เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 83 คราดาราเล่าขานกองทัพทหารรับจ้าง

ชื่อตอน : ตอนที่ 83 คราดาราเล่าขานกองทัพทหารรับจ้าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 44

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2562 12:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 83 คราดาราเล่าขานกองทัพทหารรับจ้าง
แบบอักษร

ตอนที่ 83 คราดาราเล่าขานกองทัพทหารรับจ้าง 

         ความฝันมีสองความหมายซึ่งความหมายทั้งสองนั้นเหมือน และแตกต่างกัน ความหมายที่หนึ่งคือการที่คนเรานอน และฝันเห็นเรื่องราว และสิ่งต่างๆ ความหมายที่สองคือความปรารถนาจักทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จในสักวันหนึ่ง อยากมีรถขับ อยากแต่งงาน อยากล้างห้องน้ำ อยากสร้างบ้านสักหลังในป่าแล้วโดนสัตว์ยึดบ้าน ความฝันนี้ไม่ใช่แค่ถามเราอยากเป็นอะไร อยากทำงานอะไร แต่ความฝันแท้จริงแล้วคือความปรารถนาลึกๆในใจว่าเราอยากให้ความฝันนั้นกลายเป็นจริงไม่มากก็น้อย

         สมัยเด็ก คุณครูอนุบาลมักสอนเด็กอนุบาลให้รู้ถึงสิ่งต่างๆรอบตัว พาเราเต้นออกกำลังกายยามเช้า พาเราวาดรูปเล่น แล้วก็เอาเด็กดื้อลงจากต้นไม้ กล่อมให้พวกเจ้าหนูนอนหลับกลาง และเปิดหนังสือนิทานเล่านิทานคำสอนแง่คิดต่างๆให้พวกเจ้าหนูฟังเป็นบทเรียนที่เข้าใจง่าย ในช่วงเพลาแห่งการสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆนี้คือจุดกำหนดว่าตัวเราในอนาคตอันใกล้อยากทำหรืออยากเป็นอะไร และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ “ความฝัน”

         ยกระดับจากชั้นอนุบาลสู่ชั้นประถมศึกษา ช่วงเวลานี้ที่เหล่าเด็กน้อยเริ่มความคิดจิตนาการอันไร้ขอบเขต พวกเด็กน้อยคิดว่าอะไรก็เป็นไปได้ แม้นแต่เรื่องเอาค้างคาวมาเลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้าน อยากโตไปเป็นไอ้มดแดง หรืออยากเป็นนักบินอวกาศ เพลาช่วงประถมคือเวลาแห่งความฝันอย่างแท้จริง ความต้องการ ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดเจือปน และบีบบังคับให้ต้องละทิ้งความฝันที่เปี่ยมด้วยพลัง และความหวัง

         ความฝันของเด็กคือความฝันที่แท้จริงหรือไม่ บางทีอาจใช่ และบางทีอาจไม่ใช่

         เด็กคนหนึ่งเฝ้าคิดถึงความฝันของตัวเองเนิ่นนานกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่

         เด็กคนหนึ่งอาจลืมเลือนความฝันของตัวเอง และเลือกใช้ชีวิตสนุกไปกับสิ่งอื่นๆอย่างความรักหรือความท้าทายใหม่ๆ

         และในท้ายสุดเมื่อเด็กทุกคนโตเป็นผู้ใหญ่…

          ความฝันที่เคยเชื่อมั่นหวังให้เป็นจริงจักถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาอยากมีชีวิตรอดบนโลก…ที่อยากให้เราเป็นอย่างที่มันต้องการ..

         ไม่ใช่ว่าโลกคือปีศาจร้ายชอบทำลายล้างความฝัน โลกไม่ผิด สังคมไม่ผิด ไม่มีใครผิด เรื่องนี้ไม่มีถูก และผิด เพราะทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และเส้นทางที่เราเลือก.. ว่าจะทำอย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่เราถามตัวเราเองอย่างจริงใจ และแน่วแน่ว่า “ชีวิตนี้ต้องการอะไร?

         ยังอยากทำตามฝันหรือไม่?

         เลิกฝันแล้วหาแฟนสักคนแล้วพยายามทะนุถนอมความรักให้ยั่งยืนดีหรือไม่?

         หรืออยากทำงานเพื่อทำนาเกลือ?

         แต่เอาที่หลายคนอยากคือการหาความสุขให้ตัวเองไม่ว่าวิธีใดวิธีหนึ่ง

         ท่ามกลางเส้นทางนับล้านที่นำพาเรามุ่งทะยานสู่จุดหมายปลายทาง และพานพบเรื่องราวระหว่างทางที่แตกต่างกัน น้อยคนนักเลือกเชื่อมั่นในความฝัน ส่วนมากแล้วผู้ใหญ่ชอบเลือกเส้นทางที่มั่นคง และรองรับว่าชีวิตพวกเขาจักเรียบง่าย มีเงิน บ้าน แมวสักตัว สุขสำราญกับชีวิตสะดวกสบายในห้องเย็นๆ พวกเขาเปลี่ยนความฝันเป็นเป้าหมายในการไต่เต่าตำแหน่งหน้าที่การงานหรือการแข่งขันในตลาดขายสินค้าเพื่อมองหากำไรก้อนโต ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาจะไม่บอกความฝันของพวกเขาให้ใครฟัง เพราะเหตุผลหลายอย่างซึ่งเหตุผลส่วนมากคือพวกเขาลืมมัน และเหตุผลส่วนน้อยคือ..ความฝันของพวกเขายากเป็นความจริง และอื่นๆ

         บนเส้นทางสำหรับผู้ที่เลือกเชื่อมั่นในความฝัน เส้นทางนั้นมันไม่ได้ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย… มันลำบาก มันทรมาน มันพรากสิ่งสำคัญในชีวิตเราเพื่อแลกกับสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เอาตรงๆคือหากฝันง่ายๆฝันก็เป็นจริงง่าย แต่ถ้าใครฝันยากๆอยากเป็นหมอ อยากเป็นนายก อยากเป็นมนุษย์ค้างคาว เหล่าผู้คนที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ และแปลกประหลาด ความฝันที่สูงเกินกว่าใครคิดว่าจะทำสำเร็จ พวกเขาเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตเข้าแลก.. เพื่อทำให้มันเป็นจริง และในบางครั้งหรือบ่อยครั้งมันมีคำถามที่พวกเขาถามตัวเองตลอด “ทำเพื่อใคร” ทำทำไม” “ทำไมต้องลำบากขนาดนี้” “ทำไมไม่เลือกชีวิตที่ง่ายกว่านี้” “ทำไมไม่ยอมแพ้”

         ศิลปินบางคนเป็นบ้าเพราะทุ่มเทให้งานอย่างหนัก

         ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนสัมผัสถึงความโดดเดี่ยวเมื่อยืนบนจุดสูงสุด และต้องผิดหวังว่าสิ่งที่ฝันไม่เป็นอย่างที่คิด

         คนมีความฝันจำนวนมากพยายามไขว้คว้าแสงสว่างสุดชีวิต และความจริงคือมันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำฝันเป็นจริงได้…

         ไม่รู้ว่าต้องพยายามกี่หมื่นครั้ง ไม่รู้ว่าต้องสู้ต้องล้มอีกกี่ล้านครั้งเพื่อทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง

         ใช้เวลานานเพียงใด ใช้เงินมากมายเพียงใด

         ต้องทุ่มเทแค่ไหนจึงจักทำความฝันเป็นจริงได้นั้น ไม่มีใครรู้คำตอบนอกจากตัวเราเอง 

         มันสนุก และมีความสุขทุกครั้งเมื่อทำงานสำเร็จ และภาคภูมิใจเมื่อก้าวเข้าใกล้ความฝันที่หวังอีกก้าว กระนั้นมนุษย์ยังเป็นมนุษย์ และความจริงคือพวกเราไม่สามารถมีความสุขได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่สามารถยิ้มได้ตลอด ไม่สามารถคว้าความสุขทุกวินาที ในเวลาที่ไม่ได้ทำงานเพื่อความฝันนั้น พวกเขารู้สึกว่างเปล่า..เงียบเหงา..และมักถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่…

         สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งสำหรับคนมีความฝันคือการตัดสินยอมแพ้ เมื่อรู้ว่าความฝันนั้นไม่มีวันเป็นจริง 

         ต่อให้มันมีความเป็นไปได้หรือบางทีอาจเป็นจริงในสักวันหนึ่ง แต่ว่าเราจักทุ่มเทให้มัน จะเสียเวลาเป็นสิบๆปีให้ความฝันหรือไม่ มันจะมีคำถามต่อๆมาเสมอเพื่อถามเรายังเชื่อ? ยังพร้อม? ยังคงอยากทำตามความฝันหรือไม่? และในบางครั้งที่ชีวิตไม่อ่อนโยน ไม่คาดหวังในตัวเรา ยามเราตระหนัก และสัมผัสความขมขืนของเรื่องราวที่ไม่เหมือนอย่างที่คิด อาจมีใครสักคนก้าวนำหน้าเราไปไกล คนที่มีความฝันเช่นเดียวกับเรา เมื่อเรามองเขา เราจะรู้สึกอย่างไร

         กระอักกระอ่วน อึดอัด รู้สึกว่าความพยายามหลายปีมันไร้ค่าเมื่อต้องเจอกับคนที่ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็สามารถทำสิ่งที่เราหวังให้เป็นจริงได้ง่ายๆ เขาหรือนางมีความเป็นไปได้ และสิทธิ์เอื้อมคว้าความฝันมากกว่าเราหลายเท่า ยามที่เรามองแล้วมันเจ็บปวด และอยากวิ่งหนีจากความจริงตรงหน้า

         มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก เพราะมันยังมีอะไรอีกมากมายที่ตีเรา ต่อยเรา บีบให้เรายอมแพ้ตรงนี้ เลิกซะ มันเสียดายเวลามากเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทุ่มเทกับสิ่งที่ไร้ค่า ความฝันของเรา..มันมีค่าพอให้ต้องทุ่มเทมากเพียงนี้เลยหรือ?

         ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้มแล้วล้มอีก เพื่อนๆคนอื่นประสบความสำเร็จก่อนเรา ครอบครัว และญาติมิตรที่คอยจับตามอง และนินทาเรา กล่าวว่าเราเพ้อฝัน และกำลังเล่นสนุกอย่างไม่ลืมตามองโลกแห่งความจริงว่ามันเป็นเช่นไร

         และ ณ ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคนมีความฝัน.. ต้องมีเวลาที่เลือกวิ่งหนี… หนีจากความจริง หนีจากอุปสรรค หนีจากความท้าทาย เหตุเพราะว่ามันไม่ไหวแล้ว.. ร่างกาย และจิตใจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยง และความหนักของความฝันอีกต่อไป..

         คำว่า ยอมแพ้ ต่อให้วิ่งหนีแล้วมันก็ยังตามหลอกหลอนไม่สิ้นสุด 

         ทว่าทำไมเรายังต้องถามตัวเอง และหาคำตอบหรือ

         เหตุเพราะว่า..ในใจลึกๆแล้ว…เรายังเชื่อมั่นในความฝัน และความหวังอย่างไรละ 

         … 

         .. 

         . 

         แม้นเสียงแห่งความหวังแผ่วเบาราวเสียงกระซิบเจ้าปีศาจ กระนั้นเรารู้ตัวดีว่าชีวิตนี้ยังมีความหวัง  

         และสำหรับสาวน้อยอวบๆนางหนึ่ง กาลครั้งหนึ่ง นางไม่ใช่แค่คนที่มีความหวัง แต่นางคือคนที่สร้างความหวัง 

         ท่ามกลางโลกอันมืดมิด แสงแห่งความหวังของนางจักส่องสว่างเรืองรอง อบอุ่น และเปี่ยมด้วยพลังที่จะกล้ากอดคนที่สิ้นหวังที่สุดในโลกใบนี้…

         ..

ณ ทุ้งหญ้าเขียว แนวเนินเถือกเขานภาโฮเฮ็น[จุดยุทธศาสตร์สงครามสองแคว้น]

         แนวถนนหิน ริมฝั่งมีบริเวณเนินราบให้พื้นที่นักเดินทางตั้งกระโจมพักค้างแรม รัตติกาลนี้คนจับจองพื้นที่พักคือกองทัพทหารรับจ้าง “ทัพเดธแลน” กองทัพทหารรับจ้างคือกลุ่มทหารไร้สังกัด ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใดผู้หนึ่ง พวกเขาคือนักสู้ นักรบ สัตว์ประหลาดที่โลดแล่นในสนามรบต่างๆโดยยอมทำงานให้นายจ้างเพื่อเงินทองที่คุ้มค่าให้เสี่ยงชีวิต สู้เพื่อนายจ้าง ทัพเดธแลนมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้นร้อยกว่าชีวิต รองหัวหน้าชื่อ “ราเมีย” และหัวหน้าใหญ่ผู้นำกองทัพคือ “โรแลน”

         เครื่องแต่งกายทหารสีดำบ่งบอกถึงสังกัดกองทัพ ธงศึกคือเครื่องหมายข่มขวัญศัตรูให้กริ่งเกรงหวาดกลัว

         สิ่งสำคัญสำหรับทหารรับจ้างคือชนะศึกเพื่อนายจ้าง และนำความสำเร็จมามอบให้นายจ้าง

         งานส่วนมากที่ทหารรับจ้างรับคืองานใช้แรง สู้ศึกในสนามรบเพื่อบดขยี้ฝ่ายตรงข้าม หรือหากนายจ้างมีอะไรอย่างอื่นให้ทำ พวกเขาก็พร้อมยอมรับ และทำตามคำสั่ง

         ไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด เส้นทางของกองทัพทหารรับจ้างขถูกกำหนดด้วยการตัดสินใจของหัวหน้าใหญ่

         และหัวหน้าใหญ่คือผู้นำสูงสุดในกองทัพ คำใดคำนั้น

         “เด็กคนนี้มีอะไรพิเศษขนาดต้องพึ่งพากองทัพทหาร”

         รองหัวหน้าราเมียเอ่ยอย่างสงสัย ครั้นหัวหน้าใหญ่โรแลนตอบกลับ “เพราะตัวจริงนางคือสัตว์ประหลาด” ชายหนุ่มตัวสูง และใหญ่ยักษ์สวมผ้าคลุมสีดำทมิฬปักตราสัญลักษณ์กองทัพรูปหัวมังกรขาด คราวสายลมพัดผ่านพวกเขาที่กำลังยืนตระหง่าน ณ เนินดินสูงกว่าพื้นที่ตั้งค่ายเบื้องล่าง รอบด้านพวกเขามีโขดหินประปราย และร่องรองอารายธรรมโบราณที่พังทลายเหลือเพียงซากกำแพง และฐานอาคาร

         ภายใต้ผ้าคลุมคือชุดเกราะหนังมังกรมีร่องรอยกรงเล็บ และรอยขาดมากมายแต่งแต้มแสดงเรื่องราวอันแสนหฤโหดที่หลายครั้งเคยเกือบดึงโรแลนลงสู่ความตาย กระนั้นเพราะมีชุดเกราะนี้เขาจึงมีชีวิตรอดมิเสื่อมสลาย ยังสามารถดื่มน้ำกับลูกน้อง เพื่อน และชื่นชมความงามบนผืนดินเขียวชอุ่ม เรื่องที่นักรบหนุ่มตอบลูกน้องเมื่อครู่ ประโยคดังกล่าวเขาพูดกึ่งจริงกึ่งเท็จ เพราะว่าบอกตามตรงพวกเขาไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเป้าหมายเลยนอกจากรูปภาพเป้าหมาย

         เป้าหมายเพียงหนึ่งคน ไม่ใช่สามคนหรือสี่คน มิใช่ให้พวกเขาสู้กับอีกกองทัพหนึ่งด้วยซ้ำ

         ฉะนั้นมันเลยแปลกเหลือเกินที่นายจ้างพวกเขาจ้างให้ทำลาย?สาวน้อยธรรมดาบ้านๆ

         หากมองรูปร่างภายนอกแล้วดูนางน่ารักน่าชัง เตะเบาๆก็สลบแล้วกระมัง

         เรื่องแบบนี้มีบ่อย และตามทำนองเรื่องแล้วมันมักมีปัญหา และเรื่องชวนตกตะลึงเสมอ

         คิดจากประสบการณ์ของผู้ใหญ่สองคนที่มีความเป็นไปได้ว่าเป้าหมายของพวกเขาอาจเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆไม่แค่สาวน้อยธรรมดา

         “อย่าบังอาจสงสัยในคำสั่งผู้นำ…พวกฉลาดชอบบอกคนโง่เช่นนั้นเพื่อปกป้องไม่ให้คนโง่กลายเป็นคนฉลาด”

         ทหารมีหน้าที่รับคำสั่ง และทำตามกฎอย่างเคร่งครัด ใครที่ฝ่าฝืนคำสั่งย่อมได้รับการลงโทษ

         “พวกเราไม่สุนัขล่าเนื้อของมันซะหน่อย”

         ราเมียหลุบตามองแผ่นดินใต้แสงเดือนสลัว ป่าไม้ส่ายโครม วิหกราตรีโบยบิน สังคมมักคิดว่าทหารคือคนโง่มีดีแค่แรง แต่ไม่มีสมอง พวกเขาโดนดูถูกจากคนในสังคม และที่น่าหนักใจกว่าคือพวกเขาโดนรังเกียจจากคนที่พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง..

         “…” โรแลนเหลือบมองราเมีย และกล่าวด้วยวาจาหนักแน่นทรงพลัง “เจ้าเป็นคนฉลาด ฉะนั้นใช้สมองเยอะๆ และจำไว้ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด”

         ปับๆ

         นักรบหนุ่มยกมือหนาตบบ่าๆลูกน้องชอบคิดมาก คิดมากสิดี แต่บางเรื่องคิดได้ แต่อย่าบังอาจถลำลึกจนค้นเจอสิ่งที่อาจมาตามล่าเอาชีวิต เหมือนสำนวนที่คนรู้มากน่ะดี แต่รู้เยอะไปก็อันตราย มันเป็นประโยคที่พวกตัวร้ายชอบพูดเวลาถูกคนฉลาดเดาความคิดถูก ผลสุดท้ายคนเราอาจต้องตายเพราะรู้มากเกิน โรแลนกล่าวเตือนลูกน้องให้ระวังอย่าเผลอพูดข้อสงสัยที่ไม่แน่ชัดให้ใครฟังนอกจากคนที่เขาไว้ใจ วันนี้อาจไม่มีเรื่อง แต่วันหน้าอาจไม่แน่

         “หึหึ ชีวิตพวกเราฝากไว้กับท่านมิใช่หรือ”

         ราเมียสบตาโรแลนที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ฮูด ชีวิตของทหารรับจ้างขึ้นอยู่กับหัวหน้ากองทัพ ฉะนั้นโรแลนคือเจ้าของชีวิต และที่พึ่งของทหารทุกคน

         คนอื่นล้มได้ แต่โรแลนจะล้มไม่ได้อย่างเด็ดขาด

         นักรบหนุ่มไม่ตอบ แต่ยกมือจับศีรษะลูกน้องและลูบขยี้แรงๆ “พอๆ” ราเมียโอด

         “ฮาๆ”

         โรแลนไม่ใช่แค่พี่ใหญ่ แต่ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคุณพ่อ คุณปู่ด้วย นักรบหนุ่มแบกรับชีวิตลูกน้องบนบ่า ต้องเป็นหัวหน้า และผู้นำของชุมนุมน้อยๆนี้ทำพวกเขาให้มีชีวิตรอด และมีความสุขบนโลกใบนี้ “ความรับผิดชอบคือสิ่งสำคัญของผู้ใหญ่ จำไว้ไอ้หนู” โรแลนกล่าวเสียงทุ้มต่ำราวเสียงสัตว์ในตำนาน หากวัดอายุแล้ว เขาคงอายุสูงมากๆ

         สูงกว่ามนุษย์คนใด

         “ชิ ทำเหมือนพวกเราเป็นเด็ก”

         ราเมียเบ้ปากแย้งพลางปัดฝ่าโรแลนที่ขยี้หัวเขาผมกระเซิง และสะบัดร่างเดินกลับเข้าค่ายพัก ทิ้งโรแลนให้ยืนอย่างทระนงเดี่ยวดายบนเนินหญ้าสีน้ำเงิน อากาศหนาวเย็นมีลมราตรีพัดเป็นระยะ นักรบหนุ่มสะพายดาบสังหารเล่มโตบนหลังใต้ผ้าคลุมตัวแทนแห่งการทำลาย เขาทรุดเข่านั่งลงบนซากกำแพงอิฐ และหยิบคว้าแก้วน้ำเปล่ามาดื่มดับกระหาย “…แด่กองทัพเดธแลน แด่พี่น้องในสนามรบ”

         โรแลนเทน้ำใสรดลงพื้นดินบริเวณฐานกำแพงบ้านที่มีดอกพวยแพงสีม่วงเติบโตเบ่งบานผลิดอกสวยงาม.. เขาชอบดอกไม้.. และรักความสงบ

         --   

      

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น