แป้งเปียก.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอสูรย์ตัวร้าย #33 ป่วนยกกำลังล้าน (RW)

ชื่อตอน : ไอสูรย์ตัวร้าย #33 ป่วนยกกำลังล้าน (RW)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 56.7k

ความคิดเห็น : 53

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2559 21:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอสูรย์ตัวร้าย #33 ป่วนยกกำลังล้าน (RW)
แบบอักษร

 

 http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/4866/1955066413-member.jpg

ไอสูรย์ตัวร้าย #33 ป่วนกำลังล้าน

      

 

หลังจากที่ขึ้นมาบนห้องผมก็รีบกดส่งข้อความไปหาพี่ไอสูรย์ทันทีเพราะจากการคาดเดาแล้วเขาคงยังนั่งเครื่องอยู่พิมพ์ๆ ไปซะยาวเลยครับแต่ดันลบออกส่งไปแค่

อสูรตัวร้าย คิดจะแกล้งกันเหรอ

แค่นี้ก็พอแล้วครับและผมก็คิดว่าพี่ไอสูรย์คงเข้าใจว่าทำไมถึงส่งไปแบบนั้นและแน่นอนว่าเขาคงคาดการณ์อยู่ก่อนแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง

 

แอด

ผมหันขวับไปมองคนที่เปิดประตูเข้ามาเจไดกล้าๆ กลัวๆ ที่จะสบตาผมแต่เด็กตัวร้ายกลับเดินเข้ามาทั้งๆ ที่กลัวและไม่กล้าสบตาผมด้วยซ้ำไป ผมหันมาสนใจโทรศัพท์ในมือก่อนจะวางมันไว้บนเตียงข้างๆ เจ้าขนปุยที่นอนคลอเคลียร์อยู่ด้วย…พูดถึงมันหลังจากวันนั้นที่กลับมาถึงบ้านพี่ไอสูรย์ก็สั่งให้พี่เหนือกับพี่ใต้ไปรับมันกลับมาพร้อมกับช่วยขนข้าวของของแม่บางส่วนมาไว้ที่นี่ด้วย...ขอบอกว่าเจ้าแมวอสูรไม่ยอมเข้าใกล้ผมอยู่หลายวันเลยครับเอาแต่อ้อนพี่ไอสูรย์พอผมจะไปอุ้มบ้างมันก็กระโดดหนีหายไปทันทีผมน้อยใจอยู่หลายวันแต่จู่ๆ มันก็กลับมาอ้อนผมอีกครั้งเมื่อพี่ไอสูรย์ไม่อยู่และไม่มีใครหาอาหารให้มันกิน

ท่าทางมันจะโกรธที่จู่ๆ ผมก็หนีเที่ยวละมั้ง...เจ้าแมวแสบ

“ขอโทษครับ”

เสียงสั่นเชียวครับแถมไม่กล้าสบตาผมอีกต่างหากในใจผมตอนนี้นั่งขำสุดๆ นึกถึงตอนผมกับที่ไอสูรย์เวลาที่ผมทำผิดก็มักจะง้อเขาด้วยท่าทางแบบนี้เสมอ

“ฉันอยากพักผ่อนเหนื่อย!

เสียงแข็งไม่พอผมยังพูดดังจนเด็กตกใจอีกต่างหากเจไดสะดุ้งก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมแววตาแดงกร่ำแต่ไม่เห็นจะร้องไห้เลยครับถือได้ว่าเข้มแข็งมากเลยทีเดียว

“มองอะไรอยากร้องไห้ละสิ”

“ป๊าบอกว่าถ้าแม่โกรธให้ง้อมากๆ เดี๋ยวแม่ก็จะหายเองถ้าแม่ดุก็แปลว่าแม่รัก”

แม่!

หมายถึงผมหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ ในใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายของผมซะอีกครับแบบนี้หรือเปล่าความรู้สึกของคนเป็นแม่

“ใครเป็นแม่?”

“ถ้าแม่ถามแบบนี้ให้ตอบว่าแม่ชื่ออ๋องน้อย”

โอ๊ย! อยากจะบ้าตายนี่พี่ไอสูรย์สอนเจไดให้พูดแบบนี้งั้นเหรอเชื่อเขาเลยครับ ผมนึกหน้าตอนพี่ไอสูรย์สอนเจไดออกเลยว่าต้องนั่งยิ้มแน่ๆ ก็ผมในตอนนี้ยังนั่งเขินเลยนี่ครับแต่เก็บอาการอยู่

“ถ้าตอบไปแล้วแม่เงียบแสดงว่าแม่นั่งเขินอยู่” เจไดพูดต่อและแน่นอนว่าเด็กน้อยพูดถูก

สอนลูกแบบนี้ได้ยังไงงั้นก็รู้หมดสิว่าผมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ

“เด็กตัวร้าย”

ผมพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะกางแขนทั้งสองข้างออกเจไดมองหน้าผมแล้วก็ยิ้มมีความสุข ร่างเล็กโผล่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของผมทันที ผมอุ้มเจไดให้นั่งลงข้างๆ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมก่อนที่จะยกมือข้างหนึ่งไปแตะตรงหน้าท้องที่นูนออกมา

ลูกดิ้นอีกแล้วครับท่าทางจะรับรู้ว่าใกล้ๆ ผมมีใครอีกคนสัมผัสอยู่แถมการดิ้นก็ยังแปลกไปจากเดิมอีกต่างหากสำหรับผมเวลาที่พี่ไอสูรย์แตะลงมาลูกจะดิ้นแค่บางเบาเหมือนว่ากำลังอ้อนอยู่แต่กับเจไดมันไม่ใช่เพราะลูกดิ้นแรงมากเหมือนว่ากำลังสนุกอยู่เลยครับ

“น้องดิ้นแรงแม่เจ็บไหม?” น้ำเสียงเล็กเอ่ยถามผมด้วยความห่วงใยผมยิ้มรับก่อนจะขยี้หัวเจไดไปมากับคำถามนี้

“ไม่เจ็บครับ”

“ป๊าบอกว่าให้ผมดูแลแม่กับน้องให้ดี” ผมรั้งเจไดเข้ามากอดเอาไว้จนแน่นรับรู้ได้ถึงความจริงใจของเด็กคนนี้แถมยังรับรู้ได้ถึงความรักอีกมากมายที่พี่ไอสูรย์สื่อให้เจไดฟังก่อนจะบอกเล่ามาถึงผม

มันก็ไม่ได้เหนื่อยและเลวร้ายเสมอไปนี่ครับอีกอย่างเจไดอาจทำให้ผมมีความสุขและไม่เหงาก็ได้

หลังจากคุยกันเสร็จเจไดก็ออกไปจากห้องส่วนผมก็นอนพักผ่อนเพราะรู้สึกเหนื่อยมากๆ แถมวันนี้คุณหมอนัดแต่ผมโทรไปขอเลื่อนเป็นช่วงเย็นแทนเพราะอยากพักผ่อนก่อน

อื้อ

ทุกอย่างคงจะดีขึ้นมาเอง

 

ตกเย็น

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ผมจะไปหาหมอแล้วสินะ...คุณแม่รู้สึกเพลียมากๆ เลยครับ

บรืนน นน น

วันนี้ผมไม่เหงานอกจากพี่เหนือกับพี่ใต้แล้วยังมีเจไดนั่งมาข้างๆ ด้วยครับ จากตอนแรกที่ผมกับอสูรสองเหมือนจะไม่ลงรอยกันแต่พอเจไดยอมเดินเข้ามาขอโทษและง้อผมกำแพงความคิดมากมายก็หายไปทันทีอีกประเด็นที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือลูกในท้องของผมดิ้นแรงทุกครั้งที่ฝ่ามือเล็กของเจไดแตะลงไปเหมือนพวกเขาสองคนกำลังรับรู้ซึ่งกันและกันอยู่เลยครับ

"ผมอยากคุยกับน้อง"

"หืม!"

"ผมมีวิธีด้วยนะครับ" จู่ๆ เจไดก็หยิบกระดาษขึ้นมาจากกระเป๋าเป้ของตัวเองก่อนจะม้วนกระดาษให้เป็นกรวยคล้ายๆ กับโทรศัพท์ที่มีสายโยงอยู่ แต่ที่ผมเคยเล่นมันเป็นกระป๋องไม่ใช่เหรอครับหรือแบบนี้จะเล่นได้ด้วย

เจไดวางปากกรวยด้านกว้างลงที่หน้าท้องนูนของผมส่วนอีกฝั่งเจ้าตัวก็วางทาบกับหูของตัวเองและยิ้ม

"น้องว่ายังไง" ผมถามพลางสงสัยว่าเจไดยิ้มอะไรหรือเจ้าตัวจะได้ยินจริงๆ

"น้องทักทายผมครับ"

"หืม! ได้ยินด้วยเหรอครับ" ผมขมวดคิ้วสงสัยแต่เจไดกลับไม่สนใจเอาแต่ยิ้มและหัวเราะราวกับว่าพวกเขาสองคนกำลังสื่อสารกันรู้เรื่องแนะครับ

"ได้ยินสิครับ"

"แต่น้องยังไม่ออกมาเลยนะ"

"ป๊าบอกว่าถ้าเราใช้หัวใจฟังเสียงไม่ว่ามันจะเงียบหรือเสียงดังแค่ไหนเราก็จะจินตนาการถึงสิ่งๆ นั้นได้เสมอครับ" ผมเชื่อพี่ไอสูรย์จริงๆ เลยครับเขาเอาเวลาไหนไปสอนเจไดแบบนี้แถมแต่ละประโยคที่เขาสอนมันยังถ่ายทอดมาถึงผมอีกต่างหาก

"น้องบอกว่าคิดถึงแม่ป๊าและก็เจได้ด้วยนะครับ"

"งั้นเหรอ? ฝากบอกน้องหน่อยสิว่าแม่อยากเจอเร็วๆ"

"อิอิ! น้องก็อยากเจอครับ" ท่าทางของเจไดทำให้ผมยิ้มและรู้สึกตื้นตันใจในเวลาต่อมาด้วย ผมคิดว่าต่อจากนี้จะรู้สึกเหงาหรือไม่ก็เหนื่อยเพราะเจไดคงช่วยอะไรผมไม่ได้มากไปกว่ากวนใจไปวันๆ แต่เปล่าเลยเขาช่วยผมได้มากเลยละครับแถมยังทำให้ผมรู้สึกทึ้งได้ตลอดเวลาจริงๆ

ตลอดทางเจไดก็เอาแต่นั่งยิ้มและหัวเราะพร้อมกับคุยกับอีกคนในท้องผมไปด้วย ผมเองก็ไม่อยากขัดจนมาถึงโรงพยาบผมก็ต้องเข้าไปพบหมอก่อนพอเจอหน้ากันท่านก็กล่าวทักทายตามมารยาทและถามหาพี่ไอสูรย์ผมจึงบอกไปตามตรงว่าเขาไปต่างประเทศกับพ่อท่านพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเริ่มตรวจร่างกายผมและวัดการเต้นของหัวใจพวกเราสองคนแม่ลูก

"ดูแลตัวเองได้ดีมากๆ เลยนะครับ"

"ผมมีหมอดีครับ"

“ช่วงนี้ไม่เครียดแล้วใช่ไหมครับ” ผมยิ้มกับคำถามของท่านก่อนจะเอ่ยตอบ

“ไม่แล้วครับ”

“หมอจะจัดยาให้ตามปกติ ส่วนเรื่องอัลตร้าซาวด์ตอนนี้สามารถทำได้แล้วนะครับ” ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าลูกจะเป็นหญิงหรือชายแต่ไม่ดีกว่ารอให้พี่ไอสูรย์กลับมาแล้วค่อยปรึกษาน่าจะดีที่สุดเผื่อเขาอยากลุ้น

“ไม่ละครับอยากรอพี่ไอสูรย์ก่อน”

“งั้นวันนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วนี่ครับสมุด” ผมรับสมุดที่คุณหมอส่งมาให้เอาไว้ก่อนจะยกมือไหว้ท่านเพื่อบอกลาก่อนจะเดินออกมาด้านนอกซึ่งพี่เหนือกำลังพาเจไดเดินเข้ามาหาผมพอดีเลยครับ

“เป็นไงบ้างครับ” เสียงของพี่เหนือถามขึ้นมา

“ปกติดีครับแล้วนี่พี่ใต้ไปไหน” ผมว่าพอมองไปรอบๆ โรงพยาบาลแล้วไม่เห็นเขา

“ไปเอารถครับงั้นกลับกันดีกว่าครับ” พี่เหนือบอกก่อนจะอุ้มเจไดเอาไว้ คนอื่นที่เดินผ่านไปมาก็พากันมองใหญ่เลยครับคงคิดว่าผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่เพราะน่าอกไม่มีแต่หน้าท้องนี่สินูนเชียวครับ

“เราไปซื้อของเล่นให้น้องกันนะครับ” เสียงของเจไดดังขึ้นมาแต่วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยโคตรๆ แถมอยากพักผ่อนอีกแล้ว

“เอาไว้วันหลังได้ไหมครับ”

“เอ๋! แม่เหนื่อยเหรอครับงั้นก็ได้รอป๊ากลับมาก่อน” เจไดว่าด้วยน้ำเสียงอ้อนผมก่อนที่เด็กน้อยจะก้มหน้าลงไปสนใจหน้าท้องผมต่อซึ่งแน่นอนว่าเจไดสนใจที่จะคุยกับเด็กน้อยในท้องมากกว่าผมซะอีกครับ

ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งพวกเขามาให้ผมนะครับ

 

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

มันผ่านไปกับการอยู่กับเด็กตัวร้ายนับวันเจไดยิ่งทำตัวน่ารักขึ้นเรื่อยๆ จนผมชักจะหลงเด็กคนนี้ไปแล้วละครับทุกคืนก็จะมานอนกับผมแถมยังคุยกับน้องจนหลับไปทุกทีส่วนเจ้าขนปุยก็เป็นบอดี้การ์ดอีกแรงยังดีที่ทั้งคนและแมวเข้ากันได้เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าขนปุยมักจะไม่ชอบคนแปลกหน้าหรือผมคิดไปเองก็ไม่รู้สิครับ

“ฮาๆ เดี๋ยวสิผมอยากเล่นเกมนี้” เสียงของเจไดร้องดังขึ้นมาในห้องนั่งเล่นส่วนผมก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ท่าทางเด็กตัวร้ายจะถูกขัดใจ

ลืมบอกไปว่าวันนี้ฟานมาเยี่ยมผมอีกแล้วสองคนนี้ดูสนิทสนมกันมากคงจะเคยเจอกันมาแล้วแน่นอน

“อะไรกันอันนี้ฉันจะเล่น”

“อานะ!” เจไดขึ้นเสียงดื้อๆ แบบเด็กที่ไม่พอใจเมื่อถูกขัด

“ไม่ใช่อาเรียกพี่ก็พอ”

“ชิส์! จะเรียกอาทำไมครั้งนี้ยอมแต่คราวหน้าอย่ามาหาแม่ผมบ่อยนะครับ” เจไดว่าหันมามองหน้าผม

“หวงแทนกันด้วย”

“คนนี้ห้ามใครยุ่ง” ไม่พูดเปล่าแต่เดินมาหาผมก่อนจะนั่งลงข้างๆ กอดเอวผมเอาไว้แน่น “ส่วนในท้องนี่ของผมคนเดียว!

กดจูบเบาๆ ที่หน้าท้องนูนของผมสร้างรอยยิ้มให้ผมกับฟานเป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ ท่าทางของเจไดจะหวงน้องเอามากๆ เลยไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ยอมให้แตะ

“ไม่ได้นั่นก็หลานฉันนะเด็กแสบ”

“อาอยากได้ก็รีบหาเมียสิครับคนนี้ผมไม่ให้!” ผมไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมเจไดถึงพูดอะไรเกินวัยของตัวเองไปบ้างท่าทางว่าป๊าของเขาจะสอนมาดีแถมนิสัยนี่เหมือนกันยังกับตีพิมพ์มาเลยครับ

ปัจจุบันผมยังแอบสงสัยเลยว่าตกลงลูกบุญธรรมหรือลูกแท้ๆ กันแน่

“หวง!!!

“แน่นอน! แบร่ๆ”

“ดูท่าทางมีความสุขกันจังเลยนะครับ” เสียงของแขกไม่ได้รับเชิญดังขึ้นมา เจไดเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมเหมือนตั้งคำถามว่าผู้มาใหม่คนนี้คือใครส่วนฟานก็ลุกขึ้นจากพื้นที่เมื่อกี้นั่งเล่นเกมอยู่กับเจไดก่อนจะมานั่งข้างผมอีกคน

วันนี้บอดี้การ์ดผมเยอะเพราะพี่เหนือกับพี่ใต้ออกไปข้างนอกกัน

“เฮ้! นายมาได้ยังไงกันริน” ฟานเอ่ยถาม

“ฉันจะมาไม่ได้เลยหรือยังไงกันก็แค่ซื้อของมาเยี่ยมอ๋องน้อยกับลูก” ถึงตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ไว้ใจรินสักเท่าไหร่เพราะเขาจัดได้ว่าเป็นพวกที่อันตรายคนหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าคุณพ่อท่านจะยังอนุญาตให้รินเข้าออกบ้านนี้ได้ตามสบายแต่ถ้าผมสามารถอยู่ห่างหมอนี่ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับ

“ผมไม่ชอบคนนี้เลยครับแม่” เสียงเจไดพูดเบาหวิวก่อนจะเงยหน้าไปสบตาริน

“ฉันซื้อผลไม้มาฝาก” รินเดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะยื่นผลไม้ที่ถืออยู่มาตรงหน้า...ผมยิ้มให้รินก่อนจะรับมันเอาไว้

“ขอบใจนะ”

“ว่าแต่กินอะไรกันหรือยังฉันซื้อกับข้าวมาด้วยเพียบเลย” รินพยายามทำทุกอย่างเหมือนปกติส่วนผมกับฟานก็นั่งมองหน้ากันพร้อมข้อสงสัยมากมายในหัวเลยทีเดียวครับ

 

ครืด ครืด

ให้ตายสิถ้าโทรศัพท์ของฟานจะดังทำไมตอนนี้ หมอนี่ขอตัวออกไปรับโทรศัพท์เท่ากับว่ามีแค่ผมรินและเจไดนั่งอยู่ในห้องนี้ รินออกเสียงเรียกสาวใช้ให้เอาของที่ซื้อมาไปใส่จานก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผม

“หลานนายเหรอน่ารักจัง”

พรึบ!

“อย่ามาจับ!” เจไดปัดมือของรินทิ้งไปก่อนจะออกเสียงก้าวร้าวใส่ผมเองก็ไม่อยากให้เจไดนิสัยเสียแบบนี้สักเท่าไหร่แต่ดูท่าทางแล้วเจ้าตัวแสบจะไม่ชอบรินเอามากๆ เลยละครับ

“อ๋องน้อยพอดีที่บ้านมีปัญหานิดหน่อยฉันต้องกลับก่อนนะ” เสียงของฟานดังแทรกขึ้นมาซะก่อนผมมองหน้าหมอนี่แบบขอความช่วยเหลือแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็แค่รอยยิ้มจางๆ เท่านั้นเอง

“ฉันไปส่ง” ผมว่าก่อนจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่ลืมที่จะจับมือเจไดออกไปด้วย “นายรออยู่นี่แหละริน” หันกลับมาบอกใครอีกคนที่ดูก็รู้ว่าอยากจะตามออกไปด้วย

พอเดินออกมาถึงด้านหน้าใจหายนิดหน่อยเพราะตอนนี้พี่เหนือกับพี่ใต้ก็ยังไม่กลับมา ถ้าจะให้ผมอยู่กับคนที่รับมือยากสุดๆ อย่างรินนานกว่านี้มีหวังต้องบ้าตายแน่ๆ

“นี่เด็กแสบ” ก่อนจะขึ้นรถฟานหันมาเรียกเจไดก่อนจะเดินกลับมานั่งยองๆ เพื่อคุยด้วยส่วนผมก็ยืนมองอยู่ใกล้

“ชื่อเจไดนะครับ”

“อยากเรียกแบบนี้ ถ้าไม่อยากให้ฉันแย่งน้องไปก็อย่าลืมปกป้องแม่ละ” ฟานขยี้หัวเจไดไปมาอย่างมันเขี้ยวก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วขยี้หัวผมต่ออีกคน

“ผมยุ่งหมด” ผมปัดมือหมอนี่ออกก่อนจะยู่หน้าใส่นี่ถ้าพี่ไอสูรย์อยู่ด้วยรับรองว่าฟานจะไม่มีสิทธิ์ได้ทำแบบนี้แน่นอนเพราะคนนั้นนะขี้หึงสุดๆ ไปเลยครับ

“รับรองว่าจะไม่ให้ใครแตะต้องแม่กับน้องได้เด็ดขาดครับ” เจไดรับปากหนักแน่น

“งั้นฉันไปแล้วนะดูแลตัวเองดีๆ ละเพราะรินน่ากลัวเสมอ”

ฟานยิ้มให้ผมก่อนจะบอกลาแล้วเดินไปขึ้นรถ รอจนกว่าหมอนี่จะลับสายตาไปผมจึงพาเจได้เดินกลับเข้าบ้านเจอรินยืนรออยู่หน้าประตูพอดีแต่ก็ไม่มั่นใจว่าหมอนี่จะได้ยินที่ฟานพูดหรือเปล่า

“ท่าทางเหมือนกำลังกลัวฉัน” รินเดินตรงเข้ามาหาผมก่อนจะกระซิบถามจนผมต้องรีบถอยห่างเพราะกลัวเขาจริงๆ นั่นหละครับยิ่งตอนนี้ท้องผมก็โตมากแล้วด้วยทำอะไรก็ดูจะลำบากไปซะหมด

“นายน่ากลัวเสมอ”

“หึ! อย่ากลัวไปเลยฉันมาดี” รินจับข้อมือของผมก่อนจะบีบจนรู้สึกเจ็บแต่ผมกลับไม่แสดงอาการอะไร ผมอยากให้หมอนี่ร้ายต่อหน้าคนอื่นบ้างเพราะบางทีรินอาจจะหายไปจากชีวิตผมเลยก็ได้

ผมเป็นห่วงลูก!

“ปล่อยมือแม่ผมนะ”

ผมลืมไปซะสนิทเลยว่าตัวเองก็มีบอดี้การ์ดอยู่เหมือนกันเจไดพูดขึ้นมาก่อนที่จะจับมือรินที่จับข้อมือผมอยู่ออกไปพร้อมทั้งเดินอ้อมมากั้นกลางระหว่างผมกับรินเอาไว้

“อย่ามายุ่งกับแม่ผม!

“เดี๋ยวนี้มีเด็กมาช่วยแล้วเหรอแต่อย่าคิดว่าจะทำอะไรฉันได้” รินยิ้มร้ายกาจให้ผมก่อนจะเดินจากไปเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเยี่ยมแค่อยากมาเยาะเย้ยซะมากกว่า ผมคิดว่ารินคงเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกทีแล้วถ้าพี่ไอสูรย์ไม่ยอมจัดการอะไรให้แน่ชัดกว่านี้มีหวังผมกับลูกแย่แน่ๆ ครับ

 

“คิดถึงจังเลย”

เสียงของพี่ไอสูรย์ดังขึ้นมาผ่านทางหน้าจอไอแพ็ตเพราะตอนนี้พวกเรากำลังโทรทางไกลข้ามประเทศกันอยู่หลังจากที่ผมเจอสงครามประสาทกับรินไปพอขึ้นมาบนห้องได้เท่านั้นแหละครับเจไดเป็นฝ่ายโทรไปหาป๊าเขาทันทีเลยผมเองก็พลอยลุ้นไปเหมือนกันว่าเขาจะว่างรับสายหรือเปล่า

ภาวนาให้เจไดไม่ฟ้องพี่ไอสูรย์เรื่องรินก็พอ

“ป๊าแล้วผมละครับ? คิดถึงไหม”

“ทำไมจะไม่คิดถึงละว่าแต่เราดูแลแม่กับน้องดีหรือเปล่า” ทั้งสองคนคุยกันท่าทางมีความสุขเชียวครับพลอยทำให้ผมยิ้มออกไปด้วย

“แน่นอนสิครับสองคนนี้ของผมนะฮะป๊า” เจไดว่าก่อนจะกอดเอวผมแล้วกดจูบเบาๆ ที่หน้าท้องให้พี่ไอสูรย์ดู

“เจ้าตัวแสบคนนี้ของป๊า” ถ้าอยู่ใกล้ๆ กันผมยังเดาไม่ออกเลยว่าจะถูกแย่งไปทางไหน

“ไม่รู้ไม่ชี้ตอนนี้ผมอยู่ใกล้สุด”

“โอเคงั้นเรามาร่วมมือกันดีกว่าครับ” พี่ไอสูรย์เริ่มเสนอข้อต่อรองกับเจได สีหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ของอสูรทำให้ผมอดขำไม่ได้

“หอมแก้มแม่ให้ป๊าหน่อย”

พี่ไอสูรย์ทำผมหน้าแดงแต่ใครจะไปคิดว่าเจไดจะหอมแก้มผมจริงๆ อย่างที่เขาว่าละครับ

จุ๊บ จุ๊บ

แก้มทั้งสองข้างของผมถูกเจไดหอมไปเรียบร้อยแล้วครับ

“ป๊าไม่ได้สั่งทั้งสองข้างนะครับ” เริ่มดุครับอย่าให้พูดว่าอสูรตัวร้ายกำลังหึงลูกของตัวเอง

“ข้างซ้ายตรงกับหัวใจของป๊า ส่วนข้างขวาของเจไดครับ” เด็กน้อยตอบคำถามได้เฉียบขาดมากๆ แล้วทำไมต้องงตรงกับหัวใจละผมไม่เข้าใจ

“จูบน้องให้ป๊าด้วยสิครับ” ทั้งๆ ที่เมื่อกี้เพิ่งขึ้นเสียงดุไปแท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้น้ำเสียงกลับอ่อนโยนอีกแล้ว ส่วนเจไดก็ทำตามที่พี่ไอสูรย์บอกอย่างว่าง่ายก่อนจะถกเสื้อที่ผมใส่อยู่ให้ขึ้นไปด้านบนเผยให้เห็นหน้าท้องนูนของตัวเองผมทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั่งยิ้มอย่างมีความสุขจนน้ำตาพลอยไหลออกมาด้วย

จุ๊บ

เจไดกดจูบเบาๆ แต่นานเหลือเกิน

“พอแล้วเดี๋ยวลูกป๊าเสียหายหมด”

“ลูกยังไม่ได้คลอดสักหน่อย” ผมแอบแซวน้ำตาไหลด้วยความดีใจแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวันขอแค่ได้คุยกันแบบนี้ผมก็มีความสุขแล้ว

“แม่ร้องไห้” เจไดพูดขึ้นมาฝ่ามือเล็กยื่นมาตรงหน้าผมเพื่อเกลี่ยน้ำตาให้ ผมอยากกอดพี่ไอสูรย์แล้วสิครับ

“กอดแม่หน่อยได้ไหม?” เจไดพยักหน้าก่อนจะโผล่เข้ากอดผมเอาไว้ ผมร้องไห้สะอื้นไปกันใหญ่เลยทีเดียว

มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ

“เฮ้อ! วันนี้ป๊ายอมให้นะเจได”

“อะอึก ไม่ร้องแล้วครับ" ทั้งยิ้มทั้งร้องไห้ในเวลาเดียวกันเลยครับ “ผมคิดถึงพี่จัง” แต่ก็อดน้ำตาไหลออกมาอีกไม่ได้เหมือนกัน

“พี่ก็คิดถึงครับรอพี่หน่อยนะทุกอย่างกำลังจะเรียบร้อยคราวหน้าพี่สัญญาจะไม่ทิ้งอ๋องน้อยกับลูกๆ ไปไหนอีกแล้ว”

ราวกับว่าเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นกับผมและพี่ไอสูรย์เป็นบทพิสูจน์ความรักของพวกเราเลยก็ว่าได้เพราะสิ่งดีๆ และเลวร้ายมากมายที่ผ่านเข้ามามันทำให้ผมมั่นใจว่าเขาเหมาะที่จะเป็นสามีและพ่อที่ดีของลูก

ผมรักเขาเหลือเกิน…อสูรตัวร้ายของผม

“พี่จะรีบกลับไปกอดนะครับ"

"ครับ"

"เจไดทำหน้าที่ให้ดีละไม่งั้นป๊าไม่ยกน้องให้แน่นอน"

"ครับผม"

ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกแย่เพราะรินแต่พี่ไอสูรย์กับเจไดกลับทำให้ผมมีความสุขจนต้องร้องไห้

ผมอยากมีวันเวลาดีๆ แบบนี้ตลอดไปแต่ก็ไม่มั่นใจเต็มร้อยว่ารินจะไม่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของผม!

ในตอนนี้รินคือคนเดียวที่ผมกลัว

 

 

 

ความคิดเห็น