาวใช้พึมพำเตือนแบบนั้นจากทางเบื้องหลัง 

 

นุ่มหยุ่นแต่ก็แข็งปั้ก คล้ายๆกล้ามเนื้ออยู่นะ...เอ๊ะ อะไรนะหรงหรง  

 

"!?" ดวงตากลมโตดุจลูกกวางเบิกโพลงขึ้นในทันที เริ่มจากกระพริบตาปริบๆสองสามทีโดยที่ไม่ได้เอาหน้าออก ตามด้วยเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของแผงอกแข็งแกร่งที่เธอกำลังเอาจมูกเล็กๆซุกอยู่ 

 

"..." ดวงตามังกรซึ่งมีหน้ากากปิดดวงตาข้างหนึ่งเอาไว้จ้องมองเด็กสาวกลับ แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ภายในแววตาลึกลับทรงเสน่ห์มีความขบขันรูปแบบหนึ่งซุกซ่อนอยู่ 

 

กรี๊ดดดด...!! 

 

"ท...ท่าน!?" ซูเซียนดีดตัวออกห่างจากจอมมารหมื่นพิษจนเกือบสะดุดล้ม ดีที่อีกฝ่ายช่วยจับแขนเอาไว้ได้ทัน  

 

ใบหน้าสวยน่ารักแดงก่ำราวกับลูกเชอร์รี่ นี่เธอ...นี่เธอ...เผลอเอาจมูกไปซุกอกจอมมารหมื่นพิษผู้ยิ่งใหญ่เหรอคะเนี่ย!?  

 

มันช่าง...มันช่าง...มันช่างโคตรจะฟินเลยเจ้าค่ะ! สัมผัสเมื่อกี้คือดีมาก... กล้ามอกคัพบีชิดๆที่ชายชาตรีทุกคนสมควรมี อ้า...ถ้าได้ซุกอีกสักรอบ เธอก็พร้อมที่จะตายอย่างสงบศพสีชมพูแล้วค่ะ แค่กๆๆๆ ไม่ใช่แล้วๆ อุแง...นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัดๆเลย! ถ้ารู้ว่าหลบหน้าองค์ชายสามกับพวกคุณชายน่ารำคาญ ไหนจะยัยฮูหยินพวกนั้นแล้วต้องมาเจอตัวอันตรายที่สุดแบบนี้ เธอขอกลับไปเป็นจุดเด่นในงานเลี้ยงเหมือนเดิมยังจะดีเสียกว่า อุตส่าห์หลบเลี่ยงมาจนงานเลี้ยงของไทฮองไทเฮาใกล้จะเลิกอยู่แล้วแท้ๆ ทำไมมันซวยแบบนี้เนี่ย โธ่...! 

 

"ถวายพระพรเพคะ..." ซูเซียนกล่าวทั้งน้ำตาคลอ แต่ไม่ทันได้ย่อกายลงไป อีกฝ่ายก็กล่าวเหมือนเตะตัดขากันขึ้นมาเสียก่อน 

 

"ไยต้องมากพิธีราวคนแปลกหน้า เราเข้างานมาด้วยกันมิใช่หรือ" 

 

"คือว่า..." 

 

"หากอยากพบครอบครัว ไยต้องให้ไท่จื่อช่วยเหลือ เพียงบอกเปิ่นหวางก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ" 

 

"คือว่า..." 

 

"หรือแท้จริงแล้วไม่ต้องการอยู่ใกล้เปิ่นหวาง จึงพยายามหลีกหนีครั้งแล้วครั้งเล่า" 

 

นี่ก็ถามไม่มีช่องไฟเลย ขอตอบบ้างสิยะ! 

 

"หม่อมฉันไม่ได้พยายามหลีกหนีพระองค์นะเพคะ เพียงคิดว่าพระองค์อาจจะอยากได้โอกาสสนทนากับคุณหนูฮวาเหนียงอย่างเต็มที่ หม่อมฉันถึงได้พาไท่จื่อออกไปแบบนั้น"  

 

นี่ฉันทำเพื่อนายแล้วก็เพื่อตัวเองเลยเชียวนะยะ ยังจะไม่สำนึกบุญคุณแล้วมาหาว่ารังเกียจกันอยู่อีกเหรอ 

 

จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เลิกคิ้วเอียงศีรษะ "ไยเปิ่นหวางต้องอยากสนทนากับยัยอัปลักษณ์จอมหยิ่งคนนั้นด้วย" 

 

เด็กสาวได้ยินแล้วถึงกับผงะถอยหลัง เอ๋!? อ...อัปลักษณ์เหรอ!? จอมหยิ่งน่ะใช่ แต่อัปลักษณ์เนี่ยนะ!? นี่เรากำลังพูดถึงฮวาเหนียงคนที่ขโมยหัวใจของนายไปนะท่านจอมมาร มาเรียกสุดที่รักของตัวเองว่าอัปลักษณ์แบบนี้ได้ยังไงกัน ใช้ไม่ได้เลย! ถึงจะแอบถูกใจ จนอยากยกนิ้วให้เลยก็เถอะ! 

 

"ท...ทำไมเรียกคุณหนูฮวาเหนียงแบบนั้นเล่าเจ้าคะ" ซูเซียนถึงกับทำหน้าเหวอออกมา 

 

"อัปลักษณ์ก็คืออัปลักษณ์" จอมมารกล่าวหน้าตาย แถมหันไปมองทางอื่นอย่างไม่คิดจะอธิบายเหตุผลอีกต่างหาก 

 

ง...ไหงเป็นเงี้ย เป็นไปไม่ได้น่า ซูเซียนลองลำดับเหตุการณ์ในหัวแล้วก็มั่นใจว่าไม่มีทางที่ท่านจอมมารจะยังไม่ผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกตกหลุมรักฮวาเหนียง มันเป็นรักแรกพบไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมท่านจอมมารที่อยู่ตรงหน้าเธอถึงได้มองฮวาเหนียงอัปลักษณ์แบบนี้ล่ะ 

 

"เอ่อ...คือว่า..." 

 

"หืม?" 

 

"ไม่ใช่ว่าพระองค์รู้สึกดีๆกับคุณหนูฮวาเหนียงอยู่หรอกหรือเพคะ!" 

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านจอมมารก็ถึงกับทำหน้าขยะแขยงออกมา จนเด็กสาวรู้สึกเหวอหนักกว่าเดิม 

 

ห๊า อะไรกันคะ ไอ้สีหน้าที่เหมือนถูกสั่งให้กินอาหารที่เกลียดมากแบบนั้น!? 

 

บุรุษสูงศักดิ์รู้สึกไม่สบอารมณ์ เรื่องนี้อีกแล้วหรือ ไยสาวน้อยตรงหน้าถึงเข้าใจผิดไปได้ถึงเพียงนี้ ผู้ใดเอาความคิดพรรค์นั้นยัดใส่ศีรษะน้อยๆของเด็กสาวผู้นี้กัน 

 

"อย่าว่าแต่ความรู้สึกดีๆเลย ความประทับใจครั้งแรกไม่มีเลยด้วยซ้ำ"  

 

"เอ๊ะ ความประทับใจครั้งแรกไม่มี หมายถึงทรงไม่ชอบคุณหนูฮวาเหนียงตั้งแต่แรกพบเลยหรือเพคะ"  

 

หมายความว่าฉากปักธงท่านจอมมารเกิดขึ้นไปแล้ว เพียงแต่จอมมารไม่ได้ตกหลุมรักฮวาเหนียงตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับสินะ เอาจริงดิ แล้วจอมมารหันไปตกหลุมรักใครแทนกันล่ะเนี่ย ใครกันที่แย่งซีนฮวาเหนียงไป 

 

"ยามนั้นเปิ่นหวางไปพบเพื่อนเก่าที่โรงน้ำชา และยัยสตรีอัปลักษณ์นั่นก็โยนลูกค้ากลุ่มหนึ่งออกมาจากสถานเริงรมย์ของตัวเอง สร้างความวุ่นวายไปทั่ว ทำให้ช่วงเวลาพักผ่อนของเปิ่นหวางถูกรบกวน หนำซ้ำในยามที่ไกล่เกลี่ยกัน สตรีผู้นั้นยังพูดเหมือนตัวเองถูกอยู่ฝ่ายเดียว เอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง ทั้งยังไม่สนใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในสถานการณ์จริงที่อาจมีคนของตัวเองเป็นต้นเหตุ ตัดสินผู้อื่นจากข่าวลือและภาพลักษณ์ภายนอก เปิ่นหวางเพียงคิดว่านางเปิดสถานเริงรมย์ก็ควรรับมือลูกค้าประเภทนั้นได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอะอะก็โยนออกมา เพราะร้านของนางไม่ใช่สถานที่ที่บุรุษดีๆจะไปกันอยู่แล้ว โดยรวมแล้วก็เป็นสตรีที่หาดีอันใดแทบไม่ได้เลยนั่นแหละนะ โดยเฉพาะเรื่องหน้าตา หาดีไม่ได้เลยจริงๆ" 

 

ซูเซียนเกือบปรบมือให้กับท่านจอมมารราวกับเขาได้กล่าวคำปราศรัยอันยอดเยี่ยมออกมา วีดวิ้ว! พูดได้ถูกใจสุดๆไปเลยเจ้าค่ะท่านจอมมาร ว่าแต่...โยนลูกค้าออกจากร้านเหรอ คุ้นๆแฮะ แต่ยัยฮวาเหนียงนั่นก็ดันขึ้นชื่อเรื่องชอบโยนลูกค้าออกนอกร้านเสียด้วย ถึงภายหลังเหตุการณ์ที่เธอเข้าไปช่วยหลวนลู่หลิ่งจะทำให้ฮวาเหนียงสงวนท่าทีขึ้นเยอะและจับลูกค้าโยนออกมาน้อยลง แต่ก่อนหน้านั้นได้ยินว่าใครทำตัวไม่น่ารักล้วนถูกฮวาเหนียงจับโยนออกมาทั้งสิ้น แล้วมันครั้งไหนกันล่ะที่ฮวาเหนียงจับลูกค้าโยนออกมาแล้วท่านจอมมารมาเห็นเข้าพอดี 

 

"หน้าตาก็ไม่ดีหรือเจ้าคะ" อันนี้เธอไม่แน่ใจว่าควรเห็นด้วยดีไหมนะ เพราะฮวาเหนียงก็จัดเป็นยอดสาวงามของเมืองหลวงอยู่นะ หรืออาจจะเป็นยอดสาวงามของแคว้นเลยด้วยซ้ำ ยังไงก็เป็นถึงนางเอกของนิยายภาคแยกเลยนี่นา ถึงนิสัยไม่ดี แต่เรื่องหน้าตาก็คงต้องยอมเจ้าหล่อนจริงๆนั่นแหละ 

 

"หน้าตาหยิ่งยโสแบบนั้นมีอันใดน่ามองกัน" บุรุษสูงศักดิ์กล่าวหน้าตาย 

 

ว้าย พูดถูกใจอีกแล้ว เอาใจซูเซียนไปเลยเจ้าค่ะท่านจอมมาร! แต่เดี๋ยวก่อน เธอยังวางใจไม่ได้นะซูเซียน ถึงจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าท่านจอมมารหมื่นพิษไม่ได้มีจิตปฏิพัทธ์กับฮวาเหนียง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อย่างไรหลิ่งเซี่ยหยางหลงก็ยังคงเป็นตัวละครที่ควรอยู่ให้ห่างอย่างน้อยยี่สิบก้าวเป็นอย่างต่ำอยู่ดี ทำไมน่ะเหรอ เพราะหมอนี่เป็นตัวละครประเภท 'เลวกับคนทั้งโลก แต่อ่อนโยนกับนางเอกคนเดียว' น่ะสิ ดังนั้นขืนตัวประกอบอย่างเธอไปทำอะไรขัดหูขัดตาเข้า เธออาจถูกถีบลงบ่อมดยักษ์ทั้งเป็น ไม่ก็ปิ้งไปปิ้งมาบนตระแกรงย่างไฟเอาได้ แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่ะ 

 

"ไหนบอกเปิ่นหวางซิ ไยกลัวเปิ่นหวางนัก เปิ่นหวางเคยไปทำอะไรให้หรือ" บุรุษสูงศักดิ์ถามขึ้น หลังสังเกตเห็นถึงอาการระแวงระวังของเด็กสาวตรงหน้า 

 

"ม...หม่อมฉันไม่ได้กลัวพระองค์นะเพคะ เพียงแต่..." พูดตรงๆเลยดีไหม หรือพูดแบบอ้อมค้อมเหมือนเดิมดี ตรงๆนะ โอเค ดูจากอาการเริ่มขมวดคิ้วของท่านจอมมารคงต้องพูดกันตรงๆแล้วล่ะ  

 

"หม่อมฉันคิดว่าพระองค์คงทราบถึงเจตนาของไทฮองไทเฮาแล้วใช่หรือไม่เพคะ เรื่องที่ไทฮองไทเฮาทรงต้องการให้เราทั้งคู่...เอ่อ เกี่ยวดองกัน" 

 

จอมมารหนุ่มพยักหน้า  

 

แค่เนี้ย ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ อย่างเช่น ข้าไม่สนใจเลย เจ้ามันก็แค่ผลไม้ที่ยังไม่สุกงอม อะไรแบบเนี้ย 

 

"แม้ไทฮองไทเฮาจะทรงมีเมตตา มอบโอกาสให้หม่อมฉันได้พบกับพระองค์ แต่หม่อมฉันทราบดีเพคะว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับพระองค์" 

 

เหลวไหล! หากเด็กคนนี้ไม่ดีพอ เช่นนั้นก็คงไม่มีสตรีหน้าไหนดีพอแล้วล่ะ 

 

"ไม่ดีพอเช่นไร ไหนอธิบายมาสิ" 

 

"เอ่อ..." ซูเซียนเริ่มเหงื่อตก ไม่ดีพอยังไงน่ะเหรอ ก็...ใช่แล้ว รูปลักษณ์ไง ใครเล่าจะอยากได้สตรีที่ชอบคนแค่ที่ภายนอกไปเป็นภรรยาเล่า ฮิๆๆๆ 

 

"หม่อมฉันเป็นคนไม่ดีที่ชอบมองคนที่ภายนอกเพคะ หม่อมฉันใฝ่ฝันอยากมีสามีรูปงามเหนือใครในใต้หล้ามาตั้งแต่เด็กแล้ว และหากไม่ได้แบบนั้นก็ขอไม่แต่งงานเลยยังจะดีเสียกว่าเพคะ" 

 

จอมมารหมื่นพิษเชิดคางขึ้นเล็กน้อย "...ชมกันตรงๆแบบนี้ก็เขินแย่" 

 

เด็กสาวถึงกับยิ้มค้าง ห๊ะ!? ใครชม ชมใคร!?  

 

"ม...หม่อมฉันไม่ได้หมายถึงพระองค์นะเพคะ" ซูเซียนรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน หลังเข้าใจมุขของอีกฝ่าย 

 

บุรุษสูงศักดิ์หรี่ตา "จนถึงตอนนี้ เจ้าเคยเห็นผู้ใดรูปงามไปกว่าเปิ่นหวางบ้างแล้วหรือยัง"  

 

กล่าวจบท่านจอมมารก็เชิดคางพร้อมเสยผมขึ้น อวดโครงหน้าได้รูป มีเหลี่ยมมุมชัดเจนราวถูกเทพเซียนปั้นแต่ง องคาพยพบนใบหน้าหรือก็สมดุลและส่งเสริมกันอย่างลงตัว ฟีโรโมนของความเป็นยอดบุรุษซึ่งอยู่จุดสูงสุดของพีระมิดไหลบ่าและฟุ้งกระจายไปในอากาศ จนเด็กสาวเผลอสั่นสะท้านไปทั้งร่างประหนึ่งองค์ลง แถมพอจอมมารหนุ่มยกแขนขึ้นเสยผม สาบเสื้อตรงอกที่เปิดกว้างอยู่แล้วก็ยิ่งแหวกออกกว้าง เด็กสาวเลยเห็นยอดอกสีระเรื่ออยู่ร่ำไร จนเผลอมองตาค้าง 

 

ซูเซียนขยับมือใต้แขนเสื้อลากยาวด้วยความรู้สึกคันยุบยิบใจ จอมมารก็จอมมารเถอะ ทำตัวแบบนี้มันน่าจับกดสักทีจริงๆค่ะ!  

 

"ว่าอย่างไร?" 

 

อุ้ย มองเพลินจนลืมตัว ฟู่ว ใจร่มๆไว้ซูเซียน อย่าเสียสมาธิกับแค่กล้ามอกแน่นๆนั่นสิ... 

 

"ก็...................." เด็กสาวพยายามทำท่านึก แต่สุดท้ายแล้วก็นึกไม่ออก เพราะบุรุษตรงหน้างานดีที่สุดจริงๆ "ยังไม่เคยเพคะ" 

 

"เช่นนั้นสามีรูปงามในฝันของเจ้าก็คือเปิ่นหวางไม่ผิดแน่นอน หึ" 

 

เอากับพี่แกเสร้...! ไอ้คนหลงตัวเอง นี่หลงตัวเองได้ใครมาวะเนี่ย พ่อหรือแม่ ดูทรงแล้วน่าจะแม่นะ ฮึ่ม แล้วเอาไงต่อดีล่ะทีนี้ อ๊ะ ความโลภ! ใช่แล้ว ผู้หญิงโลภมากแถมเรื่องเยอะ ใครเล่าจะอยากได้! 

 

"หม่อมฉันเป็นสตรีโลภมากไม่รู้จักพอด้วยนะเพคะ ถ้าไม่ใช่บุรุษที่มีเงินมากมายมหาศาลขนาดถมบึงถมคลองได้ก็ขอครองตัวเป็นโสดดีกว่าเพคะ!" 

 

เป็นไง โลภพอไหม เกลียดยัง? เกลียดเถอะ!! ทางนี้ใกล้จะหมดมุขให้ตบแล้วนะ ฮือ... 

 

"เปลี่ยนเป็นทะเลสาบแทนได้หรือไม่ แค่บึงมันเล็กไปหน่อย ไม่น่าถมสมบัติหนึ่งในสามของเปิ่นหวางได้ด้วยซ้ำ" 

 

ซูเซียนแทบลงไปชักดิ้นชักงอบนพื้น โอ๊ย...! ไอ้ความมั่นหน้ามั่นโหนกเบอร์นี้เอ็งได้แต่ใดมาาาา! เกลียดดดด!! 

 

"ช...ใช่แล้ว หม่อมฉันมีบุรุษในดวงใจแล้วเพคะ" 

 

มุขสุดท้ายแล้วนะ ช่วยเชื่อทีเถอะ! 

 

ท่านจอมมารเผลอมุ่นคิ้วลงเล็กน้อย "...โกหกไม่แนบเนียนเอาเสียเลย" 

 

ไม่จริงหรอก เด็กน้อยตรงหน้าจะไปมีได้อย่างไร บุรุษในดวงใจอันใดนั่น .....ก็เฝ้าอยู่ตลอด  

 

ถึงจะมีความเป็นไปได้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง แต่พอได้ยินเด็กสาวตรงหน้าบอกว่ามีบุรุษในดวงใจแล้วมันก็อดจะรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ 

 

"ไม่ได้โกหกนะเพคะ แม้บุรุษผู้นั้นจะชอบสวมใส่หน้ากากแปลกประหลาด ดูไม่น่าไว้วางใจเสียเท่าไหร่ แต่ก็เป็นบุรุษที่ทำให้หม่อมฉันรู้สึกสบายใจและปลอดภัยทุกครั้งเมื่อได้อยู่ใกล้ๆเพคะ" 

 

"หืม!?" บุรุษสูงศักดิ์ชะงักไปในทันที 

 

"..." ซูเซียนทำหน้าจริงจัง เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายคิดว่ากำลังโกหก 

 

จอมมารหนุ่มยกมือแตะริมฝีปาก คล้ายกำลังพิจารณา แต่แท้จริงแล้วเพื่อซ่อนรอยยิ้มน้อยๆเอาไว้หลังฝ่ามือ  

 

"...ว่าต่อไปสิ" 

 

"ถ...ถึงอีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยความลับมากมาย แต่ก็เป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่หม่อมฉันสามารถเป็นตัวหม่อมฉันเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองเป็นตัวประหลาด บางครั้งเหมือนเขารู้ว่าหม่อมฉันคิดอะไรอยู่โดยที่หม่อมฉันไม่ต้องบอกหรือพูดอะไรเลยด้วยซ้ำเพคะ ความเข้ากันได้ในระดับนี้ ทำให้หม่อมฉันไม่อาจมองไปที่ผู้ใดได้อีกแล้วเพคะ" 

 

"..." 

 

"..." 

 

ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันเนิ่นนาน จนกระทั่งบุรุษสูงศักดิ์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้วตรงหน้าเด็กสาว พร้อมใบหูซึ่งแลดูแดงก่ำอย่างแปลกประหลาด  

 

"ขอฟังอีกรอบ...ได้หรือไม่" 

 

หน่าหนี๊!? 

 

ขอฟังอีกรอบคืออะไร ยังไง นี่ฉันเผลอสีซอให้เขาฟังหรือยังไงกันคะเนี่ย!? 

 

ซูเซียนอ้าปากพะงาบๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ได้ยินเสียงสัญญาณเรียกรวมพล คล้ายๆบอกว่างานเลี้ยงใกล้เลิกแล้วให้ทุกคนกลับไปที่สถานที่จัดงานเลี้ยงหลัก 

 

"...เอาไว้ก่อนก็ได้" 

 

ร่างสูงยืดกายขึ้นด้วยท่าทางเสียดาย เดินนำไปได้หนึ่งก้าว แต่แล้วก็ทำหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงหันกลับมามองเด็กสาวอีกครั้ง 

 

ซูเซียนกระพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ด้วยความรู้สึกสงสัย เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ชอบฮวาเหนียง แถมไม่ได้มีท่าทางเป็นศัตรูหรือกระทำตัวใจร้ายต่อกัน และดูเหมือนจะอยากเอาใจแม่ด้วยการรับเธอเป็นภรรยา ความกลัวที่เด็กสาวมีต่ออีกฝ่ายจึงหายไป หลงเหลือเพียงความระแวงนิดๆหน่อยๆเท่านั้น  

 

"เอาล่ะ เสร็จแล้ว"  

 

เด็กสาวก้มมองผลงานของอีกฝ่าย เพราะเมื่อกี้มัวแต่คิดอะไเพลินๆเลยไม่ได้สนใจ พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำอะไรกับแขนเสื้อของตัวเองก็ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะท่านจอมมารเอาเชือกสีแดงมาผูกข้อมือของเธอกับข้อมือของตัวเองเข้าด้วยกัน 

 

"จะได้ไม่หนี อะแฮ่ม จะได้ไม่หลงหายไปจากสายตาของเปิ่นหวางอีก" แล้วจอมมารหนุ่มก็เชิดคางเดินนำไปด้วยท่าทางพึงพอใจเป็นที่สุด ส่วนเด็กสาวก็ต้องรีบเดินตามเพราะมีเชือกผูกติดกันอยู่ 

 

ซูเซียนอ้าปากค้าง อ...อะไรกัน เธอแค่หนีเขาไม่กี่ครั้งเองนะ ต้องถึงกับล่ามกันเลยเหรอ!? 

 

 

 

( 100% ) 

ฮือ...อิจฉาน้องกวาง(หื่น)อ่ะ ได้เอาจมูกซุกเข้าไปในร่องอกแน่นๆของท่านจอมมารด้วย!! 

เดี๋ยวตอนหน้าอาจจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองแทรกเข้ามานิดหน่อยด้วยนะคะ จริงจังกันนิดนึงเนอะ แต่ก็นิดเดียวแหละ นี่มันนิยายเบาสมอง ขายความแสบซ่าของน้องกวางกับความชอบสปอยท่านลุง มาม่ากันแค่พอประมาณก็พอเนอะ ๕๕๕๕ ทำไมยิ่งแต่งน้องกวางยิ่งหื่น แต่น้องก็หื่นจริงๆนั่นแหละ (^ ^) 

 

เมื่อเป็นนักเขียนจงทำตัวเหมือนเป็นลูกหนี้ ต้นไม่ได้ก็ส่งดอกไปก่อน ^^ 

จุดนี้นักอ่านหลายท่านบอกว่าเริ่มรำคาญน้องที่ชอบมโนเกินเหตุแล้ว แต่อยากบอกว่ามันเป็นเสน่ห์ของน้องนะคะ ต่อให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง น้องกวางแกก็จะยังคงขี้มโนต่อไปค่ะ ๕๕๕๕ 

ขออนุญาตอัพ 50% ก่อนนะคะ วันนี้ง่วงมาก เป็นวันไม่สะดวกของผู้หญิง กินยาแก้ปวดท้องไปแล้วรู้สึกเพลียมาก เหมือนจะหลับได้ทุกเมื่อ ทั้งปวดท้อง ทั้งเพลีย ไม่อยากขยับตัวเลยค่ะ ๕๕๕๕ เดี๋ยวอาการดีขึ้นแล้วจะเอาอีก 50% มาส่งนะคะ 

อ่านแล้วอย่าลืมคอมเมนต์ให้กำลังใจเสวี่ยเฟิ่งด้วยนะคะ (^ ^) 

 

| หากอ่านแล้วพบคำผิด ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ | 

 

ใครเล่น Twitter ก็ฝากติดแฮชแท็ก(#) '#บันทึกรักจอมนาง' ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ 

เสวี่ยเฟิ่งก็เพิ่งเริ่มเล่น (^ ^) 

Twitter [[ @sweirfeng ]] 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น