ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [19]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.1k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2562 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [19]
แบบอักษร

-19- 

 

ไม่กี่อาทิตย์ถัดมาหลังจากจบงานสุดท้ายในฐานะนายแบบชื่อดัง ทางต้นสังกัดของมิคาเอลออกแถลงการณ์เรื่องที่เขาไม่ต่อสัญญาอย่างจริงจัง โดยให้เหตุผลว่ามิคาเอลหมดสัญญาที่ทำไว้แล้ว และยืนยันชัดเจนที่จะออกจากวงการอย่างถาวร เพราะมีสิ่งที่อยากทำมากกว่า  

แถลงการณ์ที่ไม่ได้ถือว่ากะทันหันเท่าไหร่นักทำเอาเหล่าแฟนคลับของชายหนุ่มตกตะลึงแทบสิ้นสติ เป็นที่รู้กันดีว่ามิคาเอลเป็นคนที่ตามตัวยากยิ่งกว่ายาก เขาไม่เล่นโซเชียล ไม่ถ่ายรูปลง ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เหตุผลเดียวที่จะได้เจอเขามีเพียงเรื่องงานเท่านั้น พอช่วงหลังๆ เริ่มรู้สึกเหมือนนายแบบในดวงใจหายหน้าไป ทั้งยังเคยให้สัมภาษณ์ตอนอยู่ต่างประเทศว่าอีกไม่นานจะออกจากวงการ เหล่าแฟนคลับก็พอจะคาดเดาอะไรได้รางๆ ถึงอย่างนั้นการได้เห็นประกาศชัดเจนแบบนี้ก็ทำให้พวกเขาและพวกเธอเจ็บปวดมากอยู่ดี 

“คุณไม่ลองเล่นโซเชียลดูหน่อยเหรอครับ”  

“ทำไมต้องเล่น” มิคาเอลที่นั่งจิบน้ำผลไม้อยู่บนโซฟาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ทำเอาโรมันลอบถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ แอบสงสารบรรดาแฟนคลับที่พากันออกมาเรียกร้องให้อีกฝ่ายอัปเดทเรื่องราวชีวิตอยู่นิดหน่อย 

“คุณมิคาเอลเคยถ่ายรูปคุุณไคบ้างไหมครับ” 

“ถ่ายรูป...” 

“ใช่ครับ ถ่ายรูป” เมื่อเห็นชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย โรมันที่เริ่มจับทางได้ก็แอบยิ้ม “ปกติคนธรรมดาทั่วไปก็เล่นกันทั้งนั้น ผมลองดูแล้วคิดว่าการเล่นโซเชียลก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ทั้งเป็นที่กักเก็บความทรงจำ...แล้วยังเอาไว้ ‘อวด’ ใครต่อใครได้ด้วย” 

ดวงตาคู่คมของคนฟังเปล่งประกายวาววับเมื่อได้ยินคำว่าอวด หลังจากใคร่ครวญผลได้ผลเสีย บวกกับถูกโรมันโน้มน้าวถูกจุดเข้า สุดท้ายมิคาเอลก็ยินยอมเปิดแอคเคานต์โซเชียล แต่ไม่รู้ว่าข่าวกระจายไปจากไหน เพียงแค่เขาเริ่มลงภาพแรกซึ่งเป็นภาพวาดเทวทูตของไคที่เอากลับมาไทยด้วย จำนวนคนกดติดตามก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วจนน่าตกตะลึง 

 มิคาเอลเดินถือโทรศัพท์มองจำนวนคนกดติดตามที่เพิ่มเป็นรายวินาทีขึ้นไปยังชั้นบนสุดของเพท์เฮ้าส์ ในหัวกำลังคิดว่าจะขอไคถ่ายรูปแบบไหนดีถึงจะเหมาะกับการเอาไปอวด หลังจากพูดคุยกับโรมันอยู่พักหนึ่งเขาจึงพบว่าโซเชียลพวกนี้ช่วยในการประชาสัมพันธ์งานต่างๆ ได้ด้วย และกับแพลนในอนาคตที่วางแผนเอาไว้แล้ว บางทีมันอาจจะมีประโยชน์ 

สรุปคือนอกจากจะเอาไว้ลงรูปอวด มิคาเอลจะใช้มันเป็นสถานที่โปรโมตงานด้วย 

“เหม่อ”  

เสียงทุ้มต่ำพร้อมแรงจิ้มเบาๆ ที่หน้าผากทำให้มิคาเอลรู้สึกตัว ไม่รู้ว่าเดินเปิดประตูเข้ามาในห้องวาดภาพของไคตั้งแต่ตอนไหน เพราะรู้ตัวอีกทีคนที่เมื่อก่อนมักจะนั่งวาดภาพแบบไม่สนใจโลกก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเขาก่อนเสียแล้ว 

นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงดีๆ อีกอย่างที่ทำให้เขาอบอุ่นไปทั้งใจ เดี๋ยวนี้ไคดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแสดงออกทางสีหน้า การกระทำ หรือการพูดจาก็ตาม  

“ไม่ได้วาดภาพอยู่เหรอ จะออกไปไหนหรือเปล่า” 

“วาดอยู่” ไคตอบง่ายๆ ขณะดึงแขนคนถามเข้าไปด้านใน พาไปนั่งลงบนโซฟาตัวใหม่ซึ่งเอาไว้ให้ใครบางคนใช้นั่งมองเขาวาดภาพโดยเฉพาะ “ไม่อยากออกไปไหน” 

มิคาเอลอมยิ้มเมื่อเห็นความก้าวหน้าทางการพูดของอีกฝ่าย ถึงจะยังประหยัดคำพูดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่เดี๋ยวนี้ไคไม่ได้ถามคำตอบคำแล้ว แม้จะเป็นแค่กับเขาคนเดียว ส่วนคนอื่นยังมองเป็นอากาศธาตุเหมือนเดิมก็ตาม 

“ไคนั่งลงเร็วเข้า”  

“…ทำอะไร” 

แชะ! 

รูปถ่ายรูปแรกนับตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาคือรูปใบหน้าแนบชิดสนิทสนมของหนุ่มหล่อสองคนที่มองอย่างไรก็มีสถานะไม่ธรรมดา มิคาเอลในรูปยกยิ้มนิดๆ หากกลับดูร้ายกาจจนน่าจะทำให้ใครต่อใครเสียวสันหลังได้ไม่ยาก ส่วนไคนั้นนอกจากจ้องมองคนข้างกายด้วยแววตาว่างเปล่าที่เจือความอ่อนโยนเอาไว้ก็ไม่คิดจะสนใจอะไรทั้งสิ้น 

“ฉันจะลงรูปคู่ของเรา เมื่อกี้เพิ่งให้โรมันสอนเล่นโซเชียล ไหนๆ ก็เคยมีแฟนคลับเยอะมาก่อน น่าจะใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ต่องานในอนาคตได้ แถมยังเอาไว้อวดแฟนได้อีก ในมุมมองของนักธุรกิจถือว่าคุ้มค่ามาก” 

“งานในอนาคต?” 

“อือ งานในอนาคต” มิคาเอลทวนคำพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับเหมือนเด็กอยากอวดของเล่น “เมื่อกี้ไคบอกว่าไม่อยากไปไหน แล้วถ้าฉันขอให้ไปด้วยกัน ไคจะไปหรือเปล่า” 

“ไป” 

คำตอบชนิดไม่เสียเวลาหยุดคิดทำเอาคนฟังดีใจจนเนื้อเต้น มิคาเอลกอดแขนของไคไว้แล้วเอาหน้าดุนไหล่กว้างอย่างออดอ้อน ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับความรู้สึกที่นับวันมีแต่จะมากล้นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบฉุดรั้งเอาไว้ไม่ไหว  

“ฉันรีบลงรูปแล้วเราไปกันดีกว่า อยากเซอร์ไพรส์ไคจะแย่แล้ว” 

มิคาเอลยืดกายตั้งตรงแล้วรีบกดอัปโหลดรูปภาพ ไม่ต้องเสียเวลาคิดแคปชันอะไรมากมาย เขาก็กดอีโมจิรูปหัวใจลงไปหนึ่งดวงแล้วกดล็อกโทรศัพท์โดยไม่สนใจดูผลตอบรับ ทว่ายังไม่ทันได้เงยหน้าชวนไคออกเดินทาง คางก็ถูกเชยขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว 

ใบหน้าของไคที่เคลื่อนเข้ามาประชิดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ไม่ได้ทำให้มิคาเอลตื่นตกใจ เขาเพียงยกยิ้มน้อยๆ พร้อมเงยหน้าให้ริมฝีปากบางเฉียบกดจูบลงมาได้ถนัดกว่าเดิม แม้ยามถูกผลักดันให้เอนกายลงบนโซฟาก็ยังโอบลำคอของไคเอาไว้ด้วยความเต็มใจ  

ไคบดเบียดร่างกายเข้าหาคนใต้ร่าง มือข้างหนึ่งยกขาขวาของอีกฝ่ายขึ้น ขณะแทรกตัวเอาไว้ตรงกลาง ส่วนมืออีกข้างคอยประคองใบหน้าอันแสนสมบูรณ์แบบให้รับจูบได้ถนัดกว่าเดิม อารมณ์ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วและการตอบสนองของอัลฟ่าที่ยอมตกเป็นรองทำให้เขาไม่อยากควบคุมตัวเองอีกต่อไป  

ปลายลิ้นอุ่นร้อนของไคกวาดต้อนมิคาเอลไปทั่วโพรงปาก เดี๋ยวดูดดึง เดี๋ยวขบเม้มสลับสับเปลี่ยนจนแทบหายใจไม่ออก ฝ่ามือข้างหนึ่งเลื่อนลงจากลำคอไปวางอยู่บนหน้าอกด้านซ้ายของคนด้านบน สัมผัสอัตราการเต้นของหัวใจที่ยังคงหนักแน่นเสมอต้นเสมอปลายอย่างเพลิดเพลิน 

แต่ก่อนที่อะไรจะเลยเถิดไปไกล เสียงโทรศัพท์ของมิคาเอลก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง เขาอยากจะบอกให้ไคไม่ต้องสนใจ หากก็รู้ดีกว่าใครว่าคนคนนี้ไม่มีทางไม่สน ขอเพียงมีอะไรมาขัดจังหวะ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ไคก็จะหยุดทันที มิคาเอลทั้งหงุดหงิดทั้งโมโห ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะไค 

“ไค…” หลังมองคนที่ผละกายออกไปติดกระดุมตาละห้อย มิคาเอลก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างหงุดหงิด กระทั่งเห็นข้อความสั้นๆ ที่บอกว่า ‘งานเรียบร้อยแล้วครับ’ นั่นแหละ ถึงเรียกรอยยิ้มกลับมาได้บ้าง 

ชายหนุ่มขยับกายลุกขึ้นนั่ง ริมฝีปากยังคงแดงฉ่ำเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เสื้อผ้ายังอยู่ครบดีไม่มีบุบสลาย หลังนั่งยิ้มจ้องไคยามเขาหันมาจัดการเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว มิคาเอลก็ลุกขึ้นแล้วจับจูงมือของคนข้างกาย พาเดินออกไปขึ้นรถด้วยความตื่นเต้นชนิดที่ไคสัมผัสได้อย่างชัดเจน 

จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากห้องพักของพวกเขาเท่าไหร่นัก ขับรถเลี้ยวมาเพียงสองช่วงตึกก็ถึงแล้ว แต่เหมือนมิคาเอลจะลืมเลือนเรื่องที่โรมันบอกให้ปิดตาไคไปเสียสนิท เพราะพอบรรดาลูกน้องของเขาที่อยู่ในชุดไปรเวทหน้าตาธรรมดาพากันมาเปิดประตูและยืนต้อนรับ มิคาเอลก็รีบดึงไคลงไปทันที 

“สวัสดีครับคุณมิคาเอล!!”  

เสียงทักทายและคำเรียกขานที่แตกต่างไปจากเดิมทำให้คนฟังพยักหน้าอย่างพออกพอใจ มิคาเอลมองสำรวจลูกน้องทุกคนที่เขาตัดสินใจให้อยู่เคียงข้างต่อไปอย่างพิจารณา เมื่อพบว่าชายตัวใหญ่พวกนี้เข้ากับผ้ากันเปื้อนประจำร้านสีน้ำเงินเข้มผิดคาด เขาก็โบกมือทีหนึ่งให้คนทั้งหมดถอยออกไปทำงานต่อ 

ฝ่ายโรมันกับลูก้าที่เพิ่งตามมาถึงทำได้เพียงจ้องมองภาพประหลาดๆ อย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะเตือนเจ้านายยังไงดี ว่าการให้ฝรั่งแท้ตัวโตพวกนั้นสวมผ้ากันเปื้อนมันไม่ได้เข้ากันเลยสักนิด 

“คุณมิคาเอล...ไม่ได้จะเซอร์ไพรส์คุณไคเหรอครับ” 

มิคาเอลเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของโรมัน เขารีบหันไปหาไค กำลังคิดว่าปิดตาตอนนี้จะทันไหมก็เห็นอีกฝ่ายจ้องมองกันอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่นั้นเขาก็รู้คำตอบได้ในทันที 

“ฉันลืมตัวไปหน่อย อดปิดตาเซอร์ไพรส์ไคจนได้” 

“ไม่เป็นไร” ไคลูบแก้มของมิคาเอลเบาๆ เพื่อให้หยุดแสดงท่าทีไม่พอใจ ซึ่งมันก็ได้ผลไม่น้อย เพราะเพียงแค่นั้นเจ้าตัวก็กลับมายิ้มออดอ้อนกันได้อย่างรวดเร็ว 

“ฉันซื้อที่นี่เอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน พอตัดสินใจว่าจะหยุดงานนายแบบแน่ๆ ก็เลยให้คนเข้ามาจัดการปรับปรุงใหม่ ตอนนี้มันพร้อมแล้ว” 

สถานที่ที่มิคาเอลซื้อเอาไว้เป็นตึกแถวสี่ชั้นเก่าๆ ติดกันหกห้อง ซ้ายขวาผนังไม่ได้ติดต่อกับใคร ทั้งยังตั้งอยู่ในจุดที่มีรถสัญจรผ่านไปมา มีลานจอดรถขนาดกลางอยู่ด้านข้าง เมื่อได้รับการปรับปรุงใหม่ก็กลายเป็นตึกใหม่เอี่ยมอ่องที่ดึงดูดสายตาของใครต่อใครได้อย่างง่ายดาย โดยมีสามห้องของชั้นล่างถูกปรับให้กลายเป็นคาเฟ่ขนาดกลางซึ่งจุคนได้มากพอควร ส่วนสามห้องที่เหลือกับพื้นที่ชั้นสองทั้งหมดเป็นสถานที่จัดแสดงและวางขายผลงานศิลปะมากมาย ไม่ใช่เพียงของไคแต่ยังมีของนักวาดชื่อดังคนอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่ามิคาเอลไปหามาจากไหนด้วย 

“ฉันจะพาไคเข้าไปดูร้านด้านในชั้นหนึ่งกับชั้นสอง ส่วนชั้นสามกับชั้นสี่ไม่ต้องสนใจ เพราะเป็นห้องประชุมกับห้องจัดเก็บของต่างๆ แล้วก็เป็นห้องพักของพวกการ์ดที่ติดตามฉัน ต่อไปพวกเขาจะมาอยู่ที่นี่ คอยดูแลร้านและจัดการงานคาเฟ่ทุกอย่าง” 

“…งานใหม่?” 

“ใช่” มิคาเอลยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดี “นี่คืองานใหม่ที่ฉันพูดถึง เป็นเจ้าของร้านขายงานศิลปะ ขายภาพวาดของศิลปินที่มีชื่อเสียง คอยดูแลการจัดประมูลงานใหญ่ๆ ของไค แล้วก็ดูแลภาพรวมของผลประกอบการทั้งหมด เชื่อเถอะว่าต่อให้เป็นบริษัทเล็กๆ แต่ฉันก็ทำให้มันได้กำไรเป็นกอบเป็นกำได้แน่นอน นอกจากนั้นยังช่วยจัดการปัญหาเรื่องการทำงานของพวกการ์ดได้ด้วย เพราะถ้าไล่ไปก็คงไม่รู้จะไปไหนกันอยู่ดี” 

“อืม” 

“ที่สำคัญคือฉันจะได้มีเวลาอยู่กับไค ได้นั่งมองไควาดรูปทั้งวันทั้งคืน อาทิตย์หนึ่งมาร้านสักวันสองวันก็พอ แบบนั้นดีไหม”  

ไคจ้องมองมิคาเอลด้วยแววตาอ่อนลงเล็กน้อย แม้จะสังเกตแทบไม่เห็น หากก็ยังแตกต่างจากยามใช้มองคนอื่นโดยสิ้นเชิง  

“ดี” 

คำตอบนั้นสั้นห้วน แต่กลับชัดเจนในทุกความหมาย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มิคาเอลอยากทำ ไคล้วนมองว่าดีไปหมด แล้วนี่ยังเป็นวิธีที่จะทำให้พวกเขาอยู่ด้วยกันได้ทั้งวันโดยไม่ต้องแยกจากไปไหนเลย ไม่ให้ตอบว่าดีแล้วจะตอบว่าอะไรได้อีก 

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าไคต้องเห็นด้วย” มิคาเอลคลี่ยิ้มจาง มีความสุขมากจนลืมไปแล้วว่าเขาไม่เหนื่อย อู้ได้ตามสบาย แต่สองคนข้างหลังที่ต้องเป็นหัวหน้างานดูแลทุกอย่างแทนนั้นไม่ใช่ 

โรมันยกมือลูบหน้าท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้นเล็กน้อยของตัวเองอย่างอ่อนใจ ขณะมองตามเงาร่างสูงใหญ่ของเจ้านายสองคนที่พากันเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รู้จะพูดยังไงดี  

“คุณมิคาเอลไม่ได้คิดจะทำงานอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”  

เมื่อได้ยินคำพูดของลูก้า เขาก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างนึกขึ้นได้  

“จริงด้วย” 

ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มิคาเอลมี ต่อให้ใช้มากขนาดไหนก็ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว ยังไม่นับรายได้จากภาพวาดของไค ที่ส่วนใหญ่ใช้วิธีประมูลจนได้เงินเป็นก้อนใหญ่ๆ อีก ทั้งหมดที่คนคนนั้นทำ นอกจากเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีอาชีพทำ ไม่ได้ว่างเกินไปนัก ก็เป็นเพราะต้องการให้ลูกน้องอย่างพวกเขามีอะไรทำ จะได้ไม่ต้องไปตามติดตัวเองกับคนรักให้น่ารำคาญนั่นแหละ 

พื้นที่บริเวณชั้นหนึ่งของคาเฟ่ที่มีประตูกระจกเชื่อมกับโถงจัดแสดงงานศิลปะยังไม่เรียบร้อยดีนัก แต่ก็เหลือเพียงจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องแก้ไข บรรดาลูกน้องของมิคาเอลกำลังเดินไปเดินมาทำงานกันอย่างแข็งขัน ยิ่งเห็นเจ้านายกับคนรักเดินเข้ามายิ่งตัวเกร็ง ไม่กล้ายืนว่างเลยแม้แต่วินาทีเดียว 

แต่กับพื้นที่จัดแสดงและขายงานศิลปะนั้นเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ตัวโถงกว้างขวางสีขาวล้วนดูสะอาดตา มีรูปภาพมากมายแขวนไว้ตามจุดต่างๆ และมีการบอกชื่อเจ้าของผลงานรวมถึงคำอธิบายภาพอย่างชัดเจนเป็นระเบียบ ตรงกลางโถงกว้างที่ถูกทุบผนังเชื่อมระหว่างตึกออกไปจนหมดมีเคาน์เตอร์ตั้งอยู่ นอกจากนั้นก็เป็นเก้าอี้นั่งพักเป็นจุดๆ เพื่อรองรับทั้งคนที่มาชื่นชมงานและคนที่มาเพื่อซื้อขายภาพโดยเฉพาะ 

“ฉันคิดว่าพวกภาพวาดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากของไคจะเอามาวางขายที่ร้าน ส่วนภาพใหญ่รายละเอียดเยอะอาจจะเอามาจัดแสดงไว้ แต่ใช้ระบบการประมูลเหมือนเดิม ไคว่าแบบนั้นดีไหม” 

ไคพยักหน้าน้อยๆ โดยไม่ได้ตอบหรือถามอะไรเพิ่มเติม แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ให้มิคาเอลช่วยดูแลเรื่องเงินทุกอย่างอยู่แล้ว แทบจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจะขายได้เท่าไหร่ ก่อนได้เจอคนคนนี้ ตอนเอางานไปขาย เขายังรับเงินตามที่เจ้าของร้านให้แบบง่ายๆ เลย แม้จะสังเกตเห็นแววตาเป็นประกายด้วยความโลภของคนพวกนั้นหรือโดนกดราคาอย่างไรก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่ใช้ชีวิตต่อไปได้ก็พอแล้ว... 

แต่ดูเหมือนใครอีกคนจะไม่ได้คิดเช่นนั้น เมื่อได้รู้่จักกัน ไม่นานหลังจากนั้นร้านที่เขาเคยเอางานไปขายก็พังเละเทะเหมือนมีคนเอาระเบิดไปปา เจ้าของร้านกับครอบครัวพากันหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ มาถึงตอนนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร  

ในตอนนั้นเองที่ดวงตาคู่คมเบนไปเห็นภาพวาดวิวภูเขาภาพหนึ่งซึ่งดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ไคไม่ต้องมองชื่อเจ้าของภาพก็รับรู้ได้ในทันทีว่ามันเป็นของใคร 

“อาจารย์...”  

“แค่มองก็รู้เลยสินะ” มิคาเอลขยับไปยืนข้างกายไค จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเฉยชา “อาจารย์ของไคก็เป็นศิลปินอีกคนที่จะส่งภาพมาที่ร้านของเราทุกเดือน ฉันคัดมาแต่คนที่มีคุณภาพทั้งนั้น ไม่ว่ายังไงพวกที่ชื่นชอบงานศิลปะก็ต้องมาที่นี่ ไม่ใช่แค่นั้นนะ เพราะฉันยังให้คนทำเว็บดูแลงานขายไปต่างประเทศด้วย ไม่เกินปีร้านเราต้องเป็นที่รู้จักไปทั่วแน่นอน ไครู้ไหมว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จคืออะไร” 

คำกล่าวนั้นของมิคาเอลออกจะดูลำพองไปสักหน่อย แต่ดูจากชื่อศิลปินที่เอางานมาวาง รวมถึงการบริหารจัดการระดับมืออาชีพแล้ว ต่อให้เขาบอกว่าจะทำกำไรได้มหาศาลในเวลาไม่ถึงปีก็คงไม่เกินจริงแต่อย่างใด 

“อะไร” 

“งานของไคไงล่ะ” มิคาเอลยกยิ้ม พลางลูบแก้มคนที่ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงขนาดไหนอย่างอ่อนโยน “นอกจากที่นี่ ไม่มีใครขายงานของไคทั้งนั้น อันที่จริงฉันแค่นั่งกินนอนกินรอประมูลงานไคอย่างเดียวยังได้เลยด้วยซ้ำ แต่ทำเผื่อไว้ก่อนก็ดี วันไหนไคไม่อยากทำอะไรแล้วขึ้นมา ฉันจะได้มีเงินเลี้ยงไค” 

หากเป็นคนอื่นมาพูดเช่นนี้คงไม่พ้นถูกมองว่าล้อเล่น ทว่าเมื่อมันออกมาจากปากของหนุ่มหล่อหน้าตาดีที่กำลังยกยิ้มร้ายกาจ คำพูดเหล่านั้นก็ดูจริงจังขึ้นมาแทบจะทันที 

“ไม่ปล่อยให้อดหรอก” ไคเอ่ยประโยคที่จู่โจมใจคนฟังได้อย่างรุนแรงโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า นอกจากนั้นยังยกมือขึ้นหยิกแก้มมิคาเอลอย่างหยอกล้อ แสดงท่าทีสนิทสนมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด 

“ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้ไคอดเหมือนกัน” 

พวกเขาสบตากันนิ่งงัน ระยะห่างของใบหน้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ อย่างอดใจไม่ไหวทั้งคู่ สุดท้ายก็เป็นไคที่เกลี่ยนิ้วเข้ากับแก้มขาว ก่อนจะกดจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างนุ่มนวลโดยไม่ได้รุกล้ำ แกล้งปล่อยให้คนหน้าทนเผยอปากรอรับการรุนรานอยู่ฝ่ายเดียว พอตั้งท่าจะผละออก มิคาเอลก็เป็นฝ่ายรุกแทน สองมือประคองหน้าไคไว้ ไม่ยอมให้ถอยไปไหน ยังอยากสัมผัสกันอยู่อย่างนั้นจนคนตัวสูงกว่าเล็กน้อยต้องยกนิ้วกั้นริมฝีปากไว้  

ดวงตาของไคพราวระยับยามพบว่าคนในอ้อมแขนขมวดคิ้วมองอย่างไม่พอใจ ริมฝีปากชื้นฉ่ำกลายเป็นสีแดงน่าก้มลงไปกัดกินต่อ แต่เพราะสถานที่ไม่เหมาะสม และพวกเขาก็ไม่ได้อยู่กันสองคนจึงต้องควบคุมตัวเองเอาไว้ก่อน 

“มีคนมา” ไคเอ่ยเตือนก่อนจะพยักพเยิดไปนอกหน้าต่างชั้นสอง เผยให้เห็นพื้นที่หน้าร้านของพวกเขาที่ยามนี้มีรถดำและการ์ดในชุดสูทหลายคนยืนอยู่กลุ่มใหญ่ มองอย่างไรก็ไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง  

“ช่างมัน”  

“อย่าดื้อ” 

มิคาเอลถอนหายใจแรงๆ ด้วยความหงุดหงิด ใช่ว่าเขาไม่เห็นเหตุการณ์ด้านนอก เพราะตั้งแต่ที่คนพวกนั้นพากันเอารถมาจอดหน้าร้าน เขาก็เห็นตั้งแต่แรกแล้ว แต่เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญจึงมองเมินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เท่านั้น 

ขัดจังหวะจริงๆ... 

“รีบไปไล่พวกน่ารำคาญแล้วกลับบ้านกันเถอะ ฉันอยากนอนกอดไคแล้ว อยากจูบแบบไม่มีใครขัดด้วย”  

คำพูดตรงไปตรงมาของมิคาเอลไม่ได้ทำให้ไครู้สึกอะไรทั้งสิ้น เขาพยักหน้ารับง่ายๆ โดยไม่เอ่ยขัด เป็นอันชัดเจนว่าคิดตรงกัน เห็นดังนั้นคนพูดจึงยกยิ้ม จูงมือเขาเดินลงไปชั้นล่างอย่างอารมณ์ดี 

ภาพการเผชิญหน้าที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเผชิญหน้าของคนสองฝั่งปรากฏเข้าสู่สายตา ฝั่งหนึ่งคือคนของมิคาเอลที่ยังคงใส่ผ้ากันเปื้อนประจำร้านเอาไว้ ส่วนอีกฝั่งเป็นคนของชาลอฟที่ยืนล้อมคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ตรงกลาง ทว่าแทบจะทันทีที่มิคาเอลเดินลงมา คนในชุดสูทเหล่านั้นก็พากันโค้งตัวแสดงความเคารพ ก่อนจะถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว 

นี่ก็คืออำนาจที่มิคาเอลทิ้งเอาไว้และไม่มีวันจางหายไปแม้เขาจะไม่ใช่คนของชาลอฟแล้วก็ตาม... ระหว่างเจ้านายคนปัจจุบันกับเจ้านายที่ปฏิญาณตนจะรับใช้ทั้งชีวิต คงไม่ต้องพูดถึงว่าใครมีอำนาจมากกว่า  

“คุณมิคาเอล...”  

‘แดเนียล มาเอล ชาลอฟ’ เบิกตากว้างเมื่อเห็นมิคาเอลยืนอยู่ตรงหน้า หากกลับไม่อาจพูดอะไรออกไปได้เลยแม้แต่คำเดียว เพราะเพียงแค่ดวงตาคู่นั้นเบือนมามอง แข้งขาของเขาก็แข็งเกร็งไปหมด กว่าจะรู้สึกตัวก็ตอนที่มารดาขยับเข้ามาหาแล้วกอบกุมมือกันเพื่อเรียกสติ พร้อมส่งสายตาบอกให้เงียบเอาไว้มาให้ 

“มิคาเอล” 

เสียงเรียกอ่อนแรงของชายชราบนรถเข็นดูแตกต่างจากภาพจำที่มิคาเอลเคยมีโดยสิ้นเชิง เขาหันไปมองคนพูด จับจ้องอย่างไร้อารมณ์ ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจใดๆ แม้จะเห็นว่า ‘พ่อแท้ๆ’ ที่ควรตายไปแล้วยังมีชีวิตและยืนอยู่ตรงหน้าก็ตาม 

“ตายยากจริงๆ” แค่ประโยคแรกก็ทำเอาคนรอบข้างสะดุ้งเฮือกกันไปหมด บรรยากาศรอบกายคนพูดกดดันเสียจนทำให้คนอื่นๆ แทบหายใจไม่ออก แม้แต่ ‘แดน’ กับพ่อและแม่ของเขาเองก็ด้วย 

“พ่อครับ นี่มันหมายความว่ายังไง... ทำไมคุณมิคาเอลที่เป็นนายแบบถึงมาอยู่ที่นี่ พ่อบอกว่าจะพาผมมาเจอพี่ชายไม่ใช่เหรอ”  

แดนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะได้เจอมิคาเอลในสถานการณ์ประหลาดๆ แบบนี้ ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเขามึนงงสับสนไปหมด จู่ๆ พ่อที่เพิ่งได้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างถาวรก็อาการป่วยทรุดลงอย่างรวดเร็วยามรับโทรศัพท์ พอตื่นขึ้นมาอีกทีคนในชุดสูทจำนวนมากก็บุกเข้ามาในห้องพักของโรงพยาบาล เขาฟังพ่อเล่าความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ  

‘มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ พ่อไม่ได้คิดจะให้ลูกกับแม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวังวนนี่’ 

คำพูดพวกนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว กว่าจะตั้งสติได้จนรับรู้ว่าตัวเองกลายเป็นว่าที่ผู้นำชาลอฟ ตระกูลอันแสนทรงอิทธิพลของรัสเซียไปแล้วก็ใช้เวลานานหลายวัน กระทั่งเมื่อวานพ่อบอกว่าต้องมาคุยกับคนต้นเรื่องที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวายให้รู้เรื่อง พวกเขาถึงได้มายืนประจันหน้ากับมิคาเอลอยู่แบบนี้ 

แดนไม่ใช่คนโง่ ถึงแม้เขาจะเอ่ยคำถามอย่าโง่งม แต่ในใจเดาเรื่องราวออกตั้งแต่เห็นการ์ดของตัวเองแสดงความเคารพต่อคนคนนั้นแล้ว มิน่าเพียงแค่สายตากับบรรยากาศรอบกายก็กดดันคนจนทำอะไรแทบไม่ถูกได้อย่างง่ายดาย แต่ที่น่าสงสัยก็คือทำไมคนที่มีอำนาจถึงเพียงนั้นจึงโยนทุกอย่างมาให้เขาแล้วเปลี่ยนมาใช้ชีวิตปกติธรรมดา 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แดนก็เหลือบมองไปยังมือของมิคาเอลที่กอบกุมมือของใครบางคนเอาไว้ แล้วค่อยๆ ไล่สายตามองชายหนุ่มคนนั้นอย่างพิจารณา เพียงแค่มองดูการแสดงออกก็รู้แล้วว่านั่นคือคนสำคัญของมิคาเอล เพราะไม่ใช่แค่กอบกุมมือไว้ แต่เขายังเห็นแววตาอ่อนโยนที่แตกต่างจากยามมองคนอื่นโดยสิ้นเชิงของคนน่ากลัวตอนที่หันไปบอกให้ชายคนนั้นรอด้วย 

“แกทำแบบนี้กับน้องทำไม”  

คำถามของอดีตผู้นำชาลอฟที่ดูแก่ชรากว่าครั้งล่าสุดที่เคยเจอกันมากทำให้สีหน้าของมิคาเอลดูเย็นชาขึ้นหลายระดับ แม้แต่แดนที่แอบมองคนของเขาอยู่เงียบๆ ก็ยังสะดุ้งแล้วรีบหลบสายตาราวกับคนมีความผิด 

“นิสัยของเดรัจฉานหรือไง... พอคิดว่าไม่มีทางเลือกก็ใช้สายเลือดมาอ้าง” ถ้อยคำรุนแรงที่ออกมาจากปากของชายที่มีหน้าตาสมบูรณ์แบบราวกับเทวทูตทำเอาหญิงสาวที่อยู่ข้างแดนต้องยกมือปิดปากน้ำตาไหลพราก ซึ่งแน่นอนว่าคนพูดไม่คิดใส่ใจเลยแม้แต่น้อย “อย่าพูดจาน่าหัวเราะไปหน่อยเลย ฉันก็แค่โยนอำนาจในมือคืนให้ลูกรักของนายเท่านั้น” 

“ฉันไม่ได้ต้องการยกชาลอฟให้แดน!” 

“เลยอดทนอยู่กับลูกชังเพื่อผลักดันให้มารับช่วงแทน แถมยังรับลูกบุญธรรมเอาไว้ใช้เป็นโล่ไม่ให้ใครไปสนใจคนที่ถูกปกป้องจริงๆ พอถึงเวลาจะได้แกล้งตายแล้วไปเสวยสุขกับเมียแล้วก็ลูกรัก ช่างเป็นแผนที่ต้องใช้ความอดทนสูงจริงๆ ว่าไหม” 

ชายชราฟังคำพูดของลูกชายแท้ๆ จบก็หน้าซีดเซียว เงยหน้ามองเด็กที่เลี้ยงมากับมืออย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่ามิคาเอลจะรู้เรื่องราวทั้งหมดและย้อนแผนกลับมาเล่นงานเขาจนเจ็บแสบเช่นนี้ 

เขารู้ดีว่าการได้เป็นผู้นำของชาลอฟไม่ใช่เรื่องที่ทำให้มีความสุขเลยสักนิด แต่ก็ยัง ‘สร้าง’ มิคาเอลขึ้นมาเพื่อเป้าหมายระยะยาว ทำทุกทางเพื่อปกป้องลูกกับเมียเก็บที่ไม่เคยให้ออกหน้า จะข้ามหัวใครขนาดไหนก็ไม่สนใจ ไม่ได้สนเลยด้วยซ้ำว่าเด็กคนนั้นเองก็เป็นลูกแท้ๆ ที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองเหมือนกัน แม้แต่โรมันก็ถูกรับเข้ามาเพื่อใช้เป็นโล่จริงๆ  

ในตอนนั้นเขาคัดเลือดเด็กมากมายจนไปเจอเด็กโอเมก้าคนนี้เข้า เพราะชื่นชอบแววตาที่มองมาอย่างเคารพนับถือเหนือสิ่งอื่นใด เขาจึงยินยอมปกปิดเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายเป็นโอเมก้าเอาไว้ รับมาเป็นลูกบุญธรรมที่ในสายตาคนอื่นๆ คิดว่าเป็นลูกแท้ๆ ที่มีโอกาสกลายเป็นผู้สืบทอดหากมิคาเอลเป็นอะไรไป ทั้งหมดนั่นก็เพื่อสร้างโล่สองชั้นที่จะทำให้ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายกับ ‘ครอบครัวที่แท้จริง’ ซึ่งซุกเอาไว้มานานหลายปี 

“แกไม่เหมือนคนอื่น” หากสุดท้ายคนเห็นแก่ตัวก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัว ชายชราจ้องมองลูกชายคนโตด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกผิด “แกเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ จำไม่ได้หรือไงว่าตัวเองเคยเป็นเครื่องจักรที่ฆ่าคนมาแล้วมากมาย นั่นคือชีวิตของแก ถ้าไม่ใช่เพราะเจอเจ้านั่น...” 

“หุบปาก”  

มิคาเอลไม่ได้ตวาดเสียงดังด้วยความโมโห หากคำพูดเรียบนิ่งไร้อารมณ์เพียงคำเดียวก็ทำเอาทุกสิ่งหยุดชะงักได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงตาคู่นั้นดูราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ภายใน บอกให้รู้ว่าคำพูดที่เกือบก้าวก่ายคนของเขาอาจจะทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ 

“คุณมิคาเอลครับ” แดนก้าวเท้ามาด้านหน้าเมื่อควบคุมสติได้และไม่อยากให้พ่อของเขาโดนกดดันมากไปกว่านี้ “คุณช่วยรับตำแหน่งนี้กลับคืนไปไม่ได้เหรอครับ ผมกับครอบครัวแค่อยากอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ได้ต้องการอะไร...” 

“ฉันก็ไม่ได้ต้องการ ถ้าไม่อยากได้ก็คืนให้พ่อนายไปสิ ยังไงก็ยังไม่ตายนี่”  

“…” 

“นี่คือบาปที่พ่อของนายต้องแบกรับ” มิคาเอลจ้องหน้าพ่อแท้ๆ อย่างเย็นชาเหมือนไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น แต่คนที่เขากอบกุมมืออยู่ตลอดกลับรู้สึกชัดเจนว่าอารมณ์ของคนรักไม่คงที่เลยสักนิด  

ชายชราบนรถเข็นสูดหายใจเข้าจนสุด ก่อนจะดันร่างของบุตรชายไปด้านหลังเมื่อรู้ดีว่ายังไงการมาพบเจอกันในวันนี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ตลอดระยะเวลาหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเพียงอยากถามคำถามหนึ่งเท่านั้น 

“ถ้าฉันกับแม่ของแกไม่ได้เลิกกันแล้วทำหน้าที่ในฐานะพ่อแม่...” 

“น่าขยะแขยงน่า”  

ในช่วงเวลาที่อารมณ์หงุดหงิดของมิคาเอลกำลังจะพุ่งสูงขึ้น ร่างสูงใหญ่ของคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็เริ่มขยับเป็นครั้งแรก ไคปล่อยมือที่กอบกุมกันไว้ตั้งแต่ต้นแล้วเดินไปยืนอยู่เบื้องหลังคนสำคัญ สองแขนสอดไปด้านหน้า โอบกอดเอวสอบเอาไว้อย่างแนบแน่น ขณะวางคางลงบนบ่าอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน  

ราวกับเมฆหมอกในใจถูกสายลมหอบหนึ่งพัดพาหายไปอย่างง่ายดาย มิคาเอลวางมือทาบทับมือของไคที่วางอยู่บริเวณหน้าท้องของเขาอย่างอ่อนโยน กิริยาอาการแนบชิดสนิทสนมไม่คิดสนใจสายตาใครทั้งสิ้น แม้ยามพูดประโยคถัดไป สีหน้าของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว 

“ฉันไม่ได้ต้องการความรักของนายเลยสักนิด ในโลกใบนี้คนคนเดียวที่ฉันใส่ใจคือไค ไม่ว่าจะเป็นนายหรือแอนโทเนียก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรทั้งสิ้น” 

มิคาเอลโบกมือเบาๆ เป็นสัญลักษณ์ของการส่งแขก ไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของแดนกับผู้หญิงแปลกหน้า หรือสีหน้าเศร้าหมองของชายชราที่เขาแทบจะลืมชื่อไปแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ก็สลายหายไป เหลือเพียงเขากับไคที่ยังคงยืนอยู่ในท่าเดิมนานหลายนาที 

“คิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามในระยะประชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหูให้จั๊กจี้เล่น มิคาเอลหัวเราะเบาๆ อารมณ์แตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง 

“คิดว่าดีจัง เดี๋ยวนี้ไม่ต้องอ่อย ไคก็เข้าหาฉันก่อนแล้ว” 

“…” 

“เพราะอะไรเหรอ” คนถามเอียงหัวกลับไปมอง ปลายจมูกปัดป่ายโดนแก้มตอบจนอดใจไม่ไหว ต้องฝังจมูกลงไปแล้วสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง พอเห็นไคเหลือบมองคล้ายจะถามว่ายังต้องถามอีกเหรอ เขาก็แค่ยิ้มเงียบๆ และรอคอยคำตอบต่อไปเท่านั้น 

“เพราะรู้ตัวแล้ว” 

“รู้ตัวว่าอะไร”  

ไคกะพริบตาช้าๆ เมื่อถูกต้อนแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... 

‘เรื่องบางเรื่องต่อให้ไคไม่พูดฉันก็เข้าใจได้ แต่เรื่องของความรู้สึก แม้แต่คนหน้าด้านอย่างฉันก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง’ 

“หึ” ดวงตาคู่คมทอประกายขบขันขึ้นชั่วขณะ ทว่าเพียงวูบเดียวก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว กว่ามิคาเอลจะรู้ตัวว่าถูกแกล้งก็ตอนที่ร่างสูงใหญ่ของคนด้านหลังผละออกและเดินไปไกลแล้ว 

“ไค เดี๋ยวสิ!” 

ไม่ใช่ว่ายังไม่แน่ใจในความรู้สึก แต่เพราะต้องการให้ทุกอย่างพร้อมจึงแกล้งทำเนียนอยู่อย่างนี้ 

แต่มั่นใจได้เลยว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง... มิคาเอลของเขาจะต้องมีความสุขที่สุดแน่นอน 

 

----------------- 

 

TALK: ตอนนี้พี่มิเปิดพรีอยู่นะคะ จองได้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม ทางเว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟาไฉค่า 

 

ราคาเฉพาะพี่มิเล่มเดียว 375 บาทค่ะ เข้าเว็บแล้วกดตรง [Pre-order] BOOK : SCENT PROJECT เสร็จแล้วเข้าไปเลือกเล่มของพี่มิได้เลย 

หรือถ้าสนใจของคนอื่นด้วยก็อ่านรายละเอียดในเว็บได้นะคะ 

สั่งจอง : http://www.facainovels.com/ 

 

ส่วนตัวเราชอบปกมากก แต่ถ้าใครมองปกแล้วงงว่าใครเคะใครเมะก็อยากจะบอกว่าพี่มิแมนๆ อยู่แล้วนะคะ ยังไงพี่ก็เป็นอัลฟ่า  

แต่ถึงร่างกายไม่ให้ ใจพี่ก็รักแค่ตำแหน่งเมียนะเออ 

 

ความคิดเห็น