ป้าลูกหนึ่ง

ไม่อยากเทเลย เม้นเค้าหน่อยสิ

บทที่ 22 ตำนานและงานเข้า

ชื่อตอน : บทที่ 22 ตำนานและงานเข้า

คำค้น : นิยายวาย กำลังภายใน ย้อนยุค ฮาเร็ม ชาย แฟยตาซี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2563 22:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 ตำนานและงานเข้า
แบบอักษร

บทที่ 22 ตำนานและงานเข้า 

ยามนั้นในห้วงมหาจักรวาลถือกำเนิดด้วยความว่างเปล่าทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นเพียงเศษธุรีในอากาศ เทพผู้สร้างผู้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับมหาจักรวาลได้สร้างสรรค์ดาวดวงใหญ่จำนวนมากมาย แต่พระองค์เลือกดวงดาวที่มีสีฟ้าสลับเขียว เพื่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตแรกของจักรวาล พระองค์สร้างสิ่งต่าง แม่น้ำ พื้นดิน ป่าไม้ สรรพสิ่งแม้แต่จิตวิญญาณแก่นของดวงดาวให้กำเนิดขึ้นเพื่อเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของมันในยามที่พระองค์รู้สึกเบื่อจากการสร้างสิ่งต่างๆ ในมหาจักรวาลที่มิรู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุด 

แล้วในวันหนึ่งพระองค์ได้แบ่งดวงดาวนั้นออกเป็นสามส่วนและในแต่ละส่วนมีหน้าที่และชนชั้นที่ไม่เหมือนกัน การดำเนินชีวิตและพลังวิเศษที่แตกต่าง พระองค์สร้างโลกมนุษย์ขั้นกลางไว้บนพื้นดิน สร้างปีศาจไว้เบื้องล่างพื้นพิภพเพื่อลงโทษมีมีจิตชั่วร้าย สร้างชั้นฟ้าไว้ให้กับเหล่าผู้ที่พระองค์สรรค์สร้างให้เป็นผู้ดูแลเหล่าผู้มีกรรมดี ก่อนที่พระองค์จะสร้าง มนุษย์จากเศษฝุ่นจากฝ่ามือของพระองค์จำนวนหนึ่งร้อยคนเป็นชายทั้งหมดทรงประทานสติปัญญาการอยู่รอดแล้วเฝ้าดูการดำเนินชีวิตของเหล่ามนุษย์ หากแต่พระองค์ลืมไปว่ามนุษย์ต้องมีการสืบพันธุ์จึงได้ ใช้เหงื่อและน้ำตาสร้างมนุษย์อีกหนึ่งร้อยคนเป็นเกอและสตรีเพื่อให้ออกลูกออกหลาน 

ผ่านไปนานแสนนานเหล่ามนุษย์ที่พระองค์สร้างได้ออกลูกออกหลานหลากหลายรุ่นมากมายเสียจนล้นทะลักสิ่งที่พระองค์สร้างไว้ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว หากมนุษย์ไม่ตายลงโลกใบนี้คงหมดสิ้นไป พระองค์ได้ให้กำเนิดวัฎจักรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อตายลงให้คงเหลือเพียงจิตที่ล่องลอย และพระองค์ได้สร้างราชาสวรรค์ขึ้นจากเส้นผมปกครองเหล่าผู้กระทำดีบนชั้นฟ้า ทรงใช้ผิวหนังจากส่วนฝ่าเท้าสร้างปีศาจปกครองผู้กระทำสิ่งชั่วร้าย ทรงสร้างความมืดและแสงสว่าง ทุอย่างดูเหมือนจะสมบูรณ์แต่พระองค์ยังรู้สึกว่าไม่พอเหมือนจะขาดบางอย่าง 

พระองค์คิดว่าหากมนุษย์ไร้ซึ่งความอยากได้อยากมีโลกใบนี้ดูจะจืดชืดไปหน่อยพระองค์สร้างสงครามให้มนุษย์ ปีศาจ และสวรรค์ เฝ้ามองดูพวกเขาที่สร้างสติปัญญาขึ้นเองโดยที่พระองค์ไม่ต้องสร้างและยัดใส่อีก 

เมื่อมีสงครามก็มีการพัฒนานานนับร้อยนับพันปีจนกระทั้งเทพผู้สร้างเผลอหลับไปเพียงชั่วครู่ เมื่อพระองค์ลืมตาขึ้นอีกครั้งทุกอย่างก็ถูกทำลายเสียแล้ว ทำให้พระองค์ต้องสร้างสรรค์ขึ้นใหม่และทรงคิดว่าถ้าพระองค์เผลอหลับไปอีกโลกที่พระองค์ทรงใช้เวลาสร้างมาอย่างยาวนานคงจะถูกทำลายอีก ทำอย่างไรดี 

และเพราะความบังเอิญหรืออย่างไร นิ้วมือของพระองค์ได้ถูกขอบจักรวาลบาดจนเกิดบาดแผล หยดเลือดไหลออกมาหนึ่งหยดยามเมื่อหยดเลือดนั้นตกลงบนฝามือของพระองค์ จากหยดเลือดของเทพผู้สร้างกลายเป็นเด็กน้อยน่ารักดวงตาของเขาคือจักรวาลที่ประดับไปด้วยดวงดาวนับพัน ผิวกายขาวผ่องดังทางช้างเผือก สีผมดังดวงจันทร์ และเพราะเกิดจากหยดเลือดของผู้ที่สร้างสิ่งต่างๆ ในมหาจักรวาลเด็กคนนี้จึงได้รับพลังเศษเสี้ยวของพระองค์มาด้วยแค่เพียงเศษเสี้ยวก็มากพอที่จะทำลายโลกทั้งใบ 

พระองค์ตั้งชื่อของเด็กคนนั้นว่า ซือสว่าน มีหน้าที่สร้างสรรค์และทำลายแทนพระองค์ดังนั้นยามใดที่พระองค์เผลองีบหลับ ซือสว่าน จะเป็นผู้ดูแลต่อไปพระองค์ยังสร้างผู้ช่วยคนอื่นอีกจำนวนหนึ่งแต่สำหรับ ซือสว่าน พิเศษกว่าเพราะเกิดจากเลือดของเทพผู้สร้างจนกระทั้งวันหนึ่งเด็กน้อยของพระองค์เป็นชนวนก่อให้เกิดมหาสงครามระหว่างสามภพฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทุกหย่อมหญ้ามีแต่คนล้มตายไม่ว่าจะเป็นปีศาจ มนุษย์ และเทพ พระองค์ไม่อาจปล่อยให้ทุกอย่างพังลง เทพผู้สร้างได้ให้เด็กน้อยซือสว่านเลือกว่าจะอยู่กับเผ่าไหนหากว่าเลือกปีศาจ มนุษย์และเทพจะต้องถูกทำลาย 

หากเลือกเทพเหล่าปีศาจและมนุษย์จะต้องกลายเป็นทาส และหากว่าเลือกมนุษย์เหล่าปีศาจและเทพจะต้องหายไป เด็กน้อยซือสว่านกลับเลือกที่จะทำลายตนเองกลายร่างเป็นดอกไม้แห่งความตายความคิดคำนึงในแดนปีศาจส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นดอกซือสว่านสีขาวที่ร่างหล่นจากฟ้าเพื่อส่งแสงแห่งธรรมสู่โลกมนุษย์ และอีกส่วนหนึ่งเป็นดอกซือส่วานสีเหลืองแห่งน้ำใจที่ลึกซึ้งแก่ราชาผู้ปกครองชั้นฟ้า หากแต่เทพผู้สร้างยังคงปราณีต่อเด็กน้อยยิ่งนักทรงใช้พลังของพระองค์ให้ซือสว่านน้อยได้กำเนิดในวัฏจักรอีกครั้งแต่ทว่า สิ่งที่ติดตัวเด็กน้อยไปเหมือนคำสาปอย่างหนึ่งทำสิ่งใดย่อมมีสิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ โอกาสครั้งนี้ที่เทพผู้สร้างมอบให้เพื่อสิ่งใดกันแน่ 

.............................................................................................................................. 

"อ๊ากกกกกก" 

เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นในห้องลับที่รอบด้านปรากฏอักษรโบราณเต็มผนังทั้งสี่ด้าน ไม่ว่าที่พื้นหรือแม้กระทั้งบนเพดานสูง อักษรที่ย้อมด้วยเลือดสีชาดใจกลางวงกลมที่ล้อมไปด้วยอักษรโบราณมีร่างหนึ่งกำลังทุรนทุรายด้วยความทรมาน ยากที่จะบรรยาย แขนสองข้างถูกตรึงด้วยโซ่ขนาดใหญ่ ผมดำหลุดจากมวยผมยุ่งเหยิงชุดสีขาวที่สวมชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดจนเป็นด่างดวง 

ทุกค่ำคืนเมื่อถึงวันที่พระจันทร์เต็มดวงถังอี้หยางจะได้รับความทรมานจนถึงที่สุด คำว่าอยู่ไม่สู้ตาย นั้นประจักษ์แจ้ง วนเวียนซ้ำซากเป็นเวลาสิบหนาวตั้งแต่ครั้งที่ได้รับพิษของชนเผ่านอกด่าน ความทรมานของหนอนนับพันที่ชอนไซวิ่งอยู่ในร่างกายเห็นเป็นตัวใต้ผิวหนัง สิ่งที่อยู่ในร่างเป็นเพียงตัวลูกเท่านั้น ส่วนตัวแม่อยู่ในมือของผู้บงการ เจ้าคนที่อยู่ในเงามืดคิดจะจับให้ถังอี้หยางเป็นหุ่นเชิดทั้งที่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมแล้วแท้ๆ ทั้งที่คืนตำแหน่งหัวโขนคืนและย้ายครอบครัวมาใกล้จากเมืองหลวง 

หึ! คนคนนั้นก็ยังไม่ลามือ ของที่ไม่มีวันได้มาแต่อยากได้ไว้ในครอบครองคิดว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างนั้นหรือ ตลก ถ้าอยากได้มากก็ไขว้คว้าด้วยความสามารถสิ แข่งเรือนั้นแข่งได้แต่แข่งบุญวาสนานั้นหาได้ไม่ อีกครึ่งก้านธูปหนอนตัวลูกก็จะหยุดคลั่ง ในสติที่ลางเลือนเพราะความเจ็บปวดใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งลอยขึ้นมา 

แม้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นบุรุษรูปงามร่างกายสูงโปร่งกลิ่นของน้ำหมึกที่ติดตามตัวจนเหมือนกลิ่นประจำตัวไปแล้วนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำและทุกลมหายใจเข้าออก ขอแค่ตัวข้าอดทนอีกหน่อยเท่านั้น อีกแค่นิดเดียวบุรุษผู้นั้น ข้าถังอี้หยางจะคว้ามาครอบครองไม่ว่าในสายตาคนผู้นั้นจะมองตัวข้าแบบไหนก็ตาม 

"อึก หนีไม่.....พ้น อัํก! เจ้าเป็นของข้า อ๊ากกกกกกก" 

...................................................................................................................................... 

กลับมาที่ห้องนอนของหรูเว่ยหยาง สถานการณ์ชวนเสียตัวเป็นอันต้องหยุดลงอย่างไม่เต็มใจ แดนสยามออกจะเสียดายนิดหนึ่งที่ได้รับประสบการณ์จากผู้ชำนาญการเพราะ พี่อี้หยางสุดหล่อและพี่ไป่หูสุดเท่ทะลึ่งพรวดพราดเข้ามาขัดจังหวะการได้ผัวของแดนสยาม เจ้าของไร่สตอที่ล่อลวงแดนสยามทำเพียงกลายร่างเป็นเด็กน้อยที่โดนแดนสยามทำมิดีมิร้าย โอ้ววว รู้สึกเห็นคุกอยู่รำไร 

แต่หลังจากนั้นก็ถูกทุกคนรุมกินโต๊ะสวดยกใหญ่ส่วนไอ้คนที่ไม่อยากให้รู้มากที่สุด มันนั่งหัวโด่ยิ้มแฉ่ง แต่ทำไมพี่แดนสุดหล่อถึงรู้สึกว่าหนาวจนขนลุกแบบนี้นะ 

"เป็นอันว่าจัดงานวันพรุ่งนี้เลยข้ามขั้นตอนยุ่งยากยังไงเราควรที่จะให้เว่ยหยางเข้าถ้ำฝึกตนเพื่อควบคุมพลังและศึกษาอักขระอย่างถูกต้อง ก่อนที่จะไปไล่ปล้ำใครเข้าเสียก่อนแม้แต่เด็กน้อยก็ยังไม่เว้น" 

ทุกคนหันมามองที่ผม เฮ้! อย่ามองสิ ถึงผมจะหื่นแต่เรื่องเมื่อคืนมันเป็นเพราะยา เจ้านั้นต้องใช้ยาแน่ๆ แต่ไม่มีใครฟังจำเลยที่คิดจะพรากผู้เยาว์ต่างทยอยเดินออกไปจากห้องเหลือเพียงสองคน 

ฮือ!! อย่าทิ้งหนูไว้ ผมมองอย่างหวาดหวาด แพรมันหันมามอง ผมเห็นความเจ็บปวดในแววตาของมัน อยากจะเอ่ยปากอธิบายให้มันฟัง ว่าผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้นอกใจร่างกายมันเป็นไปเอง ผมควบคุมมันไม่ได้ 

"อะ เอ่อ พะ แพร" 

"ตกลง เรายังเป็นแฟนกันใช่ไหม" 

อยู่ๆ มันก็ลุกพรึบเดินออกจากห้องที่พวกเราคุยกันเมื่อครู่โดยที่ไม่หันมามองผมอีก พอได้สติก็รีบวิ่งตามมันไป 

" มึงฟังกูก่อนดิวะ ห่า แพรอย่าเดินหนี ขากูสั้น" 

ร่างสูงหยุดเดินหนี ผมรีบวิ่งเข้าไปกอดมันจากทางด้านหลัง 

"แดน ถ้ามึงเงี่ยนมึงมาบอกกูนี่ มึงรู้ไหมที่มึงทำนะเสี่ยงคุกนะโว๊ย!! " 

"กู...ไม่ได้ทำ กูไม่ได้จะลวนลามเด็ก กูแค่โดนยาไง มึงเข้าใจป่ะ เด็กนั้นมันสตอจะตาย" 

"นั้นเด็กห้าขวบนะ เด็กที่ไหนจะหื่นเหมือนมึง อ้างข้างๆ คูๆ กูบอกก่อนเลยนะว่าของเด็กมันทำให้มึง (ถึง) ใจไม่ได้ ไม่เหมือนดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงของกู ทะลุทะลวงจนต้องร้องขอชีวิต" 

"เชี่ย! ไม่คุยกันมึงแล้วพูดเหี้ยอะไรไม่รู้" พูดซะอยากลองดาบเจ็ดสีของมึงแหล่ตามองแล้วก็ อืมมม ใหญ่แท้ 

"มองดาบกูสนใจเปล่า กูแถมโปรทดลองใช้ก่อนแต่ง สนใจเปล่าห้านาทีเรียบร้อย"  

แพรส่งสายตาวิบวับวิบวับแดนหมั่นไส้ว่าจะตบหัวก็กลัวจะไม่ถึงเตี้ยแรงส่งก็น้อย ตบหัวล่างแล้วกัน แต่แพรดันรู้ทันรีบกระโดดหลบ 

"ตกลงที่มึงเดินวิ่งเป็นควายควิดออกมาเมื่อกี๊ มึงไม่ได้งอนกู" 

"เปล่า" 

"อ้าว? แล้วที่มึงไม่พูดกับกูฮึดฮัดออกมานี่เป็นเพราะ" 

ผมคิดไปเองหรอกเหรอไอ้เราก็นึกว่ามันจะงอน หึง น้อยใจสรุปคิดไปเอง  

"กูแค่อิจฉา ไอ้เด็กนั้นมันมีดีอะไรมึงถึงไปอ้อยมัน ถ้ามึงสะกิดกูหน่อยก็ยอมมึงแล้วอีกอย่างนะคนอย่างมึงอ้อยใครก็นกตลอด" 

"ไอ้เหี้ยแพร มึงสบประมาทกูมากไปแล้ว นก บ้านพ่อมึงสิ อย่างกูหล่อเลือกได้โว๊ย กูแค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองดูสิสิ่งแย่ๆอย่างมึงกูไม่ได้อ้อยยังหลงกูเลย"  

แดนสยามยกคิ้วกวนบาทาเบื้องล่าง แพรถูกสวนกลับรู้สึกจุกพูดไม่ออกเพราะมันเป็นเรื่องจริงมันไม่เคยอ้อยแพรแต่กูโคตรมึงเลย 

........................................................................................................................................ 

และแล้วในวันรุ่งขึ้นพิธีแต่งงานที่แสนจะเร่งรีบเริ่มขึ้นพร้อมกับที่คนบางกลุ่มเริ่มเคลื่อนไหว แดนสยามหรือหรูเว่ยหยางที่ไส้ในเป็นวิญญาณจากต่างโลก ถูกปลุกตั้งแต่ไก้ยังไม่ขันอาบน้ำขัดสีจนตัวขาวผ่องสวมชุดสีแดงปักลายนกหยวนยางใบหน้าถูกตกลงอย่างปราณีตความงดงามถูกซ่อนไว้ภายใต้ผ้าคลุมเจ้าสา่ว ส่วนด้านนอกทุกคนเตรียมการจัดสถานที่เพื่อต้อนรับเจ้าบ่าวที่จะมารับเจ้าสาว ส่วนเพื่ออีกสองคนนั้นไม่สามารถมาได้ ส่วนเจ้าเด็กเหลานั้นไม่อยู่เมื่อวานเย็นได้ออกจากจวนตระกูลหรูบอกเพียงว่าต้องกลับบ้านด่วน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายมากระซิบบอกเรื่องประหลาดบางอย่างที่คนของตนเองรายงานมาจนต้องออกไปดูด้วยตนเอง 

ผีดิบ มีคนกำลังใช้วิชาคืนวิญญาณ วิชาคืนวิญญาณก็คล้ายกับการปลุกศพให้เป็นบริวารของตัวเองรับฟังเพียงคำสั่งของเจ้าพิธี วิชาหนึ่งในสายของการทำลายแต่ว่าคนที่จะมีพลังเพียงพอนั้นนับได้เพียงแค่ไม่กี่คนและหนึ่งในนั้นก็มีคนหนึ่งที่แดนสยามยังไม่เคยเห็นหน้า เพียงแต่ได้ยินมาบ้างว่าเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการตัวของหรูเว่ยหยาง ไม่สิต้องการพลังของหรูเว่ยหยางต่างหาก ตอนนี้ก็คงกบดานที่ไหนสักแห่งแต่ทว่าทำไมถึงได้เกิดเรื่องในช่วงนี้ได้หละไว้คงต้องให้ไอ้แพรตรวจสอบอีกที 

"ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะคุณชาย"  

แม่สื่อเดินมาบอกก่อนที่จะค่อยช่วยพยุงแดนสยามออกไปด้านนอกแต่แปลกมันเงียบไปไหม คืองานแต่งขนาดเมื่อวานที่ทุกคนเตรียมงานยังมีเสียงดังไปครึ่งข่อนคืน แดนสยามเงี่ยหูฟังแต่ตลอดทางมานอกจากแม่สือที่พูดแนะนำแล้วก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงของสาวใช้คนอื่นๆ จะว่าไปเสี่ยวเป่าหายไปไหนส่วนเป่าควรจะมาคอยดูแลแดนสยามแต่ตั้งแต่ตื่นยังไม่เห็นทั้งที่เป็นคนสนิทของตัวเอง แปลก มันแปลก   

แดนสยามหยุดฝีเท้าลงทำให้คนอื่นก็หยุดลงด้วย 

"เสี่ยวเป่าไปไหน" 

"เรียนคุณชาย เสี่ยวเป่าฮูหยินให้ไปรอที่เกี้ยวแล้วเจ้าค่ะ" เป็นสาวใช้ทางด้านซ้ายพูดขึ้น 

"คุณชายถ้าช้าจะเลยฤทธิ์ได้นะเจ้าค่ะ"  

แม่สื่อที่นำอยู่ด้านหน้าเอ่ยปากเร่งแต่แดนสยามก็ยังไม่ขยับเดินตามแต่เลือกที่จะกระชากผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก และสิ่งที่เห็นคือสาวใช้ที่ประคองทั้งซ้ายขวานั้นไม่ใช่คน และแม่สื่อที่ยื่นอยู่ด้านหน้าไปเล็กน้อยกำลังแสยะยิ้มจนฉีกไปถึงกกหู แดนสยามสะบัดร่างแต่ทว่าถูกยึดเอาไว้แน่น แดนสยามใช้พลังปราณของตนร่ายอักขระดีดสะท้อนเหล่าผีดิบจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง แต่ทว่าร่างที่ถูกดีดกระเด็นไปค่อยๆลุกขึ้นมาในสภาพที่บิดเบี้ยวแขนขาบิดผิดรูปดวงตาขาวขุ่นดังปลาตาย   

แปลก แปลกเกินไป พี่อี้หยาง ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปไหน เสี่ยวเปาคนในจวนไปไหนหมดหรือพวกเขาจะเกิดเรื่องแดนวิ่งไปตามทางที่ทอดไปยังห้องโถงด้านหน้าโดนมีผีดิบด้านหลังวิ่งตามมาอย่างไม่ลดหละทั้งที่พวกมันร่างกายผิดรูปจนหน้ากลัว เคยได้ดูหนังซอบบี้มาก็มากแต่มาเจอของจริงเข้าให้ มันทั้งน่ากลัวและขยะแขยงเกินจินตนาการที่วาดเอาไว้มันช่างแตกต่างจากการดูหนังหรือแม้แต่อ่านนิยาย ยิ่งวิ่งยุ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ดูเหมือนจะเป็นจวนตระกูลหรูแต่ทว่าใจของแดนสยามบอกว่ามันไม่ใช่และการที่จะทำให้กระจ่างก็คงต้องทำลายทิ้งเท่านั้น 

วงแหวนเวทย์ถูกร่ายเอาไว้ที่ฝ่ามือข้างหนึ่งสองเท้าที่วิ่งหน้าตั้งหยุดแล้วหันกลับมาก่อนที่จะกระแทกวงเวทย์ลงกับพื้นจนเกิดเสียงกัปนาทวงเวทย์สีทองกระแทกพื้นดินจนยุบ พลังการทำลายดีดสะท้อนเหล่าผีดิบทั้งสามจนสลายไปอย่างง่ายดายรวมถึงเสียงปริแตกเบาๆเสียงที่เหมือนกระจกร้าวดังไปรอบตัวๆของแดนสยามที่ยังคงเค้นพลังร่ายเวทย์ไว้ที่ฝ่ามือตลอดเวลา   

ภาพของจวนค่อยๆหลุดร่วงราวกับเศษซากของกระจกที่ถูกทุบจากภาพของจวนตระกูลหรูที่จัดงานมงคล ประดับไปด้วยผ้าแดงรายล้อมไปด้วยกลิ่นอายมงคล แต่ภาพตอนนี้ที่เห็นเบื้องหน้ากลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เบื้องหน้าแม้จะถูกประดับไปด้วยผ้าแดงเหมือนงานวิวาห์แต่ทว่าบรรยากาศโดยรอบนั้นอย่าเรียกว่าจัดงานแต่งเลย เรียกว่ามาจัดงานเชงเม้งจะดีกว่าเพราะอะไรนะเหรอก็ผีดิบแต่งชุดแดงยืนอยู่เต็มไปหมด เยอะจนขนลุกขนพองดีแต่ว่าทุกตนที่อยู่ในที่นี่ทั้งหมดไม่ได้หัวขาดหรือร่างกายขาดวินเท่านั้นเอง 

ทำไมอยู่ๆถึงได้มาโผล่ในที่ประหลาดได้ 

"เจ้าสาวของนายท่านมาแล้ว"  

แดนสยามหันขวับไปตามเสียงที่ดังมาจากทางเดินในเรือนที่อยู่หลังเหล่าผีดิบพวกนี้ เหล่าผีชุดแดงแหวกออกเป็นสองข้าง สองคนคนแรกที่ก้าวออกมาดูก็รู้ว่ายังเป็นมนุษย์อยู่ แต่ดูไม่น่าคบสุดๆและอีกคนที่ก้าวตามมานั้นทำให้แดนสยามต้องร้องเฮ้ยเสียงดังอยากคาดไม่ถึง ปลายนิ้วชี้หน้าบุรุษชุดดำแดงที่ยืนเป็นสง่าท่ามกลางผีดิบที่กำลังก้มหัวคุกเข่าราวกับชาวผู้นั้นคือเจ้าชีวิต ชายผู้มีดวงตาสีแดงเลือดดูน่ากลัวและค่าเกรงขาม รูปร่างสูงใหญ่ ผมรองทรงสั้นที่ไม่ค่อยจะได้เห็นในโลกนี้ หูที่เจาะจิวเรียงตัวเป็นแถวสะท้อนขึ้นไปตามแนวหูสามสี่เม็ดข้างหนึ่ง อีกข้างเป็นโซ่สายเล็กห้อยด้วยไม้กางเขน ดูยังไงก็ผิดแผกจากรสนิยมชาวเรา แต่แดนสยามดูว่ามันดิบเถือน เย็นชา และน่าวิ่งเข้าใส่ 

"พี่ พี่นัทเทพ นั้นพี่ใช่ไหม?" 

ความคิดเห็น