ฮะนะชิ

การพบเจอกันสุดเลวร้าย นิสัยที่รับมือยาก แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็แยกจากกันไม่ได้ การตามหา “คนแห่งโชคชะตา” ของผู้หญิงขาดๆ กับผู้ชายเกินๆ จะขยี้ต่อมฮาของคุณ

บทที่ 2-3 เฟต้าลิสท์ผู้สูญเสียความทรงจำ (3)

ชื่อตอน : บทที่ 2-3 เฟต้าลิสท์ผู้สูญเสียความทรงจำ (3)

คำค้น : โรแมนติก คอมเมดี้ นิยายญี่ปุ่น เนื้อคู่อยู่หนใด ตลก unmate Ryoichi_Mozu นิยายแปล ลึกลับ

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 39

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2562 15:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2-3 เฟต้าลิสท์ผู้สูญเสียความทรงจำ (3)
แบบอักษร

คำขอร้องที่ลอยมาเข้าหูผมซึ่งกำลังทรมานกับภาพเพ้อฝันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตอบสนองความคาดหวังในฐานะตัวแทนของผู้ชายสุขภาพดีเลย 

“อะไรนะ? หาคนเหรอ?” 

“ใช่ หาคน” 

“เดี๋ยวๆ ไม่ไหวหรอกครับนั่น” 

“ทำไมล่ะ? ไม่คิดบ้างเหรอว่าการให้คนตามหาคนด้วยกันมันง่ายกว่าคนตามหาแมวที่มีคำใบ้แค่มีสามสี หรือหมาตามหาคนร้ายด้วยกลิ่นน่ะ?” 

“ไม่คิดครับ ต่อให้สมมติว่ามันง่าย แต่นั่นก็เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหาคนไม่ใช่เหรอ ผมไม่ใช่นักสืบหรืออะไรแบบนั้นนะ” 

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นแล้วนายทำงานอะไรน่ะ?” 

“เอ๋ อ๊ะ ผมเป็น SE ครับ ซิสเต็มเอนจิเนียร์” 

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นก็พอดีเลยน่ะสิ?” 

“หา? พอดีนี่หมายความว่ายังไงครับ” 

ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงระคายหูเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดเพราะไม่เข้าใจความหมายที่นาตาลีพูด แต่ดูเหมือนว่าสำหรับเธอแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางน้ำเสียงของผมนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องใส่ใจอะไรเลย 

“ก็การจ้างนักสืบไปตามหาคนแห่งโชคชะตา มันไม่ดูเรื่องใหญ่ไปหน่อยเหรอ?” 

“คนแห่งโชคชะตาเหรอ?” 

วลีนั้นมันดูเป็นผู้หญิงเกินไป ขัดกับรูปร่างหน้าตาเธอยิ่งนัก ผมจึงถามเธอกลับด้วยคำถามเดียวกัน 

“ใช่ คนแห่งโชคชะตา” 

ถ้าเป็นนาตาลีคงจะมีแต่ผู้ชายเข้ามาหาไม่ใช่เหรอ ทำให้ผมคิดว่าพวกผู้ชายสเป็คสูงๆ ในสังคมน่าจะยอมละทิ้งสถานะ ความสมบูรณ์พร้อม หรือชื่อเสียงแล้วกระตือรือร้นพยายามให้ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนแห่งโชคชะตา’ ของนาตาลี แต่นาตาลียังคงพูดต่อด้วยใบหน้าที่จริงจังมาก 

“ฉันอยากเจอคนแบบนั้น คนที่ทำให้ชีวิตฉันปั่นป่วนเละเทะน่ะ” 

แม้แต่ผู้หญิงสวยถึงขนาดนี้ยังต้องการ ‘จมจ่อมอยู่กับความรัก’ ด้วยเหรอ น่าเสียดายที่ผมไม่เคยพบกับความรักลึกซึ้งเท่าแอ่งน้ำ เลยไม่รู้วิธีว่ายเวียนหรือจมจ่อมอยู่ในห้วงแห่งความรัก 

“แล้วก่อนอื่นก็อยากจะลองดูให้แน่ใจว่าคนที่เจอเมื่อวานนี้เป็นคนแห่งโชคชะตาหรือเปล่าน่ะ” 

ทั้งที่ผมยังไม่ได้ตกลงจะช่วย แต่เรื่องที่คุยกันก็ดำเนินต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว 

“ระ รอเดี๋ยวสิ จะให้คนที่เป็น SE มาตามหาคนนี่มัน...” 

“ยังไม่ได้ลองดูเลย แล้วจะรู้ได้ไงว่าทำได้หรือเปล่า” 

ผมถูกนาตาลีแย่งคำต่อจากนั้นก่อนที่จะได้พูดจนถึงคำสุดท้ายแล้วเปลี่ยนเป็นบทสรุป 

ผมคิดในใจว่าเธอช่างเป็นคนที่ชอบบีบบังคับแล้วก็ทำตามใจตัวเองจริงๆ แต่กลับอยากทำตามท่าทีมั่นคงเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัว เธอจะต้องมีคุณสมบัติของผู้ปกครองตั้งแต่เกิดแน่นอน ถ้าคุณสมบัตินั้นเป็นของจริงละก็อยากให้เธอมาเปลี่ยนตัวกับหัวหน้าที่ทำงาน ไม่สิ ถึงนาตาลีจะเป็นหัวหน้าแทน แต่สภาพแวดล้อมของผมก็คงไม่ได้ดีขึ้น 

ตัวผมซึ่งมีบุคลิกผู้ถูกปกครองทั่วไปยอมแพ้แล้วรับปากช่วยนาตาลี เพราะพยากรณ์อนาคตได้ว่าต่อให้ปฏิเสธต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แบบนี้ ผลลัพธ์ก็คือถูกบังคับให้ต้องฟังเธออยู่ดี 

“ไม่ได้ถามวิธีติดต่อมาจากคนที่เจอเมื่อวานคนนั้นเลยเหรอครับ?” 

ผมเลียนแบบนักสืบ โดยเริ่มรวบรวมข้อมูลขึ้นมาเป็นอย่างแรก 

“อย่าว่าแต่วิธีติดต่อ ชื่อเขาฉันยังจำไม่ได้เลย” 

“หา?” 

แล้วยังจะคิดว่าเขาเป็นคนแห่งโชคชะตาได้อีกนะเนี่ย 

“หมายความว่ายังไงครับ?” 

“เวลาฉันกินเหล้าก็จะจำอะไรไม่ได้เลยน่ะ แต่จำได้ว่าเมื่อวานไปที่บาร์นะ ถ้าจะได้เจอก็คงเป็นที่นั่นแหละ” 

“เอ่อ...คุณคงจะจำหน้าได้ใช่ไหมครับ?” 

“อืม...บางที น่าจะเป็นคนหล่อนะ เพราะว่าฉันชอบคนหน้าตาดีๆ” 

“จำไม่ได้นี่ครับ!” 

“ก็บอกแล้วไงว่าเวลาดื่มแล้วจะจำอะไรไม่ได้เลย อ๊ะ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ความทรงจำหายไปนะ แค่ไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลยตั้งแต่แรกต่างหาก การเชื่อมต่ออวัยวะส่วนความจำในสมองไม่สมบูรณ์ ถึงจะพูดคุยหรือเคลื่อนไหวได้ แต่ความทรงจำนั้นจะไม่ย้ายเข้าไปในสมองน่ะ” 

“อ้อ ผมเคยได้ยินมาเหมือนกัน คอมพิวเตอร์ทำงานแล้ว สามารถทำให้แอปพลิเคชั่นบนหน้าจอเดสก์ทอปทำงานได้ แต่มันไม่เชื่อมต่อกับฮาร์ดดิสก์ ก็เลยไม่เหลือข้อมูลเมโมรี่เอาไว้เลย” 

“สมกับเป็นซิสเต็มเอนจิเนียร์” 

“เปล่าครับ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แล้วนี่เราก็ไม่มีเบาะแสอะไรเลยไม่ใช่เหรอครับ” 

“ก็ คงจะเป็นอย่างนั้นละมั้ง” 

“ไม่ใช่ ‘คงจะเป็นอย่างนั้นละมั้ง’ หรอกครับ สภาพน็อนเมโมรี่แบบนี้ ต่อให้เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน” 

ในที่สุดบทสนทนาของผมก็เอาไปเทียบกับคอมพิวเตอร์แล้วต่อว่านาตาลีเข้าจนได้ แต่แทนที่นาตาลีจะใส่ใจว่าถูกต่อว่า กลับทำหน้าดีใจเหมือนพบสมบัติล้ำค่าจากคำพูดของผม 

“ใช้ได้เลยแบบนั้น” 

“แบบนั้น?” 

“น็อนเมโมรี่” 

“อ้อ ไม่มีความทรงจำ ผมก็เลยเผลอพูดว่าน็อนเมโมรี่...” 

“นาตาลีน็อนเมโมรี่ อืม จังหวะไม่ค่อยดีแฮะ นาตาลีน็อนเมโมรี่! ชื่อนี้ก็ดีเนอะ!” 

“ดีใจอะไรครับน่ะ” 

“ถ้าเป็นนาตาลีผู้สูญเสียความทรงจำ มันก็ไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่นี่นา? จากนี้ไปเวลาที่ฉันแนะนำตัวจะพูดว่า ดิฉันคือนาตาลีน็อนเมโมรี่ค่ะ” 

คนคนนี้พูดจริงหรือเปล่าเนี่ย แล้วนาตาลีอยากจะตามหาหนุ่มหล่อที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปคนนั้นจริงเหรอ ผมสงสัยความต้องการจริงๆ ของเธอเพราะการพูดคุยที่ดูไม่มีความประหม่านั่น 

“อยากจะเจอคนคนนั้นอีกครั้งจริงหรือเปล่าครับ? จำไม่ได้แม้กระทั่งหน้าเลยไม่ใช่เหรอ” 

“แต่เขาอาจจะเป็นคนแห่งโชคชะตาของฉันก็ได้นี่นา” 

นาตาลีไม่มีท่าทีว่าจะยอมถอยเลย ถ้าเป็นแบบนี้ก็มีแต่ผมต้องยอมลงให้เท่านั้น ผมค่อยๆ มั่นใจเช่นนั้นแล้วยืนยันความยากลำบากในการหาตัวผู้ชายคนนั้น โดยแฝงความหมายต่อต้านไว้นิดๆ 

“แต่เงื่อนงำที่มีก็แค่เคยเจอกันที่บาร์เท่านั้นเองนะครับ” 

“ถ้าอย่างนั้นเราไปที่บาร์กันเถอะ” 

“เอ๋?” 

“ตัดสินใจแล้ว! ถ้าไปที่นั่นอาจจะเจอร่องรอยอะไรก็ได้ หรือถ้าโชคดี ก็อาจจะเจอเขาเลยก็ได้นะ” 

ผมรู้สึกเบื่อหน่ายในวงจรความคิดที่เรียบง่ายเกินไปของเธอ 

…แต่การกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอาจจะเป็นความคิดที่ดีก็เป็นได้ 

ผมคิดใหม่ พอเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังมีความรู้สึกเป็นนักสืบขึ้นมาแล้วก็เซ็งตัวเอง 

ปิ๊งป่อง 

ตอนนั้นเสียงกริ่งก็ดังขึ้น ดูเหมือนว่าพิซซ่าน่าจะมาส่งแล้ว 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น