หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

คำก็สวะ สองคำก็สวะ เช่นนั้นนางจะสั่งสอนให้เองว่าสวะผู้นี้จะทำให้พวกเขาเจ็บแสบได้สักเพียงใด!

ตอนที่ 4 คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลอวิ๋น (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลอวิ๋น (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2562 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลอวิ๋น (4)
แบบอักษร

พลันประตูลับของห้องทำงานก็เปิดออก ปรากฏร่างชายหนุ่มบนรถเข็นค่อยๆ ขยับตัวมาข้างอวิ๋นลั่ว 

บุรุษผู้นี้ช่างสง่างามและภูมิฐาน ลักษณะท่าทางแฝงสัมผัสแห่งความเศร้า ผิวขาวซีดเฉกเช่นคนป่วย มองดูราวกับจะทรุดล้มลงได้ทุกเมื่อ ใครเห็นเป็นต้องสมเพชเวทนา น่าเศร้าใจที่บุรุษรูปงามทว่าเฉยชาผู้นี้ต้องมานั่งอยู่บนรถเข็น เจ็บไข้และพิกลพิการดูราวกับไม่อาจรับภาระหนักหนาใดๆ ได้เลย 

“ท่านพ่อ ท่านจากนางไปตั้งแต่อายุสี่ปี ท่านไม่รู้ถึงการดูถูกเหยียดหยามที่นางต้องเผชิญ ส่วนตัวข้าผู้เป็นอาเองก็ไม่อาจลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อคุ้มครองหรือปกป้องนางได้ นางถึงได้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ กลายเป็นเด็กสาวผู้ไม่สนใจไยดีสิ่งใด” 

เสียงของชายหนุ่มเป็นดังเช่นน้ำพุหวานฉ่ำ ทำให้จิตใจผ่องใสขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 

ทว่าหากมีใครผ่านมาได้ยินสรรพนามที่เขาใช้เรียกอวิ๋นลั่วก็คงรู้สึกตกใจเป็นแน่ 

เป็นที่รู้กันดีว่าแม่ทัพอวิ๋นลั่วมีบุตรชายสองคน ในอดีตนั้นบุตรคนหน่ึ่งมีความสามารถเหนือกว่าอีกหนึ่ง นั่นคือชิงหย่า นายน้อยคนที่สองแห่งตระกูลอวิ๋น เมื่ออายุได้สิบห้าปีก็สำเร็จวิชาระดับสูงสุดของการเป็นผู้ฝึกฌานขั้นกลาง และอีกเพียงไม่นานก็จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ฝึกฌานขั้นสูง 

ในแคว้นหลงหยวนมีผู้ฝึกฌานขั้นสูงอยู่เพียงสองคนเท่านั้น นั่นคือแม่ทัพอวิ๋นลั่ว และอีกคนคือปราชญ์แห่งราชวงศ์ 

ทว่าทั้งสองก็ใช้เวลาถึงสี่สิบปีกว่าจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคแห่งการฝึกฝนควบคุมฌานระดับสูงได้ 

ซึ่งอวิ๋นชิงหย่าตอนนั้นอายุเพียงสิบห้าปี! 

การก้าวขึ้นเป็นยอดผู้ฝึกฌานขั้นกลางตั้งแต่อายุสิบสองเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องภาคภูมิใจ ทว่าดูเหมือนอวิ๋นชิงหย่าในอดีต ผู้สำเร็จเป้าหมายตั้งแต่ยังเยาว์จะลืมไปว่าต้นไม้ที่โดดเด่นในป่านั้น มักถูกโค่นทำลายโดยลมเสมอ 

ระหว่างการแข่งขัน เขาได้สยบคู่แข่งและทำให้ครอบครัวของคู่ต่อสู้โกรธแค้นยิ่ง ในที่สุดเขาก็ร่วงหล่นลงจากยอดเขา แต่ใครเล่าจะรู้ว่าอวิ๋นชิงหย่าผู้ที่น่าจะตายไปแล้วกลับยังมีชีวิตอยู่! 

“ชิงหย่า เจ้าเองก็ทรมานมามากนัก” อวิ๋นลั่วหัวเราะขมขื่น ความรู้สึกผิดเปี่ยมล้นอยู่ในน้ำเสียง “ถ้าไม่ใช่เพื่อตระกูลอวิ๋น เจ้าคงไม่ต้องมาหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แบบนี้ พลังนั่นแข็งแกร่งเกินไป ถ้าหากพวกนั้นรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ และคงไม่ให้อภัยตระกูลอวิ๋นด้วย” 

อวิ๋นชิงหย่าหลุบตาลงเล็กน้อย ปิดบังความเศร้าหมองภายในนั้นเอาไว้ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชาและสงบนิ่ง “ถึงจะยังมีชีวิตอยู่แล้วอย่างไร ชีวิตข้ายามนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับตาย พลังข้าสูญสลายไปแล้ว ข้าทำได้เพียงแค่ทนอยู่ต่อไปอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในร่างพิกลพิการนี้ หลานข้าโดนดูถูกเหยียดหยามอยู่ข้างนอกนั่น ข้าก็ลุกขึ้นปกป้องนางไม่ได้ ถ้าหากเป็นเมื่อสิบปีก่อนต่อให้ข้ากับท่านไม่อยู่ ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาทำอะไรเฟิงเอ๋อร์น้อยได้ แต่ตอนนี้น่ะหรือ เพื่อตระกูลอวิ๋นแล้ว ข้าไม่อาจปล่อยให้ใครรู้ได้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่” 

ในปีนั้น ตอนที่ถูกกองกำลังสังหารไล่ล่า เขาฉุดลากร่างที่บาดเจ็บสาหัสของตัวเองหลบหนีไป ไม่ถึงวันถัดมา ข่าวการตายของเขาก็แพร่กระจายไปทั่ว ทว่าขุมพลังนั่นไม่เชื่อว่าเขาตาย พวกมันจึงส่งคนมาเฝ้าสอดแนมตระกูลอวิ๋นอยู่ทุกวัน สุดท้ายเขาจึงหลบซ่อนอยู่ในห้องลับและไม่ออกมาอีกเลยตลอดเวลาสิบกว่าปีมานี้ 

การขังตัวเองอยู่ในความมืดมิดตลอดสิบกว่าปีไม่ได้ช่วยให้อาการเจ็บป่วยของเขาดีขึ้น ซ้ำมีแต่จะทำให้แย่ลง 

สิ่งที่น่าสิ้นหวังยิ่งกว่านั้นคือสถานพลังของเขาถูกทำลายลงระหว่างการหลบหนี เขาสูญสิ้นทุกสิ่ง ความแข็งแกร่งสูญสลาย และไม่อาจฝึกพลังอะไรได้อีก 

ถ้าหากไม่คิดถึงใจของท่านพ่อผู้สูญเสียพี่ชายของเขาไปก่อนหน้านี้ และเขาทนไม่ได้ที่ต้องเห็นท่านพ่อต้องมาฝังศพลูกตัวเองอีกคน เขาคงเลือกฝังกลบความเจ็บปวดและตายจากโลกนี้ไปนานแล้ว 

“ชิงหย่าเอ๋ย” เมื่อได้ยินคำของอวิ๋นชิงหย่า อวิ๋นลั่วก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “ถึงจะให้โลกภายนอกจะรู้ไม่ได้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่เฟิงเอ๋อร์น้อยก็ยังเป็นหลานของเจ้า ตอนนี้นางโตพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องให้นางรู้ว่าเจ้า อาของนางนั้นยังมีชีวิตอยู่” 

ความคิดเห็น