ภูระริน ภูปรดา กุล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 28

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2562 21:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1
แบบอักษร

1 

เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังเป็นระยะ ก่อนอาหารจะอีกคนถูกยกออกไปให้ คนทำถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วยื่นให้กุ๊กประจำ “มันเป็นพ่อฉันไม่ใช่ลูก ต้องให้แม่ทำให้กินถึงจะหายป่วย ขอบใจนะกุ๊กกุ๊ก” ท่านยิ้มแล้วเดินออกไป 

ชายรูปร่างกำยำ สูง 182 cm กำลังเดินมองไปรอบๆ ร้านแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร “มากินสิ ให้ทำให้ก็ต้องกินให้หมดนะ” 

ชายหนุ่มนั่งลงตักผัดกะเพราตับใส่ปาก 

 “ค่อยยังชั่ว เป็นไข้ขมในปากมาก” 

“แล้วปูนไปทำอีท่าไหนให้ป่วย? ตัวยังกะยักษ์ แม่ไม่ได้มาหาสองวันเอง” 

ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกๆ เคี้ยวไปเล่าไป “ที่สวนข้างหลังแม่ วันนั้นไปดูแล้วมันรกมากๆ ปูนก็เลยเอามีดไปฟันพวกต้นไม้ที่มันรกๆ ออก กลางแดด” 

“โง่ เย็นๆ ไม่ทำ ไปตากแดดก็ป่วย” 

“มีเรื่องมากกว่านั้นอีกแม่ มีคนอยู่ในสวนเราแน่นอน มีถ้วยชามวางไว้ริมคลอง แต่คลองนี้มันเข้ามาบ้านเราได้ไงแม่?” 

“อ๋อ เมื่อก่อนใหญ่กว่านี้อีก เราถมไป แต่ต้องเหลือไว้ให้น้ำผ่านไป มันดีออก น้ำไม่เคยท่วมและไม่ค่อยพร่อง หน้าแล้งยังไงก็ไม่แห้ง ก็คงคนแถวๆ นี้มาล้างจานแล้วลืมไว้” 

ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ใช่แม่ ใครเขากินข้าวใส่หม้อดินที่ใส่ไอติมกะทิกัน?  แดงๆ น่ะ มันจะมาปิกนิกอะไรในป่าทึบก็ทึบ” 

“อ้าว! แกก็ยังเข้าไปตัดต้นไม้ ทึบก็ทึบ” 

ปุษวีวางช้อนแล้วมองหน้ามารดา คุณโยทะกาส่ายหน้าเพราะรู้ว่าหน้าตาแบบนี้ไม่อะไรก็อะไรต้องยกให้เขาสักอย่าง ลูกชายเธอเป็นคนขี้เบื่อ หน้าตาดี การศึกษาก็จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่ชอบทำงานประจำ จึงได้ลาออกมาดูแลกิจการแทนแม่ “ไม่ๆ ปูนไม่ได้ขออะไร แต่ปูนว่าปูเจอผีแม่” 

“ผี? กลางวันแสกๆ นี่นะ” 

“ใช่แม่ ปูนตัดต้นไม้ ไอ้ที่ตัดไม่เข้าก็ไม่ไหว หันไปอีกทีมันโค่นเหมือนมีคนมาช่วยตัด แล้วปูนจำได้ว่าปูนไม่ได้ตัดให้ขาดขนาดนั้นเพราะไม่มีปัญญา” 

“เมาแดด! จบนะ กินไป กินยาด้วย แม่กลับบ้านใหญ่แล้ว ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะต้องแยกกันอยู่ทั้งๆ ที่ก็อยู่ห่างกันแค่เนี้ย” คุณโยทะกาบ่นแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ลูกชายคนเดียวนั่งอ้าปากค้าง 

 

กุ๊กเป็นชื่อเล่นของฉันทิต เขาเป็นกุ๊กประจำที่นี่มาหลายปี มีเจ้านายเด็กกว่า 5 ปี ทำให้เขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่งของปุษวี “ว่าไงครับคุณปูน? เบียร์ไหม?” เขายื่นกระป๋องเบียร์ให้อีกคน “ทำไมปิดร้านเร็วกว่าทุกวัน เหนื่อยเหรอ?” 

“ไม่ครับ ปูนว่าบ้านเราแปลกๆ มาหลายวันแล้ว ปูนเดินๆ ดูเหมือนมีคนตามตลอดเลยกุ๊กกุ๊ก” เขาเรียกชายหนุ่มอย่างนี้เพราะมันน่ารัก เข้ากับนิสัยใจคอของฉันทิตนัก เขาเป็นคนใจเย็นและรูปงาม เรียกลูกค้าได้ดี ทั้งๆ ที่ทำงานอยู่ข้างใน  

“อาจจะเหนื่อย กังวลไปเอง” 

“ไม่นะพี่ ปูนหันไปนี่เหมือนเห็นที่หางตา แล้วรอบๆ ตัวก็อึดอัดเหมือนมีคนเดินมาใกล้ๆ คืองี้พี่ ผมไปปากพล่อยในป่ามา” 

“ปูนนี่นะปากพล่อย?” 

“ใช่ เหนื่อยไง ฟันต้นไม้แล้วมันร้อน” 

ชายหนุ่มนึกถึงภาพที่ตัวเองกำลังตัดต้นไม้ที่รกออก แหวกให้เป็นทางเดินเข้าไปในที่ดิน จะได้มองเห็นน้ำในคลองได้ชัดๆ ต้นไม้สีเขียวระเกะระกะงดงามตามธรรมชาติ หากไม่มีเขาสักคนมันก็คงน่าอยู่ของมันตามธรรมชาติ แต่เขาเป็นเจ้าของบ้าน ควรจะดูแลมัน พอตัดต้นไม้เล็กๆ ที่ขวางทางออกได้ก็ไปพยายามฟันต้นฝางที่กางแขนขากิ่งก้านของมันออกมา ต้นสูงท่วมหัว เขาเหนื่อยจึงได้หยุดตัดที่ลำต้น หยุดคิดอะไรอยู่ไม่นาน หันมาต้นไม้ก็ล้มลงไปอีกทาง ชายหนุ่มยืนตะลึง 

เขารู้สึกเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวจึงได้มองตามเสียงและความรู้สึกไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศออกมา “ไปไหนมา?” 

“ไปไหนบ้าอะไรล่ะก็อยู่นี่” เขาตอบอย่างอารมณ์เสีย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน เสียงทั้งห้าวและหวานปนกันจนเขาแยกไม่ออกว่าเสียงชายหรือหญิง พอคิดได้ว่าตัวเองอยู่คนเดียวก็ถอยหลัง เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องด้วยความเงียบ ชายหนุ่มรีบเดินออกจากสวนทันที 

 

“ถึงกับตอบโต้” ฉันทิตอมยิ้ม “มันก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นเสียงคนจากฟากโน้นหรือข้างๆ บ้าน” 

“กุ๊กกุ๊กครับ 10 ไร่ เพื่อนบ้านหน้าตาเป็นไงวะ?” เขาถามเพราะสนิทกับอีกคนมาก 

ฉันทิตหัวเราะ “ก็อาจจะมาเดินใกล้ๆ สวนเราไง เราก็ไม่ได้ล้อมรั้วปิดตายอะไร แค่ลวดหนามกับทิวไม้ อยากพิสูจน์ละสิเลยเล่า ใช่ไหมครับ?” 

“ครับ….ไปด้วยกันหน่อย ไปเถอะ ตะวันจะตกดินแล้ว เดี๋ยวไปเอาไฟฉายใหญ่ก่อนนะ”  

 

ทั้งสองเดินเข้าไปในสวนเงียบๆ ปุษวีไม่ได้กลัวอะไรง่ายๆ นี่เขาตั้งใจมาดูคงเพราะเป็นกังวลจริงๆ หากมีคนมาหลบซ่อนตัวอยู่ก็จะอันตราย ในกางเกงของชายหนุ่มมีปืน ฉันทิตเดินตามเขาไปใกล้ๆ “ปูนคิดว่าจะเป็นคนหรือผี?” 

“ผีพี่” 

“แล้วพกปืนมานี่นะ” 

“พกไปงั้นแหละ” 

อะไรบางอย่างที่เดินตามอยู่ข้างหลังชะลอทันที ก่อนที่ปุษวีจะหันหลังกลับไป! “นี่ไงพี่ที่ปูนบอก รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม เขาหยุด ออกมาเลยนะ! กล้าๆ หน่อย มาเดินตามไม่ให้เห็นตัวอย่างนี้ขี้ขลาดตาขาวนะเราน่ะ” 

“ปูนๆ นี่เริ่มปากพล่อยแล้ว เบาๆ อย่าแรง” 

“ออกไปแล้วจะวิ่งหนีไหมล่ะ?” เสียงคนตอบกลับมา 

ฉันทิตขนลุกซู่ เขาเดินมาเกาะแขนอีกคนทันที “พอๆ ปูนพอ พอ กลับเหอะ เรื่องใหญ่แล้ว” 

“ไม่กลับ! มาแล้วก็ออกมาเลย มาเที่ยวเดินในเขตบ้านคนอื่นนี่โจรชัดๆ จะยิงไส้แตกเลยนะ ถ้าไม่แสดงตัว” ชายหนุ่มชักปืนออกมาทัน  

ฉันทิตสาดไฟฉายมองหาคน พอสาดไฟกลับมาที่เดิม ไฟฉายก็จับชายผ้าถุงของผู้หญิงได้ มือเขาสั่น ใช้ศอกกระแทกปุษวี แต่เขาไม่ขยับตัว ปุษวีถือปืนชี้ตรงไปที่ร่างตรงหน้า 

ปุษวียืนตะลึง แต่ก็เรียกสติกลับมาอย่างรวดเร็ว “มาลอยกระทงเหรอ?” 

คนยืนอยู่อมยิ้ม หญิงสาวร่างผอมบาง ใส่เสื้อรัดรอบอกเหมือนเสื้อเกาะอก ผมหล่อนรวบเป็นมวยตั้งไว้บนหัว พันด้วยอะไรบางอย่างสีแดง หล่อนนุ่งผ้าซิ่นเหมือนคนทางภาคเหนือและอีสาน ร่างนั้นห่มผ้าผืนใหญ่ไว้ มือหล่อนอุ้มหม้อดินขนาดใหญ่ “ประทีปหรือ? ยังหรอก ยังไม่ถึงเวลา” 

“แล้วมาทำอะไรในที่ดินผม? คุณกำลังบุกรุกนะ”  

หญิงผู้นั้นยิ้มกว้าง แม้ในความมืดที่กำลังปกคลุมลงเรื่อยๆ ก็เห็นเค้าว่างดงามนัก หน้านวลผุดผ่องไร้เครื่องประทินผิวใดๆ ริมฝีปากบางแดงระเรื่อ “เราอยู่มาก่อนเจ้าเกิด” 

ปุษวีมือสั่น เขาหันหน้าไปฉันทิต อีกคนพยักหน้าให้ “แล้ว….คุณอยู่ที่ไหนครับ?” เขาถามแทนน้อง 

“ผ่านคุ้งน้ำเข้าไป เราอยู่ที่นั่น หนทางไม่เหมือนเดิม กว่าจะออกมาได้ก็หลงทางอยู่เป็นนาน ต้องขอบใจเจ้าที่มาแพ้วถางให้เตียน” 

ปุษวีลดปืนลง ด้วยไม่คิดว่าจะทำอะไรคนที่กำลังพูดอยู่ด้วยได้ เท้าเขาหนักจนไม่อาจจะขยับได้ “ผมต้องไหว้คุณไหม?” เขาถามหน้าซื่อ 

“ไม่ใคร่ยินดีกับบารมีพวกนี้นัก ที่เดินตามมาก็อย่าได้หัวเสียเลย เพียงจะมาขอหยิบยืมถ้วยโถโอชาไปใช้สอยบ้าง” 

“มีแต่เขาให้ยืม อย่างพวกเมืองลับแล นี่อะไรจะมายืมของคน” ปุษวีบ่นหน้ามุ่ย ฉันทิตอยากจะหัวเราะในความเกรียนของน้องตัวเองนัก กับผีสางมันก็บ่นได้ 

“คุณมาจากเมืองลับแลหรือครับ?” ฉันทิตถาม 

“หารู้ไม่ เราก็อยู่ของเรามาอย่างนี้ ไม่ได้มีแต่ข้า มีอีกมาก” 

“ไม่ใช่เมืองลับแลแล้วอะไรล่ะ?” ปุษวีถาม 

“สักวันถ้ามีบุญวาสนาก็จะได้ไป” หล่อนอมยิ้ม “แล้วจะให้ยืมหรือไม่?” 

ปุษวีหันหน้าหนี แต่ฉันทิตยิ้มกว้าง “ได้สิครับ ผมจะขนมาให้ คุณจะเอาไปยังไงผมไม่รู้ แต่จะเอามาวางไว้ให้นะครับ” 

หล่อนอมยิ้ม “เพียรติดตามเสียหลายวัน ต้องขออภัยที่ทำให้จับไข้ ให้คนมาช่วยตัดไม้ เขาไม่ทันระวังจึงได้เดินชน ถึงกับป่วย” 

“อ้อ!! จับได้แล้ว คุณนี่เอง ผมนี่อึดอัดเหมือนท้องผูก เดินตามอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน ผมเป็นคนกล้า พูดกันตรงๆ แต่แรกก็หมดเรื่อง” 

“อย่าโกรธเคืองไปเลย อย่างไรเสียก็อยู่ในเขตบ้านเดียวกัน เราไม่ออกมากวนพวกท่านบ่อยนักหรอก” 

“คุณมีชื่อเรียกไหม หากได้พบกันอีก” 

ปุษวีทำหน้าแหย เพราะรู้ว่าอีกคนกำลังสานต่อความสัมพันธ์เพราะเห็นคนสวย เขาส่ายหน้าแล้วดึงเสื้ออีกคนไว้ “พอเลย กลับได้แล้ว” เขาเดินนำหน้าทันที 

หญิงสาวมองตามคนทั้งสองไปแล้วอมยิ้ม 

 

ปุษวีเดินมานั่งที่โซฟา รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นลม “มันคือตัวอะไรพี่?” 

“จะว่าผีก็ใช่ จะว่าคนจากเมืองลับแลก็น่าจะใช่ เขามีเนื้อตัวเหมือนเรา สาดไฟใส่ก็กะพริบตา แต่เขาไม่ให้เราเห็นตัวก็ได้ ฉันเคยฟังมา มันมีเมืองลับแลทางเหนือ หรือทางอีสานก็มี แต่นี่เราอยู่กรุงเทพฯ อาจจะเป็นเจ้าที่” 

“ผมไม่ได้กลัวเขานะ เพราะการมีภพซ้อนก็เป็นไปได้ แต่ทำไมมันช่างรู้สึกเหมือนกำลังถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวก็ไม่รู้นะ เขามาเดินในบ้านเราก็ไม่รู้” 

“เขาถึงว่าความลับไม่มีในโลกไงล่ะ ทำดีผีก็เห็น ทำชั่วผีก็แช่ง” 

“แม่รู้คงกลัวตายเลย ว่าแต่ว่าเขาออกมาทำไมก็ไม่ได้ถาม เคยได้ยินมาว่ามนุษย์จะไปบนบานขอยืมถ้วยชามคนเมืองลับแล แล้วนี่อะไรมาขอยืมเรา” 

“ก็นั่นสมัยก่อน คนที่เจริญแล้วเขาก็ต้องมีมากกว่า นี่ศตวรรษที่ 21 แล้วนะปูน เราก็ต้องเจริญกว่าเขามาก ออกมาให้เห็นขนาดนี้ไม่รู้เรามีบุญหรือบาป” ชายหนุ่มหัวเราะ 

“ไม่นะกุ๊กกุ๊ก ปูนว่าเขาอยู่ที่นี่มานาน อาจจะโดนขโมยถ้วยชามมานานมากแล้ว พอมายุคนี้ถึงได้มายืมเราแทน” 

“นายแก้ตัวให้หล่อน แสดงว่าชอบใจ” 

“ไม่เลย!! สวยให้ตายก็น่ากลัว” เขาส่ายหน้า “ห้ามบอกแม่เลยนะ พรุ่งนี้ค่อยขนไปวางให้แถวๆ นั้น อย่าออกมาให้เห็นอีกเลย” 

ฉันทิตยิ้มกว้าง ปุษวีไม่รู้ตัวว่าเขากำลังมีท่าทีอ่อนลง ปกติแล้วชายหนุ่มถือตัวและไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้าน ความกระหายใคร่รู้ของเขาทำให้เขาได้พบคนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบ ชายหนุ่มต้องรู้สึกสนุกอยู่มาก จึงได้ยอมให้ยืมถ้วยชามของทางร้าน  

 

ก่อนเข้านอนปุษวีหยิบสมุดบันทึกออกมา เขาเขียนเกือบทุกวัน แต่วันนี้ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง “มีคนมายืมถ้วยชาม สงสัยจะเอาไปจัดปาร์ตี้” 

เขาจบการเขียนบันทึกประจำวันไว้เพียงเท่านี้ แต่ในหัวของเขาคิดไปไกลกว่านั้น เขารู้สึกว่ามีคนดูแลเขาตลอดในช่วงที่เป็นไข้ วันนี้ได้เห็นหน้าหล่อนใกล้ๆ เนื้อตัวหอมแบบนั้นไม่มีทางจะหาได้จากที่ไหนในโลก หล่อนพูดเรื่องบุญวาสนา คนที่นั่นจะอยู่กันยังไงในขณะที่คลื่นพลังงานจากเทคโนโลยีวิ่งชนกันจนแทบไม่มีช่องว่าง ความน่ากลัวไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าหล่อนเป็นใคร แต่เป็นเพราะได้รู้แล้วว่ามีหล่อนในโลกต่างหาก 

 

ฉันทิตให้พนักงานคัดถ้วยชามใส่เข่งไว้สำหรับพอใช้กับคนราว 50 คน ก่อนที่จะขนขึ้นรถกระบะไว้ พอตกเย็นเขากับเจ้านายก็ขับรถเข้าไปในสวน  

“ไม่ลงล่ะ?” 

“ปูนอยากเห็นว่าเขาจะออกมาเอายังไง” 

“คงมาให้เห็นหรอก” 

ปุษวีมองกระจกหลังทันที เขาเห็นร่างชายกำยำ 3 คนกำลังปีนขึ้นมาบนรถกระบะ เมื่อยกเข่งได้ก็หายวับไปกับตา ชายหนุ่มนั่งตะลึงด้วยสิ่งที่อยากเห็นก็ได้เห็นแล้ว เขาสะกิดขาฉันทิต อีกคนหันมาแต่ไม่เห็น “อะไร?” 

“เอาไปแล้ว”  

ทั้งสองสบตากัน ปุษวีขับรถกลับบ้านทันที 

 

“ปูนเริ่มกลัวแล้วนะกุ๊กกุ๊ก นี่หมูหมากาไก่ในตู้เย็นหายไปมั่งไหมเนี่ย?” 

“ไม่น่าจะมาขโมยนะ ขนาดถ้วยชามที่เอาไปได้เลยยังมาขอยืม บ้านเมืองเขาคงไม่ได้มีขโมยด้วยซ้ำ แต่พี่ว่ามันก็เหมือนตามบ้านนอกนะ เราไม่ได้เห็นหน้าคนทุกวัน โผล่มาทีใครจะรู้ว่าเขามาจากไหน มาขอข้าวขอน้ำกินก็มี” 

“อีกทีนะ ให้แม่รู้ไม่ได้เลย ไม่งั้นได้เอาพระมาสวดมนต์ไล่” 

“นายก็พูดไป พระที่ไหนสวดไล่ มีแต่ให้พร ที่หนีเพราะแพ้ความดีหรอก คนดีๆ ผีดีๆ เขาก็พนมมือแต้นะพี่ว่า นายรอดูไปเถอะ คนสวยจะออกมาอีก แต่จะยอมให้เห็นตัวหรือเปล่าก็ไม่รู้” ฉันทิตหัวเราะ 

“พี่…..ที่ปูนได้ยินเขาถามว่า ไปไหนมา มันแปลอะไรวะ?” 

“คนโบราณเวลาเขาทักทายกัน เขาไม่ได้พูดว่าสวัสดีเหมือนเรา เขาจะทักว่าไปไหนมา กินข้าวหรือยัง พูดแค่นี้ ไม่เคยดูละครเหรอ?” 

“ไม่ ไม่ดูทีวี รำคาญ งั้นก็แปลว่าเขาเป็นคนสมัยโบราณนะ” 

“ดูยาก แต่งตัวก็ปนๆ หลายเผ่าอยู่นะ นายกำลังคิดอะไรอยู่?” 

“เราทำดีกับเขา ในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็นเขา พี่ว่าเรากำลังจะตายหรือเรามีบุญนะ?” ฉันทิตมองหน้าอีกคนนิ่ง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น