กรกากี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 30 เจาะอดีต

คำค้น : สืบสวน

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 159

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2562 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 30 เจาะอดีต
แบบอักษร

30...    เจาะอดีต        

                 ห่างออกไปราวสามกิโลเมตรทางทิศตะวันตกของสวนสาธารณะบลูไดมอนด์ปาร์ค 

                วันและเวลาเดียวกัน... 

    .           เสียงเพลง The Long and Winding Road ขับร้องโดยพอล แม็คคาร์ทนีย์ หนึ่งในสมาชิกของวงเดอะบีทเทิ้ลส์ ดังกังวานไปทั่วบ้านคุณนายเลวิส

       ถึงจะขับกล่อมสาธารณะชนทั่วโลกมานานเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว แต่เพลงๆนี้ก็ยังมีมนต์ขลัง สร้างความไพเราะประทับใจให้ผู้ฟังได้ทุกยุคสมัย

       แม้แต่เด็กสาวฟังเพลงสมัยใหม่อย่างวิชุดา ก็รู้สึกอินกับความหมายและท่วงทำนองซึ้งๆจนนั่งไม่ติด ทั้งๆที่ตกต้นไม้ยอกไปทั้งตัวยังต้องรีบลงมาชั้นล่าง เพื่อถามคุณนายเลวิสว่าเพลงอะไร

    วิชุดาเดาว่าคุณยายคงเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว เพราะในห้องรับแขกว่างเปล่า เธอกลัวเพลงจะจบซะก่อน จึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องครัว

   เมื่อเห็นหญิงชราเจ้าของบ้านแอบนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวข้างๆโต๊ะทำอาหารในครัว

          วิชุดาก็ตกใจรีบเข้าไปไต่ถามด้วยความห่วงใย แล้วค่อยโล่งใจเมื่อได้คำตอบว่าคุณยายไม่ได้เป็นอะไร ก็แค่อินกับเพลงโปรดจนน้ำตาไหลเท่านั้นเอง

     ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหลายๆคนก็เป็นแบบนี้ เพลงไหนตรงชีวิตจริงฟังๆอยู่อาจเผลอต่อมน้ำตาแตกเอาง่ายๆ

          วิชุดาเคยเป็นบ่อยเลยเข้าใจ จืงหยุดพูดไม่รบกวนสมาธิอีก 

              เธอนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆหญิงชรา ร่วมฟังเพลงอย่างเคลิบเคลิ้มจนจบ แล้วเริ่มออกปากไต่ถามสิ่งที่เธออยากรู้

          คุณยายยิ้มกว้าง เมื่อวิชุดาบอกว่าปลื้มเพลงโปรดของแก ยิ่งสาวน้อยสนอกสนใจซักถามแกอย่างกระตือรือล้น แกยิ่งมีความสุขที่ได้พูดคุย ได้เล่าถึงเรื่องราวของสิ่งที่แกรัก

         คุณนายเลวิสเป็นแฟนพันธุ์แท้เดอะบีทเทิ้ลส์ตัวจริง ข้อมูลแกเป๊ะมาก รู้ลึกทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง แกบอกว่าที่ทะเลาะกันวงแตกก็เพราะเพลงนี้ วันเดือนปีที่เพลงนี้ ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งชาร์ตที่นี่(อเมริกา)แกก็จำได้

       วิชุดาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ไม่อยากขัดคอ ได้แต่ยกยอปอปั้นสรรเสริญเยินยอคุณยายไปตามครรลอง

            เมื่อเห็นเด็กสาวเคารพนบน้อบและยกย่องให้เกียรติแก คุณยายก็อิ่มอกอิ่มใจจนหุบยิ้มไม่ลง ความรู้สึกในใจที่เคยแค่ถูกชะตา ก็กลายเป็นรักใคร่เอ็นดู

                 หญิงต่างวัยทั้งสอง ยิ้มแย้มพูดคุยกันไม่ขาดปาก ไม่นานต่างก็รู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว

     หลังจากตีสนิทคุณยายจนซี้ปึ้ก เปลี่ยนสถานะกับสรรพนามเป็นคุณยายคุณหลานกันอย่างสนิทปากสนิทใจแล้ว

                วิชุดายังติดใจสงสัยที่คุณยายแอบร้องไห้ พอมีจังหวะก็แย็บทันที

 “ คุณยายต้องมีความหลังซึ้งๆ กับเพลงนี้แน่ๆเลย ชิมิ ชิมิ ”

                คุณยายมีอาการแก้มแดง แล้วพยักหน้ายอมรับ

      “ ใช่..ใช่จ้ะ..ตอนนั้นฉันอายุซัก 27-28 มั้ง เพิ่งจะแยกทางกับสามีคนแรก ”

    “ เหรอค่ะ เป็นแม่ม่ายตั้งแต่ยังสาว คงเนื้อหอมน่าดู ตอนนั้นคุณยายคงสวยหยาดเยิ้ม หนุ่มๆตอมกันหึ่งเลย ใช่มั้ยคะ ? ” วิชุดาชื่นชม ขณะพิศดูใบหน้าเหี่ยวย่น ที่ยังมีเค้าลางแห่งความงดงามของคุณยาย   

                 หญิงชรามองใบหน้าที่สวยระดับนางฟ้าของเด็กสาว แล้วตอบยิ้มๆ

    “ อาจจะสวยสู้หนูไม่ได้ แต่เมื่อ 40 -50 ปีก่อนยายก็จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนนึงแหละจ้า ”

                        วิชุดายู่หน้าทำจมูกย่น

        “ อย่ามาแกล้งยอหนูเลย ดูจากเค้าโครงหน้าตา คุณยายต้องสวยกว่าหนูแน่ๆ ตอนเพลงนี้ดัง คุณยายคงกำลังฟอลอินเลิฟกับแฟนคนใหม่อยู่ชัวร์..ใช่มั้ยเอ่ย ? ”

          คุณยายทำตาลอย เหม่อมองภาพความสุขในความทรงจำ พลางบรรยายมันออกมาช้าๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกอันซาบซึ้ง ที่ยังคงฝังแน่นตราตรึง อยู่ณ.ก้นบึ้งของหัวใจ

     “ จ้ะ..ฉันกับสามีคนที่สองตอนรักกันใหม่ๆ เคยเปิดเพลงนี้เต้นรำกันใต้แสงจันทร์ริมหาดทรายบนเกาะเล็กๆในทะเลจีนใต้ใกล้ๆเวียดนาม มันเป็นความประทับใจครั้งนึงในชีวิต ฟังเพลงนี้เมื่อไร ก็คิดถึงอดีตตอนนั้นทุกที ”

                     วิชุดาทำตาปรอย พลอยซึ้งไปด้วย

   “ เกาะในทะเลจีนใต้..แหม..นึกภาพแล้วโรแมนติกจังเลย สามีคุณยายคนนี้ เป็นหนุ่มเอเซียเหรอค่ะ ”

    “ คนนี้เป็นอเมริกันจ้ะ เขาเป็นทหารเรือ ช่วงนั้นต้องมาปฏิบัติภารกิจอยู่ในสงครามเวียดนาม แต่สามีคนแรกของยาย เป็นชาวเอเชีย ” คุณยายชี้แจง

       แล้วแกก็เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตในอดีตให้ฟัง แกบอกว่าแกเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเล็ก อยู่กับย่าที่ฟิลาเดลเฟียจนโต พอจบตรีอักษรศาสตร์ไม่นานย่าก็ตาย เลยตัดสินใจออกไปทำงานต่างประเทศ

         แกเชี่ยวชาญภาษาเอเซียหลายภาษา จึงตระเวนอยู่หลายประเทศในโซนเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และจีน สุดท้ายก็ได้สามีคนแรกเป็นชาวจีน แต่มีลูกชายด้วยกันแค่คนเดียว ก็มีเหตุต้องเลิกรากันไป

 จากนั้นแกย้ายไปอยู่ฟิลิปปินส์ ไปพบรักใหม่กับลูกนาวีสามีคนที่สอง ไม่นานแกก็ท้องมีลูกชายออกมาอีกคน แกใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขอยู่ในกรุงมะนิลาสิบกว่าปี จนมะเร็งมาพรากสามีแกไป 

    หนึ่งปีต่อมาแกได้งานใหม่ เป็นครูสอนภาษาให้คนในวังสุลต่านที่บรูไน ทั้งที่อายุแกตอนนั้นจะเลยหลักสี่ไปแล้ว ก็ไม่วายมีเศรษฐีบ่อน้ำมันอายุน้อยกว่าร่วมสิบปีมาติดพันคบหาดูใจมีสัมพันธ์กันหลายปี จะแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่ญาติฝ่ายชายมาบังคับขู่เข็ญให้แกเข้าพิธีสุหนัดเป็นมุสลิม แกเลยไม่เอาด้วย

  แกย้ายหนีปัญหาจากดารุสซาลามไปอยู่ที่การาจีในปากีสถานอีกหลายปี และที่นั่นแกก็ได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ยู.เอ็น.วัยใกล้เกษียณคนนึง เขาเป็นพ่อม้ายมาจากเนวาด้า ด้วยวัยและสถานะบวกกับเคมีที่ตรงกัน 8 เดือนต่อมาแกก็เข้าพิธีวิวาห์กับเขาที่แคชเมียร์ แล้วย้ายมาใช้ชีวิตหลังเกษียณที่นี่ตราบจนทุกวันนี้..

        วิชุดาฟังอย่างเพลิดเพลิน ไม่คาดคิดว่าชีวิตคุณยายจะแอตเวนเจอร์ลุยมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำขนาดนี้ ถนนสายชีวิตของแกช่างยาวไกล สมกับชื่อเพลงโปรดของแกจริงๆ

     “ โอ้โห..คุณยายใช้ชีวิตได้คุ้มค่าสุดๆเลยค่ะ แล้วคุณตาเลวิสสามีคนปัจจุบันของคุณยายไปอยู่ซะที่ไหนละคะ ตั้งแต่หนูมาพักที่นี่ยังไม่เคยเห็นแกเลย ” วิชุดาอดถามถึงไม่ได้ 

       “ เขาหัวใจวายตายทิ้งยายไปนอนที่สุสานไซด์ฮิลล์ตั้งนานนมแล้วจ้ะ ” น้ำเสียงหญิงชราเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

                         วิชุดาหน้าจ๋อย

 “ แย่จัง อยู่คนเดียวคุณยายไม่เหงาเหรอคะ ? ”

                        คุณนายเลวิส ยิ้มเศร้าๆ

 “ ฉันชินแล้วละ อีกไม่นานฉันก็เข้าโลงแล้ว จะคิดมากไปทำไม ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขดีกว่า ”

                 วิชุดารู้สึกหดหู่ยังไงไม่รู้ ขมวดคิ้วแล้วถามเบาๆ

      “ แล้วลูกๆละคะ พวกเขามาเยี่ยมคุณยายบ้างรึเปล่า ? ”

                 คุณยายส่ายหน้าช้าๆ

     “ ฉันมันคนอาภัพจ้ะแม่หนู มีลูก ลูกก็ไม่รัก อย่าว่าแต่มาเยี่ยมเลย ตั้งหลายสิบปีแล้วส่งข่าวหรือติดต่อมาหาแม่ซักครั้งก็ยังไม่เคย พวกเขาคงโกรธเคืองที่แม่ไปแต่งงานใหม่ ”

         พูดถึงตรงนี้ดวงตาสีน้ำข้าวของแกก็ฉายแววรันทดออกมานิดนึงให้พอสังเกตได้

         คุณนายเลวิส เอื้อมมือหยิบอัลบั้มรูปภาพเก่าๆบนชั้นวางของออกมาเปิดหารูปที่ต้องการ แล้วหันให้หลานสาวคนใหม่ของแกดู

      “ นี่ไงรูปถ่ายสามีคนแรกกับอาตงลูกชายฉันตอนอยู่ที่เสิ่นเจิ้น ”

            วิชุดารู้สึกเอะใจ เมื่อได้ยินชื่อลูกชายแก รีบจ้องรูปตาเขม็ง

     เห็นคุณยายตอนสาวๆใส่ชุดกี่เพ้ารัดรูปแบบคนจีน รูปร่างทรวดทรง ส่วนเว้าส่วนโค้งยังกะนาฬิกาทราย แถมใบหน้ายังสวยงดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์ 

           ในรูปแกยืนคู่กับชายตาตี่ไว้หนวดเฟิ้ม ใส่เสื้อกุยเฮงคอตั้งสวมกางเกงแพรสีเข้ม บุคลิกท่าทางนักเลงเอาเรื่อง คล้ายๆพวกอั้งยี่ หรือมาเฟียจีน ส่วนอาตี๋ลูกชายแกยืนหน้ามุ่ยแทรกอยู่ตรงกลาง แต่งตัวเหมือนพ่อเป๊ะแค่ย่อส่วนลงมา

          วิชุดานึกถึงเหม่ยหลินเพื่อนรักขึ้นมาทันที เพราะเหม่ยหลินเคยเล่าให้ฟังว่า อาป๊ามาจากเสิ่นเจิ้นชื่ออาตง เป็นลูกครึ่งจีน-อเมริกัน  

                  ทำไมสถานที่ ชื่อคนและช่วงเวลา มันมาพ้องต้องกันกับเรื่องราวในอดีตของคุณนายเลวิสได้พอดิบพอดีอย่างเหลือเชื่อ ? ? ?

        วิชุดาอ้าปากจะซักไซ้ไล่เรียงให้หนำใจ แต่มีคนมากดกริ่งประตูหน้าบ้าน ขัดจังหวะซะก่อน...

 “ กริ้งงงงงงงงงง....กริ้งงงงงงงงง...”

           การสนทนาต้องปิดฉากลงโดยปริยาย

       คุณนายเลวิสลุกขึ้นเดินไปที่ประตู โดยมีวิชุดาที่หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดระแวง เดินใจเต้นตุ๊มๆต้อมๆตามมาห่างๆ

           คุณยายกระย่องกระแย่งไปได้แค่ครึ่งทาง ผู้มาเยือนก็หยุดกดกริ่ง แล้วทั้งเคาะทั้งเขย่าประตูโครมคราม พลางตะโกนเรียกโหวกเหวกเสียงดังเอะอะเอ็ดตะโร..

      “ คุณนายเลวิส นี่ผมนายอำเภอนะ เปิดประตูออกมาพบผมหน่อยซิ..บลาๆๆ ”

                       วิชุดามีชนักติดหลังอยู่ เมื่อได้ยินผู้มาเยือนประกาศตัวว่าเป็นนายอำเภอ ก็อกสั่นขวัญหาย รีบแอบย่องขึ้นบันไดไปขังตัวเองอยู่ในห้องพักด้วยความหวาดกลัว

      คุณนายเลวิสไม่ได้สนใจท่าทีวิชุดา แกเปิดประตูบ้านออกไปทักทายผู้มาเยือนอย่างคุ้นเคย

          “ สวัสดีตอนบ่าย คุณนายอำเภอ มีธุระอะไรเร่งด่วนจ๊ะ เขย่าซะประตูบ้านฉันแทบพัง ”

                    ชายร่างใหญ่ไว้หนวดสีทองหนาเป็นแผง สวมหมวกแต่งเครื่องแบบติดตรานายอำเภอคลาร์กเคาน์ตี้เต็มยศ รีบยืนตรงตะเบ๊ะคุณยาย และกล่าวขออภัย

    “ ขอโทษครับคุณนาย ผมจำเป็นต้องรบกวน เพราะมีเรื่องเร่งด่วนจะแจ้งให้ทราบ ”

     “ เรื่องอะไรอีกจ๊ะ พ่อคุณ หรือว่าไอ้โม่งมันกลับมาอาละวาดแถวนี้อีก ? ” คุณนายเลวิสหน้าตาตื่น กลัวไอ้โม่งจนลมจะใส่ เหงื่อกาฬแตกเต็มใบหน้า

          หลายเดือนก่อน ไอ้โม่งดำเคยมาก่อคดีสะเทือนขวัญ ฆ่านักท่องเที่ยวกับชาวบ้านที่นี่ไปหลายศพ

            ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ที่นี่ตามล่ากดดันอย่างหนัก มันเลยหนีไปก่อคดีในเขตอื่นๆแทน แต่ความทรงจำอันเลวร้ายสุดๆในครั้งนั้น ทำให้ผู้คนแถวนี้ยังคงขวัญหนีดีฝ่อหวาดผวากันไม่หาย 

                 นายอำเภอกลัวลูกบ้านผู้ชราภาพ จะตกใจจนเกินเหตุช๊อกตายไปซะก่อน จึงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

        “ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ไอ้โม่ง ไม่ต้องตกใจ ผมแค่จะมาเตือนให้ระวังพวกทรัพย์สินของมีค่าครับ ตอนนี้มีไอ้หัวขโมยดอดเข้ามาอาละวาดแถวนี้ ”

       “ หัวขโมย ? ? ? ” คุณยายทวนคำ ทำหน้าอึนๆ

                               นายอำเภอหนวดพยักหน้า

        “ ครับ ท่าทางมันคงอดโซน่าดู เพราะมีคนไปแจ้งที่อำเภอว่า ขนาดเสื้อผ้ารองเท้าเก่าๆตากไว้ มันยังจิกเอาไปเลย ”

                          คุณนายเลวิสส่ายหน้าปลงอนิจจัง

                         นายอำเภอก็ส่ายหน้าเหมือนกัน แต่ด้วยความเอือมระอา

                         หญิงชรานิ่วหน้าบ่นพึมพำ

       “ แล้วแบบนี้จะตากผ้ากันยังไงล่ะ เฮ้อออ..เวรกรรม..เสื้อผ้าไม่ต้องซ้งต้องซักกันแล้วละมั้งคราวนี้ ”

                         นายอำเภอทำตาละห้อย

       “ ผมก็ลำบากใจ พื้นที่ใหญ่แต่เจ้าหน้าที่น้อย เบื้องต้นก็เลยต้องออกมาแจ้งเตือนให้ทุกคนระมัดระวังป้องกันตัวเองไว้ก่อน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อคนร้ายง่ายๆ ”

       “ จ้ะๆ ฉันจะระวัง คุณนายอำเภอก็อย่าปล่อยให้มันลอยนวลอยู่นานล่ะ เสื้อผ้าไม่โดนแดดนานๆอาจเกิดเชื้อราระบาดได้ เดี๋ยวก็คันคะเยอเกายุกยิกเป็นลิงจ๋อไปตามๆกันหรอก ” คุณยายรับทราบ แล้วเหน็บทิ้งท้าย

                   นายอำเภอรีบรับปากอย่างแข็งขัน

       “ ครับ คุณนายไม่ต้องกังวล ผมจะลากคอมันมาเข้าตะรางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ขออนุญาตลาเลยนะครับ ผมยังต้องไปแจ้งเตือนอีกหลายบ้าน ”

               นายอำเภอยกมือวันทยาหัตถ์ทำความเคารพคุณยาย แล้วขึ้นรถขับจากไป...

                        

                     *****

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น