เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 96 ญาณแห่งวารี

ชื่อตอน : บทที่ 96 ญาณแห่งวารี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 253

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2562 22:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 96 ญาณแห่งวารี
แบบอักษร

สายเลือด...พลังของสายเลือดสีฟ้าสกุลเฟิงที่เกิดการย้อนคืนในร่างของถังเฟยหู่นับว่าเกินความคาดหมายของเขาไปไกลนัก ก่อนหน้านี้สายเลือดของเขาผสมปนเประหว่างสองตระกูลอยู่ภายในร่างของเขาจนส่งผลให้เขามีดวงตาสองสีตั้งแต่วัยเด็ก แต่หลังจากเกิดการกลายพันธุ์เขาก็ไม่คิดเลยว่าสายเลือดดั้งเดิมจะสามารถย้อนคืน 

             อีกทั้งสายเลือดในตอนนี้ยังดูเข้มข้นยิ่งกว่าตอนอยู่เมืองฟูเจี้ยนเสียอีก นั่นเพราะสายเลือดทั้งหมดที่เคยมีได้หลอมรวมเข้ากับพลังมารจนเกิดสายเลือดสีม่วงที่กลายพันธุ์นั่นขึ้นมา แต่ใครเล่าจะคิดว่าสายเลือดที่รวมเป็นหนึ่งจะกลับสามารถแปรสภาพทั้งหมดให้กลับคืนสู่พื้นฐานดั้งเดิมได้อีกครั้ง 

             นั่นก็เท่ากับว่าสายเลือดที่แปรผันกลับไปย่อมมากเสียกว่าตอนที่สองสายเลือดแยกจากกันเป็นเอกเทศอยู่ภายในร่างของเขาอย่างแน่นอน! แต่เขากลับดีใจได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ในตอนนั้นเองที่พลังสายเลือดอัสนีในร่างเริ่มลดน้อยถอยลง พลานุภาพที่เคยมีได้เริ่มสูญสลายลงไปเรื่อยๆจนถึงจุดต่ำสุด 

             พลังสายเลือดที่เคยไหลเวียนในกายก็ค่อยๆกลับมาเป็นสายเลือดสีม่วงที่กลายพันธุ์อีกครั้ง และแขนข้างซ้ายของเขาตอนนี้ไม่มีเปลวเพลิงจากเพลิงโลหิตลุกไหม้อีกแล้ว รอยสักมารได้เจือจางจนหายไปเพราะปราณมรณะที่ถูกเผาผลาญจนแทบหมดสิ้น ร่างกายของเขาได้รับภาระมาอย่างหนักและในที่สุดทั้งหมดก็สิ้นสุดลง 

             ตู้มมมม! 

             เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง พื้นที่ภายในบริเวณนี้ยังคงเต็มไปด้วยหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุอยู่อย่างต่อเนื่อง เขาจะต้องเร่งรีบจากไปโดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องพบเจอคนจากสำนักเดียวกัน แต่ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินนั้นเองที่เขารู้สึกถึงความแปลกประหลาดจากภายในร่างกาย ความเจ็บปวดทั้งหลายได้เข้าจู่โจมเขาจากภายใน 

             ถังเฟยหู่สัมผัสได้ถึงเลือดที่อยู่ในลำคอ แต่เขาได้ฝืนร่างกายของตนและกลืนเลือดนั่นกลับลงไป แขนทั้งสองข้างของเขาในตอนนั้นเองได้เกิดร่างรอยบาดแผลและรอยปริแตกจำนวนมากขึ้นมา เลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์บนแขนทั้งสอง เรี่ยวแรงทั้งหมดบนแขนทั้งสองข้างได้หมดลงและห้อยไว้ข้างลำตัวจนไม่อาจยกขึ้นไว้ 

             “เหอะๆ ร่างกายรับภาระหนักจนเกินไป…หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจจะได้ตายเป็นครั้งที่สองแน่....” เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่เขาไม่อาจนอนทิ้งร่างภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้! ไม่ว่าหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุขึ้นทุกขณะ หรือจะเป็นเหล่าศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ก็ตาม 

             ถังเฟยหู่ได้เรียกทาสอสูรของตนออกมาจากห้วงวิญญาณใจกลางตันเถียน ละอองปราณสีฟ้าได้กระจายออกจากร่างของเขาและรวมตัวอยู่ที่เบื้องหน้า ละอองปราณเหล่านั้นได้ก่อร่างขึ้นจนกกลายเป็นอสรพิษวารีในทุกสุด เกล็ดสีฟ้าของมันสะท้อนเข้ากับแสงสีของหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนั้น มองไปแล้วดูงดงามมิใช่น้อย 

             “เร็วเข้า! รีบพาข้าหนีไปให้เร็วที่สุด!” ถังเฟยหู่เร่งสั่งให้การอสรพิษวารีในทันที เขายังคงพอครองสติได้อยู่บ้าง เมื่อเห็นดังนั้นอสรพิษวารีจึงได้ใช้หัวของมันช้อนร่างของถังเฟยหู่ให้มาอยู่บนหัวของมันก่อนที่จะแหวกว่ายออกไปอย่างรวดเร็ว 

             ใบหน้าของอสรพิษวารีแสดงออกถึงความทรมานอยู่บ้าง ตัวของมันนั้นเป็นสัตว์อสูรธาตุวารีแต่กลับต้องมาแหวกว่ายน้ำท่ามกลางหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุขึ้นมาจากใต้พิภพ พลังของมันนับว่าถูกใช้ออกไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ร่างของอสรพิษวารีพุ่งทะยานออกไปทางเบื้องหน้าโดยไม่หยุดและหลบหลีกหินหลอมที่ที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่างอย่างชำนาญ ร่างของมันหลบหลีกไปมาได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว และเกือบมีหลายครั้งที่ถังเฟยหู่เกือบจะกระเด็นล่วงหล่นจากร่างของมันแต่ถังเฟยหู่เองก็พยายามที่จะใช้เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยนิดพยายามคว้าตัวอสรพิษวารีไว้ 

             และในท้ายที่สุดและหนึ่งคนหนึ่งอสูรก็สามารถหลบหนีออกไปจากออกจากสนามรบที่กลายเป็นทะเลเพลิงจากหินหลอมเหลวที่ปะทุขึ้นมา ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่เบื้องบนของหุบเขาที่กำลังถล่มทลาย ร่างของคนเก้าคนในชุดสีดำกำลังยืนชมการต่อสู้ของถังเฟยหู่และต๊กโกวฉิวหลงมานานแล้ว 

             คนเหล่านั้นก็คือซินถงและศิษย์พรรคอสูรที่ได้เดินทางเข้ามาในแดนลับทะเลปีศาจด้วยความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสกุ้ยหลง เส้นผมสีขาวของซินถงปลิวไสวไปกับห้วงน้ำที่ขยับเคลื่อนไหวราวกับดูมีชีวิต นั่นยิ่งดูขับเน้นให้ภาพลักษณ์ของซินถงยิ่งดูลึกลับมากขึ้น 

             ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มผู้มีดวงตาเหมือนเหยี่ยวได้ก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าอยู่ด้านข้างของซินถงและกล่าวขึ้น “หัวหน้า…ให้ข้าตามไปหรือไม่? ชายคนนี้มีเรื่องน่าสงสัยหลายเรื่องมากนัก…เขาหลอมรวมร่างเข้ากับสัตว์อสูร อีกทั้งยังใช้ปราณเก้าเยือกแข็งของเผ่าซีเซี่ยเราอีก….หรือว่าเขาจะเป็นคนของเผ่าเราที่แฝงตัวในฟูเฉียน?” 

             แต่ซินถงนั้นกลับส่ายหน้าปฏิเสธและกล่าวออกไป “หมิงเจ๋อ…เจ้าอย่าได้สนใจชายคนนี้ให้มากเลย…ถึงอย่างไรภารกิจของพวกเราก็ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก็น็” ซินถงได้กล่าวกับชายหนุ่มตาเหยี่ยวด้านข้างผู้มีนามว่าหมิงเจ๋อ นางได้หันไปมองยังทิศทางที่ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีพุ่งไป 

             ซินถงได้ยกนิ้วขึ้นมาและชี้ไปยังทิศทางนั้น “ตามบันทึกที่ตกทอดมาภายในพรรคอสูรของเรา…ที่แห่งนั้นสมควรจะเป็นสถานที่ตั้งของวังเจ้าสมุทร….หนึ่งในสิบแปดวังมารของบรรพชนจอมมาร พวกเราต้องเร่งรีบเดินทางเสียแล้ว ก่อนที่คนของต้าหลิงจะไปถึง” 

             “ขอรับ!” ศิษย์พรรคอสูรเจ็ดคนที่เหลือและหมิงเจ๋อได้ตอบรับคำของนาง 

             แต่ในตอนนั้นเองที่หมิงเจ๋อได้ตวัดสายตาออกไปทางเบื้องหลัง ดวงตาสีเหลืองของเขาเปล่งแสงเรืองรองออกมา สายเลือดดวงตาของเขาถูกโคจรออกมาอย่างเต็มที่ ดวงตาสีเหลืองของเขาได้เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นตาของวิหค ภาพที่เขาเห็นพลันขยายใหญ่ขึ้นและเห็นกว้างไกลขึ้นอย่างมาก เขาได้พบเห็นศิษย์สำนักเสียงสวรรค์จำนวนมากเริ่มรุกคืบเข้าสู่หุบเขาแห่งนี้แล้ว 

             “เรียนท่านหัวหน้า…พวกต้าหลิงเริ่มเคลื่อนไหวแล้วขอรับ” หมิงเจ๋อกล่าว 

             ซินถงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางเถอะ” เมื่อสิ้นคำกล่าวของซินถง ร่างของคนทั้งเก้าคนก็ได้เคลื่อนร่างออกจากหุบเขาแห่งนั้นในทันที ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่การระเบิดของหินหลอมเหลวเริ่มลดน้อยถอยลงและสงบลงกว่าหลายส่วน นั่นจึงทำให้ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ทั้งหมดเดินทางเข้าสู่หุบเขา 

             “ศิษย์พี่ต๊กโกว!” 

             “ศิษย์พี่ต๊กโกว! ท่านได้ยินไหม!” 

             “ศิษย์พี่ต๊กโกว! ท่านอยู่ไหน!” 

             เสียงของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ดังขึ้นเพื่อเรียกศิษย์พี่ของพวกเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจหาต๊กโกวฉิวหลงได้เจอ ถึงแม้การระเบิดของหินหลอมเหลวจะเริ่มสงบลงอย่างรวดเร็วเพราะขาดแรงสนับสนุนจากจระเข้เพลิงปีศาจและถูกธาตุน้ำในห้วงทะเลปีศาจกลบฝังไปจนสงบเสียสิ้น...แต่พวกเขาก็ไม่อาจพบร่างของศิษย์พี่ได้เลย 

             “ตรงนั้น!” ตอนนั้นเองที่มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้น เขาได้พบเห็นเงาเค้าโครงประหลาดบนพื้น เขาเร่งรีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับศิษย์คนอื่นในสำนัก แต่เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้เงาร่างนั้นกลับต้องตกใจถึงสุดขีดกับภาพที่เห็น 

             “ศิษย์พี่!!!!!” เสียงตะโกนของพวกเขาดังขึ้นอย่างพร้อมกัน ภาพที่พวกเขาเห็นคือร่างของต๊กโกวฉิวหลงที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น ใบหน้าก่อนตายของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด บนแผ่นหลังของต๊กโกวฉิวหลงปรากฏรอยแผลขนาดใหญ่ เลือดเนื้อและกระดูกโผล่พ้นแผ่นหลังของเขา... 

             ร่างกายบางส่วนของต๊กโกวฉิวหลงรวมถึงแขนของเขาถูกหินหลอมเหลวเผาไหม้ไปเสียสิ้นแล้ว สำหรับศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ที่เคารพในตัวต๊กโกวฉิวหลงแล้ว…นี่ราวกับโลกทั้งใบของพวกเขาถล่มลงมาไม่ปาน น้ำตาของพวกเขาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้แต่หยางถิงก็ยังมีใบหน้าเศร้าสร้อยกว่าหลายส่วน ถึงอย่างไรนางและต๊กโกวฉิวหลงก็เติบโตมาในสำนักเดียวกัน เห็นหน้ากันตลอดหลายปี…เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ก็ย่อมต้องมีความเสียใจบ้างไม่มากก็น้อย 

             ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้พุ่งตัวเข้าไปใกล้ร่างของต๊กโกวฉิวหลงและยืนอยู่บนหินหลอมเหลวที่กลายเป็นหินเพราะสูญเสียความร้อนไป ร่างของต๊กโกวฉิวหลงเองบางส่วนก็จมอยู่ในชั้นหินเหล่านั้นที่เกิดจากหินหลอมเหลวที่เย็นตัวลง 

             หยางถิงนำพิณโบราณของตนออกมาและใช้วรยุทธ์พิณเจ็ดสายไร้เงาทำลายชั้นหินที่เย็นตัวลงรอบร่างของต๊กโกวฉิวหลงเพื่อที่จะนำร่างของเขาออกมาได้ จากนั้นศิษย์ทั้งหลายจึงได้นำร่างของเขาออกมาจากสนามรบแห่งสุดท้ายของเขา… 

              

             ทางด้านถังเฟยหู่ที่หอบหิ้วร่างอันบาดเจ็บหนักของเขาจากไปไกลกว่าสามวัน ในที่สุดเขาก็วางใจและหยุดพักลงในถ้ำแห่งหนึ่ง เขาได้เก็บอสรพิษวารีกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณเพื่อให้มันได้พักผ่อน ถังเฟยหู่ได้นำพาร่างกายที่บาดเจ็บของตนเข้ามาด้านในสุดของถ้ำและพิงมันไว้ด้วยแผ่นหลังของตน 

             เขาได้โคจรปราณภายในร่างและให้มันไหลเวียนไปตามจุด ชีพจร และอวัยวะต่างๆทั่วทั้งร่างเพื่อพยายามฟื้นคืนพลังและรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้มากที่สุด หลังจากผ่านกว่าสองวันเขาก็ได้ฟื้นคืนอาการบาดเจ็บขึ้นมาจนพอขยับเคลื่อนไหวได้บ้างแล้ว ในตอนนั้นเองเขาได้ขยับมืออย่างยากลำบากเพื่อสัมผัสกำไลมิติบนข้อมือ 

             เขาได้ส่งปราณและจิตสัมผัสของตนเองเข้าไปด้านในเพื่อตามหาของบางอย่าง และเขาก็หามันเจอในที่สุด! ยาแปดดารากระจ่างฟ้าที่ได้รับมาจากศิษย์สำนักแปดดารา ยาชนิดนี้มีผลในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและฟื้นคืนลมปราณ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่เขาจำเป็นต้องทำในตอนนี้ 

             ยาแปดดารากระจ่างฟ้านับว่ากลายเป็นยาช่วยชีวิตของเขาอย่างแท้จริงในตอนนี้ เขาได้หยิบเม็ดยาขึ้นมาหนึ่งเม็ดและใส่เข้าปากของตนในทันที ยาแปดดารากระจ่างฟ้าไหลลื่นลงคออย่างง่ายดาย เม็ดยาได้สลายกลายเป็นของเหลวและถูกร่างกายของเขาดูดซึมเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว 

             ถังเฟยหู่ฝืนอาการบาดเจ็บของตนและโคจรลมปราณเพื่อชักนำยาแปดดารากระจ่างฟ้าที่กลายเป็นของเหลวไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูปราณที่สูญเสียไปในการต่อสู้ ยาวิเศษชนิดนี้นับว่ามีสรรพคุณที่ดีเลิศยิ่งนัก ผ่านไปหลายชั่วยามร่างกายของเขาก็เริ่มฟื้นฟูจนดีขึ้นมาก 

             “ฝีมือการปรุงยาของผู้อาวุโสสำนักแปดดาราช่างร้ายกาจยิ่งนัก อาการบาดเจ็บของข้าฟื้นคืนมากว่าหนึ่งในห้าส่วน หากทำการรักษาแบบนี้ไปเรื่อยๆคิดว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะหายดี…” ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองพร้อมกับนำยาแปดดารากระจ่างฟ้าอีกเม็ดขึ้นมาและโยนยาเม็ดนั้นกลับเข้าสู่ปากอีกครั้ง 

             ในครานี้การรักษาของยาแปดดารากระจ่างฟ้ารวดเร็วกว่าครั้งก่อนหน้านี้ นั่นก็เพราะอาการบาดเจ็บต่างๆภายในร่างของเขาเริ่มทุเลาเบาบางลงแล้ว อีกทั้งเวลาที่ใช้ในการดูดซึมสรรพคุณของยายังใช้เวลาน้อยลงมากอีกด้วย อาการบาดเจ็บบนแขนทั้งสองข้างที่หนักที่สุดก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

             ถังเฟยหู่ยังคงใช้ยาแปดดารากระจ่างฟ้าออกไปอย่างต่อเนื่องอีกถึงสามเม็ดโดยไม่เสียดายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนให้เร็วที่สุด และเมื่อเขาหายดีแล้วยังไม่ลืมที่จะตรวจร่างกายของตนอีกครั้งพร้อมกับฝังเข็มเพื่อกรุยชีพจรและเส้นลมปราณภายในร่างของตนเพื่อป้องกันลมปราณติดขัดขณะต่อสู้อีกด้วย 

             ถังเฟยหู่ได้เดินออกไปจากถ้ำที่เขาพักอาศัยและเรียกอสรพิษวารีออกมาอีกครั้ง เขาได้ลูบไปยังศีรษะของมัน “ขอบใจเจ้ามาก...หากไม่ได้เจ้าข้าคงยากจะหนีออกมาจากสถานการณ์เช่นนั้นได้” เขาได้กล่าวขอบคุณทาสอสูรของตนออกมาด้วยใจจริง จากนั้นเขาจึงค่อยกระโดดขึ้นไปอยู่บนหัวของมันจากนั้นจึงค่อยออกเดินทางต่อ 

             “สภาพร่างกายฟื้นฟูเต็มที่...ลมปราณฟื้นคืนเต็มเปี่ยม...แต่ปราณมรณะยังฟื้นคืนได้ไม่เต็มที่…ปราณมรณะเป็นขั้วพลังที่ผิดแผกจากธรรมชาติ การฟื้นคืนของมันในตอนนี้หวังพึ่งมุกมารทั้งสามในการก่อเกิดพลังแห่งความตาย ไม่อาจฟื้นคืนได้โดยการดูดกลืนพลังวิญญาณในธรรมชาติได้….” ถังเฟยหู่ขบคิดเกี่ยวกับพลังปราณมรณะในร่างกายของเขา ซึ่งพลังนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการเอาชีวิตรอดของเขามาหลายครั้ง 

             ถังเฟยหู่ใช้เวลาในระหว่างเดินทางเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์มรณะแทนที่จะเป็นฝ่ามือธุลีจันทราหรือปราณเก้าเยือกแข็ง เขาจำเป็นต้องเพิ่มอัตราการฟื้นคืนของปราณมรณะโดยเร็วที่สุด! 

             ชายหนุ่มได้อยู่ในห้วงสมาธิและทำความเข้าใจกับปราณมรณะอย่างต่อเนื่อง ในครั้งแรกที่เขาพบเจอกับความตาย มุกมารทั้งสามของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำงานแทนหัวใจที่หยุดเต้นของเขา ในครั้งนี้เมื่อต่อสู้กับต๊กโกวฉิวหลงด้วยทุกอย่างที่เขามีในตอนนี้แม้จะสามารถชนะคนที่อยู่ในขอบเขตสูงกว่าหนึ่งช่วงชั้นได้…แต่หากพลาดเพียงนิดเดียวคนที่ตายก็คือตัวเขาเอง 

             การบาดเจ็บหนักในครั้งนี้ทำให้เขาได้เข้าใกล้ความตายอีกครั้งหนึ่ง ความเข้าใจและศึกษาในศาสตร์มรณะของเขานับว่ามีความก้าวหน้าเหนือกว่าครั้งก่อนนัก การเดินทางในครานี้ของเขานับว่าราบรื่นยิ่งนัก อุปสรรคต่างๆระหว่างทางนับว่าแทบจะไม่พบเห็นเลย อาจจะเพราะเขาหยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายอยู่หลายวันจึงทำให้กลุ่มอื่นผ่านเส้นทางที่เขากำลังใช้ไปหมดแล้ว อุปสรรคต่างๆจึงถูกกำจัดเสียสิ้น 

             ถังเฟยหู่ได้ใช้เวลาในช่วงนี้เพื่อทำความเข้าใจพลังมรณะอย่างหักโหม โดยที่ไม่รู้ตัวนั้นเองที่ภายในห้วงวิญญาณของเขาได้ก่อเกิดจุดสีดำม่วงขนาดเล็ก ความรู้แจ้งในศาสตร์มรณะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เขาได้หลอมรวมความรู้ต่างๆและความเข้าใจของตนเองในการหาวิธีเพิ่มพูนพลังปราณมรณะที่สูญเสียไป 

             ขั้นพื้นฐานของลมปราณมารไร้ลักษณ์นั้นเดิมทีคือการดูดกลืนพลังแห่งความตายจากสภาพแวดล้อม วิญญาณคนตายที่เต็มไปด้วยจิตด้านลบ จากห้วงมรณะที่พลังวิญญาณปนเปื้อน แต่สภาวะเหล่านั้นมิใช่หาได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อดูดกลืนพลังเหล่านั้นจนสร้างมุกมารภายในร่างและจะสามารถเติมเต็มพลังมรณะเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง แต่กระบวนเหล่านั้นกลับเชื่องช้าจนเกินไป…. 

             ในตอนนั้นเองที่เขาได้นึกถึงกระบวนท่านึงในฝ่ามือธุลีจันทรา ซึ่งนั่นก็คือฝ่ามือจันทรารวมศูนย์ เขาได้ทบทวนวิชานี้ในห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งเขาได้ศึกษาชุดวิชาขั้วตรงข้ามอย่างฝ่ามือสุริยันผลาญดาราอีกด้วย ในชุดวิชานี้ก็ยังมีกระบวนท่าอย่างสุริยันรวมศูนย์ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของจันทรารวมศูนย์ 

             “หากศึกษาจันทรารวมศูนย์และสุริยันรวมศูนย์กับการดูดกลืนปราณมรณะได้ บางทีปัญหาเรื่องการฟื้นฟูปราณมรณะอาจถูกแก้ไข…แต่ปัญหาก็ยังคงเป็นการหาพลังวิญญาณอันปนเปื้อนในธรรมชาติ” ถังเฟยหู่ยังคงขบคิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป 

             การศึกษาและบ่มเพาะด้วยปราณมารไร้ลักษณ์ของเขายังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสิ่งใดขัดขวางมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว โดยเขาได้สั่งให้อสรพิษวารีลดความเร็วลงอีกหลายส่วนเพื่อจะได้เดินทางตามหลังกลุ่มคนที่ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางและฝึกตน 

             แม้ทรัพยากรระหว่างเดินทางจะถูกกลุ่มคนด้านหน้าช่วงชิงไปหมดแล้วแต่สำหรับถังเฟยหู่ในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับคนจำนวนมาก บางทีคนด้านหน้าอาจจะเป็นศิษย์พี่น้องของสำนักเขาเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งคนทั้งหมดเหล่านั้นนับว่ามีจำนวนที่มากจนเกินไปไม่เหมือนกับตอนที่เขาช่วงชิงทรัพยากรและสิ่งของจากสำนักแปดดารากลุ่มเล็ก 

             ส่วนการปรับใช้ฝ่ามือสุริยันรวมศูนย์และจันทรารวมศูนย์เข้ากับพลังแห่งความตายนับไม่ค่อยก้าวหน้าเสียเท่าไหรนัก ระดับความเข้าใจและความลึกซึ้งยังต่ำจนเกินไป แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถศึกษาพลังแห่งความก้าวตายจนก้าวหน้าขึ้นบ้างเล็กน้อย และในระหว่างหนึ่งเดือนมานี้มุกมารทั้งสามก็ฟื้นคืนพลังจนเต็มเปี่ยมอีกครั้ง 

             อีกทั้งการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องในแดนลับทะเลปีศาจที่มีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมทุกอณูยังทำให้เขาบรรลุขอบเขตปราณขั้นเก้าระดับต่ำอีกด้วย เมื่อความก้าวหน้าต่ำจนเกินไปดังนั้นถังเฟยหู่จึงได้เริ่มกลับมาฝึกฝนศาสตร์วารีเหมันต์อีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งเขายังมีความสนใจในการผสานแขนเพลิงโลหิตของกายหยาบมารเข้ากับวิชาฝ่ามือธุลีจันทราอีกด้วย พลังที่ขัดแย้งและหักล้างกันมีพลังทำลายล้างที่สูงสุดกู่จนเขาพลิกกลับมาชนะได้ 

             เบื้องหลังสองธาตุที่ขัดแย้งและพิฆาตกันก็คือพลังในศาสตร์ทำลายล้าง เขาพยายามที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับมันมากขึ้นและลดผลร้ายของมันเวลาใช้ แต่พลังของธาตุทำลายล้างนั้นรุนแรงจนเกินไป ดั่งเช่นวิชาตาไฟทองคำที่เป็นวรยุทธ์ระดับสูง แม้แต่ผู้อาวุโสคุมกฎของสำนักเสียงสวรรค์ยังไม่อาจฝึกฝนจนสำเร็จ 

             “อสรพิษวารี…พวกเราสมควรจะเปลี่ยนเส้นทางได้แล้ว” ถังเฟยหู่ได้กล่าวขึ้นกับทาสอสูรของตนในระหว่างนั่งพักในถ้ำแห่งหนึ่ง พลังของเขาได้ฟื้นคืนมาจนสมบูรณ์พร้อมอีกทั้งพลังโดยรวมยังมีมากขึ้นกว่าเก่าเสียอีก ประสบการณ์จากการต่อสู้จริง อีกทั้งการสัมผัสเฉียดใกล้กับความตายก็ได้ทำให้เขามีความเข้าใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น 

             ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้ออกเดินทางไปในเส้นทางที่แตกต่างจากกลุ่มคนที่เขากำลังติดตามอยู่เบื้องหลังมากว่าร่วมเดือน หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรบุกตะลุยไปในทิศทางที่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคและสิ่งอันตรายทั้งหลาย สัตว์อสูรจำนวนมากที่เขาพบเจอระหว่างทางถูกนำมาเป็นหินลับคมให้กับเขาเพื่อบรรลุขีดพลังที่สูงขึ้น 

             จะมีการฝึกวรยุทธ์ใดดีเท่ากับการต่อสู้จริง ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรทะเลจำนวนมากเพื่อฝึกฝีมือ อีกทั้งเขายังมอบผลึกอสูรที่เก็บได้ระหว่างต่อสู้ทั้งหมดจากศพสัตว์อสูรที่ตายลงให้แก่อสรพิษวารีเพื่อให้มันพัฒนาจนแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย 

             หากอสรพิษวารีแข็งแกร่งขึ้นเขาก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นทักษะและความชำนาญในการต่อสู้ใต้ทะเลของมันหรือแม้แต่ความรวดเร็วในการเดินทาง หลังจากผ่านการเดินทางไปอีกร่วมเดือน ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาให้อสรพิษวารีเข้าสู่ระดับสาม อีกทั้งยังสามารถต่อสู้เข้าขากับเขาได้เป็นอย่างดี 

             การต่อสู้ร่วมกันของถังเฟยหู่และอสรพิษวารีทำให้พลังโดยรวมนับว่าสูงขึ้นกว่าเดิมมากนัก บางทีหากให้เขากลับไปสู้กับต๊กโกวฉิวหลงอีกครั้งก็อาจจะสามารถต่อสู้ได้สบายขึ้นกว่าเดิมมากนัก แต่ในระหว่างที่เดินทางกับอสรพิษวารีนั่นเองที่เขาได้พบกับทรัพยากรที่สำคัญบางประเภท นั่นก็คือดอกแก่นแท้วารีจำนวนสามต้น เขาได้เก็บพวกมันใส่ไว้ในกำไลมิติเป็นอย่างดีเพื่อหาโอกาสจะใช้มัน 

             ในตอนนี้ร่างของอสรพิษวารีมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นและดูงดงามมากขึ้น เกล็ดของมันเรียงตัวกันอย่างสวยงาม นอกจากรูปร่างแล้วพลังของมันยังมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นทั้งความเร็วและความสามารถในการต่อสู้มากขึ้น 

             ถังเฟยหู่ได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษวารีและออกเดินทางอย่างรวดเร็ว อสรพิษวารีสามารถแหวกว่ายได้รวดเร็วและพุ่งตัวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่รวดเร็ว เมื่อร่างของมันแหวกว่ายผ่านไปก็ราวกับบังเกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ที่ม้วนตัวอยู่รอบร่างกายของมันราวกับเป็นวังวนน้ำชนิดหนึ่งที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น 

             ถังเฟยหู่ได้ค้นพบว่านี่คือความสามารถใหม่ของอสรพิษวารีหลังจากที่พัฒนาสู่ระดับสาม หลังจากที่มันเข้าสู่ระดับใหม่ก็สามารถควบคุมห้วงน้ำโดยรอบร่างกายของมันได้ส่วนหนึ่งและยังสามารถใช้พลังนั่นร่วมกับการโจมตีได้อีกด้วย 

             เขาได้ลองใช้ความสามารถเหล่าของอสรพิษวารีในการผสานเข้ากับฝ่ามือธุลีจันทราเพื่อเพิ่มอานุภาพและมีผลอำพรางการโจมตี เขาได้ทดลองใช้วังวนน้ำของอสรพิษวารีในการอำพรางฝ่ามือแสงจันทราทะยานฟ้า หรือแม้แต่ตอนที่เขาขับขี่อสรพิษวารีก็ได้ลองใช้จันทรารวมศูนย์ในการรวบรวมพลังวิญญาณธาตุน้ำเข้ามาเพื่อช่วยอสรพิษวารีในการควบคุมห้วงน้ำได้ง่ายขึ้น 

             วิธีการต่อสู้ในตอนนี้ของเขาก็ทำให้นึกถึงวิธีการต่อสู้ของเฟิงหงหู่ที่ฟูเจี้ยน ผู้มีฐานะเป็นน้องชายและศัตรูคู่แค้นของเขาผู้นี้ผสานการโจมตีเข้ากับจิตวิญญาณของตนเองและยังขีดเขียนอาคมออกมาเพื่อหนุนเสริมจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวให้ใช้กระบวนท่าการโจมตีอันร้ายกาจออกมา 

             แม้ไม่อยากจะยอมรับก็ตาม แต่การต่อสู้ของเฟิงหงหู่นับว่ามีประสิทธิภาพและร้ายกาจเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าหากอีกฝ่ายลงมืออย่างจริงจังตัวเขาคงจะตายไปนานแล้ว แต่เพราะเฟิงหงหู่ต้องการลงมือในเวลาที่เหมาะสมเพื่อช่วงชิงดวงชะตาของถังเฟยหู่จึงทำให้อีกฝ่ายไม่ฆ่าชายหนุ่มโดยง่าย และนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีในคราวเคราะห์ที่ทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิตและเป็นโอกาสในการแก้แค้นอีกด้วย! 

             ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้เดินทางมาจนถึงบริเวณช่องเขาแห่งหนึ่ง เขาได้สั่งให้อสรพิษวารีใช้วังวนน้ำครอบคลุมร่างและพุ่งชนใส่หินที่เปราะบางบริเวณนั้น วังวนน้ำรอบกายของอสรพิษวารีหมุนอย่างรวดเร็วและพุ่งไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็วและรุนแรงราวกับลูกศร วังวนน้ำขุดเจาะไปเข้าไปในชั้นหินเรื่อยๆจนเกิดถ้ำหขนาดเล็กขึ้นมา 

             เขาและอสรพิษวารีได้เข้าไปพักอาศัยในถ้ำนั้นโดยไม่ลืมที่จะนำก้อนหินที่เกิดจากการขุดเจาะมาบิดบังอำพรางทางเข้าไว้ ร่างของอสรพิษวารีขดอยู่รอบกายของถังเฟยหู่ที่นั่งสมาธิอยู่ตรงกลางเพื่อปกป้องร่างของเจ้านาย ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้หยิบดอกแก่นแท้วารีจำนวนสองต้นจากกำไลมิติออกมา 

             กลิ่นหอมของดอกแก่นแท้วารีกระจายออกโดยรอบ กลิ่นของมันเมื่อสูดดมแล้วให้ความรู้สึกที่สงบนิ่งและเย็นสบายดุจดั่งมีสายน้ำไหลผ่านรอบกาย ดอกแก่นแท้วารีเป็นทรัพยากรที่หายากในศาสตร์พลังวารีที่เพิ่มอัตราความเข้าใจและเพิ่มความเข้าใจต่อญาณแห่งวารีและเพิ่มโอกาสญาณนี้เพิ่มขึ้นหลายส่วน 

             “หากบรรลุซึ่งญาณแห่งวารี...พลังโดยรวมของฝ่ามือธุลีจันทราน่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน” ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองก่อนที่จะหันกลับไปมองยังอสรพิษวารี “เจ้าเองก็จำเป็นจะต้องเข้าใจและลึกซึ้งในพลังวารีให้มากขึ้นเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา” เมื่อกล่าวเสร็จถังเฟยหู่ได้มอบดอกแก่นแท้วาวีให้แก่ทาสอสูรของตน.... 

ความคิดเห็น