anarit
email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 อาจารย์ภาควิชาเคมีคนใหม่ (2) [18+]

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 อาจารย์ภาควิชาเคมีคนใหม่ (2) [18+]

คำค้น : สืบสวน ฆาตกรรม โรเมนติก แอคชัน

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 48

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ย. 2562 13:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 อาจารย์ภาควิชาเคมีคนใหม่ (2) [18+]
แบบอักษร

ทันทีที่เดินเข้ามาในงาน ย่อมเป็นธรรมดาที่แขกซึ่งมานั่งที่เก้าอี้อยู่ก่อนหน้าจะจับจ้องสายตามามอง ก่อนที่ทั้งสามคนจะนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ยาวซึ่งตั้งไว้ด้านหน้าสุด ทิ้งจังหวะพอให้เจ้าภาพในงานซึ่งเป็นหลานของจ่านำน้ำมาเสิร์ฟจนครบทุกคน

“ขอบใจมาก”

หลานของจ่าคล้อยหลังไป ผู้กองวสุยกแก้วขึ้นดื่มจนหมด ในขณะที่ผู้กองวิศรุตกับพฤกษ์ยกจิบเพียงน้อย

“มันมีเหตุผลบางอย่างที่เราจำเป็นต้องเชิญคุณมาร่วมภารกิจนี้” เขาเอ่ยขึ้นหลังจากวางแก้วให้เสียงกระทบที่รองที่ทำจากกระเบื้องแก้วอย่างแผ่วเบา “ก็อย่างที่เราก็ทราบกันว่า ในระยะเวลาที่ไล่ๆกัน มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นแล้วสามศพ ทางเราปักใจว่าน่าจะเป็นคนๆเดียวกัน จนกระทั่งตอนเราจับตัวฆาตกรได้ แล้วมันก็ถูกฆ่าปิดปาก มันก็เลยทำให้เราคิดว่า เรื่องนี้อาจจะมีผู้ลงมือมากกว่าหนึ่งคน ปัญหาก็คือที่นายสงสัยว่าเป็นชานนท์ ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทราบข่าวของชานนท์ แถมชานนท์ก็หนีออกจากบ้านพร้อมทำลายหลักฐานทิ้ง เรื่องนี้มันหนักเกินที่พวกเราจะจัดการกันเองได้ ได้ข่าวว่าช่วงเรียนปริญญาตรี นายแอบไปฝึกหลักสูตรการต่อสู้และการสืบสวนพิเศษมาจากสถาบันเดียวกับที่ผู้กองวิศรุต ดูแล ก็เลยวอนขอให้ผู้กองวิศรุตทาบทามคุณมา ยังไงผมก็ขอบคุณมากๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือทางการในครั้งนี้”

“ผมเข้าใจครับ อันที่จริง ผมกับผู้กองวิศรุต ก็คุยกันเรื่องนี้อยู่ตลอดครับ เพียงแต่ ช่วงนี้ก็มีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นกับผมมากมาย อย่างที่ทุกคนรู้ ผมเองก็โดนลอบฆ่าเหมือนกัน นับว่าโชคดีที่ผมรอดมาได้”

“ที่เป็นข่าวดีก็คือ พวกเราได้หลักฐานเป็นรอยนิ้วมือจากประตูลีลาพาทิศที่ฆาตกรใช้เป็นทางผ่านในการเข้ามาก่อเหตุที่งานรับปริญญา อีกทั้งในบุคคลผู้ใส่ชุดโม่งดำที่เราจับตัวได้ ก็คือ นักโทษในคดีอุกฉกรรจ์หลายคดี ที่ผมสงสัยคือ ใครคือคนที่ช่วยเขาออกมา ทั้งๆที่เขาก็ยังไม่พ้นโทษ”

“ไม่แน่นะครับ ผมว่าฆาตกรในคดีครั้งนี้อาจมีมากกว่าหนึ่งคน เผลอๆ คนในงานวันปริญญา กับ คนที่ลอบฆ่าผมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หรือแม้กระทั่งเหยื่อรายอื่นๆ ที่ตายไป อาจเป็นคนละคนกัน”

“จริงสิ ผมก็คิดเช่นนั้น ถ้างั้นดีเลย คุณช่วยดูอันนี้ให้ผมหน่อย มันเป็นภาพที่ผมถ่ายจากภาพในกล้องวงจรปิดอีกทีนึง ไม่ทราบว่า คุณพอจะจำรูปพรรณสัณฐานของบุคคลในรูปได้ไหม คือ ยอมรับตรงๆ ตอนนี้ผมก็มืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร แล้วยิ่งถ้าเป็นอย่างที่คุณและผมคิด มีผู้ก่อเหตุในคดีนี้มากกว่าหนึ่งราย มันก็ยิ่งมืดมน ถ้าเราพอรู้ว่าบุคคลในภาพนี้เป็นใคร ก็อาจจะทำให้เราตามตัวฆาตกรได้ง่ายขึ้น”

ผู้กองวสุนำคลิปวีดีโอในโทรศัพท์มือถือซึ่งบันทีกภาพเอาไว้จากภาพกล้องวงจรปิดในห้องควบคุมมาให้พฤกษ์ดูเผื่อว่า เขาจะจำรูปพรรณสัณฐานของบุคคลผู้ใส่โม่งดำได้

ระหว่างที่ผู้กองวสุพูดพร้อมกับยื่นมือถือให้พฤกษ์ดู พฤกษ์เองก็นึกไม่ออกเช่นกัน เนื่องจากฆาตกรใส่ชุดดำบังร่างไว้มิด แถมชุดยังพองใหญ่กว่าปกติ ยิ่งเป็นการยากไปใหญ่หากจะเปรียบเทียบขนาดลำตัวกับชุดที่สวมใส่

“ดูไม่ออกเลยครับ ดูเหมือนว่าชุดที่ฆาตกรใส่ มันพองกว่าความเป็นจริง ที่ผมกำลังคิดตอนนี้คือ ฆาตกรอาจเป็นคนละกัน อาจมีหนึ่งคนหรือสองคน แล้วถ้าลักษณะอย่างที่คุณเล่ามา ผมคิดได้เป็นแบบเดียวคือการฆ่าปิดปาก จากบุคคลลึกลับอีกคน ซึ่งก็นั่นล่ะ มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมปักใจเชื่อว่า ฆาตกรที่ก่อเหตุครั้งนี้ จะต้องเป็นคนละคน อาจมากกว่าหนี่งหรือสองคน มันก็ไม่แน่”

“นี่มันทำกันเป็นขบวนการเลยเหรอวะ เนี่ย”

“มันไม่ก็แน่นะ ออดี้ เพียงแต่เราต้องคิดเผื่อไว้ทุกๆรูปแบบ ที่มันพอจะเป็นไปได้”

“แล้วผู้กองวสุครับ ที่ผู้กองวสุพบรอยนิ้วมือในวันรับปริญญา ไม่ทราบรอยนิ้วมือนั้นใครเป็นเจ้าของเหรอครับ”

“ยังไม่ได้ตรวจสอบเลย คือ กำลังจะนั่นแหละ แต่ก็มาเกิดเหตุเสียก่อน ที่จ่าต้องเสียชีวิตนี่ล่ะ”

 “ถ้างั้นไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวยังไงพรุ่งนี้ ผมกับผู้กองวิศรุตจะอาสาไปที่เรือนจำเอง เพียงแต่ที่ผมอยากได้คือ ข้อมูลของนักโทษรายนี้ อย่างน้อยๆ เราต้องหาให้ได้ว่า ใครกันที่เป็นคนช่วยเขาออกมา ไม่แน่ว่าคนนั้นๆ อาจเป็นฆาตกรอีกคน ที่อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมครั้งนี้ก็ได้ และที่สำคัญผมมีแผนการที่จะเข้าไปที่นั่น อย่างลับๆ แม้กระทั่งคนในเรือนจำก็ไม่รู้ว่า จุดประสงค์ที่เราเข้าไปเพื่อสืบคดี เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้แผนการที่เราวางไว้ต้องโป๊ะแตกเสียก่อน”

“นั้นดีเลย พรุ่งนี้ผมก็สืบหาเจ้าของรอยนิ้วมือเหมือนกัน จะได้รู้กันเสียทีว่า ฆาตกรที่อยู่ในดคี มีส่วนเกี่ยวข้องกี่คน เป็นอย่างที่เราสงสัยหรือไม่”

การสนทนาดูจริงจังมากขึ้นทุกขณะเสียจนทั้งสามคนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง จนคนที่นั่งข้างหลังต้องสะกิดไหล่ผู้กองวสุ

ผู้กองวสุชำเลืองมองไปที่มัคนายก ในจังหวะที่มัคนายกก็ส่งสายตามาที่ผู้กองวสุเหมือนกัน

“เรียนเชิญครับ”

ผู้กองวสุจึงลุกขึ้น เดินไปถึงไมโครโฟนอย่างงๆ มัคนายกหันไมโครโฟนไปที่ปากเขา ในจังหวะที่เขาก็ส่งสายตามองมัคนายกด้วยอาการมึนๆงง เหมือนจะเป็นสัญลักษณ์บอกเป็นนัยๆ ให้มัคนายกย้ำเตือนอีกครั้งว่า ตัวเขาควรทำอะไร มัคนายกเห็นจึงกระซิบข้างๆ

“ให้พูดถึงจ่า ผู้เสียชีวิต ในเรื่องผลงาน ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าครับ”

“อ้อๆ” เขาขานรับ

ปากจ่อไปที่ไมโครโฟน นับหนึ่งถึงสามเพื่อดึงสติกลับมา มีรอยยิ้มเล็กน้อย สายตาสอดส่องมองแขกผู้มีเกียรติทั่วทั้งศาลา

“ก่อนอื่นเลย ผมในฐานะหัวหน้าของจ่า ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็ขอแสดงความเสียใจกับญาติๆของจ่า แล้วก็เป็นตัวแทนกล่าวคำขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงาน โดยตัวจ่าเอง เป็นคนที่มีระเบียบวินัยมากๆ ทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยไม่ห่วงชีวิต เป็นลูกน้องอีกคนที่ผมมีความภูมิใจทุกครั้งที่ได้ร่วมงานด้วย และดีใจที่ผมในฐานะหัวหน้าทีมได้มีจ่าเป็นลูกน้องอยู่ในทีมเดียวกัน จ่าเป็นตำรวจที่ดีมาก เป็นแบบอย่างแก่ตำรวจรุ่นน้องที่ควรถือไปปฎิบัติ จนวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่จ่าจะเสียชีวิตในการปฏิบัติการตามสืบคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ทางเราสัญญาด้วยเกรียติของตำรวจว่า การเสียชีวิตของจ่าครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า เราจะทำหน้าที่ของเราต่อ จนกว่าคดีนี้จะปิดลงได้อย่างสำเร็จ” ทิ้งจังหวะ หยิบเข็มเกรียติยศและซองเงินจำนวนหนึ่งแสนบาทเพื่อยื่นให้กับภรรยาของจ่า

“ในการนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณงามของท่านที่ผมพูด เป็นสิ่งที่ผมพูดจากการทำงานด้วยกันมาตลอด นับตั้งแต่ที่ผมย้ายมาประจำการที่นี่ จนถึงตอนนี้ที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ผมจึงขอมอบเข็มเกรียติยศ อันแสดงถึงความกล้าหาญ พร้อมเงินสดหนึ่งแสนบาทให้กับครอบครัวของจ่า เพื่อการตอบแทนที่จ่าปฎิบัติหน้าที่ให้กับองค์กรของเราด้วยความเต็มที่เสมอมา”

เสร็จสิ้นคำกล่าวจากผู้บังคับบัญชา เข้าสุ่พิธีที่มัคนายกจะนำสวดอภิธรรมศพต่อไป หลังจากที่ผู้กองวสุมอบเข็มเกรียติยศและเงินสดในซองสีขาวให้กับภรรยาของจ่าแล้ว ก็กลับมานั่งตรงจุดเดิม

ในเวลาเดียวกัน ปัณณฑัต หลังจากพบปะเพื่อนๆแล้ว เขาก็ต้องรีบกลับไปคอนโดหรูใจกลางบางแสน เพื่อพักหย่อนใจ ก่อนเริ่มงานใหม่ที่มหาวิทยาลัยเป็นวันแรกในวันพรุ่งนี้ โชคดีที่มีเพื่อนสนิทอย่างชญานี หรือ มะปราง เพื่อนร่วมคณะที่จบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชื่อดังจากประเทศอังกฤษ ผู้ที่มีทั้งมันสมองอันเป็นเลิศแต่ความสามารถในวงการบันเทิงก็ไม่น้อยใครเช่นกัน เพราะนอกจากเกรียตินิยมอันดับหนึ่งสมัยปริญญาตรี เธอยังมีความสามารถด้านการร้องเพลงจนออดิชันชนะ และมีซิงเกิ้ลเพลงของตัวเองโด่งดังไปทั่วประเทศ แต่กลับเสียดาย ที่เธอตัดสินใจทิ้งผลงานด้านนี้ซึ่งหล่อนเองก็ทำได้ดีไม่แพ้กับความฉลาดปราชญ์เปรื่องด้านวิทยาศาสตร์เคมีของหล่อน ก่อนจะกลับมาใช้ทุนโดยการเป็นนักวิจัยทางเคมี และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยประจำภาควิชาเคมี พ่วงด้วยตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาคนใหม่ควบคู่กันไปด้วย หล่อนเองดีใจที่เพื่อนจะกลับมา และนึกได้ว่าพรุ่งนี้เพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนานจะเข้ามาทำงานวันแรก จึงโทรไปหาเพื่อทักทาย

ปัณณฑัตที่อยู่ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น เขาก็ควานหาหูฟังที่อยู่ใกล้กับเกียร์รถ เมื่อควานหาจนเจอก็นำมันเสียบเข้ากับโทรศัพท์แล้วกดปุ่มรับที่อยู่บานสายหูฟังนั้น

“อ้าว สวัสดีจ้า แหม่ พอรู้ว่าผมจะเข้าไปทำงานวันแรกนี่ รีบโทรมาเชียวนะ”

“ได้ไง ก็ต้องโทรมาต้อนรับน้องใหม่หน่อยสิ พรุ่งนี้จะมาทำงานด้วยกันแล้วนิ”

“ร้อยวันพันปี ไม่เคยจะโทรมา ไอ้เราก็คิดว่าจะลืมกันแล้วซะอีก”

“เดี๋ยวๆ ใครกันแน่ ที่ลืม แหม่ๆ ไปเรียนเมืองน่งเมืองนอก ห่างไกลจากเพื่อนเลย แล้วไม่มีทักแชทเฟส ไลน์ มานะ แหม่ นายเองมั้งที่ลืมอ่ะ งอนแล้วด้วย ต้องพาเราไปเลี้ยงข้าวขอคืนดีแล้วล่ะ”

“อย่านะ อย่าท้านะ ถ้าเราทำจริงๆ แล้วเธอจะพีค”

“แหม่ ดีใจจังเลย ดอกเตอร์จะเลี้ยงข้าว พรุ่งนี้จะล้างท้องรอเลย”

ระหว่างที่คุยกันอยู่สนุกสนาน บนถนนโล่งๆ ไร้ซึ่งรถผ่าน โซนนั้นคงจะมืดสนิทหากไม่มีแสงสว่างจากไฟหน้ารถของปัณณฑัตส่องผ่าน เนื่องด้วยงานถนนคนเดินซึ่งจัดเป็นประจำทุกสุดสัปดาห์ได้ปิดแล้ว ถัดไปอีกไม่ถึงห้าร้อยเมตรลวดสลิงขึงตึงพาดยาวมาจากที่ไหนสักที มันอำพรางสายตาในตอนกลางคืนได้อย่างแนบเนียน แม้กระทั่งแสงไฟส่องมาแต่ไกลก็มิอาจมองเห็นได้ ปัณณฑัตที่ขับรถมาด้วยความเร็วปกติ ใกล้เข้ามา แสงไฟที่สอดส่องไป ทำให้เขาเริ่มเห็นลวดสลิงที่ขึงตึงนั้น ปัณณฑัตที่คุยอย่างสนุกสนาน ตัดจบบทสนทนาอย่างกะทันหัน แต่มันสายเกินไป ความเร็วรถมันถลำเข้ามาใกล้มากเกินกว่าจะเบรกให้หยุดได้ทัน หากแต่มันจะเคลื่อนที่ทะลุสลิงขึงนั้น ไล่ตัดคอของปัณณฑัตหลุดออกจากลำตัว เขาสิ้นใจทันที ปล่อยให้รถที่มีสภาพตั้งแต่บริเวณกระโปรงรถ กระจกหน้าและหลังคาจนสุดประตูหลังขาดและพังยับเยิน ราวกับเศษเหล็กยูยี่ พร้อมกับสภาพศพไร้ศีรษะนอนจมกองเลือดที่เปรอะเปื้อนเต็มรถ เสียหลักแล่นชนไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ในขณะที่เนื้อเยื่อที่ถูกตัดขาดก็กระเด็นออกไปตามความเร็วรถเกลื่อนถนนพร้อมด้วยรอยเลือดกลิ่นคาวคุ้งที่แตกปริออกมากระจายไปเต็มพื้น

 “ฮัลโหล!! ริว ฮัลโหล” ชญานีเริ่มวิตก จู่ๆ เสียงก็เงียบไปเสียดื้อๆ อีกทั้งยังเหมือนได้เสียงของปลายสายกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างจัง หล่อนเริ่มคิดในใจว่า จะต้องเกิดอุบัติเหตุรถชนอย่างแน่ๆ

สายโทรศัพท์ถูกตัดขาดไปหลังจากนั้น หล่อนไม่รอช้ารีบโทรกลับไปทันที กลับมีเพียงสัญญาณจากปลายอัตโนมัติ

“ไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้ในขณะนี้…” ชญานีรีบกดทิ้ง

“หรือว่า จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ” ชญานีทิ้งจังหวะ “ริว ไม่ได้การณ์ล่ะ”

หล่อนรู้สึกวิตก จู่ๆเสียงก็เงียบหายไป อีกทั้งโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้กะทันหัน เสียงกระแทกดังปังคือเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่สัญญาณปลายทางจะถูกตัดอย่างอัตโนมัติ

ชญานีไม่รีรอด้วยความวิตกอย่างหนัก รีบกดโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจท้องทีอย่างทันท่วงที ด้วยความวิตกกังวลเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของตน แต่ถึงกระนั้นแล้ว เจ้าหล่อนเองก็ยังไม่สบายใจนัก ยืนถือโทรศัพท์ตีมืออย่างเบาๆ กอปรกับเดินวนรอบเก้าอี้โซฟาร์ในห้องรับแขกภายในบ้านอยู่หลายครั้ง สีหน้าแสดงออกชัดเจนถึงอาการวิตกกังวลนั้น ไม่ได้การล่ะ เจ้าหล่อนตัดสินใจหยิบกุญแจรถแล้วสตาร์ทมันออกจากบ้านซึ่งเปิดไว้อย่างอเนกเขก ขับมาได้สักพัก เจ้าหล่อนเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้จึงเปิดไฟเลี้ยวซ้ายพลางกับเข้าจอดข้างทาง

“ว่าแต่เราจะไปหามันที่ไหนวะเนี่ย”

ระหว่างนั้นชญานีกำลังนึกถึงตำแหน่งที่ตั้งบ้านของปัณณฑัต หากแต่มันก็เป็นความคิดย้อนแย้งอยู่ในใจ เพราะไม่รู้ว่าปัณณฑัตยังอาศัยอยู่บ้านหลังเดิมที่เธอรู้จักอยู่อีกหรือไม่ เพราะเขาก็ไปเรียนต่อต่างประเทศอยู่หลายปี เอาน่ะ ไม่ลองก็ไม่รู้ อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย หล่อนจึงขับรถไปตามเส้นทางตัดผ่านไปยังยังบ้านของปัณณฑัต โชคดีที่เส้นทางที่เจ้าหล่อนโผล่แวบออกมามันอยู่คนละด้านกับที่มีลวดสลึงขึงตึงอยู่ มิฉะนั้นหล่อนก็อาจจะมีชะตากรรมเดียวกันกับปัณณฑัต

บุคคลผู้ใส่โม่งดำปรากฏกายออกมาท่ามกลางความมืด พร้อมด้วยถือมีดอีโต้พรวดตรงมาที่ศพปัณณ-ฑัตซึ่งสภาพศพตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเลือด ไร้ใบหน้า เมื่อมาถึงตรงร่างนั้น บุคคลผู้ใส่โม่งดำก็นั่งยองแล้วดึงร่างของปัณณฑัตที่นอนเสียชีวิตอยู่ตรงเบาะด้านคนขับลงมากองกับพื้นถนน พร้อมกับง้างมืดแล้วสับแขนทั้งสองของปัณณฑัตเป็นชิ้นๆ ราวกับสับกระดูกไก่อย่างไม่มีผิดเพี้ยน บุคคลผู้ใส่โม่งดำหวังจะชำแหละร่างของปัณณฑัตออกเป็นชิ้นๆ แต่หลังจากชำแหละได้เพียงแขนทั้งสองใส่ถุงใหญ่ยาว ก็มีแสงไฟส่องผ่านเข้าหน้ามาแต่ไกล ทำเอาบุคคลผู้ใส่โม่งดำต้องรวบชิ้นส่วนที่มีทั้งหมดใส่ถุงหมัดปากแล้วเผ่นหนีอย่างทันที จนเผลอทิ้งมีดอีโต้ซึ่งวางไว้ขณะกำลังรวบชิ้นส่วนลงถุงดำ จังหวะนั้นเองชญานีขับรถแล่นมาถึงพอดี เห็นเลือดไหลเจิ่งนองเต็มพื้น เมื่อเข้าไปใกล้กว่านี้ก็เห็นคนนอนแน่นิ่งอยู่ ต้องเกิดอะไรขึ้นอย่างแน่นอน ชญานีจึงเปิดประตูรถลงไปดู

“อื้อหือ กลิ่นแรงมาก”

จังหวะที่เจ้าหล่อนเข้าไปใกล้ร่างนั้น กลิ่นฉุนจากสภาพศพมันแรงมากเสียจนทนไม่ไหว เธอถึงกับหยุดชะงักแล้วนำมือมาปิดจมูกอย่างแน่น แต่ถึงกระนั้นกลิ่นฉุนก็ยังเล็ดรอดเข้ามาได้อีก หล่อนจึงต้องย้อนกลับไปที่รถเพื่อหาหน้ากากอนามัยมาปิดไว้

วิศรุตและพฤกษ์ที่กลับมาจากงานศพและนั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน กำลังแล่นมาทางนี้พอดี โชคไม่ดีที่ทั้งคู่แล่นมาบนถนนในด้านที่มีลวดสลิงขึงตึงดักไว้พอดี แต่ก็โชคดีเหมือนกันที่ทั้งคู่เห็นซากรถที่ถูกตัดขาดและมีสภาพพังยับเยินแต่ไกล จึงทำให้ทั้งคู่เบรกรถกะทันหัน

“ข้างหน้าเหมือนมีอะไรนอนขวางอยู่เลย” วิศรุตทักขึ้น

พฤกษ์เพ่งสายตามองก็เห็นแบบเดียวกันกับวิศรุต “จริงด้วย ไหนลองขับเข้าไปใกล้ๆดิ”

“นั่นมันเหมือนคนนอนอยู่เลย” วิศรุตทักขึ้นอีกครั้งหลังจากขับรถเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเริ่มเห็นชัดขึ้น “มีผู้หญิงนั่งอยู่ข้างๆด้วย ฉันว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ เราเข้าไปดูดีกว่า”

ชญานีนำหน้ากากอนามัยปิดแล้ว ก็เดินมาที่ศพอีกครั้ง เมื่อเข้าไปใกล้กลับชัดเจนว่าบริเวณส่วนศีรษะนั้นหายไป มีแต่เพียงเศษเนื้อเยื่อที่ยังคงกระจัดกระจายปนไปกับเลือดที่เจิ่งนองเต็มบริเวณ อีกทั้งแขนก็หายไปทั้งสองข้าง มีรอยสับชัดเจนตรงบริเวณหัวไหล่ หากแต่ด้วยความที่เธอเป็นนักเคมีและเคยฝึกงานที่ฝ่ายชันสูตรศพมาตอนสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ เธอจึงรู้สึกเฉยๆกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า

“นี่มัน….”

ไม่นานนัก วิศรุตและพฤกษ์ก็พรวดลงมาจากรถแล้วเดินเข้ามาหาเธอ ตามรอยเลือดที่ไหลเจิ่งไปตามทาง เดินมาจนร่างของทั้งคู่ห่างจากลวดสลิงขึงตึงเพียงนิดเดียวเท่านั้น หากเดินต่อจากนั้นอาจจะเผลอโดนลวดสลิงตัดส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างกายก็ได้ โชคดีที่พฤกษ์มีสายตาอันเฉียบคมและไวปานค้างคาว จึงมองเห็นลวดสลิงขึงตึงซึ่งกลืนไปกลับสภาพธรรมชาติและสังเกตเห็นยาก จึงชะงักและยกแขนขวาขวางร่างวิศรุตไว้ทันที

“ช้าก่อน”

“มีอะไรเหรอพวก”

“ข้างหน้า มีลวดสลิงขึงตึง”

“เหอะ! อะไรนะ”

“นายลองสังเกตดี”

เมื่อสังเกตดีๆ ตรงหน้าพวกเขา จะมีเลือดไหลหยดติ่งๆ เป็นจังหวะ และหากเพ่งมองดีๆ จะเห็นมีเส้นอะไรๆอยู่ด้านหน้า มันยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อที่เส้นอะไรบางอย่างเปื้อนเลือด ยิ่งไปกว่านั้นหากชำเลืองไปทางด้านหน้า เศษซากรถที่ส่วนของหลังคาพังยับ จึงทำเอาทั้งคู่รู้ได้ว่า ข้างหน้าคือลวดสลิงขึงตึง จึงก้มศีรษะลอดผ่านลวดนี้ไปแล้วพุ่งไปที่เกิดเหตุ เมื่อเห็นสภาพศพที่ไร้ใบหน้า อีกทั้งแขนยังถูกตัดออกไป โดยสังเกตเห็นชัดเจนตรงรอยตัดบริเวณหัวไหล่ ทำเอาทั้งคู่ย่อมคาดการณ์ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“ไอ้ริว”

วิศรุตแทบอึ้ง เมื่อพฤกษ์หลุดเอ่ยออกมาเช่นนั้น เพราะสภาพศพที่ไร้ใบหน้า อย่างไรเสียก็ไม่มีทางดูรู้ว่าใคร

“ฉันจำชุดที่เขาใส่ได้อ่ะ เมื่อเช้า ฉันเพิ่งเจอกับเขา”

หญิงสาวที่ยืนข้างๆ ได้แต่นิ่งเฉยๆ จู่ๆทั้งสองคนก็เดินมา ในระหว่างนั้นหล่อนเหมือนจำได้ว่าพฤกษ์เคยเรียนวิชาแกนกลุ่มเดียวกันตอนปีหนึ่ง หากแต่ไม่มีจังหวะให้หล่อนได้ทักทาย จนกระทั่งพฤกษ์และวิศรุตเพ่งสายตามองไปที่เจ้าหล่อน จึงเป็นโอกาสให้เจ้าหล่อนได้แนะนำตัว

“พฤกษ์ สวัสดีจำเราได้ไหม เราชญานี หรือ มะปรางเอง”

พฤกษ์ดูงงๆ และเหมือนจะจำหล่อนไม่ได้ ชญานีจึงอธิบายต่อเผื่อว่าจะดึงความจำของเขากลับมา

“ที่เคยเรียนเซ็คเดียวกันตอนปีหนึ่งไง จำไม่ได้เหรอ”

“อ๋อ ฉันนึกออกล่ะ ที่เราเรียนวิชาเคมี กับ ฟิสิกส์ ตอนปี 1 กลุ่มเดียวกันใช่ไหม” พฤกษ์พยายามนึก

“ใช่แล้วจ้ะ”

“เฮ้ยๆๆ ดีจัง  ว่าแต่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมเธอถึงมาอยู่ตรงนี้ ได้โปรดบอกฉันที”

“ฉันเองก็มาถึงที่นี่ก่อนหน้าพวกนาย ไม่นานนักหรอก พอดีก่อนหน้าฉันคุยโทรศัพท์กับริวพอดีอ่ะ แล้วจู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงกระแทกราวกับเกิดเหตุรถชน แล้วสายก็ตัดไปเลย ฉันก็เลยลองออกมาหาดูด้วยความเป็นห่วง แล้วฉันก็เจอ...........”

“ศพถูกชำแหละ”

“ฉันไม่เคยคิดว่า ฉันจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ต่อหน้าต่อตา”

“ออดี้ นายเคยได้ยินข่าวเรื่องคดีค้าอวัยวะบ้างไหม”

“เคยนะ มันเป็นข่าวสะเทือนขวัญในต่างประเทศเลยนิ มีเครือข่ายไปทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะอังกฤษ หรือ จีน”

“ใช่ๆ ก่อนหน้าที่ริวจะเสียชีวิต ริวก็เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเหมือนกัน”

“ประเด็นมันอยู่ที่ ศพรายก่อนหน้าก็อวัยวะภายในหายไปเหมือนกัน ล่าสุดมารายนี้ แขนหายไปทั้งสองข้าง การฆ่าบุคคลผู้ใส่โม่งดำตัวปลอม ใครบางคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ บุคคลผู้ใส่โม่งดำอาจมีมากกว่า 1 คน ทุกอย่างมันสับสนพันกันเละไปหมด แสดงว่าฆาตกรที่เป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ต้องเป็นหนึ่งในขบวนการค้าอวัยวะนั้นเหรอ” วิศรุตทวนความคิด

“มะปราง เธอไม่กลัวใช่ไหม”

“ไม่ๆ ฉันชินแล้ว”

“นั้นฉันจัดการเธอเฝ้าทางนี้ด้วยนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธออยู่นานหรอก ฉันต้องรีบกลับไปที่สำนักงานสืบด่วน มีเรื่องบางอย่างที่ฉันต้องการรู้ แล้วก็อีกไม่นานหน่วยกู้ภัยแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นจะมาช่วยสมทบ”

“สบายใจได้ ออดี้ ฉันจะรอฟังคำตอบนะ”

“ป่ะ พฤกษ์”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น