บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เดือนดับลาลับแล้ว

ชื่อตอน : เดือนดับลาลับแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 47

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2562 11:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เดือนดับลาลับแล้ว
แบบอักษร

เดือนดับลาลับแล้ว 

                              

               พระจันทร์เพิ่งจะขึ้นขอบฟ้า ยิ่งส่องให้เห็นชัดว่าท้องฟ้าวันนี้มีสีเหลืองจนเกือบจะไม่มีสีฟ้าอยู่เลย แผ่นดินเงียบสงบอีกครั้ง ไร้ซึ่งเสียงจั๊กจั่นเรไรใด ๆ ในยามค่ำคืน  

                             ขณะที่แต่ละเรือนกำลังเก็บของเพื่ออพยพในวันพรุ่งนี้ 

                             ขณะที่ทุกคนในบ้านของอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ร้องไห้กันจนเสียงดังออกมานอกเรือนเมื่อรู้เรื่องการเสียสละครั้งสำคัญของขุนหลวงลาภัตมนตรี 

                             ขณะที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงเข้าสมาธิลึกอยู่ในห้องของบรรพบุรุษ 

                             ขณะที่ในมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวียังมีเสียงสวดคาถาต่าง ๆ ดังระงมอยู่ และเจ้านางเองก็จัดเตรียมข้าวของลงหีบ 

                            ชั่วขณะนั้นเอง แผ่นดินก็สั่นไหวขึ้นมา ความแรงของการสั่นนี้ทำให้ของต่าง ๆ ที่แขวนหรือห้อยไว้ร่วงหล่นลงมา ผู้คนไม่สามารถทรงตัวให้ยืนอยู่ได้ แต่เพียงไม่นานนักก็หยุดไป  

                             เจ้านางรีบอาศัยจังหวะที่แผ่นดินหยุดสั่นไหวแล้วนั้น ใช้มือกดแผ่นหินเหนือขอบช่องลมที่มีอักษรปัลวะสลักไว้เช่นกัน เป็นผลให้แผ่นหินด้านบนเปิดออกเป็นช่องพอที่จะดึงหีบจากเบื้องล่างขึ้นไปได้ 

                             เสียงของผู้คนจากเรือนต่าง ๆ เริ่มเอะอะดังขึ้น ขณะที่เจ้านางกำลังจะออกจากประตูลับทางด้านห้องนอนเพื่อออกไปตามขุนทหารให้เตรียมขึ้นไปทางด้านนอกของปราสาทแล้วปีนขึ้นไปด้านบนของพระมหาวิหารเพื่อเตรียมหย่อนเชื่อกลงมาผูกกับหีบแล้วดึงขึ้นไป แต่แล้วแผ่นดินกลับสั่นไหวอีกครั้ง ครั้งนี้ถึงขั้นทำให้ผู้คนล้มกลิ้งไปมา ต้นไม้ที่รากไม่ได้หยั่งลึกนักเริ่มหลุดจากดินขึ้นมา เรือนที่ไม่ได้มั่นคงนักล้มพังอีกครั้ง 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกลิ้งไปด้วยแรงสั่นของพื้นจนกระทั่งหัวไปกระแทกกับแท่นหินที่ใช้วางเครื่องบูชาต่าง ๆ จนเลือดอาบไปทั้งหน้า ไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากลมหายใจที่รวยริน และด้วยแรงกระแทกของพระองค์ที่ถูกเหวี่ยงไปในครั้งที่สองทำให้รูปสลักพระพุทธรูปล้มลงทับไปที่ศรีษะของพระองค์ 

                             ฉันรู้ว่าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์สิ้นใจแล้ว แต่ฉันไม่เห็นวิญญาณของพระองค์เช่นที่เคยเห็นจากกายละเอียด ทุกครั้งที่ผ่านมา 

                             ท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าทรงออกมาสวดมนต์นั่งสมาธิที่ริมหน้าผา ในขณะที่พระจันทร์ใกล้ขึ้นถึงกลางท้องฟ้า พระจันทร์เต็มดวงแต่กลับไม่มีแสงสว่างอย่างที่เคยเป็น 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีเองก็ไม่สามารถทรงกายอยู่ได้เช่นกันแรงเหวี่ยงทำให้พระองค์ซวนเซล้มไปล้มมา พอจะตะกายผนังกำแพงเพื่อใช้ยึดตัว กลับเซไปโดนก้อนหินที่เป็นดาลปิดประตูทางเข้าออกด้านห้องนอนของพระองค์ ดาลประตูนี้เมื่อปิดจากข้างในแล้ว จะเปิดออกอีกไม่ได้ นอกจากจะมีผู้กดฝ่ามือจากแผ่นหินที่ลงอักษรปาลวะทางฝั่งห้องนอนของพระนางจึงจะเปิดได้อีกครั้ง 

                             “เจ้าพี่รณกฤต ท่านอยู่ที่ไหน ข้ากลัวเหลือเกินแล้ว” 

                             อำมาตย์รณกฤตเองพยายามไปประคองมารดาของตนให้มายึดอยู่กับเสาเอกของบ้านซึ่งมั่นคงที่สุด แต่ตัวเขาเองกลับเสียหลักและถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับโอ่งดินเผาที่ใส่น้ำไว้จนโอ่งแตกด้วยน้ำภายในที่เหวี่ยงวนไปภายในโอ่ง เขาสลบไปทันทีไม่ได้รู้ว่าตนเองถูกเหวี่ยงไปที่ใดอย่างไรบ้าง 

                             แผ่นดินสั่นสะเทือนในครั้งนี้แรงและนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อหยุดนิ่งแล้วทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงัดลงทันที ผู้คนในเรือนต่าง ๆ เริ่มจุดไฟเพื่อให้มองเห็นสมาชิกในบ้านของตน เสียงสวดมนต์ที่ดังกึกก้องเริ่มเบาลง ราวกับว่ามีผู้ที่สวดน้อยลง 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีตะโกนเรียกผู้คนทางด้านบนเผื่อจะมีใครได้ยินแล้วช่วยนำตัวพระองค์ขึ้นไปได้  ทรงหวาดกลัวจนกายสั่น แล้วชื่อที่ทรงตะโกนเรียกอย่างคนเสียขวัญอย่างยิ่งคือ 

                             “เจ้าพี่รณกฤต ช่วยน้องด้วยยย น้องกลัวเหลือเกินแล้ว อย่าทิ้งน้องให้ต้องเผชิญค่ำคืนนี้โดยลำพังเลยเพคะ” 

                             สิ้นเสียงของเจ้านาง ฟ้าร้องคำรามดังกึกก้อง ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างหนัก พายุพัดอย่างรุนแรง ครานี้ต้นไม้ใหญ่เองก็ยึดพื้นดินไม่ไหว หลุดถอนล้มลงระเนระนาด น้ำฝนที่สาดซัด ทำให้อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ได้สติฟื้นขึ้น แต่ก็ยังงงหัว จนกระทั่งประคองตัวเองให้ลุกนั่งได้ 

                             ร่างที่นั่งสวดมนต์ที่ริมหน้าผาหินเสียหลักร่วงลงสู้พื้นดินข้างล่างแต่แล้วกลับมีสิ่งที่คล้ายเชือกเส้นใหญ่มาก ๆ สีดำพุ่งตามลงไปเกือบจะทันทีแล้วรัดเอาร่างนั้นกลับเข้าไปในถ้ำ ถัดเข้าไปจากโค้งหินที่จะไปยังพุน้ำนั้นช่างมหัศจรรย์เหลิกเกินที่ไม่มีการสั่นไหวของต้นไม้ที่ขึ้นกันอย่างหนาทึม ราวกับว่า ณ โค้งหินนี้ขึ้นไปไม่ได้รับแรงสั่นไหวใด ๆ และบนเทือกเขาทั้งหมดนี้กลับมีฝนตกหนักธรรมดาไม่ได้มีพายุพัดกรรโชกแต่อย่างใด 

                             กายละเอียดของฉันลอยผ่านเม็ดฝนขนาดใหญ่แต่ไม่ได้แตะต้องผิวกาของฉันเลย เห็นบุคคลทั้งสี่คือวีระภัทร ถิรัต ขวัญเมือง ชุติเทพ และมะลิมาศ ยืนอยู่ยังพื้นที่ของตนแต่ลำตัวใหญ่เหมือนยักษ์ในนิทาน กวัดแกว่งเมฆฝนให้ไปทางอื่น ร่างโปร่งบางของอำมาตยนายกและขุนหลวงลาภวัตมนตรีก็นั่งในท่าทำสมาธิคนละด้านของเสาหลักเมืองขนาดใหญ่ เพ่งจิตไปตามเสียงบทสวดของพระมหาเถรสังฆราชที่สวดมนต์ด้วยเสียงอันดัง จนผู้คนในเรือนต่าง ๆ พากันแปลกใจ จึงลุกขึ้นมานั่งพนมมือและฟังเสียงบทสวดนั้น 

                             ฝนที่ตกอย่างหนักนั้น ทำให้ห้องท้องพระคลังของเจ้านางเต็มไปด้วยน้ำเพราะการที่สอยาแนวอย่างแน่นหนาทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกไปได้ ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้นมาถึงหน้าแข้งของพระองค์ หินที่ก่อสร้างอย่างแน่นหนาและเรียบสนิทของมหาวิหารแห่งนี้ทำให้พระองค์ไม่สามารถจะยึดเกาะสิ่งใดเพื่อปีนขึ้นไปยังช่องด้านบนได้ 

                             เมื่อได้สติ เจ้านางก็มิทรงร้องหาอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยอีกแล้ว มีแต่ความเป็นห่วงพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ทรงกำสายสิญจ์ที่คล้องพระเครื่องไว้แน่น เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพระองค์ 

                             มะลิมาศที่รับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างหากแต่ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ร้องไห้ในขณะที่ต้องทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาหมู่บ้านของตน 

                             “เจ้านางเพคะ อำนาจของข้ามีแต่เพียงบนนี้ ข้าช่วยอะไรพระองค์ไม่ได้เลย” 

                             นางร้องไห้และเกือบควบคุมสติไม่ได้เช่นเจ้านาง แต่แล้วกายละเอียดของมะลิมาศกลับมองเห็นฉัน แล้วเอาแต่ตะโกนให้ฉันช่วยเจ้านาง 

                             “เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไรข้าไม่รู้ หากแต่เจ้าคือเจ้านางในอีกภพภูมิหนึ่ง เจ้าช่วยพระองค์ในยามนี้แทนข้าก่อนเถิดหนา เจ้าคงไม่ได้มาเพื่อพรากเจ้านางไปจากภพนี้ใช่มั้ย” 

                             นั่นสิ ฉันเองก็เพิ่งคิดได้ตามคำของมะลิมาศ หรือว่าฉันมาที่นี่เพื่อพรากชีวิตของเจ้านาง แต่คำพูดที่ฉันจำได้ดีจากกายละเอียดของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ท่านมหาเถรสังฆราช พระมหาราชครู ฉันไม่ได้มาด้วยหน้าที่นี้นี่นา ฉันมาเพื่อทำบางอย่างให้เสร็จ แต่บางอย่างนั้นคืออะไร 

                             ฟ้าใกล้สว่าง ฝนยังไม่หยุดตก อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยร้อนรนยิ่งนัก เจ้านางอยู่ในมหาวิหาร จะเผชิญชะตากรรมอย่างไร เหล่าผู้ทรงศีลในมหาวิหารจะสามารถช่วยเหลือพระองค์ได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยพระนางไม่ได้ทรงอยู่เพียงลำพัง 

                             ระดับน้ำในห้องท้องพระคลังของเจ้านางสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จนพระองค์ต้องขึ้นไปอยู่บนหีบที่เตรียมจะขนขึ้นไป ร่างกายหนาวสั่นปวดหัวจนแทบระเบิด  

                            “เจ้าพี่ ท่านทรงบอกว่าจะไม่ทิ้งให้ข้าต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง ท่านผิดสัญญา ท่านไม่ทำตามสัญญากับข้าอีกคราหนึ่งแล้ว” 

                             พระจันทร์หายไปจากท้องฟ้าแล้ว แต่ก็ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาเช่นกัน ฟนยังตกหนัก พายุยังคงพัดอย่างรุนแรง แม้แต่หลังคาเรือนอันมั่นคงของอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ยังถูกพัดปลิว เขารีบพุ่งไปหาผู้เป็นแม่ ที่นอนหนาวสั่นลงกับพื้นแล้วอุ้มนางลงไปยังใต้ถุนเรือนเพื่ออาศัยบังฝน  

                             “ท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์พาทุกคนลงมาใต้ถุนเรือน หากฝนหยุดเมื่อใดท่านรีบรวบรวมผู้คนขึ้นไปยังหมู่บ้านบนภูเขานั้น ทางที่จะใช้เห็นได้ชัดเจนท่านไม่ต้องรอข้า พาผู้คนเข้าไปในหมู่บ้านให้เร็วที่สุด ข้าจะไปเฝ้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี ข้าจะทำพิธีล้างเมืองให้เสร็จพร้อมกับพระองค์แล้วจะตามขึ้นไป” 

                             เขาวางมารดาลงบนแคร่ที่บ่าวไพล่ใช้เป็นที่นั่ง แล้วพาบ่าวไพล่ที่เหลือขึ้นไปลากหีบที่เตรียมขนย้ายลงมา หวังว่าจะเจอผ้าที่แห้งเพื่อเปลี่ยนให้มารดาที่นอนตัวสั่นปากสั่นจนกระทบกัน 

                             เจ้านางเองก็ทรงมีอาการเช่นเดียวกัน เสียงฟันกระทบกันดังจนฉันได้ยิน ระดับน้ำขึ้นมาจนท่วมไปครึ่งพระวรกายที่หมอบลงไปกับหีบนั้น สายสิญจ์ที่คล้องคอห้อยออกมาจนไปคล้องกับด้ามสำหรับยกหีบด้านข้าง เมื่อพระองค์ทรงกายจะนั่งด้ายสายสิญจ์นั้นจึงถูกดึงจนขาดไปด้วย หลุดลอยเคว้งคว้างไปกับน้ำในห้องนั้น ด้วยความเย็นที่หนาวชาเจ้านางจึงไม่รู้สึกตัว ฉันสงสารเจ้านางยิ่งนักด้วยในเวลานี้สติของพระองค์อ่อนแอเต็มทน ความหนาวเย็นนั้นไม่ได้เพียงทำให้ร่างกายสั่นเท่านั้น หากแต่จิตใจและสติก็สั่นไหวเมื่อเอื้อมมือมาที่คอเพื่อยึดเอาองค์พระที่คล้องใส่สายสิญจ์ไว้เป็นกำลังใจและคำอธิษฐาน แต่กลับไม่พบ ความรู้สึกยิ่งชาวาบไปทั่วร่าง  

                             “ลูกคงไม่ได้ไปเจอเสด็จพ่อแล้ว เจ้าพี่รณกฤติทิ้งลูกให้เผชิญชะตากรรมตามลำพังอีกแล้ว เจ้าพี่สาบานไว้ ใยไม่ทำตาม” 

                             อำมาตย์มนตรีสันตเดโชชัย ก็อยู่ในอาการที่สติแตกเช่นกันเขาไม่รู้จะไปที่ไหนก่อนดีระหว่างพระมหหาราชวังและพระมหาวิหาร เขาต้องใช้เวลานานมากกว่าจะรู้ตัวเองว่ามาถึงหน้าพระมหาวิหารของเจ้านางแล้ว เนื่องจากดินที่ลื่นจนเป็นโคลนตลอดเส้นทาง 

                             ประตูพระมหาวิหารปิดสนิท เขาพยายามเขย่าระฆังที่หน้ามหาวิหารอย่างแรงจนเชือกขาดหลุดติดมือ เสียงระฆังกังวาลไปทั้งมหาวิหารแต่ไม่มีใครมาเปิด ขุนทหารที่เฝ้าก็หายไป เขาจำได้ว่าขุนทหารที่ชื่อมั่น เป็นขุนทหารที่เจ้านางไว้ใจและให้อยู่รับใช้ใกล้ชิดไม่ได้อยู่ที่นี่ บางทีเขาอาจพาเจ้านางไปหลบภัยที่ไหนแล้ว อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยพยายามตะเกียกตะกายพื้นดินที่ลื่นและน้ำที่ล้นเอ่อจากลำธารเพื่อไปยังด้านหลังของพระมหาวิหาร 

                             สภาพอันเปียกปอนและเลอะไปด้วยโคลน ผมที่เกล้าไว้หลุดล่วงออกมาจนดูกระเซอะกระเซิง อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยพยายามดิ้นรนไปจนถึงด้านหลังพระวิหารแต่ก็ไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปได้ พยายามตะโกนเรียกชื่อเจ้านางหากแต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบรับ ด้วยบัดนี้น้ำในห้องท้องพระคลังมีระดับสูงขึ้นจนท่วมล่างเจ้านางศศิพินทุเทวีที่นอนหมอบสั่นอยู่บนหีบ ความอึดอัดจากแรงกดของน้ำรอบด้าน ความมืดที่คลอบคลุมเข้ามาทำให้ดวงจิตของเจ้านางกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัว ความเจ็บปวด และความห่วงต่าง ๆ ที่ตัดไม่ขาดทั้งผู้ทรงศีลในมหาวิหาร พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พิธีล้างเมืองที่เตรียมไว้ ความเสียใจน้อยใจที่มีต่ออำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย คำสาบานที่ให้ไว้ การฝึกสมาธิวิปัสสนาใด ๆ ที่ทรงเพียรทำมาพระองค์ไม่สามารถระลึกถึงได้เลย 

                             เมื่อไม่มีเสียงขานรับ อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยจึงตะเกียกตะกายลุยน้ำลุยโคลนไปยังพระมหาราชวัง ด้วยหวังว่าขุนทหารที่ชื่อมั่นอาจจะพาเจ้านางหลบภัยเข้ามาอยู่กับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ใช้เวลานานแค่ไหนไม่รู้ได้ หากแต่แข้งขาของเขาล้า ระบมไปหมด จนกระทั่งมาถึงพระมหาราชวังซึ่งมีแต่ความเงียบ เสียงสายฝนข้างนอกไม่สามารถเข้ามาในนี้ได้เลย  ไม่มีขุนทหารนายเวรอยู่ตรงนี้  เขาพยายามลากขาที่ใกล้จะหมดแรงเดินเข้าไปยังท้องพระโรงด้านใน แต่ก็ต้องสะดุดล้มเมื่อเท้าลากไปชนกับร่างของขุนทหารที่นอนขวางกับพื้นโดยมีพระราชบัลลังก์ที่อยู่สูงสุดพร้อมทั้งเรื่องประดับยศต่าง ๆ ร่วงหล่นลงมาทับร่างของเขา มีแต่ขาเท่านั้นที่โผล่ออกมา อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขากลัวจนเย็นไปทั้งร่างและหัวใจ 

                             ที่ท้องพระโรงด้านในก็ไม่มีทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี เขาพยายามตะโกนด้วยเรี่ยวแรงที่พอมีเรียกชื่อของทั้งสองพระองค์แต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบมา พื้นที่ชั้นบนของพระมหาราชวังเป็นพื้นที่ที่บุคคลอื่นแม้แต่นายเวรขุนทหารก็ไม่สามารถขึ้นไปได้ เขาชงักเท้าที่กำลังจะวางลงบนบันไดขั้นแรก แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะก้าวขึ้นไปต่อ ทุกก้าวที่วางบนขั้นบันไดไม่ได้มั่นคงนัก บางอย่างทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวที่จะขึ้นมาบนนี้ 

                             เมื่อขึ้นมาถึง มีห้องมากมายหลายห้อง เขาไม่รู้จะเปิดประตูเข้าห้องไหน จึงตัดสินในเดินไปทางฝั่งขวาซึ่งอยู่ทางด้านพระมหาวิหาร มือที่สั่นระริกค่อย ๆ เอื้อมไปผลักประตู เขากลัวจะได้เห็นภาพที่ไม่อยากเห็น  

                             ภาพที่ปรากฎหลังจากที่บานประตูถูกผลักเข้าไป เป็นภาพที่เขาหวาดกลัวจริง ๆ ภาพของพระเจ้าหรรษาชยวรมัตน์ที่นอนอยู่กับพื้น ถุูกทับด้วยองค์พระประธานในห้องนั้น เลือดที่แห้งกรังตรงบริเวณศรีษะ ท่าทางในการนอนที่ผิดรูปร่าง แขนขาพับไปอย่างผิดรูป 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย รู้สึกว่าร่างของตนเองเป็นน้ำแข็งขึ้นมา แม้แต่หายใจก็ยังรู้สึกติดขัด เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปแล้วอุ้มพระพุทธรูปองค์ใหญ่ออกจากร่างของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ แล้วนำตัวพระองค์มานอนราบอยู่กับพื้นพรหมกลางห้อง หลังจากนั้นสิ่งที่เขาทำลงไปโดยอัติโนมัติคือการกราบถวายบังคมลาในท่าคุกเข่ายกมือพนมขึ้นเหนือศรีษะแล้วก้มลงมาจรดพื้น 3 ครั้ง ในครั้งที่ 3 เขาไม่สามารถยกตัวขึ้นตั้งตรงได้ ครานี้เขาร้องไห้อย่างอัดอั้นที่สุดแล้ว ทุกความอดทนพังทลายลงแล้ว 

                             เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าไม่ไกลจากแท่นที่วางองค์พระประธาน และองค์พระอื่น ๆ นั้น มีด้ายสายสิญจ์และพระเครื่องเช่นที่เขามีวางอยู่ เขายังจำคำพูดของผู้ที่ให้ของที่เป็นมงคลสองสิ่งนี้ได้ว่า 

                             “ขออย่าให้ด้ายนี้หลุดจากตัว ทุกอย่างอาจผ่านไปได้ หรือจากหนักอาจกลายเป็นเบาตามกุศลที่พวกท่านสร้างไว้แตกต่างกัน ขอให้รักษาด้ายนี้จนถึงวันที่กลับมาที่นี่”  

                             “พระดินเผานี้ข้าได้ทำไว้ในที่พำนักเบื้องล่างของข้าเป็นจำนวนมาก แต่ข้าเอาติดตัวมาเพียง 3 องค์ ดินที่ข้าใช้ใช้นำมาขึ้นพิมพ์นี้ข้านวดด้วยมือข้าเองจนป่นละเอียด เป็นเนื้อดินบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดปลอมปนแล้วผสมด้วยว่านศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นเราอีก 7 ชนิด ผ่านการลงพระพุทธคมเพื่อป้องกันภยันอันตรายต่าง ๆ เอาติดตัวไว้ตลอดเวลา ข้าพยายามช่วยพยายามฝืนชะตากรรมให้พวกท่านได้เท่านี้ละหนา” 

                             ใยพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ถึงได้ทรงถอดของสองสิ่งนี้ออกจากตัว เขาคิดพลางเอามือคลำที่ลำคอเพื่อหาด้ายสายสิญจ์ที่สวมคออยู่ แต่ไม่พบ ความตกใจจู่โจมเขาทันที เขาใช้สองมือควานหารอบลำคอ และถอดเสื้อที่ใส่มานั้นสลัดให้ของที่ติดอยู่กระเด็นหลุดออกมา แต่ไม่มีสิ่งใดกระเด็นออกมาจากเสื้อนั้น เขาทรุดลงนั่งนิ่ง ๆ อีกครั้ง นับแต่นี้อะไรจะเกิดก็ขอให้เกิดตามชะตากรรมไป ขอเพียงเขาได้รู้ว่ามารดาของเขาขึ้นไปยังหมู่บ้านข้างบนอย่างปลอดภัยแล้ว และขอให้เจอเจ้านางศศิพินทุเทวี หลังจากนั้นเขาไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว ดวงตาของเขาแห้งผาก ไม่มีน้ำตาออกมาอีกแล้ว  

                             ฝนยังคงตกอยู่ไม่ขาดสาย อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย นั่งอยู่นานมากกว่าจะรวบรวมสติได้อีกครั้ง ในยามนี้คงไม่สามารถฝังร่างของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ได้ด้วยดินทั่วเมืองเกือบจะกลายเป็นโคลนทั้งหมด แม้แต่จะเผาก็คงไม่สามารถทำได้ท่ามกลางสายฝน อีกทั้งเหล่าผู้ทรงศีลในมหาวิหารก็พากันเงียบไปหมด 

                             ใช่สิ เขายังต้องตามหาเจ้านางศศิพินทุเทวีให้เจอ จึงลุกขึ้นแล้วปิดประตูห้องให้สนิทเช่นเดิม รีบลงมาเบื้องล่าง เมื่อออกมาที่ท้องพระโรงด้านนอกเขาก็พบกับนายเวรขุนทหารที่ตามมาทั้งหมด ขาดแต่เพียงขุนทหารมั่น เขาจึงยังปักใจเชื่อว่าขุนทหารผู้ใกล้ชิดเจ้านางคนนี้น่าจะคุ้มภัยพาพระองค์ไปยังที่ปลอดภัย 

                             “พวกข้ามารอเฝ้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวีและท่าน เพื่อสอบถามภารกิจว่าจะให้พวกข้าทำเช่นไรต่อไป” 

                             “พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์สิ้นพระชนม์แล้ว ขอพวกท่านถวายบังคมลาที่หน้าพระราชบัลลังก์นี้เถิด” 

                             ทุกคนอยู่ในอาการชงัก หน้าตาตื่น สักครู่ก็ร้องไห้กันออกมาเบา ๆ แล้วพากันไปยังเบื้องหน้าพระราชบัลลังก์ที่ซึ่งพวกเขาเพิ่งจะจัดให้เข้าที่เมื่อวันที่มาถึง ทุกคนถวายบังคมลาด้วยท่าที่เหมือนกับอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย เมื่อหักห้ามความรู้สึกที่หลากหลายในจิตใจของพวกตนได้ จึงหันมาหาผู้ที่ยังคงเป็นหลัก เป็นที่พึ่งได้ในยามนี้ เพื่อนำพากันต่อไป 

                             “ข้าขอแบ่งพวกเจ้าออกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มแรกไปเกณฑ์ผู้คนทั้งหมดที่เจ้าเตรียมพาขึ้นไปยังหมู่บ้านข้างบน รวมทั้งข้าฝากครอบครัวข้าด้วยนำผู้คนทั้งหมดมารออยู่ที่ท้องพระโรงนี้ ซึ่งน่าจะคุ้มภัยได้มากที่สุดและอยู่ใกล้กับทางที่ไปยังเชิงเขาทางด้านมหาวิหารเทียมสุวรรณ  หุงหาทำกินภายนอกท้องพระโรงแล้วค่อยเอามาเลี้ยงดูกันยังพื้นที่นี้ห้ามล่วงล้ำเข้าไปยังท้องพระโรงด้านในเป็นอันขาด เมื่อฝนหยุดตกแล้วรอแดดเผาดินสักสองสามวันหากข้าไม่กลับมาเจ้าจงอย่ารั้งรอ พากันขึ้นไปยังหมู่บ้านข้างบนนั้น อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์จะเป็นผู้นำของพวกเจ้า 

                             อีกกลุ่มหนึ่งไปที่พระมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวีกับข้า เวลานี้ข้ายังไม่พบพระองค์รวมทั้งขุนทหารประจำพระองค์ที่ชื่อมั่น และข้าก็ไม่สามารถเข้าไปในพระมหาวิหารได้ไม่ว่าจะใช้ประตูด้านหน้าหรือด้านหลังของพระมหาวิหาร พวกเราต้องหาทางเข้าไปในพระมหาวิหารให้ได้เร็วที่สุด ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี” 

                             ต่อให้เข้าไปในพระมหาวิหารได้ พวกเขากก็ไม่สามารถเจอเจ้านางศศิพินทุเทวีได้อีกแล้ว ด้วยในเวลานี้ช่องทางที่จะพบเจ้านางได้ ทางเข้าออกกลับอยู่ด้านบนของพระมหาวิหาร ช่องทางที่เจ้านางทรงเปิดเตรียมไว้สำหรับให้นายเวรขุนทหารช่วยกันยกหีบสิ่งของต่าง ๆ ในห้องท้องพระโรงขึ้นไป บัดนี้ห้องนั้นมีแต่ความมืดของสายน้ำที่ท่วมท้นสูงขึ้นจากฝนที่ตกลงมาตลอดและไม่มีช่องทางให้น้ำระบายออกไปได้ เนื่องจากมีการสอแนวร่องหินเอาไว้แน่นหนา 

                             “ผู้ใดเห็นขุนทหารมั่นบ้างหรือไม่” 

                             ทุกคนต่างไม่มีใครพบเห็นเพราะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน 

                             “เช่นนั้นตามข้าไปยังพระมหาวิหารเดี๋ยวนี้” 

                             หมู่ทหารที่ต้องตามอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยไปนั้น ยังเดินทางไปไม่ถึงลำธารที่ขวางอยู่ระหว่างพระมหาราชวังและพระมหาวิหาร ลำธารที่เจ้านางทรงสั่งให้ทำร่องน้ำระบายจากลำธารด้านหลังพระมหาวิหารเพื่อให้น้ำไหลมายังบ่อน้ำหน้ามหาวิหารแล้วไหลไปยังคูเมืองเพื่อให้ข้าไทบ่าวไพล่ได้มีน้ำกินน้ำใช้ บัดนี้ระดับน้ำเอ่อล้นจนเกือบถึงสะโพกของคนทั้งหมด ฝนก็หยุดตกลงทันที และเพียงแค่ข้ามลำน้ำนั้นไปยังฝั่งของพระมหาวิหารได้ แสงอาทิตย์ก็ออกมาจากเมฆก้อนใหญ่ที่ค่อย ๆ สลายตัวไปทำให้แสงอาทิตย์สาดส่องได้เต็มท้องฟ้า 

                             เหล่าชายฉกรรจ์รูปร่างล่ำสันพากันพยายามกระแทกบานประตูด้านหลังพระมหาวิหาร แต่เนื่องจากความมั่นคงและแน่นหนาในการก่อสร้งพระมหาวิหารแห่งนี้ รวมทั้งการออกแบบเสริมเพิ่มเติมของเจ้านางศศิพินทุเทวีเมื่อเติบใหญ่ขึ้น ทำให้มีเรื่องกลไกต่าง ๆ ตามที่พระองค์เรียนรู้จากชาวโพ้นทะเลพระองค์จึงทรงควบคุมการเข้าออกต่าง ๆ ของพระมหาวิหารนี้ได้อย่างแน่นหนา  

                             เมื่อทุกคนเกือบจะหมดแรง ร่างกายที่เปียกไม่ใช่เพียงแค่จากฝนที่ตกก่อนหน้านี้แต่รวมทั้งเหงื่อที่หลั่งไหลปะปนกัน ประตูก็ถูกผลักออกจากด้านใน แล้วทุกคนก็ได้เห็นผู้ทรงศีลสองคนที่ประคองกันไว้เป็นผู้เปิดประตูให้ 

                             “ข้าขอบคุณท่านมาก ที่เปิดประตูให้พวกข้าเข้าไป” 

                             “พวกเจ้าเข้ามาเถิด มีเหล่าผู้ทรงศีลที่ได้รับบาดเจ็บรอการช่วยเหลืออีกหลายคน ข้าได้ยินเสียงระฆังของเจ้า แต่ไม่อาจลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ได้ อาศัยยาที่มีอยู่รักษาอาการกันเองจนข้าสองคนพอจะลุกจะเดินได้แต่ก็ไม่ถนัดนัก” 

                             ทุกคนจึงกรูเข้าไปในพระมหาวิหาร ซึ่งการช่วยเหลือไม่ได้ยากลำบากนักเนื่องจากในมหาวิหารแห่งนี้มียาต่าง ๆ มากมาย หากแต่บางคนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ บ้างก็แขนหัก ขาหัก และมีบางท่านที่สิ้นใจไปแล้ว เหล่าขุนทหารก็ต้องนำร่างไปฝังดินในสวนหลังมหาวิหาร และผู้ทรงศีลที่เหลืออยู่ช่วยกันสวดทำพิธี 

                             “พวกท่านเห็นเจ้านางศศิพินทุเทวีกันบ้างหรือไม่” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ถามด้วยความร้อนใจ 

                             “หลังจากที่พวกท่านกลับไป เจ้านางทรงปิดพระมหาวิหารแล้วทรงแยกกลับไปในห้องส่วนตัวของพระองค์ หลังจากนั้นก็ไม่เห็นพระองค์อีกเลย” 

                             “แล้วขุนทหารที่ติดตามเจ้านางไปไหน ข้าไม่พบเจอเขาเลย” 

                             “เจ้านางให้ขุนทหารผู้นั้นเฝ้าประตูอยู่ภายนอกพระมหาวิหาร เขาไม่ได้อยู่หรอกหรือ” 

                             “ข้ามาถึงก็ม่มีใครอยู่ตรงหน้าประตู จึงคิดว่าเขาอาจจะตามอารักษ์ขาเจ้านางไปหลบภัยยังสถานที่อื่น” 

                             “ประตูมหาวิหารปิดทั้งสองด้าน ไม่มีร่องรอยของการเปิดออก เจ้านางน่าจะอยู่ภายในมหาวิหารนี้ แต่ขุนทหารผู้นั้นเราไม่รู้” 

                             “ท่านรู้หรือไม่ว่าห้องที่เจ้านางใช้ประทับคือห้องไหน” 

                             “ไม่มีใครในมหาวิหารนี้รู้กันดอก ทุกครั้งเจ้านางจะแยกไปทางด้านซ้ายของพระมหาวิหาร แต่ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ผู้ใดผ่านเข้าออกทางด้านนั้น” 

                             “ข้าควรทำเช่นใดดี เจ้านางทรงหายไปเยี่ยงนี้ ข้าคงต้องขอล่วงล้ำเข้าไป” 

                             “เช่นนั้นพวกข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย วิ่งเข้าไปในช่องทางเดินแถบทางซ้ายของพระมหาวิหาร ซึ่งมีห้องเรียงรายไปตลอดทาง บางห้องสามารถเปิดได้โดยง่าย บางห้องก็ไม่สามารถเปิดได้ เขาเริ่มเสียขวัญ ตะโกนเรียกหาเจ้านางศศิพินทุเทวีไม่ขาดปาก 

                             “เจ้านางศศิพินทุเทวี” 

                             “เจ้านางอยู่ที่ไหน ส่งเสียงบอกข้าหน่อยพะยะค่ะ” 

                             “น้องหญิง น้องอยู่ไหน พี่มาแล้ว” 

                             ท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมแพ้ คุกเข่าหมดแรงหลังจากที่วิ่งไปวิ่งมาตลอดแนวระเบียงด้านนี้ เมื่อตั้งสติได้จึงไปเรียกเหล่าขุนทหารด้านนอกให้มาช่วยกันพังประตูห้องที่ยังไม่สามารถเปิดได้ 

                             ทุกคนต่างเข้ามาช่วยกันเอาร่างกายกระแทกกับประตูห้องที่ทำจากไม้หนา จนถึงขั้นไปเอาท่อนไม้มากระแทกให้ประตูพังลง จนสามารถเปิดประตูห้องที่ปิดเอาไว้ได้ทั้งหมด ยกเว้นเพียงห้องเดียวที่อยู่ตรงกลางของห้องทั้งหมดไม่สามารถเปิดได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยจึงรีบวิ่งไปยังด้านหน้าพระมหาวิหารซึ่งเหล่าผู้ทรงศีลที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนรวมกันอยู่ ณ บริเวณนั้น 

                             “ข้าคิดว่าข้าเจอห้องประทับของเจ้านางแล้ว หากแต่ไม่สามารถเปิดหรือพังเข้าไปได้ หากพระองค์อยู่ในนั้นย่อมต้องได้ยินเสียงการพังประตูของพวกข้า แต่นี่กลับไม่มีเสียงใดออกมา ข้ากลัวว่าพระองค์จะได้รับบาดเจ็บ ท่านพอจะรู้วิธีการเปิดหรือไม่” 

                             “พวกข้าไม่รู้ดอก แต่จะขอตามท่านเข้าไปดูด้วยเผื่อจะพอมีวิธี” 

                             ผู้ทรงศีลท่านหนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายอำมาตยนายก เป็นผู้ที่ตามอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยเข้าไป และได้พยายามหาข้อสังเกตต่าง ๆ บริเวณประตูและกำแพงด้านนั้นด้วยรู้ว่าพระนางสร้างกลไกต่าง ๆ ในแต่ละห้องเอาไว้ หากแต่ไม่มีใครรู้ว่ากลไกนั้นอยู่ตรงไหนและจะเปิดได้ด้วยวิธีใด 

                             เมื่อสังเกตไม่เจอสิ่งใดเลย ผู้ทรงศีลท่านนี้จึงแนบลำตัวเข้ากับกำแพงประตูนี้ หลับตาทำสมาธิให้จิตใจว่างเปล่า รับรู้สัมผัสที่มาจากประตูแห่งนี้ และทำกับกำแพงห้องทุกด้าน สักครู่ก็หันมาบอกกับอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยว่า 

                             “ประตูและกำแพงห้องประทับแต่ละด้านนี้มีความเย็นแผ่ออกมามากกว่าห้องอื่น ๆ ท่านลองทำใจให้นิ่ง ๆ แล้วสังเกตจากสัมผัสเช่นที่ข้าทำเถิด” 

                             อำมาตย์รณกฤตรีบทำตามทันที แต่เขาต้องใช้เวลานานมากกว่าผู้ทรงศีลท่านนี้มากนัก เนื่องจากกว่าจะทำใจให้นิ่งก็ต้องใช้เวลาเมื่อสัมผัสกับผนังด้านต่าง ๆ เขาก็แยกไม่ได้  ต้องวิ่งทาบร่างไปมาระหว่างกำแพงห้องต่าง ๆ อยู่หลายครั้ง แล้วเขาก็สามารถจำความรู้สึกจนสังเกตเห็นได้เช่นเดียวกับผู้ทรงศีลท่านนี้ว่า กำแพงห้องที่คาดว่าเป็นห้องประทับของเจ้านางมีความเย็นแผ่ออกมามากกว่าห้องอื่น ๆ  

                             “ท่านรู้มั้ยว่ามีทางใดที่จะใช้เข้าออกยังห้องนี้ได้อีก” 

                             “พวกข้าไม่รู้ได้ดอกท่าน ท่านต่างหากที่น่าจะรู้มากกว่าพวกข้า” 

                              อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยจึงคิดขึ้นมาได้ว่า มีห้องที่สามารถเชื่อมไปยังท้องพระคลังในพระมหาราชวังได้ และห้องนี้ก็อยู่ในทิศที่มีความเป็นไปได้  เขายิ้มออกมาทันทีแล้วรีบวิ่งออกไปทางด้านหลังของพระมหาวิหาร ลุยน้ำในลำธารแล้ววิ่งต่อไปยังพระมหาราชวังด้วยความรวดเร็ว เขาเคยได้รับความไว้วางใจครั้งที่มีตำแหน่งเป็นราชองค์ณักษ์ประจำพระองค์ของเจ้านางศศิพินทุเทวี 

                             ครั้งที่ผู้คนต่างร่ำลือว่าเขาคือผู้ที่จะเป็นราชบุตรเขยของแคว้นอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ 

                             ครั้งที่เขาได้มีโอกาสเป็นเจ้าพี่ของเจ้านางศศิพินทุเทวีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถที่หลากหลาย 

                             เขารู้วิธีเปิดท้องพระคลังจากฝั่งพระมหาราชวังทุกท้องพระคลัง แต่ไม่เคยรู้ว่าการจะเปิดเข้าไปยังฝั่งพระมหาวิหารจะต้องทำอย่างไร 

                             “พวกท่านจุดคบ จุดใต้ตามข้ามากันเดี๋ยวนี้” 

                             เขาสั่งการกับนายเวรขุนทหารที่รั้งรออยู่หน้าท้องพระโรง และเมื่อเปิดเข้าไปยังท้องพระคลังกลับพบแต่ความว่างเปล่า เนื่องจากของทั้งหมดถูกลำเรียงขึ้นไปยังหมู่บ้านข้างบนหมดแล้ว เหลือเพียงห้องสุดท้ายที่ยังมีกองหนังที่ม้วนไว้วางรวมกันอยู่ มีร่องรอยการลากของหนักที่พื้นหายไปในแนวกำแพง เขารีบเอาลำตัวทาบกับกำแพงด้านนี้ตามที่ผู้ทรงศีลสอนไว้ สัมผัสของความเย็นที่ได้ แทรกเข้าไปในหัวใจของเขา ขับความร้อนในร่างกายออกมาจนเกือบหมด เขากลืนน้ำลายได้อย่างยากเย็น ริมฝีปากแห้งเผือด เหตุใดกำแพงทุกด้านของห้องที่คาดว่าจะเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ถึงมีความเย็นแผ่ออกมามากกว่าห้องอื่น ๆ และทำไมผู้ที่อยู่ภายในถึงไม่มีการขานรับใด ๆ ออกมา 

                             เขาเดินเหม่อลอยออกมานั่งอยู่ที่หน้าท้องพระโรงด้านนอก ที่เต็มไปด้วยผู้คน ผู้ทรงศีลมาอยู่รวมกันเพื่อเตรียมขึ้นไปยังหมู่บ้านข้างบน 

                             แม่นางจารุศจีโอบกอดปลอบขวัญลูกชายที่ดูตื่นตระหนก เสียขวัญ ให้บรรเทาลง อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ให้สติกับเขาว่า 

                             “เจ้านางไม่ได้หายไปพระองค์เดียว ขุนทหารมั่นที่ดูแลพระองค์อยู่ก็หายไปด้วย  บางทีอาจจะทรงเสด็จหลบภัยยังที่อื่นก็เป็นได้ ท่านอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลย ข้าจะให้คนไปดูที่เรือนของขุนทหารมั่น” 

                             เป็นประโยคที่ได้ผล อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยยิ้มขึ้นมาได้ ทำไมเขาไม่คิดที่จะตามหาขุนทหารมั่นมาก่อนนะ บางทีอาจได้รู้ว่าเจ้านางทรงเสด็จไปที่ใด 

                             มีเพียงผู้ทรงศีลจากพระมหาวิหารที่นั่งรออยู่บริเวณนี้เท่านั้นที่นิ่งเงียบสบตากัน แล้วพากันไปนั่งสมาธิที่เบื้องหน้าพระราชอาสน์ของเจ้านางศศิพินทุเทวียามที่ออกมาว่าราชการภายในห้องนี้ ด้วยทุกคนรู้ว่าลักษณะของประตูถูกปิดจากด้านใน แสดงว่าต้องมีคนเข้าไปแล้วปิดผนังห้องนี้และยังไม่ได้ออกมา หากแต่ความเย็นที่แผ่ออกมานั้นชวนขนลุกยิ่งนัก จนไม่กล้าคาดเดาต่อว่าเกิดอะไรขึ้นห้องนั้นจึงมีความเย็นแผ่ออกมาเช่นนี้ 

                             อยู่ดี ๆ แสงสว่างรอบ ๆ ตัวฉันก็ดับมืดลง มืดมิดมาก จนฉันตื่นตระหนกเช่นกัน ก่อนที่จะมีน้ำเสียงดังขึ้นว่า 

                             “ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้วลูกนก หน้าที่ที่ข้าขอฝากไว้กับเจ้า หน้าที่ที่เจ้าต้องกลับมาช่วยข้า” 

                             เสียงผู้หญิงที่คุ้นหู เสียงที่พูดวนซ้ำไปซ้ำมา เสียงของเจ้านางศศิพินทุเทวี   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น