บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เข้าใจว่าทำไมต้องกลับมา

ชื่อตอน : เข้าใจว่าทำไมต้องกลับมา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 55

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2562 20:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เข้าใจว่าทำไมต้องกลับมา
แบบอักษร

เข้าใจว่าทำไมต้องกลับมา 

                             เพียงแค่สองวันพื้นดินก้เริ่มแห้งด้วยแดดที่แผดแสงแรงกล้าสมกับที่หายไปหลายวัน 

                             ในสองวันนี้อำมาตย์รณกฤติเหมือนคนเสียสติ เข้าออกทุกห้องภายในพระมหาวิหาร พร่ำตะโกนเรียกชื่อไม่ขาดปาก หาทุกห้องข้างในแล้วก็ออกมาหาด้านนอก เหนื่อยล้ามืดค่ำตรงไหนก็หลับตรงนั้น จนแม่นางจารุศจีต้องคอยตามล้างเนื้อล้างตัว เกล้าผมให้ลูกทุกวัน น้ำตาของคนเป็นแม่รินหลั่งไม่ขาดสาย 

                             สองวันแล้วที่ฉันไม่ได้อยู่ในชุดนุ่งห่มสีขาวของผู้ปฎิบัติธรรม หากแต่อยู่ในเครื่องทรงเต็มพระยศของเจ้านางศศิพินทุเทวี ไม่ว่าจะเป็นผมที่ถูกเกล้ามวยสูงไว้กลางกระหม่อม มีเกี้ยวหรือห่วงกลมทำจากทองคำสวมรัดไว้ มีกรอบพักตร์สีทองอร่ามขับวงหน้าให้มีรัศมีเปล่งปลั่งไปด้วย สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอกยาวถึงขอบเอวสีชมพูดอกบัวหลางเช่นเดียวกับสไปที่ห่มแต่ลักษณะผ้าเหมือนใยบัว สวย ไม่ดูบอบบางขาดง่าย มีทับทรวงทำด้วยทองคำแผ่นใหญ่สลักลวดลายรูปพญานาค ต่างหูเป็นห่วงกลมทำด้วยทองคำ ต้นแขนรัดด้วยทองคำ ข้อมือสวมสร้อยลูกปัดหลากหลายชนิดหลายเส้น นุ่งผ้าซิ่นลายลิจิตพสตร์ ต่ำกว่าเอวเล็กน้อยประดับด้วยผ้ามีรอยจีบคลุมห้อยปล่อยชายลงมาทั้งสองชาย ปิดทับหัวเข็มขัดที่เป็นลายประจำยามมีพวงอุบะห้อยเป็นแนว สวมรองเท้ากีบทำด้วยหนังสีแดง เป็นชุดที่ฉันเห็นภาพของตัวเองในชุดนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันขึ้นมายังหมู่บ้านบนภูเขาตามพี่สรรค์ 

                             ทุกคนมีชะตากรรมเยี่ยงนี้นี่เอง แล้วอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยจะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อเขาได้ให้คำสาบานต่อหน้าเจ้านางศศิพินทุเทวีและพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ไว้เช่นนั้น ยังจะของคุ้มภัยที่ได้รับมาหลุดหายไปเมื่อใดก็ไม่รู้ แล้วผลของการกระทำในภพนี้จะส่งผลถึงพี่สรรค์ในภพของฉันอย่างไรบ้าง 

                             “แม่นางจารุศจี หม่อมฉันคิดว่าเราได้เวลาที่จะพาคนทั้งหมดนี้ขึ้นไปยังหมู่บ้านข้างบนกันได้แล้ว ดินแห้งพอที่จะทำให้เราไม่ลื่นล้มกันลงมา” 

                             “ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าเราทั้งหมดควรทำพิธีล้างเมืองให้เสร็จสิ้นเสียก่อนนะ” 

                             “ข้าเห็นด้วยกับท่านจารุศจี บัดนี้ผู้คนที่ควรอยู่ในพิธีก้อยู่ที่นี่แล้ว ท่านไปจัดเตรียมท่านรณกฤตให้พร้อมสำหับพิธีนี้เถิด” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย มีสติระลึกขึ้นมาได้ เขาตั้งใจทำพิธีสวดล้างเมืองเป็นอย่างดี ทุกคนต่างนั่งลงกับพื้นหน้าพระมหาราชวัง 

                             “สิ้นพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์อย่างน้อยเจ้านางควรอยู่ในพิธีนี้” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยกล่าวลอย ๆ ขึ้นมา 

                             ผู้ที่นั่งหัวแถวของเหล่าผู้ทรงศีลมองมายังฉันที่นั่งพับเพียบอยู่เบื้องหน้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า 

                             “เจ้านางศศิพินทุเทวีไม่ทรงทิ้งพิธีสำคัญนี่ได้ดอก เมื่อทรงเป็นผู้สร้างหมู่บ้านข้างบนสมพระประสงค์แล้ว  หน้าที่ต่อแคว้นเบื้องล่างนี้พระองค์ก็ต้องสานต่อจนจบ” 

                             หากแต่ทุกประโยคไม่ได้เข้าหูอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยเลย  ไม่ผิดสังเกกตแม้กระทั่งว่าเบื้องหน้าที่ฉันนั่งอยู่นี้ มีบายศรี พานสำหรับใส่ได้สายสิญจ์วางอยู่ หากแต่คนอื่น ๆ ที่สังเกตก็เพียงแค่คิดว่าเป็นการสมมุติให้รู้ว่าผู้ที่ต้องนั่งอยู่ตรงนี้คือใคร 

                             ฉันก้มลงกราบผู้ทรงศีลที่นั่งเป็นแถวอยู่เบื้องหน้า เสียงสวดก้เริ่มดังขึ้นทันที เมื่อจบบทสวดบทแรก ผู้ทรงศีลที่อยู่ลำดับแรกซึ่งฉันคิดว่าคงเป็นหัวหน้าคณะของผู้ทรงศีลทั้งหมด ผู้ทรงศีลที่มีหน้าตาคล้ายกับอำมาตยนายกอย่างชัดเจน เดินมายกตะกร้าที่ใส่กลีบดอกไม้เท่าที่หาได้ในเมืองนี้มาวางตรงเบื้องหน้าฉัน แล้วเอ่ยขึ้นว่า 

                             “กล่าวตามข้าพเจ้า” 

                             ฉันรู้ว่าท่านกล่าวดดยตรงกับฉัน หากแต่ผู้คนทั้งหมดไม่ได้คิดเช่นนั้น กล่าวตามจนเสียงฉันหายเข้าไปในเสียงที่ดังระงมขึ้นมาทุกทิศทาง 

                             “ข้าพเจ้าคงต้องให้ท่านอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยและอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ทำหน้าที่แทนพระองค์” 

                             ได้ยินเช่นนั้น ผู้ที่อาวุโสในตำแหน่งแห่งแคว้นในเวลานี้ต่างก็ลุกขึ้นไปหยิบตะกร้ากลีบดอกไม้นั้น น่าแปลกที่อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยกลับดูมีสติขึ้นเป็นอย่างมาก มีความตั้งใจและมีสมาธิในการทำพิธีเป็นอย่างยิ่ง ฉันจึงเดินตามเขาไป 

                             “ท่านทั้งสองเดินโปรยไปให้ทั่วเมืองได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกลับมานั่งที่นี่” 

                             ในขณะที่ผู้ทรงศีลสวดคาถา บทสวดต่าง ๆ นั้น ฉันก็เดินตามอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยไปตลอด อยากที่จะหยิบกลีบดอกไม้นั้นโปรยบ้างแต่กลับไม่สามารถจับต้องได้  แต่สิ่งที่แปลกประหลานคือฉันสัมผัสโดนมือของผู้ที่กำลังหยิบดอกไม้ในตะกร้า และเขาเองก็รู้สึกเช่นกัน อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยชงักและหยุดยืนนิ่งจนผู้คนมองมายังเขา สักครู่เขาจึงเดินต่อไป 

                             หัวหน้าคณะผู้ทรงศีลทรงกวักมือเรียกขุนทหารสองคนให้มาเบื้องหน้าของท่าน แล้วบอกสิ่งที่ต้องทำแก่เขา 

                             “เจ้าเอาบายศรีทั้งหมดนี้ไปวางยังด้านหลังของพระมหาวิหารเทียมสุวรรณทางด้านที่จะขึ้นไปปยังเนินเขา ส่วนเจ้าเอาม้วนได้สายสิญจ์นี้ไปผูกที่ต้นไม้ต้นแรกของทางขึ้นเชิงเขาแล้วส่งให้ผู้อื่นพันรอบเมืองนี้เอาไว้” 

                             “คนอื่น ๆ ไปช่วยกันยืนรอบสิ่งสำคัญของแคว้นเราตั้งแต่ต้นไม้ที่ขุนทหารผู้นี้ผูก อ้อมพระมหาวิหารลงไปยังวิหารในตลาดหน้าเมืองแล้วอ้อมไปด้านหลังของพระมหาวิหารเทียนสุวรรณจนถึงจุดที่บายศรี แล้วรอกันอยู่ที่เบื้องนั้น เสร็จจากพิธีตรงนี้พวกข้า ท่านอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย อำมาตย์รณกฤติธรรมฤทธิ์ แม่นางจารุศจีและผู้ที่มีหน้าที่ต้องร่วมในพิธีตรงนี้จะตามไป” 

                             ทุกคนแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ ดอกไม้ในตะกร้ามีไม่มากนัก ไม่สามารถโปรยได้ไกลมากและใช้เวลาไม่นาน อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยและอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์จึงตามไปนั่งข้าง ๆ ของแม่นางจารุศจี ฉันก็ตามไปเช่นกันและรู้ว่าที่นั่งฟังบทสวดนี้ของฉันคือเบื้องหน้าของคนทั้งสามคน 

                             เมื่อเสร็จพิธีทุกคนแม้แต่หมู่ผู้ทรงศีลต่างก็หันหน้ามายังพระมหาราชวังเพื่อทำความเคารพสูงสุดให้กับผู้ครองแคว้นที่ประทับอยู่เบื้องบน ฉันเองก็ทำเช่นกัน 

                             เสร็จจากพิธีตรงนี้ต่างก็ช่วยกันเก็บสิ่งของต่าง ๆ แล้วพากันไปรวมยังเชิงเขาที่จะขึ้นไปยังหมู่บ้านบนภูเขา ยกเว้นอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยที่ยืนกรานจะตามหาเจ้านางศศิพินทุเทวีให้เจอก่อนจึงจะยอมขึ้นไป ท่ามกลางการดึงรั้งกันนั้นก็มีขุนทหารผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพูดว่า 

                             “ข้าผูกสายสิญจ์เข้ากับต้นไม้ต้นแรกของชายเขานั้น มองเข้าไปเห็นเหมือนขาคนนอนอยู่ไม่ไกลนัก จึงวิ่งขึ้นไปดู ก็พบว่าเป็นขุนทหารมั่น องค์รักษ์ที่อารักขาเจ้านางศศิพินทุเทวีนอนตายอยู่ตรงนั้น พวกท่านรีบไปดูกันเถิด” 

                             “บางทีเขาอาจจะพาเจ้านางศศิพินทุเทวีขึ้นไปบนนั้นในช่วงเกิดแผ่นดินสะเทือนแล้วก็ได้ เพราะเขาเองก็รู้ว่าบนเทือกเขานั้นจะไม่ได้รับภัยเหล่านี้” 

                             ขาดคำกล่าวของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยก้กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังเชิงเขานั้นทันที 

                             สภาพของขุนทหารมั่นน่าหวาดกลัวยิ่งนัก เพราะลำตัวเต็มไปด้วยรอยฉกกัดของเหล่าอษรพิษเต็มร่างกาย เป็นที่แปลกประหลาดยิ่งนักเพราะเหล่าอษรพิษบนเถือกเขานี้ไม่ออกมาให้ผู้คนเห็นเป็นเวลานานแล้ว ขุนทหารจึงต้องเสียเวลาขุดหลุมฝังร่างของขุนทหารมั่นตรงนั้นอีกเป็นเวลานาน 

                             “ข้าพเจ้าคิดว่าท่านอำมาตย์รณกฤติพาเหล่าผู้ทรงศีลและผู้เฒ่าผู้แก่รวมถึงแม่นางจารุศจีไปยังลานหินข้างบนนั้นก่อนเถิด เผื่อจะได้ถามท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าด้วยว่าเจ้านางศศิพินทุเทวีเสด็จมาบนนี้แล้วหรือยัง พวกที่เหลือข้าจะพาตามขึ้นไปเอง” 

                             “ขอบคุณท่านมากท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ขอบคุณท่านมาก” 

                             กล่าวจบอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยก็พยายามกวักมือให้ทุกคนเร่งเดินตามเขาขึ้นไปยังลานหิน โดยแทบจะไม่หันมามองผู้ติดตามเลย หัวหน้าคณะผู้ทรงศีลกลับต้องทำหน้าที่ในการดูแลนี้เอง 

                             เมื่อเขาขึ้นมายังลานหินกลับไม่พบท่านมหาเถรสังฆราชเจ้า จนเขาเกือบจะเข้าไปในถ้ำแล้วหากแต่ผู้ทรงศีลท่านหนึ่งที่ตามติดเขามาดึงตัวเขาไว้แล้วมองมาที่ฉัน ฉันจึงเดินมายังปากโพลงถ้ำ ทำจิตให้นิ่ง สักครู่ก็มีเสียงของท่านมหาเถรสังฆราชดังออกมาว่า 

                             “ท่านมาแล้วหรือ” 

                             ทุกคนบนนั้นต่างเข้าใจว่า “ท่าน” หมายถึงอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ฉันจึงนั่งลงกับพื้นแล้วก้มลงกราบสักการะ 

                             “ในที่สุดทุกคนก็ไม่พ้นชะตาที่ถูกลิขิตไว้ เคราะหืกรรมผูกโยงข้ามภพข้ามชาติ เจ้าคงเข้าใจแล้ว” 

                             “นกเข้าใจแล้วค่ะหลวงพ่อ นกขอไปทำหน้าที่ของนก ณ ที่ตรงนี้ก่อนนะคะ” 

                             ฉันเดินมายังจุดที่ขึ้นมาจากชายเขาก่อนจะเข้าสู่ลานหิน หัวหน้าผู้ทรงศีลเดินตามฉันมา พร้อมด้วยด้ายสายสิญจ์หนึ่งม้วนสวดคาถาอยู่สักครู่ ก็หันมามองสบตาฉัน 

                             ในขณะที่ฉันเริ่มพูด ท่านก็ดึงสายสิญจน์ออกจาม้วนถือปลายข้างหน฿งเอาไว้แล้วโยนม้วนนั้นลงไปตามทางลาดชันนั้น 

                             “ข้าพเจ้าขอปลดปล่อยทุกท่านจากหน้าที่ที่ถูกจองจำไว้ บัดนี้ทุกอย่างได้รับการปกป้องไว้อย่างดีแล้ว จะไม่มีใครขึ้นมาทำอันตรายให้กับผู้คนและหมู่บ้านบนนี้ได้ ยกเว้นพวกเขาจะเป็นผู้พามาเองเท่านั้น ขอท่านทั้งหลายจงไปตามลิขิตแห่งบาปบุญของท่าน และเจ้านางศศิพินทุเทวีซึ้งในน้ำใจของท่านทุกคนที่เป็นผู้กล้าเสียสละขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนในเมืองรอดตาย” 

                              ฉันนั่งลงคุกเข่ากับพื้น หัวหน้าผู้ทรงศีลกล่าวบทสวดจนจบแล้วโยนได้ที่เหลือลงไปกับพื้น ฉันเห็นร่างจาง ๆ ของผู้คนนับสิบลุกขึ้นมาจากดินคุกเข่าแล้วกราบลงกับพื้นก่อนที่จะสลายหายไป 

                             ฉันเดินตามหัวหน้าผู้ทรงศีลกลับมานั่งยังเบื้องหน้าท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าซึ่งมองตรงไปยังอำมาตย์รณหฤติสันตเดโชชัยแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ซึ่งความสงบนิ่งในด่วงจิต 

                             “ท่านอำมาตย์มนตรี บุญเก่าของท่านปกปักรักษาให้ขึ้นมาบนนี้ได้อีกครา หากแต่สัจจะวาจาที่ให้ไว้นั้นจะตามติดท่านไปตลอดนับจากบัดนี้” 

                             “มิเป็นไรเลยท่านมหาเถรสังฆราช ข้ายินดีทำตามสัจจะวาจาที่สาบานไว้กับเจ้านางศศิพินทุเทวียิ่งนัก  ข้ายินดีนักแล้วหากจะได้ติดตามรับใช้พระองค์ไปทุกภพทุพชาติ ขอเพียงให้ข้าได้เจอเจ้านางอีกสักครั้งเท่านั้น” 

                             “ถ้าเช่นนั้นท่านพาผู้คนของท่านเดินทางต่อไปเถิด” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยตีความนั้นว่าเขาจะได้พบเจ้านางศศิพินทุเทวี จึงรีบกราบลาแล้วพากันเดินต่อไป 

                             เมื่อมาถึงยังพุน้ำ เลยเวลาเพลไปมากแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่จึงขอหยุดพัก เพื่อกินข้าวปลาอาหารและเคี้ยวหมากพลูพอให้หายเหนื่อยหายเมื่อย ฉันอาศัยติดตามมากับคณะนี้ด้วยจึงไปยืนยังผาน้ำตกที่พุน้ำไหลแยกลงตรงซอกเขา ที่ซึ่งพี่สรรค์อยากให้ฉันมาเห็นเหลือเกิน แล้วฉันก็ต้องตกใจรีบหันตัวกลับมายังเสียงที่ร้องเรียกอย่างดังทันที 

                             “น้องหญิง พระองค์มาอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ พระองค์ปลอดภัยแล้วจริง ๆ พี่ขอโทษ พี่ยินดีรับโทษทุกประการ” 

                             ฉันและผู้คนทั้งหมดต่างชงักในอาการของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ทุกคนอ้าปากค้างบนสีหน้าที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดออกมา และกว่าที่ใครจะได้สติ อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยก็วิ่งตรงมายังฉันด้วยหมายจะจับมือ ปากแต่ร่างใหญ่ที่วิ่งมาด้วยความเร็วนั้นทะลุร่างของฉันลงไปสู่หุบเหวเบื้องหน้า ร่วงหล่นไปพร้อมกับลำธารที่ส่งเสียงดังก้องพื้นที่แห่งนี้ 

                             “รณกฤติ รณกฤติลูก” 

                             แม่นางจารุศจีถลันจะตามลูกชายไปที่หน้าผาแห่งนั้น แต่อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์รั้งกายไว้ได้ทัน นางรำเพยทรงกอดยึดตัวนางไว้ ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของผู้เป็นแม่ที่เห็นลูกร่วงหล่นไปต่อหน้าต่อตา เช่นเดียวกับผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายที่พากัยซับน้ำตา 

                             ฉันเองอยู่ในอาการที่ตกใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นี่ฉันเป็นสาเหตุให้อำมาตย์รณกฤติต้องจบชีวิตในชาติภพนี้เองหรือนี่ ฉันไม่รู้จะหันไปหาใครเป็นที่ยึดเหนี่ยว แต่ความสงบในใจของฉันไม่เหลือแล้ว หัวหน้าผู้ทรงศีลเดินออกมายังเบื้องหน้าฉันแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาว่า 

                             “ท่านสงบจิตสงบใจให้ได้เถิด ขอท่านฟังเสียงสวดของข้าแล้วทำสมาธิตามสักครู่เถิด” 

                             กล่าวจบเขาก็พนมมือสวดบทสวดที่ฉันไม่เคยฟังหากแต่น้ำเสียงที่สวดเยือกเย็น สงบนิ่ง สม่ำเสมอ จนฉันกลับมาสู่ความสงบได้อีกครั้ง ลมหายใจเป็นปกติอีกครั้ง 

                             ก่อนที่ฉันจะฟุ้งซ่านโทษตัวเองไปอีกต่าง ๆ นา ๆ เสียงของหลวงพ่อก็ดังขึ้นมาอีกว่า 

                             “เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไรเจ้าก็เข้าใจด้วยตัวเองแล้ว ดังนั้นอย่าเอาตัวเองเข้าไปผูกติด เขาทำกันมาตามชะตาลิขิตของเขาเอง เจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมของแต่ละคนที่ถูกกำหนดไว้แล้ว หน้าที่ของเจ้าเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว เจ้าก็ต้องไปรับกรรมในส่วนของเจ้าต่อไปเช่นกัน” 

                             ฉันสับสนไม่สามารถทำความเข้าใจไปกับหลวงพ่อได้แล้ว มีอะไรที่ฉันต้องทำอีกด้านในหมู่บ้านนั้น ฉันจะรีบทำให้เสร็จแล้วจบสิ้นกับภพภูมินี่เสียที ฉันเองก็จะรับไม่ไหวแล้วเช่นกัน 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น