I am not hartman

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง 1

ชื่อตอน : จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2562 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง 1
แบบอักษร

“ท้องฟ้าสีครามนี่มันเหมาะที่จะออกบินจริงๆ” 

เรืออากาศเอก เฟรดดริก อี คาร์ล เอ่ยขึ้น หลังจากมองท้องฟ้าด้านนอก ชายหนุ่มรูปร่างสูง 189 เซนติเมตร ใบหน้าหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ราวกับเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี แต่จริงๆแล้วตอนนี้เขามีอายุ 29 ผมสีทองอร่ามและตาสีฟ้าเดาไม่ยากเลยว่าเขาคือชาวยุโรปร้อยเปอร์เซ็น   

ยามบ่ายที่แสนสบายอันเป็นเวลาพักกลางวันของเหล่านักบินฝูงบินที่ 72  

เฟรดดริก กำลังเล่นไพ่กับเพื่อนสนิทของเขา แฟรง ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนผมสีน้ำตาล ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ที่ตรงกลางเป็นกล่องกระดาษใบใหญ่ ภายในโรงเก็บที่ 15 ซึ่งเป็นโรงเก็บเครื่อง F-104 star fighter ประจำตัวของ เฟรดดริก แต่ตอนนี้นั้นเครื่อง F-104 ไม่ได้อยู่ที่โรงเก็บมันถูกนำออกไปทำความสะอาดเเละปรับปรุงตั้งแต่ตอนเช้าเเล้ว  

สำหรับฝูงบินที่ 72 นั้นนับว่าเป็นฝูงบินที่ค่อนข้างใกล้กับชายแดนระหว่างเยอรมันตะวันตกเเละตะวันออกเป็นอย่างมาก บ่อยครั้งที่เวลาออกบินฝึกซ้อมอาจจะเห็นเครื่องบินของฝ่ายตะวันออกบินอยู่่ห่างออกไปไกลมาก  

“เฮ้ เฟรด เฮ้” 

แฟรงเรียกเฟรดดริกที่มัวแต่เหม่อมองท้องฟ้าอยู่ เฟนดดริกกำลังมั่วแต่คิดว่าการฝึกซ้อมรบวันนี้จะเป็นยังไง ทำไมทุกครั้งที่ซ้อมรบพวกฝ่ายตะวันออกมักจะบินเหมือนกับมาสังเกตุการณ์ยังไงยังงั้น เขาเหม่อจนลืมไปเลยว่า แฟรงกำลังเรียกเขาอยู่ 

“เฮ้!” 

แฟรงเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม ครั้งนี้เฟรดดริกจึงรู้สึกตัวเเล้วหันกลับไป 

“เป็นอะไรของนาย” 

“ไม่มีอะไรหรอกแค่คิดถึงเรื่องการซ้อมรบหน่ะ” 

“ทำไมล่ะ?” 

“นายคิดมั้ยว่าทำไมเวลาพวกเราซ้อมรบพวกตะวันออกมันมักจะบินเข้ามาใกล้กว่าปกติ” 

“อ่า...นั่นสินะ อย่าบอกนะว่านายคิดว่าพวกนั้นมีแผนจะโจมตีพวกเราหน่ะ” 

“ไม่รู้สิบางทีฉันอาจจะคิดมากไป” 

“คงงั้นแหละ ผ่อนคลายบ้างพวก” 

แฟรงพูดพร้อมกับตบไหล่ของเฟรดดริกเบาๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นเเล้วบิดเอวยืดเส้นยืดสายเฟรดมองนาฬิกาข้อมือของตนทำให้นึกได้ว่าอีก 20 นาทีจะเริ่มซ้อมรบเเล้ว 

“เอาล่ะพวกไปเตรียมตัวดีกว่าอีก 20 นาทีจะซ้อมเเล้วนะ”  

“เอาล่ะไปกัน” 

เฟรดดริกลุกจากเก้าอีกเเล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากโรงเก็บเครื่องบินไป พวกเขาไม่รู้เลยว่าการซ้อมรบครั้งนี้จะไม่เป็นดั่งเคย…… 

ณเมืองใกล้เคียงกับเขตของตะวันออกมันเป็นวันที่ฟ้าโปร่งอากาศอบอุ่น เด็กชายตัวเล็กวัย 7 ขวบผู้มีผมสีทองใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตาสีฟ้า นามว่า ซัลเฟ่น กับพี่ชายของเขาดัสเซ่นวัย 17 ผู้ที่มีผมเเละดวงตาเหมือนกับเขา ทั้งคู่แต่งตัวด้วยชุดลำลองใส่สบายดูสุภาพเรียบร้อยแต่ดัสเซ่นนั้นสวมเเจ็คเก็ตนักบินสมัยสงครามโลกที่ได้รับมาจากปู่ของเขาถึงมันจะตัวใหญ่กว่าเขานิดนึงจนมือออกมาแค่ครึ่งนึงเดินอยู่บนทางเดินริมฟุตบาทวันนี้เป็นวันเกิดของซัลเฟ่น ดัสเซ่นที่เป็นพี่ชายเลยอยากจะซื้อของขวัญให้เขาซักหน่อย  

“เราจะไปที่ไหนกันดีล่ะ” 

ดัสเซ่นหันไปถามน้องชายเขาที่กำลังมองหาร้านขายอะไรซักอย่างที่ดูสำคัญมากสำหรับเขาและในที่สุดในเหมือนว่าเขาก็นึกออก “ไปร้านคุณออตโต้กันเถอะฮะ” น้องชายให้ยิ้มเเล้วหันมาบอกเขา 

 “งั้นไปกัน” ดัสเซ่นตอบกลับทั้งคู่เดินไปเรื่อยๆบ้านเรือนต่างๆของเยอรมันแถมชานเมืองนั้นค่อนข้างที่จะเงียบสงบไม่วุ่นวายเท่ากับเบอร์ลิน เสียงดังกระหึ่มจากท้องฟ้าดังมาแต่ไกลมันเป็นเสียงหวีดแหลมของเครื่องเจ็ท ดัสเซ่นรู้ดีเพียงแค่ได้ยินเสียงเขาก็บอกได้ว่าเป็นเครื่องอะไร ไม่แปลกก็เพราะครอบครัวเขาเป็นตระกูลนักบินทั้งทางฝั่งพ่อเเละแม่ พ่อเขาเองก็เป็นนัดบินขับไล่ประจำเครื่อง F-104 เสียงหวีดแหลมที่เขาได้ยินนั้นมันก็คือเสียงของเครื่อง F-104 ที่มีบินกันนั่นก็เพราะอีกไม่กี่วันจะมีงานแสดงโชว์เเละเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ลำใหม่ให้สาธารณะชนได้รับรู้  ซัลเฟ่นผู้เป็นน้องชายเงยหน้ามองขึ้นดูตามเสียง เขาเห็นจุดดำๆห่างออกไป นั่นคือเครื่อง F-104 ที่บินเป็นฝูงถึง 6 ลำ กำลังมุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนกำลังมีเป้าหมายบางอย่างอยู่ ดัสเซ่นก็มองขึ้นไปเช่นกัน  

“บินเร็วกว่าทุกทีรึเปล่านะ” เขาคิดในใจแต่ก็คิดว่าคงคิดไปเอง ทั้งคู่เดินมาหยุดที่หน้าร้านขายของที่ดูเก่าๆร้านนึง หน้าร้านประดับด้วยโมเดลเครื่องบินยุคสงครามโลกมากมาย คุณออตโต้คือคนรู้จักของพวกเขาเนื่องจากปู่ของพวกเขาเองก็เป็นเพื่อนร่วมฝูงคุณออตโต้นั่นเอง  ชายชรามองเด็กทั้งสองพร้อมกับยิ้มใหอย่างอ่อนโยน “สวัสดีตอนบ่ายฮะคุณออตโต้” ดัสเซ่นกล่าวทักทาย  

“สวัสดีทั้งสองคนนะ มีอะไรล่ะวันนี้” คุณออตโต้พูดกับทั้งสองคนอย่างอ่อนโยนราวกับเป็นหลานแท้ๆ คุณออตโต้นั้นเคยเป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สองมาก่อนเขาเคยเป็นนักบินขับไล่เเละยังเป็นนักบินทดสอบเครื่องบินใหม่ๆด้วยแต่นนนี้ด้วยวัยที่ชราลงเขาเกษียนออกมาเปิดร้านขายโมเดลเเละของเก่าต่างๆเเล้ว  

“พ่อเธอสบายดีมั้ย” คุณออตโต้ถาม 

“สบายดีฮะ” ดัสเซ่นตอบ 

“วันนี้เป็นวันเกิดของซัลเฟ่นเขานะฮะ”  

“เข้าใจล่ะเลือกเอาเลยเจ้าหนู” คุณออตโต้หันไปบอกกับซัลเฟ่นพร้อมผายมือไปทางชั้นวางโมเดลเเละของอื่นๆ   

“น้องเธอนี่ร่าเริงดีจังนะ” 

“ใช่มั้ยล่ะฮะ แต่ก็ซนมากๆเลยล่ะ ฮ่าๆ ”  

เด็กหนุ่มเเละชายชราคุยกันที่เคาเตอร์ทั้งคู่ขำออกมาเล็กน้อย  

“เอ่อนี่ดัสเซ่น” 

“ฮะ?”  

“ได้ข่าวมาว่าทางกองทัพจะส่งเด็กหนุ่มไปเข้าโครงการฝึกนักบินอะไรซักอย่างนี่แหละ เธอสนใจมั้ยล่ะ” 

“นักบินที่ว่านี่หมายถึงนักบินพวกเครื่องขนส่งอะไรทำนองนั้นหรอฮะ” 

“ไม่ใช่ๆ นักบินขับไล่เลยล่ะ จริงๆนี่หน่ะเป็นโครงการลับทางรัฐบาลล่ะแต่เอาเถอะ”  

ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่คุณออตโต้จะรู้เรื่องนี้เพราะถึงเขาจะเกษียนแต่ก็มีคนคอยบอกข่าวให้เขาเสมอ  

“เรื่องนั้นผมก็คงต้องคิดดูก่อนล่ะนะฮะ”  

“จะลังเลอะไรอยู่เล่าเธอหน่ะอยากเป็นแบบปู่เธอไม่ใช่หรอ” 

“ก็จริงอยู่ล่ะนะฮะ แต่ผมก็อดห่วงเจ้าซัลเห่นไม่ได้นี่สิ เเล้วมันยิ่งเป็นโครงการลับด้วยผมคงไม่เหมาะหรอก”  

“งั้นหรอ แต่ฉันรู้สึกว่านายจะต้องไปเป็นนักบินที่ดีได้แน่ ฉันเชื่ออย่างนั้น” 

“ขอบคุณฮะ”  

 

ไม่นานซัลเฟ่นก็เลือกของเสร็จเขาเดินมาหาดัสเซ่นร้อมกับสร้อยคอบางอย่างที่มีแผ่นวงรีห้อยอยู่ ด้านหลังเป็นลาย BF-109 เครื่องขับไล่สุดแกร่งของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2  

 

“นั่นอะไรนะ”  

ดัสเซ่นถามถึงของที่อยู่ในมือน้องเขา  

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันฮะแต่ผมรู้สึกชอบมัน เอาออันนี้แหละ” 

น้องเขามองไปที่สร้อยคอนั่นเเล้วตอบอย่างมั่นใจ คุณออตโต้ก็ชะโงกหน้ามองดู 

“นั่นมันป้ายชื่อของทหารสมัยสงครามโลกหน่ะ แต่นั่นคงยังไม่ได้สลักอะไรลงไปสินะ” คุณออตโต้บอก 

“ใช่ฮะยังไม่ได้สลักอะไรเลย”  

ซัลเฟ่นตอบ 

“งั้นเอามานี่หน่อยฉันจะสลักชื่อเธอให้” 

“ขอบคุณฮะ” 

“พวกเธอรอแปปนึงนะเดี๋ยวฉันมา” 

“ได้เลยฮะ” ทั้งคู่ตอบ  

 

คุณออตโต้เดินไปหลังร้าน ส่วนสองพี่น้องที่อยู่ด้านนอกก็นั่งรอบนโซฟาที่มีไว้รับแขก “วันนี้กลัับไปแม่จะทำอะไรไว้กันฮะ” ซัลเฟ่นหันหน้าไปถามพี่ชายของเขา “ไม่รู้สิเค้กช๊อคโกแลตของโปรดนายล่ะมั้ง” ดัสเซ่นนึกซักพักเเล้วตอบกลับไป ไม่นานนักคุณออตโต้ก็กลับมาพร้อมกับสร้อย  

“เอ่านี่ เสร็จเเล้วล่ะ” คุณออตโต้ยื่นสร้อยให้ซัลเฟ่นพร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน  

“เท่าไหร่หรอฮะ” ดัสเซ่นถามถึงราคาพร้อมกับทำท่ากำลังจะหยิบกระเป๋าเงินออกมาแต่ก็ไม่ทันไรคุณ ออตโต้ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอกฉันถือว่าเป็นวันเกิดน้องนายไม่คิดตังล่ะกัน” คุณออตโต้พูด ดัสเซ่นเเละซัลเฟ่นยิ้มตอบพร้อมกับบอก “ขอบคุณครับ” ทั้งสองลุกจากโซฟา เเล้วบอกลากับคุณออตโต้ เเล้วเดินออกจากร้านไประหว่างทางกลับซัลเฟ่นกระตุกชายเสื้อของดัสเซ่น ดัสเซ่นหันไปมองน้องชาย “มีอะไรหรอ?” เขาถาม ซัลเฟ่นยื่นสร้อยป้ายชื่อมาให้  

“ใส่ให้ผมหน่อยฮะ” เขาบอก  

“ได้เลย” ดัสเซ่นตอบกลับพร้อมหยิบสร้อยคอที่ซัลเฟ่นยื่นให้ ดัสเซ่นย่อตัวลงเเล้วสวมสร้อยคอให้กับน้องชายของเขา “ดูเป็ยอย่างไงบ้างฮะ” ซัลเฟ่นเอ่ยถาม “ดูดีมากเลยล่ะ” ดัสเซ่นตอบกลับไปพร้อมกับยิ้มให้ “พี่ฮะมีอีกอันนะฮะ” ซัลเฟ่นพูดพร้อมกับหยิบสร้อยคอแบบเดียวกันในกระเป๋าออกมา “คุณออตโต้เขาแถมให้นะฮะ” ซัลเฟ่นพูดพร้อมกับยื่นสร้อยป้ายชื่อให้กับดัสเซ่น ดัสเซ่นมองด้วยความแปลกใจเล็กน้องสงสัยว่าตนคงไม่ได้สังเกตุกระมัง “อันนี้ของพี่ล่ะ” ซัลเฟ่นบอก ป้ายชื่อนั้นมีชื่อของดัสเซ่นอยู่ เขารับไว้เเล้วใส่มัน “เป็นไงบ้าง” ดัสเซ่นถาม ซัลเฟ่นยิ้มให้พร้อมกับบอกว่า “ดูดีมากเลยฮะ” พี่น้องทั้งสองยิ้มให้กันและกันอย่างมีความสุข เเล้วเดินกลับไปบ้านต่อ ระหว่างทางนั้นซัลเฟ่นเงยหน้ามองดูท้องฟ้าสิ่งที่เขาเห็นคือเครื่องบินลำใหญ่หลายสิบลำบินห่างไกลออกไป มันไม่ส่งเสียงหวีดแหลมของเครื่องยนต์เจ็ทเลยแม้แต่น้อย มันแปลกกว่าทุกครั้งมันไม่น่าจะใช่การซ้อมบินแสดงที่จะมาถึง ซัลเฟ่นกระตุกเสื้อพี่ชายหลายๆครั้ง “พี่ฮะ ดูสิเครื่องบินลำใหญ่หลายลำเลยฮะ” เขาพูดอย่างตื่นเต้น ดัสเซ่นที่เจอน้องเขาพูดถึงเรื่องเครื่องบินที่ตัวเขามองเห็นทุกวันจนชิน ถึงเขาจะเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้เเละรำคาญนิดๆหน่อยๆแต่เขาก็รักน้องมากกวาใครๆ ดัสเซ่นเงยหน้ามองตามที่น้องชายตนบอกเขากลับต้องตกตลึง เมื่ออากาศยานหลายสิบลำที่อยู่ห่างไกลออกไปดูยังไงๆ มันก็ไม่มีทางเป็นเครื่องบินโดยสารแน่นอน เขาคิดเเละรู้ทันทีว่ามันคือเครื่องบินทิ้งระเบิดไม่ผิดแน่ เมื่อสังเกตุดูดีๆเเล้วมันบินมากจากทางตะวันออกดัสเซ่นแว่บเเรกของความคิดเขาคิดว่าคงคิดไปเองแต่ทันใดนั้นเสียงหวอเตือนภัยก็ดังขึ้นไปทั่วเมืองตอนนี้เขาแน่ใจเเล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มือเขาสั่นเล็กน้อย “พี่ฮะเป็นอะไรหรอฮะ” ซัลเฟ่นเอ่ยปากถามพี่ของเขาท่กำลังตกตะลึง “เราต้องรีบไปกันเเล้ว” ดัสเซ่นจับมือน้องเเล้วเริ่มวิ่ง ไม่นานนักจกาเสียงหวอกังเสียงระเบิดก็ตามมา เสียงระเบิดเกิดขึ้นไปทั่ว ฟ้าเเละบรรยากาศที่สดใสถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นเเล้วควันดำ  ดัสเซ่นจับมือน้องวิ่งสุดชีวิต ซัลเฟ่นตกใจกลัวกับสิ่งทีี่เกิดขึ้นอย่างมาก เสียงระเบิดดังไล่มาใกล้ๆเรื่อยๆ จู่ๆเมื่อทั้งคู่วิ่งผ่านร้านขายของ แรงระบิดทำให้ร้านขายของเสียหายตัวทั้งคู่ถูกลูกหลง จนภาพดับไป….. 

เสียงหวอดังก้องไปทั่ว กลิ่นควันเเละฝุ่นทำเอาสำลัก ดัสเซ่นรู้สึกตัวเขานอนสลบอย่างท่ามกลางซากปรักหักพัง เขาหายใจเเรงด้วยความกลัว มือสั่นคลอนมีแผลถลอกที่แขนเเละขาตัวเขาเต็มไปด้วนฝุ่น เขาช๊อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่สิ่งแรกที่เขานึกถึงตอนนี้คือน้องชายของตน เขาพยายามพยุงร่างกายที่บาดเจ็บของตนลุกขึ้น กางเกงเขามีรอยขาดเล็กๆน้อยๆ เขาลุกขึ้นกวาดสายตาไปทั่ว แต่ก็ไม่พบวี่แววน้องเขาเลย ถึงจะกลัวจนตัวสั่น ถึงใจจะอยากจะกลับบ้าน แต่เขาก็ไม่อาจทิ้งน้องชายได้ เขาหวังเเละภาวนาว่าน้องเขาจะต้องไปเป็นอะไร ดัสเซ่นเดินไปตามทางของซากปรักหักพัก ปากตะโกนร้องเรียกชื่อของน้องชาย “ซัลเฟ่น! นายอยู่ไหน ซัลเฟ่น!” เขาตะโกนครั้งเเล้วครั้งเล่าไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเขาท้อและสิ้นหวังแต่ยังเชื่อมั่นว่าน้องต้องไม่ตายคิดว่าน้องเขาต้องบาดเจ็บ “ซัลเฟ่น! ซัลเฟ่น!” เขาตะโกนเรียหาน้องชายพร้อมกับเดินหาต่อไป จนกระทั่งเขาผมกับรองเท้าคู่หนึ่งมันเป็นรองเท้าคู่เล็กเขารีบหยิบมันขึ้นมาดูเเล้วพลิกดูใต้ร้องเท้าปรากฏว่ามีชื่อของน้องชายเขาเขียนไว้ เขามั่นใจว่าซัลเฟ่นต้องยังไม่ตาย ความหวังเล็กๆก็ตัวในใจ เขาตามหาอีกครั้ง เวลาผ่านไปแต่ก็ไม่พบเขาหยุดเเละนั่งลงกับพื้นสิ้นหวังเเล้วเขาตายเเล้ว ดัสเซ่นคิดอย่างงั้น แต่ทันใดนั้นเสีงงเรียกแผ่วเบาก็ดังขึ้นด้านหลังเขา “พี่….ฮะ” ดัสเซ่นตกใจพร้อมกับดีใจเขารู้ทันทีว่านี่คือเสียงของน้องเขา เขาหันกลับไป เเล้วเริ่มรื้อเศษซากที่มากของเสียงเรียกยังดีที่แผ่นปูนนั้นมันไม่หนักมากเเละซัลเฟ่นก็ไม่ได้โดนทับเขารีบใช้เเรงที่เหลืออยู่ยกแผ่นปูนออก เขามองหน้าน้องชายยิ้มออกมาด้วยความดีใจ “นายยังไม่ตาย ขอบคุณพระเจ้า” เขาเอ่ยออกมาก่อนที่จะยกร่างที่บาดเจ็บสาหัสของน้องชายขึ้น ซัลเฟ่นมีบาดแผลที่ขาเเละแผลถลอกที่แขน ที่หัวมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย “นายคงเดินไปไหวสินะ” ดัสเซ่นเอ่ยพร้อมกับพยุงตัวน้องชายให้ยืนเเล้วยให้ขึ้นขี่หลัง ดัสเซ่นแบกน้องชายเเล้วเดินไปตามทางกลับบ้าน “ผมนึกว่าพี่จะไม่มาซะเเล้ว” ซัลเฟ่นพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบา “ฉันไม่ทิ้งนายหรอก” ดัสเซ่นตอบ  เขาเดินตามทางกลับบ้านที่ห่างออกไปอีกไม่ไกลเมืองอันสวยงามเเละสงบสุขตอนนี้กลับกลายเป็นซากไม่ต่างจากเมืองร้างภายในไม่กี่นาทีที่ระเบิดถูกทิ้งลงมา “พี่ฮะ” น้องชายเอ่ยถาม “ว่าไง” เขาตอบ ซัลเฟ่นตัวสั่นคลอนด้วยความกลัวแต่เขาไม่ร้องไห้หนัก ถึงหน้าจะดูไม่รู้สึกกลัวอะไรมากแต่น้ำตาของเขาก็ไหลตลอด 

“ที่บ้านเราคงไม่เป็นไรใช่มั้ยฮะ”  

“แน่นอน ไม่เป็นอะไรแน่นอน” ดัสเซ่นตอบกลับอย่างทันทีในใจเขารู้ดีว่ากลุ่มควันตรงหน้าที่ห่างออกไปไม่ไกลนั่นมาจากทางบ้านเขา เขารู้ดีว่าบ้านของเขาคงโดนไปด้วยแต่ถึงคิดแบบนั้นเขาก็ยังหวังให้ทุกคนในบ้านรอดตาย แต่ตอนน้ีนั้นซัลเฟ่นอยากหลับเต็มทนเขารู้สึกชาไปทั่วตัวมันทรมาณเหลือล้น  

“พี่ฮะ….ผมเริ่มง่วงเเล้วล่ะฮะ” 

ซัลเฟ่นเอ่ยพร้อมกับซุกแผ่นหลังของพี่ชาย ดัสเซ่นหลังจากที่ได้ยินน้องชายพูดออกมาทำเอาเขาชะงักไปเล็กน้อย  

“ไม่นายอย่าเพิ่งหลับนะถ้านายหลับนายจะพลาดอะไรหลายๆอย่างเลยนะ”  

เขาเริ่มพูดกระตุ้นน้องชายให้ตื่น ระหว่างนั้นเขาก็คิดได้ว่าถ้าชวนคุยไปเรื่อยๆก็คงยื้อเวลาได้  

“นี่นายได้ยินเรื่องเครื่องบินลำใหม่ที่จะโชว์ตัวในงานมั้ย” 

ดัสเซ่นเปิดบทสนทนา 

“ก็ได้ยินมานะฮะ มันคงเป็นเครื่องที่ดีแน่ๆเลย”  

บรรยากาศความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้งแต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ดัสเซ่นก็เริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นอีก  

“นายคิดยังไงถ้าฉันได้เป็นนักบินแบบพ่อ”  

“พี่คงเท่มากๆเลยล่ะฮะ ถ้าวันนั้นมีจริงผมก็อยากเป็นนักบินที่อยู่ข้างๆพี่”  

“ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้นน้องรัก” 

เมื่อถึงหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ดัสเซ่นก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นหมู่บ้านที่สวยงามแต่ก่อนในตอนนี้กลับกลายเป็นดั่งเมืองร้าง ซากปรักหักพังมีเกลื่อนไปทั่วดัสเซ่นเป็นห่วงแม่เเละน้องสาวของเขาที่อยู่ที่บ้านเขารีบเร่งฝีเท้าพร้อมแบกน้องชายบนหลังตรงกลับบ้านแต่เมื่อถึงบ้าน บ้านที่แสนสุขของเขาตอนนี้มันกลายเป็นบ้านร้าง บ้านของเขาเสียหายไม่หนักมากแต่สภาพก็ไม่น่าดูเลย เขาวางน้องชายลงบนพื้นสนามหญ้าหลังบ้านพิงงต้นไม้อย่างเบามือ เขาจับหน้าน้องชายอย่างอ่อนโยน  

“เดี๋ยวพี่จะเข้าไปหาแม่เเละเบลแต่จนกว่าพี่จะกลับมาห้ามหลับเด็ดขาดเลยนะ” 

“ทำไมล่ะฮะ” น้องชายเขาพูดขึ้นด้วยเสียงอันเเผ่วเบา 

“นั่นก็เพราะ…..” ดัสเซ่นไม่พูดต่อเขาเบือนหน้าเเล้วรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็รีบตามหาแม่เเละน้อง ทุกที่ในบ้านเท่าที่นึกได้ เขาหาจนทั่ว ทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว แต่ไม่เจอใครเลย เขาคิดว่าแม่เเละน้องสาวคงอพยพไปเเล้ว เขาจึงวิ่งออกมาจากตัวบ้านพร้อมกับอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเล็กๆน้อยๆ แต่เมื่ออกมาเขาก็พบว่าน้องชายยังลืมตาตื่นอยู่ เขารีบวิ่งไปหาน้องของตนเเล้วเริ่มทำแผลให้ “พี่ฮะ” น้องชายเขาพูดขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบาพร้อมเสียงสะอื้น 

“แม่กับพี่สาวเป็นยังไงบ้างฮะ” ซัลเฟ่นถามถึงคนในครอบครัวด้วยความเป็นห่วง 

“พวกเขาน่าจะอพยพไปเเล้วล่ะ” ดัสเซ่นตอบ 

“ดีจังเลยนะฮะ”  

“ตอนนี้ก็ถึงคราวพวกเราหาทางไปที่ที่ปลอดภัยเเล้วล่ะ โรงพยาบาลน่าจะไม่เป็นอะไรเพราะงั้นช่วยทนหน่อ-” 

ไม่ทันที่ดัสเซ่นจะพูดจบน้องชายของเขาก็กอดคอเขาไว้ พร้อมกับพูดว่า “พี่ไปคนเดียวเถอะฮะ..ผมไม่ไหวเเล้ว”  ดัสเซ่นตกใจกับสิ่งที่เขาได้ยิน เขาไม่ยอมปล่อยให้น้องเชาตายแน่นอน เขากอดน้องชายกลับ “ไม่นายต้องไหวฉันจะอยู่กับนายและนายก็จะอยู่กับฉัน จำไม่ได้หรอนายอยากเป็นนักบินที่เคียงข้างฉัน นายคือความหวังของฉันในตอนนี้ นายผ่านมันไปได้แน่นอน ได้โปรดซัลเฟ่นช่วยอยู่กับฉัน….นะ” ดัสเซ่นเริ่มร้องไห้ ทั้งสองพี่น้องกอดกันแน่น ดัสเซ่นรู้สึกถึงว่าน้องชายของเขากำลังร้องไห้หนักมากถึงไม่มีเสียงดังแต่เสียงสะอื้นก็ทำให้เขารู้  

“พี่ฮะ...ผม...ขอ...โทษ….” 

ดัสเซ่นรู้สึกว่ากอดของน้องเขาคลายลง ตอนนี้ซัลเฟ่นไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเเล้ว 

“ไม่...ไม่ ซัลเฟ่นได้โปรดเถอะ อย่าตายนะ ขอร้องล่ะ” 

ดัสเซ่นพูดออกมาพร้อมกับกอดน้องชายไว้แน่น เขาภาวนาเเละหวังว่าน้องคงจะไม่เป็นอะไร แต่ตอนนี้ราวกับว่าเขาถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง 

“พี่ฮะ…พี่เอาสร้อยของผมไปด้วยนะฮะ…..ผมจะอยู่กับพี่ทุกที่เสมอ……..ผม….รักพี่ฮะ…”  

ซัลเฟ่นเอ่ยมาด้วยเสียงอันแผ่วเบาตอนนี้เขาได้หลับลงเเล้วเสียงหัวใจค่อยๆเบาลง เบาลง จนนิ่ง 

ดัสเซ่นช๊อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขากอดน้องชายไว้แน่นร้องไห้สะอื้นออกมาอย่างหนักท่ามกลางทุ่งหญ้าที่ที่เคยเป็นที่แห่งความทรงจำของเขาเเละน้องชาย 

ดัสเซ่นอุ้มร่างไร้วิญญาณของน้องชายตนเข้าไปในบ้านวางน้องของตนลงบนเตียงในห้องนอนห่มผ้าให้เเล้วสวดภาวนา เขารู้ดีว่าหลังจากนี้เขาคงอาจจะต้องออกเดินทางตามลำพัง เขาจัดแจงเก็บของใส่เป้ เดินมานั่งลงข้างๆเตียงที่มีร่างของน้องชายนอนอยู่เขาลูบหัวน้องอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งสุดท้ายจ้องมองใบหน้าที่จะไม่ได้เห็นอีกเเล้ว เขากำป้ายชื่อน้องชายไว้แน่นเดินออกจากบ้านเเละเดินตามถนนไปเรื่อยๆโดยที่จะไม่หันหลังกลับไป 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น