บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กลับคืนสู่ปัจจุบัน

ชื่อตอน : กลับคืนสู่ปัจจุบัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 36

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2562 16:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลับคืนสู่ปัจจุบัน
แบบอักษร

กลับคืนสู่ปัจจุบัน 

 

                             คณะผู้คนกลุ่มสุดท้ายข้ามสะพานมา ฉันเดินนำหน้าทุกคน ประตูทางเข้าถูกเปิดรอไว้แล้ว เมื่อฉันก้าวพ้นเข้ามา มะลิมาศก็คุกเข่ารอต้อนรับอยู่แล้ว  

                             “ในที่สุดก็ทรงกลับมาอีกครั้งนะเพคะ เชิญเสด็จเข้ามาด้านในเถิด” 

                             ฉันจึงเดินนำต่อไป ทุกคนที่ตามมายกเว้นเพียงกลุ่มผู้ทรงศีลต่างก็แสดงอาการตื่นตะลึงกับเมืองใหม่ที่อุดมสมบูรณ์หมากม่วง หมากพร้าว ออกลูกกันเต็มต้น ต้นไม้ที่ปลูกตามเรือนต่าง ๆ ร่มรื่นสวยงาม บ้านคนสร้างเอาไว้เป็นหมู่ ๆ ดูมั่นคงแข็งแรงและมีอยู่เกืออบจะเต็มเมือง ห้วย หนอง คลอง รำธาร มีอยู่หลายแห่ง ผู้คนที่ที่ดูเป็นสุขนัก ผิวพรรณดูนวลละออ 

                             พระมหาราชครูมารอรับคณะผู้ทรงศีลอยู่แล้ว 

                             “ข้าขอเชิญท่านทั้งหมดไปยังเรือนของผู้ทรงศีลซึ่งข้าให้สร้างรอไว้หลายเรือน เลือกเรือนที่เหมาะกับท่าน แม้มันจะไม่ใหญ่โตนักแต่ก็พอสำหรับผู้ทรงศีลจะอยู่” 

                             เรือนของผู้ทรงศีลทั้งหมดเหมือนกุฎิในวัดที่ฉันไปบวช ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางเช่นเรือนอื่น ๆ ในเมืองนี้ มีเพียงที่นอน ที่กิน ที่สำหรับขับถ่ายเท่านั้น ลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาดูราวหมู่บ้านตุ๊กตา 

                             “อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ในยามนี้แล้วท่านคงต้องเป็นผู้ดูแลพวกเราในเมืองนี้ เพราะข้าคงต้องขอกลับไปทำหน้าที่ของข้าเสียที” 

                             อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ดูเงอะงะกับคำกล่าวนั้น ด้วยว่าเขาไม่ได้ร่วมสร้าเมืองแห่งนี้ เขาไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ดูแลอีกทั้งเจ้านางเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด หากกลับมาพระองค์ทรงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะปกครองหมู่บ้านแห่งนี้ 

                             “เอาเถอะ แล้วท่านก็จะได้รับหน้าที่โดยตรงเองล่ะ” 

                             “ข้าพเจ้าขอไปที่เสาหลักเมืองก่อนได้มั้ยพระมหาราชครู” 

                             หัวหน้ากลุ่มผู้ทรงศีลกล่าวขึ้น 

                             “เชิญท่านเถิด บิดาของท่านคงยินดีนัก” 

                             ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปเรือนของตน โดยมีผู้คนในหมู่บ้านที่รอต้อนรับพากันไปยังหมู่เรือนต่าง ๆ ตามที่มีกลุ่มญาติของพวกเขาขึ้นมาจับจองรอไว้แล้ว 

                             อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์แยกไปอยู่เรือนเครื่องผูกเช่นเดียวกับบ่าวไพล่คนอื่น ๆ จัดแจงให้มีนางกำนัลและให้นางรำอพยขึ้นไปอยู่บนเรือนกับแม่นางจารุศจี เพื่อปลอบโยนให้คลายทุกข์จากการสูญเสียที่ได้รับอย่างต่อเนื่องกัน ตั้งแต่สามี หลานและลูกที่พุ่งลงเหวไปต่อหน้าต่อตา 

                             เสร็จจากการจัดการในหมู่เรือนของตน เขาเองก็คิดว่าควรไปสักการะศาลหลักเมืองของที่นี้ จึงจัดแจงให้บ่าวไพล่ทำเครื่งบายศรีไข้มแล้วเดินไปยังทิศที่เป็นศาลหลักเมือง 

                             พระอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยมภูเขา ที่ศาลามุงหลังคากระเบื้องดินเผามีเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ล้องรอบ ปูพื้นไม้ยกขึ้นจากพื้นสัก 10 นิ้ว ยังคงมีร่างของบุราหนุ่มห่มคลุมผ้าสีฝาดซึ่งย้อมจากไม้ นั่งนิ่ง ๆ อยู่ ณ ที่นั้น อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ค่อย ๆ คลานเข้าไปด้วยความเกรงใจจะกระทบกระเทือนสมาธิของผู้ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว 

                             หลังจากทำการสักการะเสร็จเรียบร้อยแล้ว แสงแดดสุดท้ายที่ส่องมาทำให้เกิดภาพพร่าเลือนมองไม่ชัดนัก อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ เพิ่งสังเกตเห็นว่า ผู้ทรงศีลนั้นไม่ได้นั่งตามลำพัง หากแต่มีฉันซึ่งแต่งเครื่องยศของเจ้านางศศิพินทุเทวีนั่งสงบนิ่งอยู่ด้วย 

                             ฉันในรูปลักษณ์ของเจ้านางศศิพินทุเทวี กำลังนั่งสมาธิเพื่อเข้าสู่วิปัสนากรรมฐานไปตามที่หัวหน้าผู้ทรงศีลได้นำทางให้ สมาธิฉันคงแข็งกล้าขึ้นจึงทำให้ผู้อื่นเช่นอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์มองเห็นได้อย่างชัดเจน 

                             “พระองค์ทรงขึ้นมาอยู่บนนี้แล้ว หม่อมฉันและทุกคนเป็นห่วงท่านยิ่งนัก โดยเฉพาะท่านอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย” 

                             น้ำเสียงสุดท้ายที่เรียกชื่ออกมานั้น สั่นเคลือ 

                             “ฉันไม่ใช่เจ้านางศศิพินทุเทวีหรอกค่ะ พระองค์ไม่ได้อยู่ในภพภูมินี้แล้ว แต่ความห่วงใยที่ติดค้างในดวงจิตก่อนจะสิ้นลม ได้ดึงเอาฉันมาจากอีกภพภูมิหนึ่งที่ไกลมากมาทำหน้าที่ต่อให้เสร็จ” 

                             “หม่อมฉันไม่เข้าใจพะยะค่ะ” 

                             บอกว่าไม่เข้าใจหากแต่ขนในกายทั้งหมดลุกชัน 

                             “สักวันท่านจะเข้าใจเอง ตอนนี้ข้าต้องทำหน้าที่แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองดูแลหมู่บ้านแห่งนี้แทนเจ้านางศศิพินทุเทวี พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ และอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย” 

                             “หม่อมฉันไม่คู่ควรกับหน้าที่นี้เลยพะยะค่ะ” 

                             “ในยามนี้ท่านคือผู้ที่เหมาสมที่สุด และจะเหมาะสมไปอีกนานแสนนาน” 

                             “เราเริ่มพิธีกันเถิด” 

                             หัวหน้าผู้ทรงศีลกล่าวขึ้นแล้วล้วงมือเข้าไปในย่ามนำเอาหอยสังข์ขนาดใหญ่เลี่ยมของด้วยทองคำออกมา ห่อผ้าที่บรรจุข้าวตอกดอกไม้ แล้วเริ่มสวดมนต์ทำพิธี เป็นบทสวดที่ฉันรับรู้ถึงความเป็นมงคลต่าง ๆ ได้เพราะฟังแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ซึมซับความรู้สึกไปด้วยความดีงาม สุขุม แล้วทรงสะบัดหอยสังข์นั้นไปรอบ ๆ ฉันค้อมตัวลงเพื่อรับน้ำที่สะบัดมายังฉัน หลังจากนั้นจึงรินรดน้ำลงไปบัวศรีษะของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ เสร็จแล้วก็ยิ้มกระปุกทองเหลืองในย่ามที่บรรจุดินสอพองขาวขุ่น เจิมที่หน้าผากของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ 

                             “หน้าที่ที่ฉันมอบให้กับท่านแทนเจ้านางศศิพินทุเทวีเป็นอันจบสิ้นแล้วนะ ต่อไปฉันจะพาท่านไปยังผู้ที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาเมืองแห่งนี้   เขาได้ทำหน้าที่มา 2,500 กว่าปี ถึงเวลาที่เจ้านางทรงอยากให้เขาไปยังภพภูมิตามบาปบุญของเขา ในเวลานี้หมู่บ้านของท่านมีเทพยดาคุ้มครองดีแล้ว” 

                             “ผู้ที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาเมืองนี้ได้ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้านที่นี่ทั้งหมด เราไปปลดปล่อยเขากันเถิด” 

                             หัวหน้าผู้ทรงศีลกล่าวขึ้นก่อนจะลุกนำไปยังทิศแรกคือทิศที่วีระภัทรเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นวีระภัทรคุกเข่าพนมมือรออยู่ก่อนแล้ว 

                             “ขอบพระทัยเจ้านางยิ่งนัก ที่ไม่เคยลืมข้าพเจ้า” 

                             “เจ้านางไม่ทรงลืมใครทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นฉันคงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่” 

                             “ท่านเตรียมตัวฟังคำของเจ้านางเถิด” 

                             “ในนามของเจ้านางศศิพินทุเทวี ข้าขอปลดปล่อยท่านจากหน้าที่ที่ทำมาตลอด 2,500 กว่าปีนี้ บัดนี้ท่านหลุดพ้นจากหน้าที่ที่เจ้านางศศิพินทุเทวีมอบหมายให้ท่านทำแล้ว ท่านตั้งจิตตามที่หัวหน้าราชครูกล่าวอำนวยพรแก่ท่านเถิด” 

                             หัวหน้าผู้ทรงศีลทรงสวดคาถา เสร็จแล้วรินน้ำจากสังข์ลงบนศรีษะของวีระภัทร โดรยข้าวตอกดอกไม้ วีระภัทรก้มลงกราบ แล้วหันมาแสดงความเคารพสูงสุดต่อฉัน ก่อนจะหันไปสบตากับอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ที่เห็นภาพทุกอย่างจากตาเนื้อของเขา ร่างของวีระภัทรค่อย ๆ เลือนลางหายไป 

                             เราเดินต่อไปยังหลุมของถิรัต แล้วทำเช่นเดียวกัน  ระหว่างทางที่จะไปยังทิศของขวัยเมืองต้องขึ้นไปบนเนินเขาด้านบนติดกับป่าทึบของเชิงเขา เราจึงเลือกที่จะมาทำพิธีที่นี่เป็นที่สุดท้ายเมื่อแสงตะวันเริ่มโผล่พ้นท้องฟ้า  

                             เสร็จจากขวัญเมือง ก็ไปต่อที่ชุติเทพ ฟ้าเริ่มมีแสงเสีส้มจับแล้ว เราทั้งหมดจึงมาถึงยังที่ที่มะลิมาศรออยู่ นางก้มลงกราบ แล้วกล่าวว่า 

                             “หม่อมฉันขอความกรุณาอย่าปลดปล่อยหม่อมฉันจากหน้าที่ตรงนี้เลย หม่อมฉันภาคภูมิใจ เต็มใจและยินดีต่อหน้าที่ที่ได้รับนี้ยิ่งนัก ต่อให้ต้องทำต่อไปอีก 5,000 ปี 10,000 ปี หม่อมฉันก็ขอทำหน้าที่นี้ และรอคอยเจ้านางกลับมาทุกภพทุพชาติ” 

                             “เจ้านางศศิพินทุเทวีทรงรักและคิดถึงท่านมากนะมะลิมาศ” 

                             “หม่อมฉันดูแลเจ้านางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ความผูกพันธ์ย่อมมากนัก ข้าดีใจนักหนาในวันที่ท่านขึ้นมาเยี่ยมหมู่บ้านนี้ในวันนั้น ข้าจะรอต้อนรับเช่นนี้ทุกภพทุกชาติ” 

                             ชาติต่อไปเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ชาตินี้ฉันทั้งเหนื่อยทั้งรันทด เศร้า หดหู่ จนแทบจะฝืนเข้มแข็งต่อไปไม่ไหวแล้ว 

                             “ถ้าเช่นนั้นท่านจงรับพรจากข้ารวมทั้งพิธีที่ข้าจะปลดปล่อยท่านไว้ หากท่านประสงค์จะไปตามบาปกรรมที่ทำไว้เจ้าสามารถไปได้ทันที” 

                             มะลิมาศก้มหัวรอรับน้ำสังข์ที่รินรดศรีษะ พร้อมข้าวตอกดอกไม้ที่โปรยปรายรอบ ๆ ตัว  

                             “ขอให้ท่านโชคดี แคล้วคลาดรอดพ้นจากเคราะห์กรรมทั้งหลายในภพภูมิของท่านด้วยเถิด” 

                             มะลิมาศกล่าวอวยพรฉันก่อนที่ร่างจะหายไป แต่ไม่ได้หายไปเพื่อพ้นไปจากหน้าที่นี้เช่นคนทั้ง 4 ที่ผ่านมา หากแต่หายไปเพื่อทำหน้าที่ของตนเช่นเดิม 

                             เราทั้งสามคนเดินกลับเข้าไปยังหมู่บ้าน เพื่อไปยังเสาหลักเมือง ตอนนี้ในหมู่บ้านผู้คนเริ่มตื่นจากการหลับไหลแล้ว ต่างตระเตรียมที่จะทำอาหาร แสงจากการจุดเตาไฟแดงขึ้นมาจากเรือนหลาย ๆ หลัง เราทั้ง 3 คนนั่งอยู่บนชานศาลาของเสาหลักเมือง 

                             สักครู่พระมหาราชครูก็เดินมาสมทบ จึงนั่งกันคาบทั้ง 4 ด้าน นั่งลงเรียบร้อยแล้วก้กล่าวขึ้นว่า 

                             “พวกเราในที่นี้ขอขอบคุณท่านมาก ที่ทำให้สิ่งที่ค้างไว้ของเมืองนี้จบลงได้ด้วยดี ไม่มีใครต้องติดค้างกับหน้าที่ที่เจ้านางทรงมอบหมายไว้ให้ ได้รับอิสรภาพตามที่พวกเขาต้องการจะไป บัดนี้ข้าจะส่งท่านกลับไปยังที่ที่ท่านมา” 

                             “หม่อมฉันขอกราบบังคมลา และขอให้พระองค์ประทานอภัยให้กับครอบครัวของข้าพเจ้าที่ได้สร้างความเจ็บปวดหลายอย่างให้กับพระองค์พะยะค่ะ” 

                             “ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้วท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ฉันรู้สึกว่าดวงจิตครึ่งหนึ่งในกายของฉันที่เจ้านางเข้ามาอยู่ร่วมด้วยนั้น เบา สบาย ขึ้นกว่าเดิมแล้ว ท่านสบายใจเถิด ฉันฝากบอกไปถึงแม่เมืองจารุศจีด้วย” 

                             “หม่อมฉันทูลลา” 

                             “ข้าพเจ้าทูลลาพระองค์พะยะค่ะ เจ้านางศศิพินทุเทวี นับจากนี้พระองค์จะไม่สามารถระลึกถึงเรื่องราวในครั้งนี้ได้อีก พระองค์จะเป็นอิสระจากการถูกผูกรั้งกับดินแห่งนี้และผู้คนที่นี่ พระองค์จะได้ใช้ชีวิตตามเส้นทางชะตากรรมของพระองค์ในภพภูมิใหม่ ตามบุญและกรรมที่พระองค์สะสมไว้ในแต่ละภพชาติ” 

                             สิ้นเสียงกล่าวลาของสองผู้ทรงศีล ณ ที่แห่งนั้น ฉันก็ลับตาลงเข้าสมาธิ ตามลมหายใจของตัวเอง 

                             เป๋ง เป๋ง เป๋ง............... 

                             ฉันได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น จึงลุกขึ้นนั่ง การเข้าปฎิบัติธรรมอยู่ในกุฎิริมลำธารตามลำพังของฉันในครั้งนี้ดูนานเหลือเกิน ฉันคงเผลอหลับไปในญาณสมาธิ จึงได้รู้สึกปวดเมื่อยและเกร็งไปเกือบทั้งลำตัวเช่นนี้ 

                             “ลูกนก ลุูกนก กลับมาหรือยัง แม่บุญมารับเจ้าไปทำวัตรเช้าด้วยกันที่ศาลา” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น