บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภารกิจสุดท้าย

ชื่อตอน : ภารกิจสุดท้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 66

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2562 07:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภารกิจสุดท้าย
แบบอักษร

ภารกิจสุดท้าย 

 

                             “หม่อมฉันมาขออนุญาตจากพระองค์และเจ้านางเพื่อลงไปทำภารกิจที่แคว้นให้เสร็จพะยะค่ะ” 

                             “ภารกิจข้างล่างเรายังเหลืออะไรอีกหรือรณกฤต” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์กล่าวขึ้นอย่างเหม่อลอย นับจากวันที่ทำพิธีลงเสาหลักเมือง พระองค์ก็ทรงเหม่อลอย ไม่ค่อยพูดกับใคร จนพระมหราชครูต้องทำพิธีเรียกขวัญ สวมสายสิญจน์สีขาวหม่นที่คอหลายเส้น และพระองค์ไม่ยอมสวมทับทรวงใด ๆ อีกเลยไม่ว่าทับทรวงนั้นจะทำจากทอง เงินหรือกระดูกสัตว์ 

                             “ข้าต้องตามไปดูครอบครัวของข้าว่าเหตุใดจึงยังไม่ขึ้นมา ต้องทำพิธีล้างเมือง แล้วนำผู้ทรงศีลชุดสุดท้ายที่จะทำพิธีขึ้นมาบนนี้ทั้งหมด” 

                             “งั้นข้ากับศศิพินควรไปกับเจ้าด้วย จะล้างแคว้นข้าทั้งทีข้าควรจะไปด้วยมิใช่หรือ” 

                             “ถ้าเช่นนั้นข้ากับเสด็จพ่อจะรีบเตรียมตัว เจ้าจะออกเดินทางเมื่อไร” 

                             “ข้าตั้งใจว่าหลังจากกินมื้อเช้าเสร็จก็จะออกเดินทาง แล้วว่าจะนำข้าวของเครื่องใช้ อาหารต่าง ๆ ไปถวายท่านมหาเถรสังฆราชด้วยพะยะค่ะ กว่าจะลงไปถึงแคว้นก็คงใกล้พลบค่ำ ส่วนพิธีล้างเมืองนั้นจะทำเมื่อใดคงต้องปรึกษาผู้ทรงศีลในมหาวิหารก่อนพะยะค่ะ” 

                             “ข้าต้องการนำพระพุทธรูปองค์ประธานในมหาวิหารขึ้นมาด้วย ท่านพอจะมีทางมั้ยท่านอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย” 

                             เจ้านางศศิพินทุเวีเองก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเอื่ย ๆ เช่นกัน 

                             “ถ้าเช่นนั้นคงต้องเอาเครื่องลากลงไปด้วยพะยะค่ะ แล้วเองนายเวรขุนทหารไปอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อยกพระพุทธรูปลงมา” 

                             “งั้นเรารีบกินมื้อเช้ากันเถอะ รณกฤติเจ้าก็กินกับข้าบนนี้ล่ะ ไม่ต้องกลับไปที่เรือนจ้าดอก” 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีจึงแจ้งให้นางกำนัลนำโตกอาหารมาเพิ่ม 

                             สักครู่พระมหาราชครูก็เข้ามาคุกเข่าควายความเคารพต่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี” 

                             “ท่านมหาราชครู ท่านก็มาทานมื้อเช้ากับข้าอีกคนสิ” 

                             “หม่อมฉันเรียบร้อยมาแล้วพะยะค่ะ ที่มานี้ก็จะมาทำพิธีปัดเคราะห์จากหนักให้เป็นเบา ต่อท่านพระองค์และเหล่าคนที่จะลงไปข้างล่างครั้งนี้” 

                             “มีเคราะห์อะไรอพวกข้าอยู่อีกหรือพระมหาราชครู” 

                             เจ้านางกล่าวถามด้วยเสียงเอื่อย ๆ เช่นเดิม 

                             “เคราะห์สุดท้ายแล้วพะยะค่ะเจ้านาง หากผ่านเคราะห์ครั้งนี้ได้ เราจะอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินใหม่นี้ได้อย่างมีความสุขตลอดไป” 

                             “อย่างมีความสุขตลอดไปงั้นเหรอพระมหาราชครู” 

                             เจ้านางกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ เช่นเดิม แต่สายตาเหม่องมองไปไร้จุดหมาย 

                             หลังจากเสร็จมื้อเช้าเหล่านายเวรขุนทหารที่ต้องเดินทางลงไปยังแคว่นรัฎฐณสุวรรณอีกครั้งนำเครื่องลากมาตั้งขบวนรอ พราห์มคนอื่น ๆ ทำพิธีพรมน้ำมนต์และสวดมนต์นำฤกษ์ให้ ส่วนพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวี และอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย พระมหาราชครูคล้องสายสิญจ์สีขาวขุ่น ๆ ให้ที่ลำคอ แล้วกล่าวกับทุกคนว่า 

                             “ขออย่าให้สายสิญจ์นี้หลุดจากตัว ทุกอย่างอาจผ่านไปได้ หรือจากหนักอาจกลายเป็นเบาตามกุศลที่พวกท่านสร้างไว้แตกต่างกัน ขอให้รักษาด้ายนี้จนถึงวันที่กลับมาที่นี่” 

                             ทุกคนก้มศรีษะรับปาก เตรียมตัวที่จะเดินทาง เมื่อมาถึงตรงบริเวณทางที่จะออกไปยังพุน้ำ ปรากฎว่าแนวลำต้นนาคราชไม่เปิด จนเจ้านางต้องเอื้อมมือไปจับลำต้นอวบอิ่มน้ำนั้นว่า 

                             “ไม่อยากให้ข้าไปหรือมะลิมาศ” 

                             มะลิมาศที่ยืนรอส่งอยู่ตรงเบื้องหน้านี้ น้ำตานองเต็มใบหน้า 

                             “หม่อมฉันมาส่งเสด็จเพคะ แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ลงไปเลย” 

                             พูดจบก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม เป็นการพูดคุยกันคนละภพ ไม่สามารถได้ยินเสียงกันแต่สัมผัสความรู้สึกกันได้ 

                             “ข้าจำเป็นต้องไปมะลิมาศ จะสวดล้างเมืองแล้วข้ากับท่านพ่อไม่อยู่ร่วมได้อย่างไรหากยังมีชีวิตอยู่ ไหนจะต้องไปทำบุญให้เสด็จแม่อีก ของสักการะต่าง ๆ ในมหาวิหารของข้าก็ยังนำมาไม่หมด ข้าจำเป็นต้องลงไปจัดการให้จบ” 

                             มะลิมาศก้มลงกราบแทบเท้าเจ้านาง เมื่อเงยหน้าขึ้น แนวต้นไม้ที่ห้องทิ้งตัวลงมาหนาทึบนี้ก็ค่อย ๆถอยออกไปทั้งสองข้าง แหวกเป็นทางเดินขนาดกว้างกว่าช่องประตูเข้าออกปกติ และเมื่อคนทั้งหมดออกไปแล้ว มะลิมาศก็ยังคงร้องไห้อย่างหนัก ก่อนจะทำท่ากราบถวายเหนือเศียรอันเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด แล้วร่างของนางจึงค่อยๆจางหายไป ลำต้นของไม้อวบน้ำเต็มไปด้วยเกร็ดนั้นก็ค่อยๆ ไหลกลับมาปิดช่องที่ใช้เป็นประตูไว้เช่นเดิม 

                             คณะทั้งหมดออกเดินทางมาถึงยังลานหินก็เป็นเวลาเพลพอดี ด้วยทางที่ใช้ไปมา วัวควายเหยียบหลายรอบ ทางเดินจึงกว้างและเดินได้สะดวก ที่หน้าโพลงถ้ำตรงกลางหน้าผาก็ยังคงมีร่างที่ห่มคลุมด้วยผ้าสีเหลืองนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม 

                             ฉันได้ยินความในใจของทั้งเจ้านางศศิพินทุเทวีและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยว่า “ถ้ำนี้มีมาแต่เมื่อใดนะ หลายครั้งที่ขึ้นมาก็ไม่ได้มีมาก่อน” แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ด้วยต่างอยู่ในสภาพจิตใจที่เอื่อย จนไม่มีแรงแม้แต่จะพูดจากับใคร 

               นายเวรที่ลงมารีบจัดแจงเครื่องถวายเพล ให้พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวีและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยเพื่อถวายต่อท่านมหาเถรสังฆราชเจ้า 

                             หลังจากนั้นทุกคนต่างก็ล้อมวงกินอาหารกันเงียบ ๆ เป็นการเดินทางของคนหมู่ใหญ่ที่เงียบมาก ทั้งที่มีของกินดี ๆ ไม่อดไม่อยาก หากแต่ทำไมถึงเศร้าสร้อยนัก 

                             เมื่อเก็บกวาดเตรียมเคลื่นขบวนลงไปยังเชิงเขาด้านล่างให้ทันเพลาเย็น ท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าก็เรียกพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวี และอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ให้เข้ามาด้านในให้ใกล้ ๆ พระองค์เนื่องจากน้ำเสียงที่แหบพล่าไม่สามารถกล่าวถ้อยคำด้วยเสียงอันดังได้ 

               “ท่านป่วยอย่างไรหรือไม่ท่านมหาเถรสังราช” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงถามด้วยความห่วงใย ที่บัดนี้พระมหาเถรสังฆราชทรงดูผ่ายผอมและไม่ค่อยมีเรียวแรงมากนัก 

                             “ข้ามิเป็นไรดอก มิเป็นไรไปกว่านี้อีกต่อไปแล้ว แต่เจ้าสามคนยังต้องเจออะไรอันจะส่งผลให้ต้องมีชะตากรรมอย่างไรต่อไปอีก  พระมหาราชครูให้เครื่องคุ้มภัยเจ้าแล้วใช่มั้ย” 

                             ทั้งสามคนตอบรับ 

                             “อย่าให้หลุดจากตัว และเอานี่ ยื่นมือพวกเจ้ามา” 

                             ท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าวางพระเนื้อดินเผา พื้นผิวของของค์พระแน่นหนึบปราศจากความเหี่ยวย่น พิมพ์ทรงมีลักษณะคล้ายเขี้ยวเสื้อ 

                             “พระดินเผานี้ข้าได้ทำไว้ในที่พำนักเบื้องล่างของข้าเป็นจำนวนมาก แต่ข้าเอาติดตัวมาเพียง 3 องค์ ดินที่ข้าใช้นำมาขึ้นพิมพ์นี้ข้านวดด้วยมือข้าเองจนป่นละเอียด เป็นเนื้อดินบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดปลอมปนแล้วผสมด้วยว่านศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นเราอีก 7 ชนิด ผ่านการลงพระพุทธคมเพื่อป้องกันภยันอันตรายต่าง ๆ เอาติดตัวไว้ตลอดเวลา ข้าพยายามช่วยพยายามฝืนชะตากรรมให้พวกท่านได้เท่านี้ละหนา” 

                             ฉันได้มองเห็นพระที่วางอยู่บนมืองของเจ้านาง หากฉันจำไม่ผิดพระพิมพ์นี้เป็นที่หวงแหนของคนในอำเภอฉัน ในภพภูมิของฉันพระพิมพ์นี้ราคาสูงมากด้วย และก็ถ้าจำไม่ผิดเช่นกัน มีการพบกรุพระนี้ที่บริเวณวัดด้านล่างเชิงเขาแห่งนี้ จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วอีกด้วย 

                             “พวกเจ้าพากันเดินทางได้แล้ว เดี๋ยวจะลงจากเขาไม่ทันพลบค่ำกัน” 

                             ทุกคนกราบลาแล้วพากันเดินทางต่อไปยังพื้นที่เชิงเขาด้านล่าง เพื่อร่วมกันปฎิบัติภารกิจสุดท้ายให้เสร็จสิ้น 

                             ขุนทหารทั้งหมดที่ลงมานั้น บางคนที่ครอบครัวตัวเองพากันขึ้นไปยังหมู่บ้านบนเขาหมดแล้วก็ตามเสด็จพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวีไป  

                             กลุ่มที่ไม่เห็นครอบครัวของตัวเองก็จะแยกไปยังเรือนของตน เช่นเดียวกับอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ที่หลังจากส่งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี เข้าพระมหาราชวังเรียบร้อยแล้ว เขาก็เตรียมขอกลับไปยังเรือนของตนเอง 

                             “ครานี้ท่านจะปล่อยให้ข้าต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพังอีกหรือไม่” 

                             เจ้านางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยยิ่งนัก และบอกให้รู้ว่าพระองค์ทรงแบกรับอะไรต่อไปตามลำพังไม่ไหวอีกแล้ว ความโกรธ ความเสียใจน้อยใจทั้งหลาย ไม่มีเหลืออยู่ในจิตใจอีกแล้ว 

                             “ข้าสาบานต่อหน้าพระองค์ พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เทวดาทั้งหลายที่ยังคงปกปักษ์เมืองแห่งนี้ไว้ หากครานี้ข้าพเจ้าปล่อยให้พระองค์ต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพังเช่นที่ผ่านมา ขอให้ข้าพเจ้ามีอันเป็นไป ตายใน 3 วัน 7 วัน และต้องตามรับใช้พระองค์ทุกภพทุกชาติ” 

                             สิ้นคำกล่าวสาบานของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย เสียงฟ้าคำรามจากภายนอกพระมหาราชวังก็ดังขึ้นทันทีจนฉันขนลุกด้วยรู้สึกว่าคำสาบานนั้น เทพยดาทั้งหลายรับรู้ตามความตั้งใจของเขา และคำสาบานนี้จะติดตัวเขาไปจริง ๆ ตามที่เขาตั้งวาจาสัตย์ไว้ 

                             “เจ้ารีบกลับเรือนของเจ้าเถอะรณกฤติ เดี๋ยวจะไม่ทันฟ้าทันฝน” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์กล่าวจบก็เดินเข้าไปยังท้องพระโรงด้านใน ที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง และข้าวของที่ล้มระเนระนาด เหล่าขุนทหารที่ตามเข้ามาต่างช่วยกันเก็บข้าวของต่าง ๆ แล้วทำความสะอาด พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์หันมาพูดกับเจ้านางศศิพินทุเทวีว่า 

                             “เราไปเยี่ยมแม่ของเจ้ากันก่อนมั้ยศศิพิน” 

                             “ดีเพคะเสด็จพ่อ ลูกอยากไปตั้งแต่แรกที่ลงมายังพื้นดินด้านล่างนี้อยู่แล้ว 

                             ทั้งสองพระองค์พากันเดินไปยังพระมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่ซึ่งพระมเหษีเทวีนทีนาถทรงนอนอยู่เพียงลำพัง 

                             ฉันมองไม่เห็น หรือพบสัมผัสใด ๆ จากพระมเหษีเทสวีนาทีนาถเลย พระองค์คงตัดห่วงกังวลใด ๆ ในภพภูมินี้แล้วไปตามภพภูมิที่ต้องไปเพื่อที่จะไปเจอกับฉันในภพภูมิของแม่ชีบุญ 

                             เจ้านางทรงเดินเก็บดอกไม้จากต้นไม้ต่าง ๆ ที่ยังเหลือรอดอยู่ภายในสวนหลังมหาวิหาร แล้วนำมาวางบนพื้นดินที่เป็นเนินดินพูนสูงตามที่อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยฝังร่างไว้ สองคนพ่อลูกนั่งอยู่ด้านข้างของหลุมต่างร้องไห้กันเงียบ ๆ  เป็นเวลานาน 

                             กระทั่งมีผู้ทรงศีลท่านหนึ่งห่มผ้าดิบสีฝาด เดินเข้ามาหา 

               “ท่านทั้งสอง อย่าโศกเศร้ากันจนทุกข์ทรมานตัวเองเลย พากันไปพักผ่อนกันก่อนดีมั้ย พรุ่งนี้จะได้มาทำบุญให้กับพระมเหษ๊เทวี ณ ที่ตรงนี้” 

                             ทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี ต่างหันมาทำความเคารพแล้วแยกย้ายกันไป โดยมีขุนทหารติดตามกันเพียงแค่ 3 คน 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยกลับถึงเรือนตัวเองก็เป็นเวลาที่พลบค่ำแล้ว แสงไฟจากคบที่สว่างตามจุดต่าง ๆ ของเรือนทำให้ใจชื้นขึ้นได้มากว่ายังมีคนอยู่ที่เรือนไม่ได้อพยพไปตามที่คาดการณ์ไว้ 

                             ทันทีที่เขาเหยียบบันไดเรือน ก้ได้ยินเสียงร้องเรียกด้วยความดีใจจากผู้เป็นแม่ 

                             “รณกฤติ เจ้าจริง ๆ ด้วยรณกฤติ” 

                             แม่นางจารุศจีพร่ำเรียกชื่อเขาแล้วโอบกอดดจูงมือเขาขึ้นเรือน 

                             “แม่เห็นเจ้าเดินมาแต่ไกล คิดว่าตาฝาดหรือหลอกตัวเองเช่นทุกวันที่นั่งรอเจ้า  เจ้ากลับมาหาแม่แล้ว” 

                             นางพูดไป กอดลูกพร่ำรำพันด้วยความคิดถึง 

                             “ใครไปเอาน้ำมาให้ลูกข้าที” 

                             “เจ้ากินอะไรมาหรือยังรณกฤติ” 

                             “ยังเลยท่านแม่ ลูกเสร็จภารกิจจากพระมหาราชวังก็รีบมาที่นี่ทันทีเลย” 

                             “พวกเจ้าไปดูสิมีอะไรมาให้ลูกข้ากินได้บ้าง” 

                             “ไม่เป็นไรดอกท่านแม่ ลูกเอาของกินมาด้วย และเอามาเผื่อคนอื่น ๆ ด้วย ยามนี้ลูกคิดว่าหมู่บ้านบนภุูเขาจะอุดมสมบูรณ์มากกว่าพื้นดินแห่งนี้” 

                             “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า พวกเราที่นี่ทั้งหมดกินกันอย่างประหยัดมาก อาศัยว่าผู้คนอพยพกันไปเกือบหมด น้ำท่ายังพอเหลือให้ทำนาทำไร่ได้บ้างจึงพอพยุงกันไปได้ แต่ก็ต้องระทึกในอกทุกครั้งที่แผ่นดินเงียบ สายลม นกกาเงียบ ว่าจะมีภัยใดเกิดขึ้นอีกบ้าง” 

                             “เช่นนั้นแล้วทำไมท่านแม่ไม่พาผู้คนในเรือนขึ้นไปอยู่ข้างบนตามที่ท่านอำมาตยนายกเกณฑ์ผู้คนก่อนหน้านี้” 

                             “แม่ละอายใจต่อพระมเหษีเทวีนทีนาถ พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี อีกทั้งพ่อเจ้าก็ได้กล่าววาจาตัดขาดจากแม่ไว้อย่างใดเจ้าจำไม่ได้หรือ แม่ไม่กล้าที่จะมองหน้าผู้คนนอกเรือน จึงตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ ข้าเจ้าบ่าวไพล่คนใดอยู่ไม่ได้เขาก็อพยพกันไปยังแคว้นอื่นหมดแล้ว เหลืออยู่ในเรือนนี้ไม่กี่คนดอก” 

                             สักครู่อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ก็คลานเข้ามานั่งพับเพียบที่พื้นด้านข้างที่เขานั่ง 

                             “ข้ายินดีนักที่ได้เจอท่านอำมาตย์มนตรี ข้าคิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอกันแล้ว” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยหันไปมองผู้พูดแล้วกล่าวขึ้นว่า 

                             “ทำไมท่านพูดเช่นนั้น อย่างไรข้าก็ต้องดุูแลคนในเรือนทุกคน หากแต่ว่าท่านป่วยไข้เยี่ยงใดจึงผ่ายผอมเยี่ยงนี้” 

                             “ข้าพเจ้าละอายใจที่เป็นอำมาตย์ในพระมหาราชวังแต่กลับไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ถวายสัตว์ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทิ์ในเมือง ไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นใดเลย ไม่ได้ร่วมทุกข์ไปกับนายเวรขุนทหารอำมาตย์ทั้งหลายในการสร้างเมืองใหม่ข้างบนนั้นเลย” 

                             “พวกท่านอย่าได้กังวลสิ่งใดไปเลย ทุกอย่างผ่านจากเรื่องร้ายมาหมดแล้ว ตอนนี้หมู่บ้านข้างบนมีแต่ความสุขความชื่นตาชื่นใจ ข้าลงมาครั้งนี้เพื่อทำพิธีล้างเมืองแล้วจะพาพวกท่านและคนที่ยินดีจะตามขึ้นไปรวมทั้งเหล่าผู้ทรงศีลในมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวีขึ้นไปเมื่อพิธีเสร็จสิ้น” 

                             “เจ้าพักผ่อนก่อนเถิดหนารณกฤติ มาเหนื่อย ๆ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยคุยกันต่อ” 

                             แสงไฟจากคบถูกดับลง คงเหลือเพียงไม่กี่จุดในเรือนหลังใหญ่ อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยยังไม่ได้เจอรุจิภาสลูกชายของเขา และไม่มีใครได้พูดถึง เขาจึงตั้งใจจะว่าพรุ่งนี้จะได้กอดได้อุ้มลูกชายให้หายคิดถึง 

               รุ่งเช้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวี ถวายเครื่องเช้าแด่ผู้ทรงศีลทั้งหลาย และเตรียมที่จะนำไปทำบุญที่ฝังร่างพระมเหษีแทวีนทีนาถ เจ้านางศศิพินทุเทวีทรงมองหาอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยอยู่บ่อย ๆ จนพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต้องทรงติงขึ้นว่า 

                             “รณกฤติเขาก็ต้องมีกิจธุระเช่นเรา จะให้เขามาอยู่กับเราตลอดเวลาหาใช่เรื่องไม่ ลูกต้องใจกว้างกว่านี้นะศศิพิน กับขุนนางอำมาตย์ต่าง ๆ เจ้ากลับเห็นอกเห็นใจเขา ให้เขาได้มีเวลากับครอบครัว แล้วรณกฤติในยามนี้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอันใดกับขุนนางอำมาตย์เหล่านั้น การณ์นี้เป็นเรื่องในเรือนของเราเช่นคนอื่นเขาเหมือนกัน” 

                             เมื่อผู้ทรงศีลทั่วทั้งมหาวิหารมานั่งยังแท่นหินที่ยาวเป็นแถวบริเวณด้านในพระมหาวิหาร ก็พบว่าจำนวนผู้ทรงศีลมีไม่ครบตามที่ได้แจ้งให้ทั้งสองพระองค์ทรงทราบ และความทั้งหลายก็เป็นไปตามที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงสอนพระธิดา 

                             “ผู้ทรงศีลที่จะรับบุญสร้างกุศลร่วมกับท่านทั้งสองมีเพียงเท่าที่เห็นนี้ เพราะมีบางส่วนต้องไปทำพิธีเดียวกันนี้ที่เรือนของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย” 

                             อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยยังคงนั่งนิ่ง ๆ ข้างเนินดินที่พูนขึ้นขนาดไม่ใหญ่นักอีกเป็นเวลานาน เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเวลานี้เขาควรรู้สึกเช่นใด ในเมื่อเพิ่งเห็นการตายของผู้เป็นพ่อมาไม่กี่เพลา ก็ต้องมารับรู้การจากไปของบุตรชายต่อเนื่องกันเช่นนี้ 

                             “รุจิภาสตัวร้อนราวไฟ แม่ นางรำพึงและอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ พยายามทุกทางแล้วที่จะหายามารักษา แต่ในเมืองแทบไม่มีใครอยู่แล้ว ได้ยาจากผู้ทรงศีลในมหาวิหารของเจ้านางแต่รุจิภาสก็อาการไม่ดีขึ้น ชักหลายครา จนพววกเราต้องยอมปล่อยให้เขาไป” 

                             แม่นางจารุศจีเล่าทุกอย่างให้ฟัง เล่าพลางก็ยกชายผ้าขึ้นซับน้ำตา เช่นเดียวกับนางรำพึงคงมีแต่เขากับอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์เท่านั้นที่อาการเศร้าโศกเสียใจทั้งหลายตีกลับเข้าไปในอกจนไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีอยู่นี้เป็นความรู้สึกที่เรียกว่าอย่างไร แต่มันทำให้เขาทั้งสองคนไม่สามารถลุกขึ้นไปจากที่ตรงนี้ได้เช่นคนอื่น ๆ 

                             กระทั่งใกล้เพลาเย็นอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยและอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์จึงเดินทางไปยังพระมหาราชวัง และได้พบกับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่ไม่ทรงนั่งอยู่ในท้องพระโรงด้านนอกอีกเลย มีเพียงขุนทหารที่ติดตามอารักขายืนอยู่ไม่กี่คน 

                             “พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์แจ้งว่าหากท่านอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยมาให้พาท่านเข้าไปยังท้องพระโรงด้านในได้เลย เชิญท่านทั้งสองเถิด” 

                             แสงแดดที่เริ่มจะทอดตัวลงพื้นดิน ทำให้ภาพของท้องพระโรงด้านในดูไม่สว่างสดใสเหมือนเช่นเคย พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงนั่งบนแท่นที่เคยประทับพร้อมกับคลี่ผืนหนังที่กองอยู่รอบตัวออกมาอ่านแล้วนำวางลงในหีบข้างตัว  เจ้านางศศิพินทุเทวีก็ทรงทำเช่นเดียวกับพระราชบิดา 

                             “มาแล้วหรือรณกฤติ” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกล่าวขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง 

                             “ดีแล้วที่พาอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์มาด้วย หนังเหล่านี้เป็นบทสวดพระเวทย์ ตำรายา รวมทั้งเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่บรรดาผู้มีความรู้ทั้งหลายในแคว้นเราและที่ได้จากแคว้นอื่น ๆ มา ข้ากำลังรวบรวมเพื่อเอาไว้เป็นความรู้ให้กับผู้คนรุ่นหลังยังหมู่บ้านข้างบนนั้น มาช่วยกันดูช่วยกันคัดเถิด” 

                             “ข้าไม่ได้ไปทำพิธีศพลูกชายของท่าน เพราะเป็นเวลาเดียวกันกับที่ข้ากับเสด็จพ่อทำพิธีให้เสด็จแม่” 

                             เจ้านางกล่าวเรียบ ๆ โดยไม่ได้แฝงความรู้สึกอื่นใดนอกจากคำที่พูดนั้นเลย 

                             “ไม่เป็นไรพะยะค่ะ เราต่างสูญเสีย ขอบพระทัยที่พระองค์ทรงเข้าใจ” 

                             “พรุ่งนี้เช้าเราจะทำพิธีล้างเมืองนี้กัน จะไม่มีแคว้นรัฎฐณสุวรรณอีกแล้ว ท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ไปแจ้งผู้คนทั้งหลายที่เหลืออยู่เถิดว่าให้มาร่วมทำพิธีกัน อาหารของสดของคาวที่ต้องใช้พวกข้านำมาจากข้างบนแล้ว  แต่หากใครจะนำมาร่วมบุญด้วยก็เอามา หลังจากนั้นก็ไปเก็บของคนที่ต้องการจะอยู่ร่วมกันข้างบก็ตามเราขึ้นไป คนที่อยากอพยพก็จะได้เดินทางไป ใครที่อยากอยู่ก็อยู่ไป แต่จะไม่มีใครดูแลเมืองนี้อีก ผีป่าผีทุ่งผีท่าอาจเข้ามาอยู่ในเมือง จะไม่เป็นมงคลในการทำมาหากินกันซะเปล่า ๆ “ 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกล่าวอย่างเศร้า ๆ หลังเสร็จจากเอาหนังทั้งหมดลงหีบแล้วก็เป็นเพลาใกล้ค่ำ อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ก็ไปแจ้งยังเรือนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เรือนในเมืองนี้ตามคำบัญชาของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

                             “พ่อจะขึ้นไปที่ห้องบรรพบุรุษนะศศิพิน ไม่ต้องห่วงไม่ต้องตามพ่อ หากหิวขึ้นมาพ่อจะแจ้งขุนทหารเอง พรุ่งนี้เราค่อยเจอกัน” 

                             ฉันรู้สึกใจหายกับคำว่า “พรุ่งนี้เราค่อยเจอกัน” อย่างไม่มีเหตุผล เจ้านางเองก็เช่นกัน 

                             “เจ้านางศศิพินทุเทวีจะทรงอนุญาติให้ข้านำขุนทหารเข้าไปเตรียมยกพระประธานในมหาวิหารลงมาทำพิธีล้างเมืองก่อนจะนำขึ้นเครื่องลากในวันพรุ่งนี้มั้ยพะยะค่ะ” 

                             “ไปสิ พาขุนทหารของท่านตามข้ามาเถิด” 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีเดินนำอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยและขุนทหาร 4 คน เข้าไปยังพระมหาวิหาร  

                             “รูปปั้นเครื่องสักการะอื่น ๆ ในห้องต่าง ๆ ของมหาวิหารนี้ข้าเอาขึ้นไปหมดแล้ว เหลือแต่ที่อยู่เบื้องหน้าองค์พระประธานทั้งหมด ท่านเก็บสิ่งใดได้ก็เก็บกันเถิด ยังมีเครื่องสักการะบูชาต่าง ๆ และแผนที่ของเมืองที่ข้าให้คนเขียนขึ้นมาจากกระบะของท่านและของใช้ส่วนตัวข้า ข้าขอเข้าไปจัดการข้างใน หากพวกท่านเสร็จกิจตรงนี้ก็แยกย้ายกันกลับเถิดหนา พรุ่งนี้เราค่อยเจอกัน” 

                             เป็นอีกครั้งที่คำว่า “พรุ่งนี้เราค่อยเจอกัน” ฟังดูแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้มีใครแย้งขึ้นมา 

                             เจ้านางทรงเดินเข้าไปข้างใน คนทั้งหมดเบื้องหน้าองค์พระประธานก้มลงกราบขอขมาก่อนที่จะเคลื่อนย้ายหินสลักต่าง ๆ  ไปในเครื่องลากที่นำมาจอดอยู่หน้าพระมหาวิหาร และขยับองค์พระประธานที่สลักด้วยหินขัดเงาเป็นพระปางนาคปรกจากเบื้องบนสุดลงมายังพื้นข้างล่าง เตรียมที่จะนำขึ้นรถลากในวันพรุ่งนี้ไปทำพิธีล้างเมือง 

                             ทันทีที่องค์พระประธานสัมผัสกับพื้นพระมหาวิหาร เสียงสวดคาถา พระเวท และมนต์พิธีต่าง ๆ ก็ดังขึ้นมาจากผู้ทรงศีลที่ยังอยู่ในมหาวิหารจนฟังดูกึกก้องเหมือนมีผู้สวดนับสิบนับร้อย 

                             การเคลื่อนย้ายองค์พระประธานขนาดใหญ่ด้วยกำลังคนเพียง 5 คน ทำได้อย่างยากลำบากมาก ด้วยองค์พระมีขนาดใหญ่และตั้งอยู่บนแท่นหินสูงต้องปีนป่ายกันไปมา ในขณะที่กำลังขยับนั้นมีขุนมหารคนหนึ่งเสียหลักจะล้มลง อำมาตย์รรกฤติสันตเดโชชัยซึ่งอยู่ด้านบนสุดรีบก้มตัวลงไปยึดมือขุนทหารผู้นั้นเพื่อดึงตัวขึ้นมา จังหวะที่มือของขุนทหารผู้นั้นพยายามจะคว้ามืองของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย เขากลับเกี่ยวเอาด้ายสีขาวขุ่นห้อยพระเครื่องที่ได้รับมาจากพระมหาราชครูและท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าติดมือมาด้วย ก่อนที่จะคว้ามือที่ยื่นมาเพื่อยึดให้กลับทรงตัวขึ้นมาได้ 

                             ช่วงเวลาที่เป็นเสี้ยวนาทีฉุกเฉินนี้อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยมิได้รู้ตัวว่า สาญสิญจ์ที่คล้องพระไว้นั้นขาดลงไปแล้ว มีแต่ฉันเท่านั้นที่เห็นว่าสายสิญจ์นั้นร่วงลงมาทางด้านหลังของแท่นที่ขุนทหารนั้นยืนอยู่ร่วงลงสู่พื้นใต้ฐานพระแท่นเครื่องสักการะบูชาสำคัญของมหาวิหารนี้ 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงขยับตัวไปตามโถเคลือบที่ใส่กระดูกหรือของใช้ติดตัวของบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นอันเป็นบรรพบุรุษทีละโถ และนั่งนาน ๆ หน้าโถนั้นเมือนพูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะมาสิ้นสุดที่องค์พระสีทองอร่ามพระพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบลู่กับลำตัวเหมือนเปียกน้ำ นั่งขัดสมาธิแบบหลวม ๆ พระองค์นี้ฉันจำได้ว่ามีการย้ายจากพิพิทธภัณฑ์ของอำเภอไปเก็บยังพิทธภัณฑ์สถานกรุงเทพฯ นี่แปลว่าพระองค์นี้จะไม่ได้ถูกนำขึ้นไปยังหมู่บ้านบนภูเขาเช่นนั้นหรือ 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงนำพระเครื่องที่ได้รับจากท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าวางลงบนหน้าตักขององค์พระพุทธรูป แล้วถอดสายสิญจ์จากคอวางลงคู่กับพระเครื่ององค์นั้น แล้วจึงถอยออกมานั่งในท่าทำสมาธิ สักครู่จึงค่อย ๆ หลับตาลง ฉันได้ยินคำพูดในใจของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ดังชัดเจนขึ้นว่า 

                             “ข้าฝากพิธีล้างเมืองกับเจ้าทั้งสองด้วยนะศศิพินทุเทวีและรณกฤติ” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ไม่รู้ว่าเหตุใดทำให้พระองค์รู้ว่าจะไม่ได้ทรงอยู่ร่วมพิธีล้างเมือง จึงได้ทรงอำลาบรรพบุรุษทั้งหลายให้เรียบร้อยในคืนนี้ หลังจากนั้นดวงจิตก็ค่อย ๆ ตั้งตรงเพ่งมายังองค์พระพุทธรูปเบื้องหน้าที่ยกพระหัตถ์หงายฝ่ามือขึ้นมาเสมออก 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีกลับเข้าไปยังห้องที่ใช้พัก เสื่อที่ใช้นอนถูกม้วนไว้ด้านข้าง เศษฝุ่นเศษดินร่วงอยู่เต็มพื้นห้อง ทรงเดินไปที่กำแพงทิศหัวนอน แล้วใช้ฝ่ามือผลักเข้าไปในช่องกำแพงที่มีภาพสลักของอักษรปาลวะที่ฉันเห็นบ่อย ๆ กำแพงนั้นจึงค่อย ๆ แยกออกจากันเป็นช่องไม่ใหญ่นัก 

                             ห้องนี้เป็นห้องเก็บของส่วนตัวของเจ้านาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นหนังที่ทรงเขียนขึ้นทั้งเรื่องราวของบ้านเมืองและเหตุการณ์สำคัญ ๆ ปฎิทินจันทรคติที่ได้มาจากชาวโพ้นทะเล ของที่ใช้สำหรับแต่งหน้าในพิธีสำคัญ ๆ จากแคว้นต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเรื่องการแปลภาษาให้กับเมืองเหล่านั้น  

“ซัน” ซึ่งเป็นโลหะที่หายากกว่าสายแร่ทองคำ และพระเครื่องที่ทำจากซัน พระสูงค่าที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์สร้างขึ้นเพื่อแจกให้กับให้กับผู้ที่มาร่วมทำบุญในวันครบรอบอายุ 20 ปีของพระองค์ พระองค์ทรงนั่งอยู่หน้ากล่องขนาดใหญ่ที่บรรจุพระเครื่องนี้แล้วเหม่อมองย้อนกลับไปในงานวันนั้น วันที่มีความสุขทุกอย่างรอบตัวสว่างเจิดจ้า รอยยิ้มของผู้คนในงานวันนั้น แขกที่มาจากแคว้นต่าง ๆ อันแสดงถึงความรุ่งเรืองของแคว้นรัฎฐณสุวรรณที่ผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ให้ความเคารพและมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน วันที่ประกาศตำแหน่งราชองค์รักษ์ประจำตัวของพระองค์ วันที่รุ่งเรืองที่สุดในหน้าที่การงานของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ทรงยิ้มออกมาพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน ใบหน้าพระนางทรงบิดเบี้ยว ฉันพยายามจะจับมือนั้นแต่ไม่สามารถสัมผัสได้ 

                             ต้องมีเหตุการณ์สำคัญหรือความสูญเสียอะไรรออยู่อีกแน่ มิเช่นนั้นทำไมค่ำคืนนี้จะดูเต็มไปด้วยวี่แววของการจากลา เสียงสวดต่าง ๆ ที่ยังดังก้องอยู่นั้น เจ้านางศศิพินทุเทวีรู้ว่าเป็นบทสวดในพิธีล้างเมือง หากแต่ไม่ได้ใส่ใจว่าเหตุใดผู้ทรงศีลต่าง ๆ จึงเริ่มสวดตั้งแต่คืนนี้ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น