ลูกคนเดียว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่หนึ่ง งานใหม่

ชื่อตอน : บทที่หนึ่ง งานใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 25

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2562 13:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่หนึ่ง งานใหม่
แบบอักษร

อากาศยามเช้าในเมืองใหญ่ไม่เคยสดชื่น ภารัณย์นั่งอยู่ที่ป้ายรถประจำทางซึ่งอยู่ห่างจากประตูทางเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งประมาณห้าสิบเมตร ชายหนุ่มทอดสายตามองลอดแว่นดำไปยังกลุ่มเด็กนักเรียนที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านเข้าประตูคนแล้วคนเล่า คุณครูยกมือรับไหว้เด็ก พ่อแม่ส่งเด็กแล้วจากไป ฝุ่นควันจากท่อไอเสียลอยคละคลุ้งในบรรยากาศอึกทึกยามเช้าแสงแดดเพิ่งจะโผล่พ้นจากเงาเมฆหนาดำหนาทึบ ภารัณย์ละสายตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ อีกห้านาทีจะแปดโมงแล้ว เขาขยับตัวเล็กน้อย เปล่า ไม่ใช่เพื่อหลบแสงแดดที่เริ่มทวีความร้อนแรง หากแต่ปรารถนาที่จะซึมซับเอาแสงตะวันของวันเอาไว้ต่างหาก เขาเคยได้ยินใครบางคนกล่าวไว้ว่าผิวของมนุษย์ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้พบแสงแดด ร่างกายจึงอ่อนแอลง ภารัณย์จึงยอมรับแสงแดดด้วยความเต็มใจ  

               ผิวของเขาร้อนขึ้นเรื่อยจนอดสงสัยในคำพูดของใครคนนั้นไม่ได้ ภารัณย์กำลังจะขยับตัวเพื่อเข้าสู่เงาของป้ายรถประจำทางพลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผมสั้นคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงผ้าที่ฝั่งตรงกันข้าม ชายหนุ่มชะงักแล้วจ้องมองผ่านแว่นดำ หล่อนเหมือนกำลังรีบเร่ง เดินตรงดิ่งตัดผ่านผู้คนแล้วหยุดรีรอชั่วครู่บริเวณทางม้าลาย แล้วในเสี้ยววินาทีต่อมาหล่อนก็กระโจนลงบนถนนโดยไม่สนใจรถยนต์และไม่มีใครสนใจหล่อน คิ้วของเขาขมวดแน่นกำลังจะตะโกนบอกคนอื่น แต่ภาพต่อมากลับสะกดสายตาจนเขาพูดไม่ออก ร่างของหล่อนทะลุผ่านรถยนต์ที่กำลังแล่นผ่านคันแล้วคันเล่าก่อนที่จะมาโดนชนเสียงดังสนั่นด้วยรถกระบะสีขาว ภารัณย์หลับตาลงเมื่อเห็นร่างของหล่อนลอยกระเด็นอัดกับเสาไฟฟ้าบนทางเท้าห่างจากจุดนั้นประมาณยี่สิบเมตร รถกระบะคันนั้นแล่นผ่านไปด้วยความรวดเร็ว ป้ายทะเบียนรถชัดเจนในสายตาตกตะลึงของเขา ส่วนร่างหญิงสาวที่จมกองเลือดค่อยๆเลือนหายไป 

               เสียงโทรศัพท์ปลุกชายหนุ่มจากภวังค์ เขาหยิบขึ้นมาแล้วรับสาย บุคคลที่เขารอคอยอยู่จะมาถึงในอีกประมาณสิบห้านาที ภารัณย์ตัดสินใจบางอย่าง เขาลุกขึ้นแล้วเดินตรงดิ่งไปยังประตูโรงเรียนซึ่งกำลังจะปิดลง ผู้ชายตัวใหญ่ในชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังล็อกประตูเหล็กอย่างเชื่องช้า 

               “ขอโทษครับพี่” 

               เขาทักเบาๆ ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น 

               “มีอะไรน้อง” 

               “ผมอยากรู้ว่าตรงทางม้าลายเคยมีอุบัติเหตุรถชนคนตายไหมครับพี่” 

               ภารัณย์ถามพร้อมชี้ไปยังจุดที่เขามองเห็นผู้หญิงคนนั้น เจ้าหน้าที่มองตามแล้วหรี่ตาลงก่อนจะพยักหน้ารับ 

               “เคยนะ เมื่อเดือนก่อนนี้เอง” 

               “คนตายเป็นผู้หญิงผมสั้น ใส่เสื้อสีดำ กางเกงผ้าใช่ไหมครับ” 

               “อืม” เขาตอบแล้วมองหน้าอย่างสงสัย “น้องมีอะไรหรือเปล่า ญาติน้องหรือไง” 

               “ไม่ใช่ครับพี่ แล้วเขาจับตัวคนชนได้ไหมครับ” 

               “เรื่องนี้พี่ไม่แน่ใจนะ ถ้าอยากรู้น้องคงต้องไปถามตำรวจเอาเอง” 

               “ขอบคุณมากครับพี่” 

               “แล้วน้องอยากรู้ไปทำไม” 

               ชายร่างใหญ่ถามกลับอย่างสงสัย ภารัณย์ยิ้มให้ 

               “พอดีผมดูในข่าวแล้วสงสัยว่าจะใช่ที่นี่หรือเปล่าแค่นั้นครับพี่ ขอบคุณมากนะครับ” 

               เขาขอบคุณอีกครั้งแล้วจึงเดินกลับมานั่งลงตรงจุดเดิม ชายหนุ่มนั่งคิดวนเวียนอยู่นานก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วกดเบอร์จำนวนหนึ่งลงไป สักครู่เดียวอีกฝ่ายก็มีการตอบรับ 

               “ครับ แจ้งเบาะแสรถชนคนตายที่หน้าโรงเรียน…” เขาแจ้งชื่อโรงเรียนพร้อมทั้งป้ายทะเบียนรถกระบะคันนั้น 

               สิบนาทีต่อมาภารัณย์จึงเก็บโทรศัพท์ แสงแดดร้อนแรงจนป้ายรถประจำทางนั่งไม่ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วไปหลบร่มใต้เงาต้นประดู่บ้าน เฟอร์จูนเนอร์สีดำเคลื่อนที่มาใกล้จนหยุดนิ่งเบื้องหน้าเขา กระจกลดต่ำลง ภารัณย์ยกมือไหว้แล้วก้าวขึ้นรถ เขาเหลือบมองกระจกมองข้าง ร่างหญิงสาวยืนมองตามด้วยสายตาขอบคุณ 

                

“มีอะไรหรือเปล่า” นิคมถามขึ้นขณะเลี้ยวรถเข้าสู่เส้นทางหลัก เขาเหลือบตามองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งใบหน้าคมสันด้านข้างแล้วมองเลยไปที่กระจกมองข้างแต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ ภารัณย์ตอบเบาๆ 

               “ไม่มีครับ” 

               “อืม คุณชื่อภารัณย์ใช่ไหม” 

               “ครับ” 

               “พอดีเพื่อนคุณ ลูกน้องเก่าผมเอง แนะนำมาว่าคุณกำลังหางานทำอยู่พอดี” 

               “ครับ พอดีผมเพิ่งเรียนจบครับ” 

               “จบช้าไปหนึ่งปี” 

               “ใช่ครับ” 

               นิคมหัวเราะเบาๆ 

               “เหมือนผม ผมก็จบช้าเหมือนกัน” 

               ภารัณย์เพียงยิ้มไม่ได้ตอบ กับคนที่ยังไม่สนิท เขามักจะพูดน้อยเสมอ 

               “ผมชื่อนิคม เพิ่งมารับตำแหน่งหัวหน้าสวนสาธารณะเชิงนิเวศที่คุณกำลังจะไปทำงานได้สักเดือนเดียวเอง คุณน่าจะรู้แล้วมั้ง” 

               “ครับ กานต์บอกผมแล้วครับ” กานต์คือลูกน้องคนเก่าก่อนที่นิคมจะย้ายมารับตำแหน่ง เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของภารัณย์ 

               เฟอร์จูนเนอร์จอดติดไฟแดงพอดี นิคมจึงหันมามองลูกน้องคนใหม่ของเขาด้วยความสนใจ ภารัณย์เป็นชายหนุ่มผิวคล้ำเล็กน้อย คะเนอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าปี รูปร่างสมส่วน ใบหน้าคมสันแต่ดวงตาทั้งคู่กลับถูกปกปิดไว้ด้วยแว่นดำ 

               “คุณใส่แว่นดำตลอดเวลา” 

               ชายหนุ่มยิ้มแล้วตอบ 

               “พอดีดวงตาผมไม่ค่อยปกติครับ” 

               “ยังไง พิการหรือไง” 

               “เปล่าครับ แค่เป็นโรคภูมิแพ้นิดหน่อยครับ” 

               “อืม” 

               ไฟเขียวพอดี นิคมจึงขับรถออกไป 

               “งานแรกที่คุณจะต้องทำคือการจัดค่ายเยาวชนสำหรับเด็ก” หัวหน้าของเขาหันเหหัวเรื่อง “คุณก็รู้ว่าช่วงนี้เรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็น ทางกรมฯเลยมีนโยบายเรื่องเกี่ยวกับการปลูกจิตสำนึกให้แก่เยาวชน วันนี้ผมเลยจะชวนคุณไปประชุมกับทีมงานเพื่อแบ่งหน้าที่ แล้วก็พาคุณไปดูที่ทำงานใหม่ด้วย คุณเคยไปที่นั่นหรือเปล่า” 

               “เคยครับ ผมเคยสำรวจสัตว์ป่าที่สวนครับ” 

               “งั้นก็ดีเลย” 

               ทั้งคู่เงียบกันไปสักพัก เฟอร์จูนเนอร์รักษาระดับความเร็วไว้ได้พอประมาณในสถานการณ์ที่รถกำลังติดหนักขนาดนี้ ช่วงหนึ่งที่กำลังผ่านสี่แยกไฟแดง ภารัณย์มองเห็นเด็กขายพวงมาลัยหน้าตาเศร้าหมองยืนนิ่งอยู่ริมทาง ทั่วทั้งตัวของเขาแดงฉานไปด้วยเลือด ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมองใหม่ ร่างของเด็กคนนั้นเหมือนขยับใกล้เข้ามาเรื่อย 

               “เออนี่ คุณเคยทำงานที่ไหนมาก่อนแล้วบ้างล่ะตั้งแต่เรียนจบ” 

               นิคมพูดทำลายความเงียบ ภารัณย์จึงละสายตาจากร่างเด็กที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง 

               “ตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมไปช่วยเพื่อนเก็บข้อมูลวิจัยสัตว์ป่าทั่วประเทศครับ” 

               “งั้นก็ดี หน้าที่ที่ผมจะให้คุณทำคือการเป็นวิทยากรสอนเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่าภายในสวนละกัน คุณน่าจะทำได้” 

               “ได้ครับ” 

               “งั้นหลังจากประชุมเสร็จ คุณจะจัดเตรียมกิจกรรมที่จะสอนเด็กแล้วเอามาให้ผมดูวันจันทร์หน้าก็แล้วกัน” 

               “ได้ครับ” 

               ทั้งคู่เงียบกันอีกครั้ง เฟอร์จูนเนอร์เลี้ยวเข้าถนนหลักที่จะนำไปสวนสาธารณะได้ สองข้างทางเป็นบ้านคนสลับกับสวนผลไม้และพื้นที่รกร้าง ยิ่งขับลึกเข้าไป บ้านผู้คนก็เริ่มจะห่าง สีเขียวของต้นไม้เพิ่มมากขึ้น นิคมเลี้ยวรถอีกครั้งเข้าสู่ถนนลาดยางสายเล็ก คราวนี้แม้แต่บ้านผู้คนก็ยังอัดแน่นไปด้วยพื้นที่สีเขียวร่มรื่น ภารัณย์แทบจะไม่พบเจอมนุษย์เลยตลอดทางเข้าสู่สวนสาธารณะ อีกประมาณสิบห้านาทีบนถนนที่ลัดเลาะไปตามสวนผลไม้อันคดเคี้ยว ทั้งคู่ก็บรรลุถึงจุดหมาย 

               สวนสาธารณะเชิงนิเวศแห่งนี้มีพื้นที่เกือบหนึ่งพันไร่ ตรงกลางมีสระน้ำขนาดกว้างกินพื้นที่หนึ่งในสามของสวน ถัดจากนั้นจะเป็นแปลงปลูกป่าเสริมทดแทนรวมถึงพื้นที่สภาพป่าดั้งเดิมตามธรรมชาติซึ่งยังคงไว้ทั้งความสวยงามร่มรื่นและลึกลับน่ากลัว เฟอร์จูนเนอร์จอดบริเวณลานจอดรถด้านหน้าอาคารนิทรรศการขนาดใหญ่ ฝั่งตรงกันข้ามคือสำนักงานซึ่งตอนนี้มีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งยืนรออยู่ด้านหน้า 

               “สวัสดีครับหัวหน้า” 

               ชายวัยฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ท่าทางแข็งแรงเดินยิ้มเข้ามายกมือไหว้สวัสดีนิคม 

               “สวัสดีเสือ พวกเรามาครบกันแล้วนะ” 

               “ครับ มากันครบทุกคนแล้วครับ ยกเว้นมินตรา” 

               “ไปไหนล่ะ” 

               “เห็นบอกว่าป่วยเลยขอลาหยุดครับ” 

               “ไม่เป็นไร งั้นไปกันจะได้เริ่มประชุมเลย เออนี่น้องใหม่ เพิ่งมาทำงานวันแรกชื่อภารัณย์” 

               “สวัสดีครับ เรียกผมว่ารัณย์ก็ได้ครับ” 

               “ชื่อเหมือนผู้หญิงดี” ชายร่างใหญ่ยิ้มรับ นิคมจึงแนะนำ 

               “พี่คนนี้ชื่อเสือ เป็นพนักงานราชการดูแลสวนแห่งนี้ รู้จักกันไว้ ต่อไปจะต้องทำงานร่วมกัน” 

               ภารัณย์ยิ้มพลางกวาดตามองไปโดยรอบ ตั้งแต่ก้าวลงจากรถเขาก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนกับมีสายตาของใครบางคนกำลังจับจ้องมองเขาอยู่ ชายหนุ่มสะบัดหัวเล็กน้อยแล้วก้าวตามทั้งคู่เข้าด้านในสำนักงาน 

 

               หลังจากการประชุมอันยาวนานเกือบสามชั่วโมงสิ้นสุดลง นิคมได้รับคำสั่งด่วนให้ร่วมเข้าประชุมที่กรมฯในตอนบ่ายสอง หัวหน้าของภารัณย์จึงรีบขับรถกลับทันที ส่วนตัวเขาเองสมัครใจที่จะอยู่ต่อเพื่อสำรวจและสร้างความคุ้นเคยกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ 

               “พี่เสือ ผมยืมจักรยานปั่นเล่นได้ใช่ไหมครับ” 

               ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นจักรยานสีขาววางเรียงรายอยู่เกือบสามสิบคัน 

               “ได้สิ” 

               “งั้นผมขอยืมปั่นดูรอบๆก่อนกลับสักพักนะพี่” 

               เสือยิ้มให้ 

               “ตามสบายน้อง แต่ระวังถูกผีหลอกนะ” ประโยคสุดท้ายพูดด้วยอาการกลั้วหัวเราะแล้วชายร่างสูงใหญ่ก็เดินกลับเข้าสำนักงานไป ภารัณย์มองตาม ผีหลอกเหรอ เขาครุ่นคิดเงียบๆคนเดียว หรือว่าที่นี่จะไม่อะไรบางอย่างผิดปกติจริงๆ ชายหนุ่มเหลียวมองโดยรอบ เนื่องจากเป็นวันธรรมดาอีกทั้งยังเป็นเวลาที่แดดร้อนจัด จำนวนนักท่องเที่ยวจึงค่อนข้างบางตา มีหรือไม่มีสักวันคงได้รู้กัน เขาคว้าจักรยานแล้วจึงขี่ออกไปอย่างคุ้นเคย 

               ภารัณย์พาตัวเองปั่นตามเส้นทางสำรวจสัตว์ป่าตอนที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ที่นี่ยังคงคล้ายกับตอนนั้น มีเพียงบางส่วนถูกเสริมเติมแต่ง เขามองเห็นสะพานไม้ทอดยาวผ่านสระน้ำในลักษณะของเส้นทางศึกษาระบบนิเวศริมน้ำ นอกจากนั้นบางส่วนยังมีการปิดเพื่อซ่อมแซมอีกด้วย 

               ชายหนุ่มจอดจักรยานด้านหน้าศาลาริมน้ำในมุมที่สามารถมองเห็นส่วนที่กว้างที่สุดของสระน้ำได้ เขามองเห็นผู้คนสี่ห้าคนกำลังนั่งคุยกันตามศาลารอบสระ ภารัณย์นั่งพักประมาณสิบห้านาทีก่อนจะปั่นจักรยานเข้าสู่ส่วนลึกของสวน เส้นทางจักรยานทอดตัวผ่านร่มเงาของไม้ใหญ่โดยรอบ บริเวณนี้เงียบสงบจนสงัด แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่แสงแดดกลับยากที่จะทะลุผ่านเงาไม้ลงมาได้ สวนบริเวณนั้นจึงค่อนข้างเย็น เยือกเย็นจนเขาอดที่จะขนลุกไม่ได้ เพิ่งจะผ่านหอดูนกสูงประมาณสิบเมตร เขาก็มองเห็นเงาหลังของผู้หญิงผมสั้นในชุดค่อนข้างย้อนยุค เสื้อสีฟ้าน้ำทะเล กระโปรงแบบมินิสเกิร์ตสีเทาอ่อน หญิงสาวเดินไม่เร็วไม่ช้า แต่ภารัณย์กลับไม่สามารถปั่นจักรยานแซงหน้าหล่อนได้เลย เขาหยุดจักรยานแล้วพิจารณาร่างนั้น หรือว่าจะไม่ใช่คน วันนี้เขาเผชิญหน้ากับวิญญาณมาสองครั้งแล้วนะ เขาถอนหายใจแล้วคิดว่ากำลังจะปั่นไปดู แต่พอมองอีกครั้ง หญิงสาวกลับหายไปแล้ว  

               เขาเกาหัวอย่างพิศวงก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าดังมาจากเบื้องหน้า สักครู่หนึ่งกลุ่มวัยรุ่นประมาณสี่ห้าคนก็ปั่นจักรยานพ้นโค้งตรงมาทางเขา ภารัณย์ชิดรถหลบข้างทาง เขามองเห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งซ้อนท้ายหนึ่งในกลุ่มนั้นมาด้วย ถึงจะมองไม่เห็นหน้าแต่เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดมากไปเองอีกแล้วเรา ความสามารถเฮงซวยนี่จะทำให้ฉันแยกคนกับผีไม่ออกแล้ว ชายหนุ่มปั่นจักรยานสำรวจตามเป้าหมายเดิมต่อไป 

               หลังจากวนจักรยานจนครบหนึ่งรอบใหญ่ เขาก็นำรถมาคืนยังสำนักงานแล้วขึ้นไปบอกลาพี่เสือ 

               “เป็นไงบ้างล่ะ” 

               “ก็ดีครับพี่ ยังพอมีนักท่องเที่ยวบ้าง ไม่เงียบเกินไปนัก” 

               “นักท่องเที่ยวเหรอ” 

               “ครับพี่” ภารัณย์เหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง เกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว “วันนี้ผมกลับก่อนนะครับพี่ แล้วเจอกันวันจันทร์ครับพี่ สวัสดีครับ” 

               ภารัณย์ยกมือไหว้แล้วก้าวเท้ายาวลงจากสำนักงานไป ชายร่างสูงใหญ่เจ้าของชื่อว่าเสือลูบคางแล้วมองตามชายหนุ่มด้วยสายตากึ่งฉงนกึ่งสงสัย เขารำพึงกับตัวเอง 

               “วันนี้ยังไม่มีใครมาเที่ยวสักคน” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น