AlessyJay
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แชปเตอร์ัที่ 12: Lunching

ชื่อตอน : แชปเตอร์ัที่ 12: Lunching

คำค้น : สงคราม, แฟนตาซี, ไซไฟ, The Orion Project

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 26

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2562 05:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แชปเตอร์ัที่ 12: Lunching
แบบอักษร

The Orion Project: Beyond Land 

สงครามสองดินแดน 

 

Chapter: 12 

...Lunching... 

-------------------------------------------------------- 

 

คริสต์ศักราชที่ 3343 

ณ ดาวซอร์ท 94 กาแลคซี่โซดิแอค 

ทางด้านของลีโอ 

 

ลีโอยืนอึ้งกับสิ่งที่มาเลียพูด 

 

“แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมดวงดาวนี้ถึงเป็นดาวที่ตกสำรวจทั้งๆ ที่พวกเหล่าสไตรเกอร์ก็ได้มาเหยียบแล้วแท้ๆ ล่ะ? ” ลีโอถามต่อ 

 

“นั้นก็เป็นเพราะว่าเราสำรวจดาวดวงนี้ไปได้ไม่ถึง 1% เลยด้วยซ้ำ เราจึงเรียกมันว่าดาวตกสำรวจ…” มาเลียตอบ 

 

ลีโอได้ยินดังนั้นจึงก้มหน้าลงพร้อมกับเอามือทั้งสองข้างของเขาขึ้นมาลูบหัวของตัวเองและเดินวนไปมาภายในห้อง  

 

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะรับกับเรื่องราวที่ทางกองทัพผิดบังเอาไว้ได้ไหมแต่มันเป็นความจริง...ฉันอยากให้เธอลองคิดดูให้ดีอีกทีนะ” มาเลียเอ่ย 

 

ลีโอเดินไปนั่งลงกับเก้าอี้เก่าๆ ตัวหนึ่งเสียงร้องเอี๊ยดอ๊าดด้วยความเก่าของมันดังขึ้นไปทั่วห้อง เขาเลื่อยลงกับเก้าอี้ หลังพิงพนักพร้อมกับสายตาที่จับจ้องมองขึ้นไปบนเพดานของห้องใต้ดินห้องนั้น เขานั่งถอนหายใจแบบนั้นอยู่ซุกครู่ก่อนที่จะเอ่ยปากออกมาทั้งๆ ที่สายตายังมองเพดานนั้นอยู่ 

 

“ทำไมผมต้องเชื่อคุณ? ”  

 

“เธอไม่จำเป็นต้องเชื่อฉันก็ได้นะ...แต่สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นั้นเธอคิดว่ามันดีแล้วหรอ? การที่เธอมาที่นี้นั้นเธอฆ่าไปกี่ศพแล้วล่ะ? เธอมาที่นี้ทำไม? ” มาเลียถามลีโอ 

 

“ผมมาเพื่อช่วยเหลือคนเท่านั้น...เหล่าพี่น้องสไตรเกอร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ที่นี่” ลีโอตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหนื่อยๆ  

 

“นี้ปีอะไร? ”  

 

“ปีนี้ 3343...เดี๋ยวนะ…” ลีโอเริ่มหันหน้ากลับมามองหน้าของมาเลียด้วยความตื่นตัวและค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ตัวนั้น 

 

“เรื่องราวของพวกคุณมันก็ผ่านมา 400 กว่าปีแล้ว...แล้วจะมีสไตรเกอร์หลงเหลืออยู่่ที่นี้ได้ยังไงกัน? ” ลีโอถามออกไปด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก 

 

“ฉันถึงได้ถามเธอว่านี้คือปีอะไรไง” มาเลียตอบ 

 

ลีโอเริ่มเกิดความสงสัยมากมายในหัวของเขา เขาไม่รู้จะหาคำตอบให้กับคำถามที่กำลังวิ่งเข้ามาในหัวของเขาได้อย่างไร 

 

“แล้ว...เอ็มคือใครกันล่ะ? ” ลีโอพูดออกมา 

 

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเปิดประตูห้องใต้ดินแห่งนี้ดังขึ้นแต่นั้นเป็นเสียงของประตูบานแรกก่อนที่จะลงบันไดมาถึงห้องที่ลีโออยู่ ลีโอและมาเลียต่างก็หันไปมองที่ต้นเสียงแห่งนั้น  

 

“ฟังฉันนะ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตามฉันขอให้เธอเอาความจริงที่ฉันเล่านี้ไปบอกกับมนุษยชาติทุกคนให้ได้รับรู้! ” มาเลียบอกกล่าวกับลีโอ 

 

“ผมคือ ลีโอ เดอ ริเน่…” 

 

มาเลียได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งกับคำตอบของลีโอ 

 

“เธอ...เธอว่าเธอชื่อ เดอ ริเน่ หรอ…”  

 

“ใช่แล้ว...ผมเป็นทายาทของคุณ…”  

 

สีหน้าของมาเลียนั้นถึงกับเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริง ลีโอเปิดหมวกของเขาออกเพื่อให้มาเลียได้เห็นหน้า มาเลียถึงกับน้ำตาซึมและร้องไห้ออกมาก่อนที่ลีโอจะปิดหมวกของเขากลับไปเหมือนเดิมและภาพโฮโลแกรมของมาเลียก็ดับลงไป 

 

“เอี๊ยยยยยยยยยยยด”  

 

เสียงดันประตูห้องใต้ดินดังขึ้นลีโอจึงรีบหันไปมองที่ประตูนั้นและคนที่ผลักเข้ามานั้นก็คือเอ็มนั้นเอง  

 

“นายมาทำอะไรข้างล่างนี้เนี้ยไอ้หนู? ” เอ็มเอ่ยปากถาม 

 

“ป่าว...ไม่มีอะไรหรอก”  

 

ลีโอตอบกลับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าๆ และผิดหวังในเวลาเดียวกันก่อนที่จะเดินสวนกับเอ็มขึ้นไปข้างบนส่วนเอ็มนั้นก็ได้แต่ยืนงงอยู่แบบนั้นสักครู่ก่อนที่จะเดินตามลีโอกลับขึ้นไปและปิดประตูห้องใต้ดินนั้นกลับเข้าเหมือนเดิม 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น (แต่ไม่มีแสง)  

 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นทำให้เอ็มที่กำลังนอนพักฟื้นอยู่นั้นลืมตาตื่นขึ้นมาและกวาดสายตามองไปที่นอนของลีโอแต่มันว่างเปล่า ร่างของเขาไม่ได้นอนอยู่ที่เตียงพร้อมกับสูทที่หายไปและเก้าอี้หนึ่งตัว เอ็มจึงลุกขึ้นยืนและเดินเปิดประตูออกไปข้างนอกก็พบว่าลีโอนั้นกำลังนั่งเก้าอี้อยู่ด้านนอกตามองออกไปเรื่อยๆ เอ็มจึงเดินเข้าไปตบไหล่ของลีโอ 

 

“ตื่นเช้าจังนะเรา...วันนี้คึกอยากกลับบ้านเร็วๆ แล้วรึไงล่ะ ฮึ? ” เอ็มเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหยอกล้อๆ  

 

ลีโอไม่ตอบใดๆ กลับไปได้แต่นั่งมองไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม เอ็มที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากบอกกับลีโอ 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันไปเอาจรวดมาก่อนก็แล้วกันจะได้เริ่มออกเดินทางกันเลย…”  

 

ว่าเสร็จเอ็มก็เดินกลับเข้าไปข้างในที่พักของพวกเขา ลีโอถอนหายใจออกมายาวๆ พร้อมกับก้มหน้าลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่กำลังจับกันอยู่ที่ตักของเขา สักครู่เขาก็ลุกขึ้นพร้อมกับยกเก้าอี้เข้าไปเก็บข้างใน 

 

การเดินทางของทั้งสองได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พวกเขาฝ่าความหนาวเย็น อากาศที่ร้อนขึ้นอย่างกะทันหัน ฝนอีเอ็มพีที่ตกลงมาทำให้พวกเขาต้องเปิดเกราะกันอีเอ็มพีซึ่งกินพลังงานของชุดสูทแต่แล้วพวกเขาก็ทำสำเร็จ  

 

พวกเขาใช้เวลาเดินทางนับ 2 วันกว่าๆ จนมาถึงที่หมายของพวกเขาได้สำเร็จ มันเป็นฐานที่คอยส่งสัญญาณติดต่อกับโคโลนี่ รอบๆ ฐานนั้นเป็นกำแพงหนาเพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากอะไรก็ตามแต่  

 

“เรามาถึงแล้วไอ้หนู...ฉันคาดไว้ว่าน่าจะต้องใช้เวลาถึง 3 วันแต่เรามาถึงก่อนเวลาค่ำก็ถือว่าเร็วกว่ากำหนดนะ…” เอ็มพูดไปพร้อมกับดูนาฬิกาไป  

 

ทั้งคู่เดินมุ่งหน้าเข้าไปในฐานนั้นทันที ประตูด้านหน้าของกำแพงมันไม่สามารถเปิดออกได้เนื่องจากอาการชำรุด ทั้งสองคนช่วยกันแง้มมันออกด้วยแรงทั้งหมดที่มีแต่ก็ขยับออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะบินข้ามกำแพงนี้ไปแทน  

 

“ตึก”  

 

เสียงของเท้าหนักๆ ลงกระทบพื้น ทั้งคู่เข้ามาภายในกำแพงได้แล้วและเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังประตูหน้าของฐานทันที เอ็มเดินเข้าไปเปิดประตูนั้นออกมาและเดินนำลีโอเข้าไป ภายในนั้นเป็นทางมืดๆ พร้อมกับน้ำที่ขังบนพื้นและเหล่าลากไม้ใบหญ้าสีแดงทั้งหลายก็เข้าปกคลุมทั้งทางเดิน กำแพงรวมถึงเพดาน สูทของลีโอและเอ็มต่างก็เปิดระบบช่วยการมองเห็นทำให้พวกเขานั้นเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจนราวกับตอนกลางวัน  

 

“จ๋อมแจม” 

 

เสียงของน้ำหยดตลอดทางดังลั่นไปตามทางเดิน  

 

“ห้องนี้ล่ะ…” เอ็มพูดขึ้นพร้อมกับหยุดลงตรงหน้าของลีโอ 

 

ลีโอจึงมองไปทางห้องด้านซ้ายมือของพวกเขาและเอ็มก็เปิดมันออกอย่างง่ายดาย พวกเขาเดินเข้าไปข้างในอย่างไม่รอช้า ภายในนั้นเป็นห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องส่งสัญญาณและรับสัญญาณ ซากชุดสูทของเหล่าสไตรเกอร์นั้นนอนฝุบอยู่บนโต๊ะทำงานเหล่านั้นรวมไปถึงกับรากไม้สีแดงที่เข้ามากลืนกินร่างของพวกเขาราวกับว่าเป็นหนึ่งเดียวกันไปแล้ว  

 

“นายเอาจรวดนี้ขึ้นไปเตรียมยิงที่หอด้านบนสุดนะ พอฉันให้สัญญาณก็ยิงได้เลย” เอ็มสั่งลีโอ 

 

ลีโอพยักหน้ารับทราบและแบกจรวดนั้นเดินขึ้นไปด้านบนสุดของตัวตึก ด้านบนสุดนนั้นเป็นเหมือนป้อมปราการที่ถูกสร้างมาอย่างดีและแน่นหนา มีปืนใหญ่ต่อต้านทั้งด้านอากาศและภาคพื้นดิน ลีโอเดินเข้าไปที่ปืนใหญ่อันหนึ่งพร้อมกับเจอซากศพของทหารหน่วยสไตรเกอร์ที่นั่งตายอยู่ด้านหน้าปืนใหญ่อันนั้นพร้อมกับมือข้างขวาของเขาที่ยังคงกำตัวบังคับเอาไว้แน่น  

 

ลีโอกล่าวขอโทษออกมาและวางจรวดลงพร้อมกับแกะมือของซากศพนั้นออก ศพนั้นจับตัวบังคับเอาไว้แน่นมากจนลีโอต้องออกแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดมือของศพก็หยุดออกจากแขนติดมือลีโอออกมา ศพที่นั่งอยู่นั้นก็พุบล้มลงกับพื้น  

 

“เหมือนกับว่าคนเหล่านี้ก่อนตายต้องกำลังสู้กับอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน...แถมน่าจะเป็นศึกใหญ่ซะด้วย” ลีโอคิดในใจ 

 

เขาไม่รอช้าที่จะหยิบจรวดที่เขาวางเอาไว้ขึ้นมาและเดินเข้าไปเปิดฟ้าปืนใหญ่พร้อมกับบรรจุกระสุนเข้าไปในรังเพลิงและปิดมันลง 

 

“เอ็มครับ ผมรีโหลดกระสุนเข้าในปืนใหญ่แล้วนะ! ” ลีโอเดินลงมาจากชั้นบนและตะโกนบอกเอ็ม 

 

“โอเคร!! ” เอ็มตะโกนกลับ 

 

ลีโอวิ่งกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้งและเข้าบังคับปืนใหญ่กระบอกนั้น ทางด้านของเอ็มนั้นก็กำลังตรวจเช็คคลื่นอีเอ็มพีในชั้นบรรยากาศอยู่ กราฟคลื่นรังสีอีเอ็มพีวิ่งขึ้นสูงมากๆ ตัวของเอ็มนั้นกำลังหาช่องโหว่ในคลื่นรังสีเหล่านั้น 

 

“ยังยิงไม่ได้อีกหรอครับ!? ” เสียงของลีโอตะโกนลงไปถามเอ็ม 

 

“ยังไม่มีช่องโหว่เลย!! กำลังพยายามหาช่องโหว่อยู่!! ” เสียงเอ็มตะโกนกลับขึ้นมา 

 

ลีโอหันกลับมาและมองลงไปที่ศพของนักบินสไตรเกอร์คนนั้น เขาค่อยๆ ก้มลงไปจับศพนั้นหงายขึ้นมาและสำรวจศพ ฝุ่นเกาะติดเต็มทั้งชุดไปหมดพร้อมกับร่างกายบางส่วนที่แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติไป  

 

“ลีโอ!! ช่องโหว่ของอีเอ็มพีบนเมฆจะมาในอีก 30 วินาทีข้างหน้านี้ เตรียมตัวให้ดี!! ” เสียงของเอ็มตะโกนขึ้นมา 

 

ลีโอจึงรีบลุกขึ้นยืนและเข้าคุมปืนใหญ่กระบอกนั้นอย่างตั้งใจ เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ หูของลีโอนั้นค่อยๆ ดับลงเพราะความตรึงเคลียด เสียงของนาฬิกาเดินดังกว่าเสียงใดๆ ในตอนนั้น  

 

“เอาเลย!! ”  

 

เสียงของเอ็มตะโกนลั่นเข้ามาในหูของลีโอเขาจึงเหนี่ยวไกยิงทันที  

 

“ตูม!! ...บึม!! ...”  

 

เสียงของปืนใหญ่ดังขึ้นและหลังจากนั้นไม่นานจรวดลูกนั้นก็ระเบิดส่งเสียงดังตามมาติดๆ ท้องฟ้าเปิดเป็นรูกว้างและแสงจากด้านนอกก็สาดส่องเข้ามาเป็นวงใหญ่ๆ ราวกับว่าเป็นแสงไฟสปอตไลท์ที่ฉายลงมาที่นักแสดงเพียงคนเดียวบนเวที  

 

ลีโอยิ้มออกมาเมื่อเขาเห็นแสงจากภายนอกนั้นอีกครั้ง เขาจึงรีบหันกลับไปตะโกนถามเอ็มด้วยความดีใจ 

 

แต่ทว่ามีสายตาจากทุกทิศทุกระยะทางนั้นได้จับจ้องไปยังแสงนั้นที่ลงมาและเสียงระเบิดนั้นก็ดังมากพอที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหันมาสนใจที่มันได้ เหล่าสัตว์นักล่าทั้งหลายจากทุกทิศเริ่มเคลื่อนไหวกันไปยังจุดที่พวกเขาอยู่  

 

“ (ไปจัดการพวกมัน…) ”  

 

เสียงของหัวหน้าของเหล่าร่างใหญ่ที่ยืนมองแสงนั้นอยู่บนที่สูงได้สั่งการเหล่าทหารของเขาพร้อมกับชี้ดาบเล่มโตไปยังแสงนั้น 

 

“ได้ผลไหม!? ” ลีโอตะโกนถาม 

 

“ได้!! สัญญาณถูกส่งออกไปแล้ว!! ”  

 

เอ็มตะโกนกลับขึ้นมาพร้อมกับรีบวิ่งขึ้นมาหาลีโอทันที ทั้งคู่ยืนดูแสงที่สาดส่องลงมาอยู่สักครู่ก่อนที่กลุ่มเมฆอีเอ็มพีเหล่านั้นจะรวมตัวกันกลับมาอีกครั้งและแสงนั้นก็ค่อยๆ บีบวงแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมันหมดไปต่อหน้าต่อตาของพวกเขา  

 

“เราต้องรีบไปแล้วนะ...อยู่นี้นานไม่ได้” เอ็มเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูกังวลๆ  

 

“ทำไมล่ะครับ? ” ลีโอเอ่ยปากถาม 

 

“นายคิดว่าเสียงดังขนาดนี้แถมมีแสงสาดส่องลงมาแบบนี้จะเห็นได้ง่ายไหม? ” เอ็มถามลีโอกลับ 

 

ลีโอได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงักพร้อมกับมีท่าทางตกใจ 

 

“นั้นล่ะ...รีบไปกันจะดีกว่า ฉันส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปที่จุดที่แถวๆ ยานของนายตกนะ...เรารีบไปรับสองคนนั้นแล้วรีบไปกันจะดีกว่า” เอ็มเอ่ยปากพร้อมกับเดินหันหลังมุ่งหน้าลงบันไดไป 

 

ลีโอไม่รอช้าที่จะเดินตามเอ็มไปอย่างติดๆ เพราะรีบเติมพลังงานของสูทอย่างเร็วที่สุดและออกเดินทางกลับโดยทันที 

 

ณ ทางด้านของนอร์ร่าในเวลาที่เกิดเสียงระเบิด 

 

“ปังๆๆๆๆ!! ”  

 

เสียงปืนของนอร์ร่าและไบรอันนั้นดังกึกก้องทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงร้องตะโกนของทั้งคู่ ร่างยักษ์นั้นไม่สะทกสะท้านกับกระสุนปืนทั้งสองกระบอกที่นอร์ร่าและไบรอันยิงออกไปเลย 

 

“แฉกๆ ”  

 

เสียงของปืนที่หมดลูกกระสุดดังขึ้น นอร์ร่าและไบรอันต่างพยายามที่จะรีบเปลี่ยนกระสุกให้เร็วที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้แต่แล้ว… 

 

“บึมมมมมม!! ”  

 

เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องมาแต่ไกลสามารถเรียกร้องทุกความสนใจจากทุกสิ่งมีชีวิตที่ได้ยินมัน ร่างยักษ์ทมิฬนั้นก็หันไปมองตามเสียงและมันก็เห็นแสงที่ส่องลงมาจากฟากฟ้าเป็นครั้งแรก มันจึงหันหน้าไปทางแสงนั้นและก้าวเดินออกไปทันที  

 

นอร์ร่าและไบรอันต่างยืนมองแสงนั้นและตกใจไปพลางพร้อมกับรู้สึกงงๆ ไปพลาง ทั้งคู่หันมาพยักหน้าให้กัน 

 

“พวกเขาทำสำเร็จแล้วล่ะ…” ไบรอันเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่โล่งอก 

 

“ใช่...ฉันว่าเรากลับไปนอนต่อจะดีกว่านะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วไอ้ยักษ์นั้นคงไม่คิดจะกินเราอีกแล้วล่ะ”  

 

นอร์ร่าพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแห้งๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่บ่งบอกว่าเธอไม่ได้ขำเลยสักนิด 

 

To be continued... 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น