Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 9

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.5k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2562 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 9
แบบอักษร

 

9. 

 

ภาพโปรโมทเซตที่สองถูกเผยออกไปโดยให้เห็นใบหน้าลี่ชิงเพียงครึ่งหนึ่ง ที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากคือสีผม ผิวขาวเนียน และรอยสักรูปเพชรตรงหลังใบหู ด้วยเพราะยังไม่รู้ว่านายแบบคนนี้คือใครทุกคนจึงเรียกว่า‘เพชร’เป็นชื่อเล่นไปก่อน

‘ผมยาวด้วย จะเซอร์หรือจะสวยกันนะ’ 

‘ขาวมากค่ะขาวมาก’ 

‘มีใครเผลอลูบหน้าจอแบบนี่มั่ง โดยเฉพาะตรงขาอ่อนนะ อื้อหืม!’ 

‘อยากเห็นหน้าแล้วครับ’ 

‘รูปสวยมาก มู้ดแอนด์โทนดีมาก’ 

‘นายแบบกับตากล้องเก่งสุดๆ’ 

“คนรีทวิตไปเยอะมาก ในไอจีก็มีคอมเมนต์เป็นร้อยเลยนะ ยอดฟอลก็เกือบหมื่นแล้วด้วย”

ลี่ชิงมองหน้าจอไอแพดที่เกรซยื่นมาให้ดู เห็นคอมเมนต์ที่ปรากฏขึ้นมาบางส่วน รู้สึกแปลกไม่น้อยกับการถูกพูดถึงและให้ความสนใจ เพียงเท่านี้ก็ถือว่ามากมายแล้วสำหรับคนที่ยังไม่ได้ชื่อเสียง

“ถือว่ากระแสดีเลย ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะแคสงานในวันมะรืนนี้ผ่าน” แกเรนพูดด้วยสีหน้ามาดมั่น

“ถ้าได้งานนี้นะ ปังแน่”

“วันเปิดตัวโมเดลลิ่ง ก็จะได้ประกาศไปด้วย คนก็จะยิ่งสนใจมากขึ้น”

“ถ้าไม่ได้ล่ะ” คำถามจากลี่ชิงทำให้ทุกคนชะงัก

“มันต้องได้สิ” ดวงตาสีชมพูเป็นประกายกล้า ทอความมั่นใจที่ลี่ชิงยังไม่มีให้ตัวเอง เหลือบมองหน้าแม่อย่างกลัวว่าจะทำให้ทุกคนพลาดหวัง ก่อนจะได้รับรอยยิ้มแห่งกำลังใจกลับมา

 

“ไหน่ไนเพิ่งรู้ว่าลี่ชิงจะเป็นนายแบบที่โมเดลลิ่งของแกเรน” จาง ผิง เอ่ยขึ้นบนโต๊ะอาหาร ด้านคนฟังก็ชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นย่า

“แกเรนเป็นคนตัดสินใจ ไม่เกี่ยวกับผม”

“ไหน่ไนรู้...แกเรนตาถึง ลี่ชิงทำงานได้ดีมาก” 

เฟิงหลงขมวดคิ้ว สงสัยถึงที่มาที่ทำให้ไหน่ไนรู้ และความสงสัยนั้นก็แสดงออกทางสีหน้า จาง ผิงจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ 

“อาเฟิงยังไม่เห็นรูปเหรอ”

“รูป?” 

เมื่อท่าทางของคนเป็นหลานบ่งบอกชัดว่าไม่รู้เรื่อง จาง ผิง จึงหันไปเรียกพยาบาลคนสนิท

“เพ็ญ เอารูปมาให้อาเฟิงดูหน่อยสิ”

เพ็ญหายออกจากห้องครัวแล้วกลับมาพร้อมไอแพดในมือ จากนั้นก็ยื่นให้คนที่ยังไม่เห็นรูป

เฟิงหลงวางตะเกียบในมือลงแล้วรับมาดู ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่จึงทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน ความขาวเนียนปะทะเข้ากับสายตาเป็นอันดับแรก

“รูปโปรโมทโมเดิลลิ่งไง ลองเลื่อนดูสิ...ดูดีเชียว มิน่าล่ะ เวลามาทานข้าวที่บ้านลี่ชิงถึงได้กินน้อยนัก”

แม้ภาพจะเห็นเพียงครึ่งหน้า แต่ดวงตาและสีผมที่แสนเป็นเอกลักษณ์ก็ทำให้จาง ผิงจำได้ทันทีว่าคือลี่ชิง 

เธอพอจะรู้จากลลิตามาบ้างว่าลี่ชิงกำลังสนใจที่จะเป็นนายแบบ ทว่ากลับไม่คิดว่าจะเป็นโมเดลลิ่งของแกเรน ทั้งยังจะเป็นเต็มตัวขนาดนี้

“ไหน่ไนไม่รู้สึกว่ามันโป๊หรือยังไง” เฟิงหลงเอ่ยถามโดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังขมวดคิ้ว นิ้วมือสไลด์หน้าจอเลื่อนภาพราวสี่ห้าภาพไปมา ไม่สนเรื่องความอาร์ตหรือความสวยงาม สิ่งที่สนใจมีเพียงคนในรูปที่เหมือนกำลังเปลือยเปล่า ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า

รูปเซตแรกว่าวาบหวิวแล้ว รูปเซตนี้ยิ่งมากกว่า

“มันเป็นศิลปะ” คนแก่กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ถือสา ต่างจากคนเด็กกว่าที่ยื่นไอแพดคืนพยาบาลของผู้เป็นย่าด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

จาง ผิง ลอบมองท่าทางของหลานตัวเองพลางซ่อนรอยยิ้มเอาไว้

--

การแคสงานครั้งแรกของลี่ชิงคือการจะได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของปลอกคอยี่ห้อที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัย ดีไซน์สวยงาม และมีความหลากหลายสำหรับโอเมก้าหลายระดับ

ร่างเพรียวนั่งอยู่หน้าห้องท่ามกลางดาราและนายแบบมืออาชีพหลายคน ทุกคนต่างให้ความสนใจกับนายแบบหน้าใหม่ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ผมสีคุ้นตาที่เป็นกระแสอยู่ในโลกโซเชียลทำให้บางคนรู้ว่านายแบบคนแรกของ SCENT Modeling Agencyคือใคร เมื่อรู้ ผู้จัดการของนายแบบคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจ อดีตนายแบบชื่อดังผันตัวมาเปิดโมเดลลิ่ง ทั้งมีเพชรเม็ดแรกที่งามขนาดนี้ การแคสงานวันนี้คงเรียกว่าอยู่ในเงื้อมมือ

“อึดอัดไหมลูก” ลลิตาหันไปตามคนที่ใส่ปลอกคอจริงจังเป็นครั้งแรก

“นิดหน่อย แต่ไม่ได้มาก...ตื่นเต้นมากกว่า”

“ทำให้ดีที่สุดก็พอนะ”

ลี่ชิงยิ้มพลางพยักหน้ารับ รอคอยคนนั้นคนนี้ออกมา กระทั่งตัวเองโดนเรียกชื่อ 

“เป็นตัวเองนะลี่ชิง… just be yourself.” แกเรนเอ่ยบอกก่อนจะเดินไปส่งที่หน้าประตู เมื่อลี่ชิงเดินเข้าไปแล้วประตูปิดลงคนทั้งสองก็นั่งรอลุ้นอยู่ข้างนอก

“ผม...มีเรื่องจะถามคุณแม่หน่อยได้ไหมครับ”

“ถ้าตอบได้แม่จะตอบนะ” ลลิตาหันไปตอบแกเรนพร้อมรอยยิ้มบางตามสไตล์ 

คนมีคำถามลังเลอยู่หลายวินาที แต่สุดท้ายก็เอ่ยคำถามออกไปเพราะจำเป็นที่จะต้องรู้เอาไว้

“ทำไมลี่ชิงถึงไม่ได้ใส่ปลอกคอ”

คนถูกถามนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มลดน้อยลงจากเดิมทว่าไม่ถึงกับเลือนหาย จากนั้นก็ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้ายามตัดสินใจที่จะเล่าให้แกเรนฟัง

“แม่จะบอกแกเรนเพราะจะได้ช่วยดูแลลี่ชิงระหว่างทำงานด้วย” ลลิตาเว้นวรรคไปครู่หนึ่งก่อนจะเล่าต่อ “อย่างที่เคยบอกว่าร่างกายลี่ชิงไม่ค่อยแข็งแรง เป็นมาตั้งแต่เกิด แล้วเขาก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นอัลฟ่ามาตลอด จนกระทั่งวันที่ได้รู้...มันเป็นความไม่ค่อยชินกับการต้องใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกอีกแบบ อีกทั้งผลพวงจากร่างกายที่ไม่แข็งแรงนั้นทำให้ลี่ชิงจะไม่มีอาการฮีท ก็เลยไม่ได้ใส่ปลอกคอเหมือนโอเมก้าคนอื่นๆ”

“เป็นอย่างนี้นี่เอง” คนที่เพิ่งรู้เหตุผลพูดอย่างแผ่วเบาพลางนึกย้อนไปถึงท่าทีอ่อนแรงของลี่ชิงที่เคยได้เห็น

“แต่ต่อจากนี้ก็คงจะเริ่มใส่แล้วล่ะ”

แกเรนมองหน้าคนพูด ใจอยากถามต่อถึงเหตุผลแต่เมื่ออีกฝ่ายพูดเพียงเท่านั้นก็เลือกที่จะรับรู้เพียงเท่านั้น

บังเอิญเสียจริงที่งานแรกของลี่ชิงก็เป็นงานแบรนด์แอมบาสเดอร์ปลอกคอพอดี

“ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้นะครับ จะได้ดูงานให้เหมาะสมกับสุขภาพลี่ชิงมากขึ้น”

“จ้ะ ขอบคุณแกเรนมากนะ”

แกเรนพยักหน้ารับ จากนั้นก็พูดคุยเรื่องงานต่อ กระทั่งประตูกถูกเปิด ร่างเพรียวก้าวออกมาท่ามกลางสายตาของใครหลายคน

“เป็นยังไงบ้างหืม” ลลิตาลุกพรวดไปถามลูก

“ไม่รู้ว่าเป็นยังไง เขาก็แค่ถาม ให้เดินพรีเซนต์ปลอกคอที่ใส่อยู่”

“แล้วเขาว่ายังไงบ้าง” แกเรนถามต่อ

“ไม่ว่ายังไงเลย ก็พยักหน้า คุยกันเบาๆ แล้วก้มลงไปเขียนอะไรสักอย่าง”

“อืม...ยังไงก็ผ่านไปแล้ว เหลือแต่ฟังผลเท่านั้น”

“ผลมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เราคาดหวัง” ลี่ชิงยังคงย้ำเพื่อให้แกเรนเผื่อใจ

“ไม่มีใครรู้นอกจากคนในห้องนั้น...กลับกันดีกว่า แล้วพรุ่งนี้มาลุ้นกันที่ออฟฟิศ”

--

โทรศัพท์ของแกเรนถูกวางไว้กลางโต๊ะ ทุกคนต่างรอคอยให้เสียงของมันดังขึ้น บ้างก็จับจ้องไม่ละสายตา บ้างก็เหลือบมองเป็นระยะ บ้างก็เล่นโทรศัพท์รอแบบไม่ค่อยสนใจ

“นี่มันจะห้าโมงเย็นแล้วนะ” เกรซเอ่ยพูดด้วยเสียงอ่อนอ่อย ความหวังที่มีเริ่มริบหรี่ลงเนื่องจากหากลี่ชิงแคสงานผ่าน ทีมงานจะต้องโทรมาบอกตอนประมาณสี่โมงเย็น

“เขาอาจจะใช้เวลาตัดสินใจนาน” ใครสักคนปลอบใจกันขึ้น

Rrrrr

พรึบ!

เมื่อโทรศัพท์ส่งเสียงทุกคนก็พร้อมใจกันพรวดเข้าไปมุง ลี่ชิงกับแม่ได้แต่นั่งมองหน้ากัน

“เฟิงหลงโทรมา”

หลายคนส่งเสียงร้องด้วยความผิดหวัง แต่ลี่ชิงกลับชะงักไปด้วยใจที่วูบโหวง ยามเห็นแกเรนคว้าโทรศัพท์ไปรับสายแล้วเดินออกจากห้องไป ในใจก็อยากจะก้าวตาม ความรู้สึกรุนแรงตามสัญชาตญาณจนต้องบีบมือเข้าหากัน

ลลิตาลูบหลังมือคนเป็นลูกแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม

แกเรนหายไปสักพักก็กลับเข้ามาพร้อมกับสีหน้าผิดหวัง

“ป่านนี้ยังไม่มีใครโทรมา คงหมดหวังแล้วล่ะ” เกรซพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“ใครว่าเขายังไม่โทรมา”

“...” คำพูดของแกเรนและแววตาที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกคนซึ่งอยู่ในสภาพหมดหวังลุกขึ้นมานั่ง รอฟังประโยคต่อไป

“ทีมงานโทรมาตอนที่ผมคุยกับเฟิง บอกว่า...เขาเลือกลี่ชิงเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์!” 

เสียงโหวกเหวกโวยวายด้วยความดีใจดังลั่นขึ้น ขณะที่ลี่ชิงก็ค่อยๆ คลี่ยิ้ม ความดีใจปริ่มล้นไม่ต่างจากทุกคน มือที่บีบกระชับมือของแม่สั่นระริก

เขาทำได้...

“เก่งมากเลยนะลี่ชิง”

คำชมจากแกเรนและทุกคนเรียกให้ดวงตาเรียวร้อนผ่าว ตื้นตันใจจนพูดแทบไม่ออกเมื่อประโยคนี้ออกมาจากปากของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่แม่คนเดียว

“ทุกคนก็เหมือนกัน” หากไม่มีการร่วมมือร่วมใจจากทุกคนก็คงไม่มีวันนี้

ลี่ชิงรู้ดีว่านอกจากตัวเองแล้วคนอื่นก็ทุ่มเทและพยายามกับงานนี้มากมาย

“งั้นวันนี้เราต้องฉลองกันแล้ว”

แกเรนหันไปหาทีมงานที่ตะโกนขึ้นมา ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าอ่อนใจ ทว่าก็เต็มไปด้วยความเป็นสุข

“โอเคๆ อยากกินอะไรก็สั่งมา เดี๋ยวสั่งมากินที่นี่แหละ” 

“เย่!”

“ฉลองแด่งานแรก และเป็นงานที่บิ๊กโปรเจกต์มาก!!”

ลี่ชิงทอดมองภาพนั้นอย่างสุขใจ ความรู้สึกที่ไม่เคยพานพบทำให้ใบหน้าที่มักเรียบนิ่งเผยความรู้สึกข้างในออกมา ริมฝีปากบางระบายยิ้มไม่หุบ ดวงตาเป็นประกายสุกใส

ลลิตาที่ลอบมองลูกอยู่ก็ยิ้มตาม ลูบหัวลี่ชิงแผ่วเบาด้วยความรัก

การที่ลี่ชิงก้าวมาทำงานตรงนี้มันทำให้ลี่ชิงมีสังคมอื่น ได้พบเจอผู้คน ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอีกแบบ...วันนี้เธอคิดว่าการที่ลูกตัดสินใจมาอยู่ตรงนี้มันถูกต้องแล้ว

 

กว่าจะฉลองกันเสร็จแล้วแยกย้ายก็เป็นเวลาดึกดื่น ตลอดทางกลับบ้านลี่ชิงมีแต่รอยยิ้ม ฮัมเพลงที่เปิดคลออยู่บนรถไปตลอดทาง กระทั่งลงจากรถแล้วพบว่ามีใครที่อยู่ในบ้าน

“ไม่คิดจะบอกฉันเลยใช่ไหม เรื่องเป็นนายแบบอะไรนั่น”

ใบหน้าที่ฉายความสุขมาเกือบทั้งวันเปลี่ยนไปทันใด

“ฉันหาโอกาสที่จะบอกอยู่ค่ะ แต่เดือนนี้คุณไม่อยู่บ้านนี่คะ”

“แล้วโทรศัพท์มีไว้ทำไม?”

“ยังไงตอนนี้คุณก็รู้แล้วว่าลูกเป็นนายแบบ”

“ฉันไม่ชอบ อาชีพขายเนื้อหนังมังสา ทำเหมือนที่บ้านไม่มีกินจนต้องไปทำอะไรแบบนั้น”

ลี่ชิงสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ข้างใน ถึงอย่างนั้นแววตาที่มองคนพูดก็ปิดไม่มิด

“มันเป็นศิลปะที่ป๊าไม่เข้าใจ”

“ใช่ ฉันไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่อยากให้ทำ คนอื่นได้นินทาไปทั่วว่าลูกหลานตระกูลหวังไม่มีความสามารถพอที่ทำอย่างอื่น”

“ใครนินทาแล้วมันทำไม คนในบ้านยังนินทากันเองแล้วจะไปถือสาคนอื่นทำไมกัน” ใบหน้าเรียวแหงนขึ้นยามเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงค่อนขอด

“ลี่ชิง” หวัง อี้หย่งเรียกชื่อลูกเสียงรอดไรฟัน

“คุณคะ กลับไปเถอะค่ะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน” ลลิตาก้าวไปตรงผู้เป็นสามี ใช้น้ำเสียงและสีหน้าอ่อนโยนเข้าช่วย 

“ก็เอาแต่ถือหางกันแบบนี้ลูกก็เลยทำอะไรไม่เห็นหัวฉัน” 

แม้คำพูดและน้ำเสียงจะเกรี้ยวกราดแต่ร่างสูงใหญ่ก็ยอมเดินกลับบ้านไป โดยทิ้งบรรยากาศขมุกขมัวไม่เป็นสุขเอาไว้แทนตัวเอง จนคนที่เจอแต่เรื่องดีๆ ในวันนี้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“อย่าถือสาป๊าเลยนะลูก”

“...” ลี่ชิงไม่ตอบ ทำเพียงแค่ลูบหลังมือบางที่จับอยู่บนไหล่เป็นตอบกลับ

บางทีก็สงสัยว่าแม่ทนมาขนาดนี้ได้ยังไง

--

“วันงานอย่าลืมไปล่ะ”

แกเรนเอ่ยบอกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยเพราะออกมาทำธุระแถวเดียวกันจึงนัดเฟิงหลงมาทานมื้อเย็นเพื่อที่จะย้ำเรื่องงานเปิดตัวโมเดลลิ่งที่ใจกลางห้างชื่อดัง

“ไม่ลืมหรอกน่า”

“ผมมองคนไม่ผิดจริงๆ ลี่ชิงมีวินัยและความพยายามมาก เป็นเด็กที่เก่งมากๆ” 

“...” คำพูดและสีหน้าชื่นชมของแกเรนทำให้เฟิงหลงขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะแกเรนไม่ได้เอ่ยชมใครบ่อยนัก

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนล้วนแต่ชื่นชมเด็กนั่น

“ผมมองเห็นตัวเองในตัวเขา”

“นายเก่งกว่านั้นแกรน” 

“แต่ลี่ชิงก็เรียนจบด้วยปริญญาสามใบ คุณรู้หรือเปล่า”

ข้อมูลนี้ที่เพิ่งได้รู้สร้างความแปลกใจให้กับคนฟัง ถึงจะรู้สึกสนใจแต่ปากกลับพูดไปอีกอย่าง หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบด้วยท่าทีไม่แยแส

“ทำไมฉันต้องรู้”

“ก็เผื่อจะมีข่าวจากวงใน”

“ไม่มี”

“คุณก็รู้ โอเมก้าไม่ได้เกิดมาพร้อมความเก่งกาจแบบพวกคุณ การที่ลี่ชิงประสบความสำเร็จในด้านการเรียนขนาดนั้นมันก็บ่งบอกชัดว่าเขามีความพยายามขนาดไหน”

สิ่งที่แกเรนพูดดังเข้าหัวช้าๆ พลันภาพที่ลี่ชิงนั่งทำงานในวันนั้นก็วาบขึ้นมา

ตัวเลขทั้งหมดไม่มีผิดเพี้ยนจริงๆ

“ที่สำคัญคือผมเห็นด้วยตาของตัวเอง...คุณเองก็เห็น การได้รับเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ YbXz มันไม่ใช่เรื่องง่าย” แกเรนพูดอย่างหนักแน่นมั่นคง ดวงตาสีชมพูทอความชื่นชมคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้อย่างมากมาย

“ดูท่านายจะชอบเด็กนั่นมาก”

“แน่นอน ถึงฐานะของลี่ชิงจะต่างกับผมมาก แต่เขาก็พยายามในเรื่องที่ยากลำบากบนเส้นทางของตัวเองเช่นเดียวกัน” ดวงตาของคนที่เผลอนึกย้อนไปถึงตัวเองในอดีตมีแววเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่ง เฟิงหลงที่ไม่อยากให้แกเรนนึกถึงนักจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น

“เอาเถอะ วันงานฉันจะพยายามไปให้ได้แล้วกัน”

“ไม่ใช่จะพยายาม แต่ต้องไป คุณเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่นะเฟิง” เฟิงหลงยักไหล่ราวกับไม่ยี่หระ แกเรนกำลังจะโวยวายต่อทว่าสายตากลับไปสะดุดที่อะไรบางอย่างเสียก่อน “เดี๋ยวนะ แหวนบนนิ้วคุณ”

คนถูกทักที่เผลอยกมือขึ้นมาวางบนโต๊ะเลื่อนมือลงวางบนตักเช่นเดิม

เฟิงหลงถูกผู้เป็นย่าบังคับเพราะไม่ค่อยใส่แหวนหมั้น แล้วพอเมื่อเช้าใส่ตามคำสั่งก็ลืมถอดออกในที่สุด

“ไม่มีอะไร”

“แน่ใจเหรอเฟิง” แกเรนหรี่ตาลง ทอดมองใบหน้าคร้ามคมที่เป็นพาร์ทเนอร์ในชีวิตหลายเรื่องนิ่ง แล้วก็ได้เห็นความไม่มั่นคงในดวงตาคมคู่นั้น

เฟิงหลงมีเรื่องปกปิดเขา

“แน่ใจ” คนถูกซักตอบเหมือนเดิม พลางหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบอีกครั้ง

“ทำไมช่วงนี้รอบตัวผมมีแต่คนใส่แหวนนิ้วนางข้างซ้าย ลี่ชิงก็คนนึง...บังเอิญด้วยนะที่แหวนคล้ายๆ กัน” แม้ของเฟิงหลงจะมีเพชรเพียงเม็ดเดียวแต่รูปทรงของแหวนกลับดูคล้ายคลึงกันอย่างบอกไม่ถูก

แกเรนรู้สึกตงิดกับเรื่องของสองคนนี้ แล้วมันก็เป็นความบังเอิญอย่างเหลือร้ายที่ทั้งสองสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

“ฉันหิวแล้ว จะสั่งอาหารหรือยัง”

การเบี่ยงประเด็นของเฟิงหลงยิ่งเป็นคำยืนยันชั้นดีว่ามันมีอะไรในกอไผ่

--

“ขอโทษนะครับไหน่ไน ผมแค่ไม่รู้จะเริ่มต้นบอกยังไง”

ลี่ชิงยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้าเมื่อไหน่ไนมีสีหน้าเง้างอนเรื่องที่เพิ่งรู้ว่าเป็นนายแบบของSCENT Modeling Agency ก่อนคนถูกไหว้จะหลุดยิ้ม สายตาที่แสร้งทำเป็นขุ่นเคืองเปลี่ยนเป็นความเอื้อเอ็นดู

“ถึงจะงอนอยู่นิดหน่อยแต่ไหน่ไนก็เข้าใจ”

ลี่ชิงสับสนอยู่เล็กน้อย ใช้เวลาประมวลผลอยู่สักพัก”

“ไหน่ไนแค่แกล้งเหรอครับ” 

จาง ผิง พยักหน้ารับ ขณะที่ลลิตาก็ระบายยิ้มตาม

“วันงานเปิดตัว ไหน่ไนจะไปรึเปล่าคะ”

“ไปแน่นอนสิ ต้องไปแสดงความยินดีกับลี่ชิงแล้วก็แกเรนด้วย” ตอบคำถามแล้วก็หันมาถามคนที่นั่งอยู่ข้างกาย “ช่วงนี้ก็คงยุ่งมากเลยใช่ไหม”

“ครับ ยุ่งมาก” ลี่ชิงเอ่ยตอบ

หลังจากได้รับการยืนยันว่าได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ YbXzก็มีต้องเข้าไปคุยรายละเอียด ทั้งเรื่องสัญญาและการทำงาน นอกจากนั้นก็ยังต้องเตรียมตัวสำหรับงานเปิดตัว อีกทั้งยังมีงานเดินแบบเป็นงานถัดไป

“ไหน่ไนดีใจด้วยนะ เห็นคนพูดถึงลี่ชิงเต็มไปหมด” จาง ผิงแตะแก้มเนียนเบาๆ ยามที่ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดี

แม้จะไม่ถนัดเล่นเทคโนโลยีแต่ก็คอยให้เพ็ญเปิดดูและเล่าให้ฟังอยู่เสมอ จึงได้รู้ว่าตอนนี้ลี่ชิงเริ่มเป็นที่พูดถึงจากรูปภาพที่ถูกปล่อยออกมา

“ขอบคุณครับ”

“วันนี้ก็เลยสั่งอาหารจากภัตตาคารมา ถือว่าฉลองให้กับคนเก่ง ทานเยอะสักวันหนึ่งนะ”

ลี่ชิงหลุดยิ้ม ก่อนจะรับคำ

“ครับ”

“ว่ายังไงกิมหลง” จาง ผิงหันไปถามแม่บ้านที่เดินเข้ามาแล้วนั่งลง

“คุณเฟิงหลงสั่งให้ทำโกโก้กุหลาบไปให้ค่ะ แต่คนอื่นทำก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกปากนัก รบกวนคุณลี่ชิงหน่อยได้ไหมคะ”

ใจคนฟังฟูฟ่องขึ้นมาเหมือนลูกโป่ง จะเผลอยิ้มกว้างจนต้องพยายามกลั้นเอาไว้ เหลือบมองหน้าไหน่ไนและคนเป็นแม่ก็ได้เห็นรอยยิ้มจากคนทั้งสอง พร้อมทั้งการพยักหน้าว่าให้รีบไป

“ครับ” ลี่ชิงรับคำ จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปทางครัว ชงโกโก้และเตรียมบิสกิตเพื่อเอาออกไปให้คนที่นั่งทำงานในตอนบ่ายอยู่ในสวนอย่างตั้งใจ

เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดตามธรรมเนียมของตระกูล เฟิงหลงเลยต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ให้บรรยากาศร่มเย็นในสวนช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่สภาพอากาศของเมืองไทยก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลาจนต้องเรียกให้คนไปทำเครื่องดื่มแก้วโปรดมาให้

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาพร้อมกับกลิ่นที่จำได้ดี เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบเข้ากับร่างเพรียวที่เดินมาพร้อมถาดเครื่องดื่มและขนม

ลี่ชิงวางสิ่งที่ถือมาอย่างระมัดระวังเช่นครั้งก่อน เหลือบมองหน้าคนที่นั่งอยู่แล้วจึงเอ่ยพูด

“เห็นแม่บ้านบอกว่าคุณอยากกินโกโก้กุหลาบ”

“อืม”

“ผมทำไว้ให้ในตู้เย็นอีกหนึ่งขวด เผื่ออยากทานอีก” 

เฟิงหลงทำเพียงรับคำในลำคอ จากนั้นก็เลื่อนสายตาให้กลับมาจดจ่ออยู่กับงาน ทั้งที่สมาธิยังจดจ่ออยู่กับคนตรงหน้า

ด้านลี่ชิง เมื่อเห็นว่าอีกคนทำงานก็หมุนตัวกลับไปพร้อมถาดเปล่าเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตามมองตามหลัง อีกทั้งโกโก้แก้วนั้นยังถูกดื่มหมดในทันที

 

บนโต๊ะอาหารวันนี้บรรยากาศดูครึกครื้น เสียงพูดคุยเรื่องการทำงานของลี่ชิงดังขึ้นไม่หยุดหย่อน พลอยให้คนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยรับรู้ทุกเรื่องราว

“ไหน่ไนมีเรื่องจะบอกเฟิงหลงกับลี่ชิง”

“?” เฟิงหลงและลี่ชิงชะงัก แสดงออกถึงความสงสัยผ่านสีหน้าเมื่อได้ยินไหน่ไนพูดขึ้นขณะที่เป็นเวลาของของหวานหลังจากที่กินของคาวเสร็จ

“ไหน่ไนอยากให้ทั้งสองได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน เลยคิดว่าจะให้ย้ายไปอยู่คอนโด”

“ทำไมต้องไป” เฟิงหลงถามขึ้นทันควันพลางเหลือบสายตามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงมีความไม่เข้าใจระคนไม่พอใจ

“เป็นคู่หมั้นกันแล้ว อยู่ห่างกันแบบนี้ ได้เจอกันสัปดาห์ละครั้ง มันใช้ได้ซะที่ไหน”

เหตุผลนั้นทำให้เฟิงหลงถอนหายใจ ไม่รู้จะปฏิเสธคำไหนจึงยกสิ่งที่สมเหตุสมผมที่สุดขึ้นมา

“ถ้าไปแล้วใครจะดูแลไหน่ไน”

“ไหน่ไนไม่ได้ให้ไปอยู่เลย ไปอยู่แค่สัปดาห์ละสองวัน เสาร์อาทิตย์เท่านั้น” จาง ผิง พูดด้วยสีหน้าและท่าทางเรียบเรื่อย “ไว้ถึงวันแต่ง ก็ค่อยย้ายเข้าบ้านตระกูลจาง ถ้าลี่ชิงเป็นห่วงลินก็ให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันหมดนี่แหละ”

ลี่ชิงหันมองหน้าแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ พอเห็นสายตาที่บ่งบอกว่ารู้เรื่องอยู่แล้วก็เหลือบไปมองที่ใครอีกคน

สายตาคมมีความไม่เต็มใจเจืออยู่

“ช่วงนี้ผมยังงานยุ่ง”

“ไหน่ไนก็ไม่ได้จะให้ย้ายไปทันที ช่วงนี้ลี่ชิงเองก็งานยุ่ง สักประมาณสิ้นเดือนหรือต้นเดือนถัดๆ ไปแล้วกัน”

เฟิงหลงลอบถอนหายใจเมื่อดูท่าแล้วคงไม่สมารถปฏิเสธได้เช่นเคย

“ตามใจไหน่ไนแล้วกัน”

“ลี่ชิงว่ายังไง” จาง ผิง หันไปถามร่างเพรียว

“ครับ”

คำตอบรับสั้นๆ ที่ไร้ซึ่งการทักท้วงใดทำให้เฟิงหลงตวัดสายตาไปมอง สองสายตาประสานกันเงียบๆ

คนหนึ่งราบเรียบขุ่นเคือง คนหนึ่งราบเรียบแบบปกปิดความรู้สึกตัวเอง

--

งานเปิดตัว SCENT Modeling Agencyถูกจัดขึ้นที่ลานกิจกรรมของห้างใจกลางเมือง มีนายแบบ นางแบบ และเซเลปถูกเชิญมามากมาย นอกจากนี้ YbXz ยังร่วมกันใช้งานนี้เป็นการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ จึงทำให้มีนักข่าวมาทำข่าวจำนวนไม่น้อย

ทุกคนต่างมาในชุดสีขาวตามธีมที่กำหนด โดยจะมีคนสำคัญที่สุดของงานอย่าง หวัง ลี่ชิง สวมชุดสีดำสนิททั้งตัวเพียงคนเดียว

“ไม่เคยต้องเป็นจุดสนใจขนาดนี้มาก่อนเลย” ลี่ชิงที่เตรียมขึ้นเวทีเมื่อถึงคิวตัวเองเอ่ยพูดกับแม่ ดวงตาเรียวรีที่มักแสดงออกถึงความมั่นใจตอนนี้กลับกำลังวูบไหว

“ไม่เป็นไรนะ จากนี้ลี่ชิงต้องเป็นที่สนใจของคนอีกมาก”

ลลิตาคอยให้กำลังลูกอยู่ไม่ห่าง กระทั่งถึงเวลาที่ทีมงานมาเชิญไปสแตนด์บาย 

ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ทวนตำแหน่งการเดินที่ซ้อมมาในหัวเพื่อไม่ให้ผิดพลาด แล้ววินาทีที่ทีมงานส่งสัญญาณโดยการผายมือเชิญให้ก้าวออกไป ความไม่มั่นใจ กังวล และตื่นเต้นก็ถูกกดเก็บเอาไว้จนมิด ดวงตาแสดงเพียงอารมณ์ราบเรียบมั่นใจ ใบหน้าเชิดขึ้น จังหวะที่ก้าวออกไปมีเพียงความมั่นคง

แสงไฟและแสงแฟลชรัวใส่ตา ทำให้สิ่งอื่นพร่ามัว ลดความตื่นเต้นข้างในลงไปได้อีก

ลี่ชิงแสดงออกถึงสิ่งที่ตัวเองฝึกฝนและพยายามมาตลอดหลายเดือน ทำมันอย่างเต็มที่ในทุกย่างก้าว ทุกการขยับกาย ทุกการทอดมอง

ปลอกคอที่มีเพชรสีดำประดับอยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยเพชรน้ำงามทั้งเส้นส่องแสงระยิบระยับ เมื่อเดินมาถึงตรงกลางร่างเพรียวก็หยุด แหงนหน้าขึ้นแล้วเอียงหน้าไปด้านซ้าย ไล้มือไปตามลำคอตัวเองเพื่อพรีเซนต์สิ่งที่สวมใส่

แค่เพียงเท่านั้นทว่ากลับสะกดสายตาคนทั้งงาน

“และนี่ก็คือนายแบบคนแรกของ SCENT Modeling Agency และ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของ YbXz ... หวัง ลี่ชิง!”

เสียงปรบมือดังเกรียวกราวพอๆ กับแสงแฟลช ชั่ววินาทีหนึ่งที่ลี่ชิงเผลอสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่หน้าเวทีความไม่มั่นใจก็วูบเข้าหา ก่อนจะถูกปัดออกไปได้อย่างรวดเร็ว

“ลี่ชิงดูดีมาก อาเฟิงว่าอย่างนั้นไหม” จาง ผิง หันไปกระซิบถามหลานชายที่นั่งอยู่ข้างกัน

“ก็ดีครับ” คำตอบยังไม่ยินดียินร้ายเช่นเดิม แต่ความรู้สึกข้างนั้นยากแท้หยั่งถึงจนแม้แต่คนพูดเองยังไม่รู้ตัว

จาง ผิงเลิกคิ้วพลางโคลงหัวไปมา

สายตาที่แทบไม่ละจากร่างเพรียวบนเวทีเป็นคำตอบได้มากกว่าคำพูดที่ออกจากปากของเฟิงหลงเสียอีก

 

บนเวทีมีการสัมภาษณ์ลี่ชิงทั้งเรื่องการเป็นนายแบบและเรื่องการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของปลอกคอยี่ห้อดัง ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปรวม จากนั้นก็มีสัมภาษณ์ที่แบ็กดร็อป โดยเฟิงหลงก็มีคิวให้สัมภาษณ์ในฐานะนักลงทุนหลัก หากแต่เรื่องที่ถูกให้ความสนใจยิ่งกว่าก็คือแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายที่ถูกบังคับให้สวมใส่

“คุยเรื่องงานแล้ว ตอนนี้ขออนุญาตถามถึงแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายหน่อยนะคะ...ไม่ทราบว่าเป็นแหวนที่ใส่เป็นเครื่องประดับเฉยๆ หรือว่ายังไงคะ”

มือข้างซ้ายถูกกำเข้าหากันเมื่อไม่คิดว่าจะถูกถามถึงประเด็นนี้

“ไม่มีอะไร”

“เป็นแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงานหรือเปล่าครับ”

“...” 

“คุณอาร์เธอร์มีคนรักหรือยังคะ”

คนถุกรุมใช้ความเงียบเป็นคำตอบ ก่อนจะส่งสายตาให้บอดี้การ์ดขยับเข้ามาเคลียร์แล้วเอ่ยพูดเพื่อตัดปัญหา

“ถ้าไม่มีคำถามเรื่องงานแล้ว ก็ขอจบการสัมภาษณ์เพียงเท่านี้”

จากนั้นก็ก้าวออกจากวงนักข่าวไป โดยมีเสียงเซ็งแซ่ดังมาตามหลัง หากแต่ความสงสัยของทุกคนก็ไม่ได้รับคำตอบอยู่แบบนั้น

 

หลังจากที่ลี่ชิงให้สัมภาษณ์เป็นคนสุดท้ายก็เป็นอันว่าจบงานเปิดตัวของSCENT Modeling Agencyทันทีที่เข้ามาหลังเวทีก็แปลกใจกับจำนวนบอดี้การ์ด แล้วก็ได้รับคำตอบเมื่อเห็นหญิงชรานั่งรออยู่ในห้องพัก ข้างกันนั้นก็มีร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยืนอยู่

“ไหน่ไนยินดีด้วยนะ”

ลี่ชิงขยับเข้าไปกอดคนที่ที่กางแขนรออยู่

“ขอบคุณครับไหน่ไน”

“วันนี้ลี่ชิงทำได้ดีมาก ดูดีมาก” 

คนถูกชมยิ้มรับหลังจากที่ผละออก

“รางวัลของคนเก่ง” จาง ผิง หันไปรับกล่องบางอย่างจากพยาบาลคนสนิท จากนั้นจึงยื่นให้ลี่ชิงที่มีสีหน้าแปลกใจ “รับไปสิ”

เมื่อถูกเร่งเร้ามือบางจึงรับมาเปิดดู แล้วก็ได้เห็นคีย์การ์ดวางอยู่

“เพ้นส์เฮ้าส์นี้เป็นชื่อของลี่ชิง”

ดวงตาเรียวเบิกขึ้นเล็กน้อย คำปฏิเสธดังขึ้นด้วยความตกใจ ไม่ต่างจากเฟิงหลงที่แม้จะมีสีหน้าราบเรียบแต่ข้างในเต็มไปด้วยความแปลกใจ

“ไหน่ไน...ผมรับไว้ไม่ได้ครับ”

“ไหน่ไนให้ไปแล้ว”

“ไหน่ไนคะ มันมากเกินไปนะคะ” ลลิตาเอ่ยพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“ตอนนี้เป็นคนของตระกูลจางแล้ว ไม่มีอะไรที่มากเกินไป”

“...” ทุกคนพูดอะไรไม่ออก ลี่ชิงกับแม่ได้แต่มองหน้ากัน

“ถ้าคนแถวนี้ทำตัวไม่ดีก็ไล่ให้ไปนอนข้างถนนได้เลยนะ” 

“ไหน่ไนจะให้ผมไปอยู่ที่นี่งั้นหรือ” เฟิงหลงเอ่ยถามขึ้น คราวนี้ไม่อาจเก็บอาการตกใจเอาไว้ได้

“ใช่”

“ไหน่ไน” เสียงทุ้มเรียกผู้เป็นย่าอย่างอ่อนใจ

“เอาล่ะ ให้ลี่ชิงได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ...เจอกันที่บ้านวันอาทิตย์นะ”

พอคนแก่ตั้งท่าจะลุกขึ้นก็มีคนดูแลและบอร์ดี้การ์ดขยับเข้ามาพยุง ลี่ชิงได้แต่ยกมือไหว้ กล่าวคำขอบคุณแล้วก็บอกลา พลางเหลือบมองอีกคนเล็กน้อย

สถานการณ์หลังเวทีกลับมาวุ่นวายดั่งเดิมเมื่อ จาง ผิง กับ เฟิงหลงออกไป ขณะที่แกเรนและเกรซซึ่งทำหน้าที่เคลียร์พื้นที่ให้ก็ลอบคุยกัน

“ลี่ชิงสนิทกับตระกูลจางมากเลย...เหมือนจะไม่ใช่แค่รู้จักกันธรรมดา” เกรซกระซิบกระซาบ

“อืม”

“สรุปแล้วแหวนของคุณเฟิงนี่มันยังไง”

“ผมก็ไม่รู้”

“ขนาดคุณยังไม่รู้...ชักจะสงสัยแล้ว ลี่ชิงก็บังเอิญมีแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายเหมือนกัน”

“เอาเถอะเกรซ ความลับมันไม่มีในโลกหรอก ไปทำงานต่อกันได้แล้ว”

แกเรนเอ่ยบอกกับผู้ช่วยตัวเอง ก่อนจะวุ่นวายกับเคลียร์พื้นที่ต่อ โดยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลี่ชิงกับเฟิงหลงยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด

 

 

 

TBC. 

 

แอร๊ยยยยย เขาจะไปอยู่ด้วยกันแล้น อิอิ 

มาลุ้นไปด้วยกันนะคะว่าพออยู่ด้วยกันแล้วจะเป็นยังไงต่อ~ 

จะบอกว่านิยายเรื่องนี้และเซต Scent Project เปิดให้จองแล้วน้า 

ใครยังไม่จองและสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facai Novels เลยนะคะ 

เดี๋ยวพรุ่งนี้โซแอลจะเอารายละเอียดมาแปะให้อีกทีค่ะ 

ฝากคอมเมนต์และแท็ก #มังกรซ่อนเพชร ด้วยน้า 

ความคิดเห็น