LUCKY MOON

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โขนเลี้ยงน้อง ❖ EPISODE 08 เพลงกล่อม 'น้อง' {150%RW}

ชื่อตอน : โขนเลี้ยงน้อง ❖ EPISODE 08 เพลงกล่อม 'น้อง' {150%RW}

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 153

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2562 23:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โขนเลี้ยงน้อง ❖ EPISODE 08 เพลงกล่อม 'น้อง' {150%RW}
แบบอักษร

– EPISODE 08 

เพลงกล่อม 'น้อง' 

 

สายตาทอดมองมาที่เรากับพี่โขนมันดูแปลกไป อาจเป็นเพราะแสงและเงาในมุมนั้นที่เป็นเอกกำลังยืนอยู่พาให้บรรยากาศรอบตัวนิ่งสนิทจนผิดปกติ 

ยกมือขึ้นลูบผมตัวเองก่อนจะเดินไปช่วยเพื่อนถือของ เป็นเอกยิ้มแล้วยื่นกล่องคุกกี้ของโปรดมาให้ “รสช็อคโกแลตชิพหมด” เมื่อกล่องคุกกี้มาอยู่ในมือรอยยิ้มเรายิ่งกว้างขึ้น  

“วนิลาเราก็ชอบ” สองมือเขย่าจนได้ยินเสียงขนมวิ่งไปมาจึงรีบสูดเอากลิ่นคุกกี้เจือจางอยู่บนรอยพับกล่อง เป็นเอกยกมือขึ้นและเอื้อมมาเหนือกว่าระดับความสูงเราเล็กน้อย ทว่าก่อนมือนั้นจะวางลงบนศีรษะเพียงเสี้ยววินาทีร่างกายกลับตอบสนองโดยการหันหน้าไปชี้ถาดอาหาร  

“เราทำหมูทอดกระเทียมที่เอกอยากกินมาแหละ” 

บรรยากาศแปลกประหลาดรอบตัวเป็นเอกทำให้ต้องแสร้งหลบสัมผัสนั้น… 

มือเขายังค้างอยู่ที่เดิมในอากาศสุดท้ายเจ้าตัวก็ทำเพียงกำมือเอาไว้แน่นและคลายออกก่อนจะดึงกลับไปวางไว้ข้างลำตัว หากในยามปกติสัมผัสนี้ไม่เคยได้รับการปฏิเสธมาก่อนทว่าในตอนนี้กลับต่างออกไป และที่แย่ยิ่งกว่าเคยเป็นมาคือ... 

เราไม่กล้าหาคำตอบ 

ในขณะที่บรรยากาศยังคาราคาซังเพื่อนเราทุกคนก็ขึ้นมาครบพร้อมกับเพื่อนของพี่โขนอีกหนึ่งคนที่เราคุ้นหน้าเอามากๆ จนกระทั่งกระแตทักขึ้นมา “เฮียมาเป็นดีเจให้งานนี้ด้วยเหรอ” 

ดีเจ... 

ภาพในคลับผุดขึ้นในหัว ท่ามกลางความสลัวใต้ไฟสลับแสงสีไปมาจนชวนเวียนหัว บริเวณหน้าบาร์มีร่างหนึ่งกำลังควบคุม CDJ และโยกตามจังหวะเพลง เราจำได้ว่าดีเจที่เล่นเพลงวันนั้นใส่เสื้อแขนกุดสีขาวสกรีนลายเสื้อเรืองแสง สัญลักษณ์ที่ทำให้จำเขาได้ในทันทีเห็นจะเป็นลายสักเต็มแขนทั้งสองข้างประกาศถึงลุคโหดแม้หน้าจะจัดอยู่ในโหมดคิตตี้ 

“แตกับมีนช่วงนี้ไม่เห็นไปช่วยเป็นหน้าม้าให้เลย งานยุ่ง?” พี่ดีเจคนนั้นทักกลับด้วยน้ำเสียงแหบห้าวเฉพาะตัว ดูท่าว่ากระแตกับเจ้มีนจะรู้จักเขาพอสมควร คงไม่แปลกเพราะสองคนนี้ไปคลับพี่รามบ่อยมากเรียกได้ว่าทุกสุดสัปดาห์เลยก็ว่าได้ 

“ก็ยุ่งอ่ะ แต่อยากยุ่งกับเฮียมากกว่า” 

กริบ... 

หน้าของพี่ดีเจนิ่งไปก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินไปหยิบเอาขนมมากินปล่อยให้กระแตยืนไปต่อไม่เป็นอยู่คนเดียว รู้ว่าเขาแกล้งเพราะแอบเห็นดวงตาคมกริบตวัดกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะ 

“เฮียโปใจร้าย แกล้งแบบนี้มาเป็นผัวกันเลยเถอะ”  

“ต้องแลกบัตรคิวไหม?” 

ประโยคนี้ของพี่ดีเจเรียกเอาเสียงหัวเราะของทุกคนมาปรุงแต่งบรรยากาศจนลื่นไหล เห็นท่าทีทุกคนแบบนี้แล้วจะเรียกว่าบรรยากาศดีก็คงไม่ผิด 

เรื่องที่ทำให้เสียบรรยากาศก็ปล่อยมันไป... 

นั่งร่วมโต๊ะกันได้ครู่ใหญ่นาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว นับเวลาขึ้นมาประมาณสามทุ่มนั่นหมายความว่าได้ใช่เวลาบนนี้ไปร่วมชั่วโมงกว่า ยิ่งดึกยิ่งขยับตัวลำบากผนวกกับอุณหภูมิที่เย็นลงเรื่อยๆ พากลิ่นอายบรรยากาศคล้ายการตั้งแคมป์รอบกองไฟสมัยเข้าค่ายลูกเสือหวนคืนมา 

“ดีนะน้องอยู่ด้วย ไม่งั้นได้แดกเศษถ่านเชี่ยโขนแน่” พี่เมฆหันมายกนิ้วโป้งให้เรา 

           ตอนนี้พี่โขนไม่อยู่เลยพูดได้... 

           ไม่อยากออกตัวแรงว่านับถือใจ พวกพี่ก็กล้าหาญมากเลยนะคะที่ปล่อยให้พี่โขนเข้าครัว  

“แต่ก็ช่วยไม่ได้อ่ะ ในพวกพี่สี่คนนี้ไอ้โขนมันทอดไข่เก่งสุดแล้ว” อ้อ...ที่แท้เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่ได้ไว้ใจอะไรพี่โขนเพียงแต่กลัวตัวเองมากกว่า

           “เออ กูจำได้ว่าเคยให้มันหุงข้าว แต่ลืมว่าสุดท้ายแม่งแดกไม่ได้” พี่เตออกตัวแฉอีกหนึ่ง 

           สาเหตุที่ต้องมานั่งฟังเรื่องพี่โขนก็เพราะมีเพื่อนเราอยู่คนหนึ่งที่พยายามดึงหัวข้อสนทนาเข้ามาแม้จะพายเรือออกอ่าวไปเรื่องอื่นแล้วสุดท้ายก็ยังต้องวกกลับ  

ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากกระแตของเรา

“สุดท้ายได้แดกแต่ไข่”

พี่เมฆปรบมือชอบใจในตอนที่หยิบหมูทอดกระเทียมเข้าปาก  

สารภาพว่าไม่เคยออกมานั่งชิลกับเพื่อน นั่งล้อมวงจิบเบียร์ดื่มเหล้าบนดาดฟ้าแบบนี้มาก่อนแถมยังมีพวกรุ่นพี่ด้วย ยังกังวลว่าจะอึดอัดแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือทุกคนต่างเป็นคนรอบตัวของกันและกันอยู่แล้ว แม้บรรยากาศในช่วงแรกจะอึนกันอยู่ทว่าพอนั่งไปเรื่อยๆ ด้วยความอุ่นของร่างกายที่ใกล้ชิดกันช่วยสู้ลมหนาวบวกกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทุกคนจิบไปชิลไปมันจึงผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ 

ส่วนเราก็ดื่มแบบเจือจางมากที่สุดที่เหลือก็เน้นกินขนม นั่งฟังคนนั้นคนนี้พูดคุยเรื่องแล้วเรื่องเล่าก็เพลินดีเหมือนกัน การอยู่ท่ามกลางบรรยากาศนี้คล้ายได้ปลดเอาความเครียดในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาออกไปจนตัวเบาหวิว 

“มือกีต้าร์มาแล้วเว้ย”  

ทุกคนหันไปมองที่หน้าประตูโดยอัตโนมัติ ภาพที่เห็นก็คือก้อนผ้าคลุมพ่อมดขนาดยักษ์ที่มีแค่ดวงตาและหัวกีต้าร์แพลมออกมา เขาเดินเข้ามาพร้อมกับทิ้งตัวลงมายังเก้าอี้ที่นั่งว่างข้างเราที่แต่เดิมเป็นพี่เตนั่งอยู่  

ที่นั่งพี่น่ะ เก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้ามนี่คะ 

ถ้าทักก็ดูเหมือนไล่ ถ้าถามออกไปก็ดูเหมือนคิดมากจึงทำเพียงเขยิบเว้นช่องระยะห่างไม่ให้ใกล้กันจนเกินไป 

“ท่านโขนเชิญโชว์สกิลเทพสักเพลงสิครับ” คนที่เผาพี่โขนให้พวกเราฟังจนเกรียมพูดขึ้น เหมือนพี่โขนจะรู้นิสัยเพื่อนตัวเองดีและน่าจะรู้ด้วยว่าตัวเองโดนเผาอะไรไปบ้างเขาจึงมองหน้าพี่เมฆนิ่ง “มึงร้อง...รอบที่แล้วมึงติดกู” 

พนันขันต่ออะไรกันไว้คะ?  

ดูจากสีหน้าพี่เมฆตอนนี้เหมือนเจ้าตัวรู้ดีว่ากำลังจะถูกเล่นงาน พี่ชายจอมวางบอมบ์อันดับหนึ่งโอดครวญทันทีในขณะที่ทุกคนในวงล้อมสามัคคีกันเงียบรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ  

“อีดอก มึงก็รู้ว่ากูร้องเพลงเหี้ย”  

พี่โขนพยักหน้า “แค่มึงยืนหายใจเฉยๆ ยังเหี้ย” ร้ายกาจ...เอาไปหนึ่งแต้ม “งั้นที่ตกลงกันไว้ก็ยกเลิก” ข่มขู่ด้วย ผลก็คือพี่เมฆหน้างอทันทีก่อนจะพยักหน้ายินยอมแต่โดยดีแต่นอกจากจะข่มขู่เพื่อนจนยอมแล้วความนิสัยไม่ดีของคนเราก็ยังไม่มีที่สิ้นสุด “กูอยากฟังห่อหมกฮวกไปฝากป้า” 

“ไอ้เหี้ย @#!!!#(#)#_&*^@^ กูร้องไม่เป็น!” เราขอเซ็นเซอร์คำหยาบไว้ ณ ที่นี้ 

“คาราโอเกะ” คนขอเพลงไม่ยอมแพ้ก้มหน้าลงในผ้าห่มขยับขยุกขยิกอยู่พักหนึ่งก่อนจะยื่นมือออกมานอกผ้าห่มส่งโทรศัพท์ไปให้เพื่อน  

“เออว่ะ เดี๋ยวกูไลฟ์สดดีกว่า” พี่ดีเจที่เรามารู้ชื่อทีหลังว่าชื่อ ‘อาโป’ พูดขึ้นก่อนจะควักโทรศัพท์ออกมาตั้งถ่ายจริง  

เราเริ่มจะสงสารพี่เมฆแล้วนะ 

แต่ถ้าจะให้ดีขอฟังสักท่อนนะคะ... 

หลังจากปฏิบัติการรวมหัวกันกลั่นแกล้งพี่เมฆเสร็จก็เจอเซอร์ไพรส์เมื่อพี่เตที่หายไปนานกลับขึ้นมาพร้อมกล่องของขวัญยักษ์ มีกระดาษเอสี่เขียนแปะไว้บนกล่อง ‘To…เหนือเมฆ’ อ่า วันนี้วันเกิดพี่เมฆนี่เอง เกือบจะซึ้งไปด้วยแล้วถ้าไม่ติดว่าพอพี่เมฆเปิดกล่องของขวัญออกมาก็เจอเข้ากับสาวสวยหน้าตาน่ารักหนึ่งนาง 

...ตุ๊กตายาง 

“รักษามาตรฐานทุกปี สหายกูจัญไรดีไม่มีตก” ตกใจกับคำว่า ‘ทุกปี’ ของพี่เมฆจริงๆ นะ ปกติแสดงออกว่ารักกันฮาร์ดคอร์แบบนี้เหรอคะ 

“วันเกิดใครวันตายคนนั้นครับน้อง” พี่เตหัวเราะ 

“เออ พวกพี่สนิทกันดีนะ ไม่ได้เรียนที่เดียวกันหมดด้วย” เจ้มีนพูดขึ้นยิ้มๆ ก่อนจะมองไปยังเป็นเอกที่นั่งเงียบเอาแต่จิบเหล้าลิมิเต็ดมาพักหนึ่งแล้ว คนตกเป็นเป้าเริ่มรับรู้ถึงรังสีอันตรายจึงรีบส่ายหน้าทันที “เจ้มึงอย่ามายุ่งกับกู”  

“งั้นวันเกิดจะเอาไร” 

เจ้มีนยิ้มให้เป็นเอก ช่างเป็นรอยยิ้มที่เราคุ้นเคยเพราะมันมีมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้งเมื่อความคิดพิลึกพิลั่นวิ่งเล่นอยู่ในสมองของเธอ 

 

23.06 น. 

เมื่อเวลาล่วงเข้าห้าทุ่มก็เริ่มนั่งเอามือซุกไว้ใต้ต้นขาเพราะอากาศเย็นเป็นทุนเดิมเริ่มมีลมพัดผ่าน เวลานี้ทุกคนกำลังเข้าสู่ช่วงขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย สลับกันเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น ที่นั่งข้างซ้ายเราจึงว่างเพราะเจ้มีนเพิ่งลุกไปอีกหนึ่งราย ส่วนอีกฝั่งคือพี่โขน เขาเพิ่งยกกีต้าร์ให้พี่อาโปเอาไปเล่นต่อเพื่อให้เสียงเพลงยังขับกล่อมบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง 

           “กินยายัง?” เป็นเอกถาม  

คนป่วยเพิ่งอาการดีขึ้นอย่างเราจึงพยักหน้า ความจริงก็มีสิทธิ์ไข้กลับสูงอยู่เหมือนกันเพราะพักอยู่ไม่กี่วันก็ออกมาตากลมซะแล้ว แต่จะให้ทนนั่งเครียดอยู่ในห้องคนเดียวกับออกมาผ่อนคลายกับเพื่อนเราขอเลือกอย่างหลัง  

           ฟุ่บ 

           ไม่มีเสียงบอกกล่าวก่อนล่วงหน้าเพียงกระพริบตาหนเดียวเงาสีฟ้าผ่านแวบเดียวความอุ่นนุ่มก็คลุมลงที่หน้าขา เมื่อก้มลงไปมองก็พบว่าเป็นผ้าห่มผืนเดียวกันกับที่พี่โขนใช้ห่อตัวขึ้นมาตอนลงไปเอากีต้าร์ เราเงยหน้าขึ้นไปมองพี่ผู้ชายคนนิสัยไม่ดีทันทีซึ่งมันก็เหมือนทุกครั้ง 

เมื่อเรามองเขาก็พบว่าเขามองเราอยู่ก่อนเสมอ... 

           “ห่ม” 

           มือค่อยๆ เลื่อนไปดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเองไว้โดยคลุมมาถึงใต้จมูกเพราะต้องการซ่อนอะไรบางอย่าง เราไม่ต้องการให้พี่โขนเห็นว่ามุมปากทั้งสองข้างของเรากำลังโค้งขึ้นช้าๆ  

           อืม...เราชอบกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มของเขาจัง 

           “กะจะขึ้นมากินบนนี้แปปเดียวค่อยลงไปต่อห้องนีน้อง แต่อีแตคิดว่ายาว...งานนี้ยาวแน่นอน” 

           โซฟาตัวเดียวกันโคลงทันทีเมื่อมีคนทิ้งตัวลงมานั่งที่ว่างข้างเรา เป็นกระแตพูดด้วยน้ำเสียงแปลกไปในขณะที่เติมน้ำโค้กให้แก้วเรา คิ้วขมวดเป็นปมเข้าหากันทันทีเมื่อน้ำมันล้นแก้วออกมาทว่าคนรินยังตั้งหน้าตั้งตารีฟิลแบบอันลิมิเต็ดต่อจนเราต้องรีบเอื้อมมือไปจับปากขวดให้ตั้งขึ้น  

กระแตหัวเราะก่อนจะควานมือหาแก้วตัวเองแล้วยื่นมาตรงหน้าเรา “เอ้า ชนหน่อย” 

           กริ๊ง 

           เสียงแก้วในมือสองคนชนกันต่างกันแค่ของเราเป็นน้ำอัดลมธรรมดาไม่สามารถกินแล้วเมาได้เหมือนที่เพื่อนเป็นอยู่ในตอนนี้ “ยาวไหมคะพี่โขน?”…เพื่อนเราหมายถึงคืนนี้จะอยู่ยาวไหมรึเปล่า?  

ชักไม่แน่ใจแล้วสิแต่ที่แน่ยิ่งกว่าทองแท้ก็คือกระแตน่าจะเมาแล้วแหละ... 

           ประโยคสองแง่สองง่ามมาพร้อมสกิลเล่นหูเล่นตาของกระแตทำเอาเราขนลุก ปกติกับพี่โขนกระแตไม่ค่อยกล้าพูดอะไรมากอยู่แล้วทว่าพอสติเริ่มหลุดก็เอาใหญ่  

ฝั่งพี่โขนที่ได้ยินก็เหลือบตาขึ้นมามองแล้วตอบสั้นๆ “ยาว”…อะไรยาว?  

           ลำพังเพียงตอบด้วยใบหน้าราบเรียบคงไม่คิดอะไรให้ลึกไปจนถึงแก่นโลกแต่กรณีที่ตอบด้วยดวงตาเป็นประกายพร้อมกับยกยิ้มตรงมุมปากนิดๆ ชวนคิดเป็นอื่นไม่ได้ เล่นเอาเราที่นั่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองคนนี้ต้องยกเอาผ้าห่มมาคลุมหน้าทันที  

ทนมองไม่ไหวจริงๆ มันจั๊กจี้น่ะ 

           เมื่อหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาอีกทีถึงได้รู้ว่าตัวเองเผลองีบไปครู่หนึ่ง ดีแล้วที่ไม่ปฏิเสธผ้าห่มพี่โขนไปในตอนแรกเพราะหลังจากเลื่อนเอาผ้าคลุมหน้าออกอากาศเย็นก็ลอยมาปะทะทันทีจนขนอ่อนบนใบหน้าลุกชา ล้วงเอาโทรศัพท์ในกางเกงออกมาเพื่อดูเวลาก็พบว่าตัวเองเผลองีบไปประมาณครึ่งชั่วโมง 

           เราค่อยๆ ห่อตัวเองเป็นเหมือนดักแด้ระหว่างนั้นก็สังเกตเห็นว่าคนหายไปสองคน  

ที่ยังเหลืออยู่ก็มีเป็นเอกที่ทิ้งตัวลงมานอนซุกอยู่ใกล้เราบนตัวมีเสื้อแขนยาวคลุมไว้อีกที รอบข้างเงียบเมื่อไร้เสียงโปร่งใสเป็นทำนองจากกีต้าร์โปร่ง ดูท่าว่าคนคอยเล่นสร้างบรรยากาศจะเหนื่อยเสียแล้ว  

อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลาเที่ยงคืน ทุกคนคงหมดพลังแล้วล่ะ 

           หรือบางทีอาจเพียงพักยกไว้เพื่อต่อกันยาว หากหลังเที่ยงคืนไปเราก็ต้องขอลาเพราะถ้าให้อยู่ดึกข้างบนนี้ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและไอหมอกคงไม่ไหวจริงๆ แต่ก่อนจะลงไปก็ต้องขอดื่มด่ำบรรยากาศเสีย นานทีปีหนจะได้ขึ้นมา  

เราค่อยๆ ดึงเอาผ้าห่มส่วนที่เป็นเอกนอนทับอยู่ออกเพื่อจะได้ลุกขึ้นโดยไม่ทำให้เพื่อนตื่น 

           “อือ” เป็นเอกส่งเสียงอืออาก่อนจะยกมือขึ้นมาปัดออกเมื่อฝ่ามือแปลกปลอมจากเราสอดไปรองใต้แก้มเพื่อนหวังจะดึงผ้าออกมาได้ง่ายโดยไม่ต้องกระชากแต่ไม่รู้อะไรดลใจให้คนกำลังหลับคว้ามือเราไว้แล้วเขี่ยวาดเบาๆ คล้ายเขียนอะไรบางอย่าง “ขี้เกียจเรียน...”  

อืม เพื่อนเรานี่ก็จริงๆ เลย 

           เราส่ายหน้าทั้งหน่ายใจปนขำกับการเคี้ยวปากตัวเองตอนหลับไม่ต่างจากเด็กน้อย ค่อยๆ ดึงมือตัวเองออกมาเพราะเป็นเอกไม่ได้กำแน่นทว่าการเคลื่อนไหวนี้กลับทำให้เขาขยับตัวไปด้วยจนเสื้อที่คลุมอยู่ค่อยๆ เลื่อนลงพื้น เราก้มลงไปเก็บมาห่มให้เพื่อนตามเดิม กลัวว่าจะหนาวแล้วไม่สบายเอา  

พี่เมฆกับเฮียโปที่นั่งเล่นเกมกันอยู่อีกฝั่งหันมามองเราแล้วส่งยิ้มให้ หนึ่งในวงเกมมีเจ้มีนนั่งเล่นจริงจังอยู่ด้วย 

           “เหี้ย! โคตรเร็ว กูปั่นไฟยังไม่เสร็จเลย” 

           รู้เลยว่าเล่นอะไรกันอยู่... 

           มุมเงียบที่ตามหาอยู่อีกฝั่งของโซนสวนหินปาร์ตี้กลางแจ้ง เราเดินมายังฝั่งนี้ด้วยสภาพเหมือนดักแด้ซ้ำอากาศยังเย็นจนสามารถมองเห็นไอสีขาวลอยกรุ่มตามลมหายใจ หลังจากไอนั้นจางไปเราจึงสังเกตเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่นิ่งกลืนไปกับเงากระถางต้นไม้โดยรอบที่แสงไฟสาดส่องไปไม่ถึง 

           เท้าเราชะงักแล้วเตรียมหมุนตัวกลับทันที  

           “ดาวสวยดี” 

           แค่หมุนปลายเท้าเสียงแหบต่ำก็ดังขึ้นทัก 

...หนีไม่ทันสินะ  

           “นับดาวลูกไก่ให้หน่อย” แปลว่า...เดินมานี่สิ 

           สูดหายใจเอาอากาศแห้งเข้าปอดจนแสบจมูกก่อนจะเดินไปเกาะราวระเบียงที่อยู่ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่ประมาณเจ็ดก้าว เราแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่คนนิสัยไม่ดีพูดถึงแล้วก็ต้องรีบหันกลับไปมองเขาในทันที ท้องฟ้าคืนนี้มีเมฆบังเต็มไปหมด ดวงจันทร์ก็สว่างจนกลบแสงดาว 

           หลอกเรา... 

           “ปกติเด็กต้องนอนก่อนสี่ทุ่มนะ” มองจากมุมนี้เหมือนพี่คนนิสัยไม่ดีกำลังพูดเรื่องทั่วไปที่ฟังยังไงก็ดูไม่ได้ใจความอะไรมากมายนอกจากต้องการบอกว่าเราน่ะ...  

“เราไม่ใช่เด็ก” 

           “แต่เราไม่สบายอยู่” พี่โขนย้อนทันที  

ไม่มีอะไรต้องเถียงจึงเม้มปากแน่นก่อนจะเสหน้ามองไปทางอื่นเมื่อพี่โขนที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอยู่ดีๆ กลับหันมาจ้องเรา ปกติเขาจะเรียกเราว่า ‘น้องหนู’ เพราะเราอายุน้อยกว่าและชอบแทนตัวเองว่าหนูกับเขาในสมัยยังเด็ก พอได้ยินเขาใช้คำว่า ‘เรา’ มันจึงอดรู้สึกแปลกไม่ได้เหมือนกำลังโดนดุกลายๆ  

ถ้าจะดุกันเรื่องนอนดึกก็ไม่น่ารั้งเราไว้แต่แรกสิ  

           “พะโล้เป็นยังไงบ้างคะ?” เมินคำดุไปเสีย 

           “ไอ้โล้...ก็ดี ขยันแดก”  

           เมื่อคิดภาพของพะโล้ล่าสุดที่เจอก็พาให้ยิ้มออก พี่โขนเลื่อนสายตากลับไปมองท้องฟ้าที่เขาหลอกเรามายืนดูเป็นเพื่อน ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่เราต้องการคำตอบทว่ากลับหาวิธีพูดออกไปไม่เจอ... 

           ความตั้งใจที่อยากเป็นแค่คนแปลกหน้า ตอนนี้เรามั่นใจแล้วว่ามันคงทำไม่ได้อีกต่อไป หากต้องกลับมาเป็นคนรู้จักกันเราจะอยู่ในสถานะไหน 

           ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ...พี่ต้องการอะไร? 

           “ยังใช้เบอร์เดิม?” พี่โขนถาม  

เมื่อไม่มีเสียงตอบรับบรรยากาศจึงเงียบลง จากมุมนี้เราสามารถมองเห็นถนนยามกลางคืนที่ทอดตัวยาวและมีแสงสีทองทอประกายประดับไปทั้งเส้น ตึกสูงระฟ้ารอบข้างที่ก่อตัวขึ้นมีแสงไฟเปิดไว้เพียงบางช่อง มันเป็นวิวตอนกลางคืนที่ดูวุ่นวายผิดกับท้องฟ้าในวันนี้ที่ดูสงบดีเหลือเกิน 

           เรายืนอยู่แบบนี้ได้พักใหญ่เลย... 

จนกระทั่งลมเริ่มแรงขึ้นจึงถอดใจพับเก็บผ้าห่มที่คลุมตัวเองไว้ให้เรียบร้อยแล้วยื่นไปคืนให้คนข้างกัน พี่โขนหันหน้ามามองแล้วเลิกคิ้วก่อนจะพูดขึ้น “สกปรก เอาไปซัก” เขารังเกียจตัวเชื้อโรคอย่างเรา...  

ดึงมือที่ถือผ้าห่มกลับคืนมาก่อนจะเดินกลับไปที่เดิมเพื่อบอกลาเพื่อน ให้รหัสห้องกับเจ้มีนคนมีสติที่สุดไว้เผื่อว่าเพื่อนจะเข้ามานอนเมื่อไหร่จะได้เข้าห้องได้โดยไม่ต้องปลุกเรา 

...เงียบจัง 

หลังจากกลับเข้ามาบรรยากาศในห้องเย็นเยียบขึ้นมาทันตาเมื่อไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน ประตูระเบียงที่ก่อนหน้านี้เจ้มีนเปิดทิ้งไว้มีผ้าม่านปลิวสไวเล่นแสงอยู่ เรารีบเดินไปปิดทันทีก่อนจะไปนั่งสงบสติอารมณ์ตัวเองอยู่บนโซฟา ตอนนี้ง่วงก็จริงแต่พอลงมาอยู่ข้างล่างคนเดียวแล้วเรากลับไม่อยากนอน 

ตะกอนความกลัวมันยังค้างอยู่ไม่หายแค่มีอะไรสักอย่างมากวนมันก็ขุ่นแล้ว 

 

Pp_n: อังคารหน้ามากินข้าวที่บ้านด้วย 

 

เหลือบไปมองยังหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาโชว์ข้อความใหม่เด่นหรา อ่านผ่านตาเพียงครั้งเดียวก็รู้สึกเหมือนใบหน้ากำลังเรียบเฉยขึ้นทีละนิด เราตัดสินใจไม่ตอบไปก่อนทว่ายังเลื่อนดูประวัติข้อความเดิมที่ยังคงค้างไว้ เรื่องที่เราฝากพี่กรรณไปไม่คืบหน้า 

เขาหายไปเฉยๆ... 

ในขณะที่อารมณ์เริ่มคงที่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นตัดผ่านความเงียบมา เราไม่ทันตั้งตัวจึงอดสะดุ้งไม่ได้ หน้าจอโทรศัพท์โชว์เบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคยจนปล่อยให้มันดังไปสักพักแล้วตัดสายไปเองทว่าความพยายามของคนทางนั้นมันมีมากกว่าที่เราคิดเพราะเบอร์เดิมโชว์ขึ้นมาที่หน้าจอเราอีกหน 

รับก็ได้... 

ตัดสินใจรับสายแล้วแนบลงกับหู ปลายสายยังคงเงียบได้ยินแค่เสียงความวุ่นวายรอบข้าง “(ลองดูเผื่อยังไม่เปลี่ยน)” 

ก่อนหน้านี้ที่ไม่ตอบไปทำให้เขาต้องเสี่ยงทายแบบนี้สินะ... 

“(นอนยัง?)” พี่โขนถาม 

“เรากำลังจะนอน” ในที่สุดเราก็ตอบเขาไปจนได้ อาจเพราะคำถามมันแสนธรรมดา อาจเพราะน้ำเสียงของคนถามมีความห่วงใยเบาบางผสมอยู่... 

“(นอนไม่หลับก็ไม่ต้องวาง)” 

“…” 

“(จะอยู่เป็นเพื่อน)” 

…เรายกมือขึ้นมาเกาที่แก้มตัวเองทำไม? 

สองตากระพริบถี่ขึ้น ริมฝีปากเผยอออกแต่กลับหาเสียงในลำคอตัวเองไม่เจออยู่ประมาณสามวินาทีก่อนจะเปล่งเสียงออกไป “…อื้อ” 

ให้ตาย…ลำพังแค่หาเสียงตัวเองให้เจอยังว่ายากแล้ว อะไรดลใจให้เราตอบแบบนั้นออกไปก็ไม่รู้  

บรรยากาศทางปลายสายดังขึ้นชัดเจนหลังจากทั้งเราและเขาผลัดกันเงียบ จนเมื่อกลืนก้อนแข็งลงคอไปจึงถือโอกาสเอ่ยขึ้น “พี่สนุกต่อก็ได้ เรานอนได้” 

นอนได้แหละ...หรือจริงๆ ก็คือ ‘ต้อง’ นอนให้ได้ 

“(เออ เดี๋ยววางเอง)” 

แปลว่า...จะรอจนเราหลับใช่ไหม? 

เผลอพยักหน้าทั้งที่บทสนทนานี้ฝากผ่านเครื่องสื่อสารทางไกล เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนตัวเองและปีนขึ้นไปบนเตียงทั้งที่ในมือยังถือโทรศัพท์อยู่ หน้าจอยังโชว์เวลาโทรที่เดินต่อไปเรื่อยๆ เราเม้มปากแน่นในตอนที่เอนตัวลงจนหัวถึงหมอน เมื่อใบหูอยู่ใกล้กับโทรศัพท์เสียงดีดกีต้าร์ที่ไม่อาจรู้ว่าใครเป็นคนบรรเลงก็ดังขึ้น  

เสียงพูดคุยและเสียงร้องเพลงสังสรรค์ยังคงดำเนินต่อ ทุกคนที่ยังอยู่บนดาดฟ้ายังเคลื่อนไหว แม้ไม่เห็นกับตาทว่าสมองเรากลับจินตนาการภาพได้อย่างชัดเจน 

“(ฝันดีนะ)” จังหวะที่เขาเอ่ยคำนี้ช่างพอดีกับที่เราดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย ทำให้รู้ว่าเขากำลังฟังความเคลื่อนไหวของเราอยู่เงียบๆ ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งพาให้มองผ่านความมืดไปยังผ้าห่มสีกรมท่าที่ถือติดมือมาตั้งแต่อยู่บนดาดฟ้า มันพาดอยู่บนเก้าอี้โต๊ะทำงานของเรา 

ยกผ้าห่มให้แบบนี้ ยิ่งดึกยิ่งหนาวนะคะ... 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ 

“(โขน มึงร้องเพลงเป็นบุญหูกูสักเพลงดิ๊)” เสียงจากปลายสายดังทะลุมา  

เปลือกตายังปิดอยู่ทว่าคิ้วกลับขมวด เสียงนี้คงเป็นหนึ่งในเพื่อนของเขา เราเดาว่าน่าจะเป็นพี่เมฆ น่าแปลกที่ใจเราลอยขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าเหมือนรอคอยให้เจ้าของชื่อในประโยคทำตามคำขอ 

เขาจะยอมร้องไหมนะ... 

ริมฝีปากกลับหยักยิ้มขึ้นเมื่อมีเสียงโห่ร้อง ผิวปาก ปรบมือเกรียวกราวจากปลายสายบ่งบอกว่าพี่โขนรับคำ 

“(ท่อนเดียว จะร้องกล่อมเด็ก)” 

หืม...กล่อมเด็กอะไรกันคะ? 

ขณะกำลังข้องใจกับคำพูดของพี่โขนเสียงเกากีต้าร์ทางปลายสายก็ดังขึ้นเป็นจังหวะค่อนข้างช้าและเป็นทำนองแสนคุ้นเคย มันคงเป็นเพลงที่เคยได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยครั้งฟังทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่ปรากฏชื่อนั้นขึ้นในหัว 

เราพยายามนึกชื่อที่ติดอยู่ในหัว 

“(คงเหมือนฉันที่เธออาจมองไม่เห็น คงเหมือนเราที่แม้ต้องไกลกัน แต่ว่าฉันไม่เคยจะหายไป…)” 

เสียงทุ้มต่ำติดแหบทรงเสน่ห์ทว่าแฝงความนุ่มละมุนในน้ำเสียงดังแผ่วคลอด้วยเส้นเสียงโปร่งใสของกีต้าร์ ไม่อยากยอมรับแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเพลงที่พี่โขนเลือกร้องมีผลต่อเราจริงๆ  

เปลือกตาที่ปิดลงนั้นแต่เดิมไม่มีความง่วงงุนผสมอยู่แม้แต่น้อยแต่ตอนนี้มันกลับเริ่มหนักขึ้นแล้ว  

“(เธอยังมีฉันเสมอ แม้เราไม่พบเจอแต่ฉันยังคงเป็นเหมือนเดิม...)” 

ดวงจันทร์กลางวัน... 

เพราะอะไรทำให้เขาเลือกเพลงนี้ ในเมื่อความหมายมัน... 

เรารู้สึกว่าสติตัวเองเริ่มเลือนไปตัวเบาหวิว ประสาทสัมผัสรอบกายค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไป เสียงเพลงของพี่โขนค่อยๆ แผ่วเบาลงจนเริ่มกลืนไปกับเสียงรอบข้าง  

กล่อมเด็กอะไร? ไม่ใช่แล้ว เราไม่ใช่เด็กสักหน่อย... 

“(เชี่ยโขนร้ายนักนะมึง กูก็ว่าทำไมยอมง่ายจัง กล่อมเด็กเหี้ยไร เด็กสิบเจ็ดสิบแปดอ่อ? ไหนๆ ชื่อไรเอามาดูดิ๊...เหี้ยเมฆ เอาคืนมา เดี๋ยวได้ตีนกู)” 

ความวุ่นวายทางปลายสายตามมาด้วยเสียงของเจ้าของโทรศัพท์ลอยเข้าหูยังไม่สามารถดึงให้เรากลับมาได้ ดูเหมือนทางนั้นจะจับได้ว่าพี่โขนคุยโทรศัพท์ค้างไว้อยู่ 

“(ใครวะ? ชื่อ...)” 

ไม่ทันได้ยินว่าพี่โขนบันทึกชื่อเราว่าอะไร... 

อยากรู้จัง... 

 

เช้าวันต่อมา 

“น้อง คืนนี้ไปตี้เปล่า?” 

เจ้มีนถามขึ้นในตอนที่เราวางถ้วยข้าวต้มไว้บนโต๊ะ แน่นอนว่าเราส่ายหน้าทันที ก็มันไม่ใช่แนวนี่นา ถ้าไม่ใช่โอกาสสำคัญอะไรของเพื่อนเราก็ไม่อยากพาตัวเองไปในสถานที่ที่เสียงดังและคนเยอะขนาดนั้นหรอก 

“เจ้มีนกินช้าๆ เดี๋ยวลวกลิ้น” เราเตือนคนกำลังตักคำใหญ่จนควันลอยกรุ่นชิดจมูก 

กลิ่นข้าวต้มหมูสับลอยฟุ้งปลุกให้คนนอนเอกขเนกบนโซฟาผงกหัวขึ้นมาเปิดตามองดู สภาพของเดือนคณะตอนนี้ดูไม่ได้เอาเสียเลยทั้งผมชี้เป็นรังนก ตายังบวมเป่ง ไม่นับรอยแดงเป็นจุดตรงแก้มที่น่าจะมาจากปากยุง เป็นเอกมีท่าทางอึนๆ ยกมือขึ้นเกาแก้มของตัวเองแล้วเดินตรงมาที่โต๊ะที่เรากับเจ้มีนนั่งอยู่ก่อนแล้ว 

เมื่อคืนทุกคนน่าจะสู้กันหนักพอสมควรแม้แต่กระแตยังไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้เลย นอนเละอยู่บนฟูกเล็กในห้องนอนเรา เจ้มีนมานอนก่อนใครส่วนที่เหลือก็แบกกันมาพร้อมกับเพื่อนพี่โขน  

ไปคุยกันยังไงแค่คืนเดียวพวกเพื่อนเราถึงได้ดูสนิทกับกลุ่มพี่โขนขึ้นมาหรือเพราะในวงเหล้ามันง่ายต่อการสานสัมพันธ์ 

“ไอ้พี่เมฆแม่งเหี้ย เมื่อคืนล่อกูไปยืนแดกลมตั้งนาน หวัดจะแดกเอา” ดูจากสรรพนามใหม่ที่เป็นเอกใช้เรียกพี่เมฆแล้วค่อนข้างจะดูสนิทกัน...ไปหลายขั้นอยู่ “ปวดหัวฉิบ” 

เราว่าเป็นเอกน่าจะแฮงค์แล้ว 

เป็นเอกมองหม้อข้าวต้มฝีมือเราสักพัก ก่อนจะเดินไปตักแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ ตอนเช้าเพื่อนไม่ได้กินของว่างรองท้องเพราะกว่าจะตื่นก็ล่อไปเกือบบ่ายโมงคงจะหิวกันพอสมควร ในส่วนของเรานั้นทานเสร็จก่อนจึงยกถ้วยไปวางในอ่างล้างจานแล้วเดินกลับออกมาพร้อมถาดผลไม้ 

แคนตาลูปลูกนี้นอนแช่ในตู้เย็นเกือบครบอาทิตย์แล้วยังหาฤกษ์หั่นน้องกินไม่ได้ ตอนนี้เพื่อนก็อยู่เต็มห้องเราจึงได้โอกาสเอามาเสิร์ฟโดยหั่นไว้เป็นชิ้นเล็กๆ ง่ายต่อการใช้ส้อมจิ้มกิน 

“ถ้าเจ้เป็นผู้ชายคงจีบยัยน้องไปแล้ว” หมายถึงเราตอนนี้ที่ทำกับข้าว เตรียมของกินแก้แฮงค์ไว้ให้รึเปล่านะ คงไม่นับรวมที่เราเสแสร้งแกล้งปั่นหัวคนอื่นแน่นอน  

เจ้มีนยื่นมือมาหยิบเอาผลไม้ชิ้นที่เราหั่นไว้เข้าปาก ทำเอาเรากระพริบตาปริบๆ เสียงเทศนาของผู้ใหญ่ทางเหนือดังมา นี่ถ้าคุณยายมาเห็นว่าใช้มือหยิบทั้งที่มีส้อมจะต้องโดนบ่นเรื่องมารยาทยาวเป็นหางว่าว เมื่อเห็นเจ้มีนสุขเกษมเปรมปรีด์จึงเบนสายตาไปมองคนแฮงค์อีกคนก็พบว่าเป็นเอกกำลังมองเรานิ่งทว่าในจังหวะต่อมากลับหลุบตาลงไปมองจานข้าวต้มอย่างฉับพลัน  

มันก็ไม่มีอะไรนี่แต่ทำไมเมื่อครู่นี้เราถึงรู้สึกแปลกนะ เมื่อครู่เป็นเอกมองเราด้วยสายตาแบบไหนกัน... 

ความสงสัยของเราถูกลบหายไปเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนของคนในห้องนอนดังขึ้น  

กระแตน่าจะตื่นแล้วและท่าทางจะอาการหนักจริงๆ 

“วันนี้อีแตไม่น่าจะไปกับเจ้ไหวว่ะ มึงล่ะ?” คำตอบที่เจ้มีนได้จากเป็นเอกคือการยกมือขึ้นสองข้างเป็นสัญญาณแห่งการศิโรราบโดยสมบูรณ์  

ไม่ไหวก็คือไม่ไหว ไม่ไหวบอกไหวไม่มีในพจนานุกรมของเป็นเอกจริงๆ 

“โอ้ย กลับไปหง่าวอยู่กับทาโร่ก็ได้” 

แพลนไปต่อวันเสาร์อีกคืนของเจ้มีนถูกพับเก็บทันทีเมื่อขาดแนวร่วม 

หลังจากทานผลไม้เสร็จแล้วเราเดินวนกลับเข้ามาในครัวใหม่เพื่อกดน้ำดื่ม ได้ยินเสียงประตูห้องนอนเปิดออกคาดว่าเป็นกระแตทว่าเสียงต่อมากลับทำเอาขมวดคิ้วเมื่อมันดังมาจากข้างนอกดูไกลห่าง 

“อ้าว พี่โขนยังไม่กลับเหรอ?” กระแตคงออกไปนอกระเบียง  

ระเบียงที่เจ้มีนเปิดออกรับลมตั้งแต่เมื่อเช้าและยังเป็นระเบียงเดียวกับที่เดินออกไปแล้วจะสามารถเห็นอีกห้องหนึ่งได้บ้างผ่านกิ่งก้านและใบของต้นไม้ 

ระเบิดเวลาเวลาเริ่มเดินตั้งแต่เปิดประตูระเบียงค้างไว้ 

“กลับ? ห้องอยู่นี่” 

คำตอบของพี่โขนทำให้เวลาบนระเบิดกลายเป็นเลขศูนย์... 

เพราะไม่อยากมีพิรุธจึงไม่ได้รีบเร่งเดินออกมาจากครัวแต่เลือกจะกดน้ำเติมใส่ในแก้วแล้วยกดื่มหนึ่งอึกก่อน ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวในส่วนข้างนอกเป็นเสียงเลื่อนปิดบานกระจกใสแล้วกดล็อค ถึงได้เวลาเดินออกไปแน่นอนว่าสายตาทุกคู่ของเพื่อนทั้งสามคนจับจ้องมาที่เรา 

โดยเฉพาะกระแตที่หรี่ตาลงแสดงออกชัดเจนว่ากำลังจับผิด... 

สักวันเพื่อนก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้วจึงไม่ตกใจมากมายนัก “พี่โขนเขาอยู่ข้างห้องอ่ะ...” กระแตย้ำเหมือนเป็นการดึงเข้าเรื่องที่จะพูด 

“อื้ม...เมื่อก่อนห้องนั้นพี่เตอยู่” ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสุดและมันไม่ได้มีพิรุธเพราะเรากำลังพูดเรื่องจริง  

“แล้วอะไร? ยังไง?”  

เจ้มีนลุกขึ้นมากระทุ้งศอกเข้าที่สีข้างเราเบาๆ จะว่าล้อเลียนก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ฉายชัดออกมาจากแววตามันเด่นกว่า ว่าก็ว่าเถอะเราไม่รู้จะตอบคำถามนี้ของเจ้มีนยังไงเลยจนกระทั่งกระแตสำทับมาอีกหนึ่งคำถาม 

“พี่โขนเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่? ย้ายมาทำไม?” 

“ก่อนหน้านี้เราก็ปิดระเบียงตลอด จะไปรู้ได้ยังไง” พอใช้ความจริงตอบล้วนๆ ให้คำตอบมันดูกว้างคิดไปได้หลายแง่เท่านี้ก็จับพิรุธอะไรไม่ได้แล้ว  

นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแปลกเพราะพี่โขนกับพี่เตก็เป็นเพื่อนกัน อันที่จริงเรายังสงสัยที่เขาย้ายมาทว่ากลับแปลกใจตัวเองมากกว่าที่ระดับความระแวงถูกลดลงทั้งที่คนนิสัยไม่ดีย้ายมาอยู่ข้างห้องในเวลาประจวบเหมาะกับที่เกิดเรื่อง 

ทั้งที่น่าสงสัยขนาดนี้ทว่าในใจกลับแก้ต่างให้เขาไปแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง  

อาจเป็นเพราะท่าทีที่เขาแสดงออกการกระทำของเขามักแฝงมาด้วยภาพในวันวาน ความทรงจำที่ดีระหว่างเรามันช่างน่ากลัวแม้จะเคยเลือนรางไปชั่วระยะหนึ่ง  

เราสนิทกับเขามากกว่าพี่สาวแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก 

ในวัยเด็กที่ทุกคนหลงลืมเราเอาแต่จดจำพี่สาวคนเก่งมีเพียงพี่โขนที่ชอบมาเล่นด้วย มันทั้งยากและชวนสับสนกับการที่ต้องรับมือกับเขาในตอนนี้ที่ต่างฝ่ายต่างตราหน้าว่าเป็น ‘ศัตรู’ กันไปแล้ว ไม่ใช่เรากับเขาทว่าเป็นเขากับบ้านหลังนั้น 

เรียนรู้ว่าท่าทีแข็งกร้าวใช้ไม่เคยได้ผลกับคนคนนี้ ยิ่งแรงไปเขามีแต่จะแรงตอบซึ่งเราไม่พร้อมรับมือกับความบ้าเลือดของเขา ความทรงจำครั้งสุดท้ายคอยเตือนว่าตอนพี่โขนโกรธมันน่ากลัวยิ่งกว่าอะไรจนเราไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาในรูปแบบนั้นอีก 

ที่ผ่านมาเราใช้การขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าสองคนไว้กำกับตลอดซึ่งท่าทีของเขาที่พยามก้าวผ่านเส้นแบ่งนั้นเข้ามาทำให้เราต้องรับมือโดยการใช้ไม้อ่อนโอนผ่อนตามแต่ละครั้งยามต้องเผชิญหน้ากัน นั่นทำให้เขาได้จังหวะค่อยๆ ลบเส้นคนแปลกหน้าออกอย่างช้าๆ และแนบเนียนจนเมื่อรู้ตัวแล้วก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ 

รวมถึงครั้งนี้... 

“เออ ก่อนหน้านี้มันก็ไปนอนเบียดกับเราเนี่ย” เจ้มีนถูกชักจูงได้ก่อนใครแต่กระแตยังไม่ปล่อยผ่านหรี่ตามองอย่างไม่ยอมเชื่อแต่ยังหาข้อเท็จจริงใดมาแย้งไม่ได้ 

“นังนีเอาจริงๆ นะ ถ้าเป็นอีแตมีผู้แบบพี่โขนมาอยู่ข้างห้องไม่ปล่อยให้หลุดมือหรอก” 

เดี๋ยวนะ...ประเด็นของเพื่อนอยู่ตรงนี้เหรอ? 

ดูเหมือนว่าสิ่งที่กระแตพูดจะไม่ตรงใจใครบางคน เป็นเอกนั่งนิ่งอยู่นานลุกเอาถ้วยไปเก็บพอกลับออกมาได้ยินประโยคนี้พอดีจึงยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเรา ฝ่ามือใหญ่ของเขาทาบลงมายังหูสองข้างของเราปิดอณูอากาศที่เป็นตัวพาเสียงไว้กันทุกคำพูดของกระแต 

“อย่ามาเสี้ยมน้องมันสิเฮ้ย มึงจะแรดยังไงก็แรดไป” 

ไม่ทัน...เราได้ยินหมดแล้ว รวมถึงประโยคที่เป็นเอกดุคนแรดจอมเสี้ยมด้วย 

“โอ้ย! ผัวเอก เพื่อนเราสวยน่ารักขนาดนี้ถึงจะตอแหลไปบ้างก็ต้องโปรโมตหน่อยป่ะ” 

อื้ม ไม่ได้เนียนจะด่าเราเลยนะเล่นด่าตรงๆ นี่แหละ  

ตอแหลเหรอ? สมัยนี้เขาเรียกว่าอยู่เป็นต่างหาก เรากันมือเป็นเอกออก ไม่ได้สรรหาคำเจ็บแสบมาเกทับกลับแต่เลือกเดินเข้าไปในครัวแทน “ข้าวต้มเราเย็นแล้วกระแตคงไม่กินแล้วมั้ง” 

พูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ ในตอนที่ยกหม้อข้าวต้มออกมาให้กระแตดู คงตาฝาดไปเมื่อมองเห็นหูของกระแตชันขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะกระโจนมาทางเราในเวลาไม่กี่อึดใจ “โอ้ย นีน้องของกระแตก็...สวยเก่งขนาดนี้ก็จะเชียร์ให้ได้ผู้ไง ใครว่าตอแหลภาษาอีแตเรียกน่าเอ็นดูน่าหยิก” 

ไม่ทันแล้วคุณกระแต... 

“เดี๋ยวอีแตคนนี้ล้างจานให้” 

คนรู้งานรีบป้อยอเอาใจ เมื่อรู้ว่านี่คือประโยคที่เรารอคอย 

กว่าเพื่อนจะทยอยกลับห้องกันครบทุกคนก็เล่นเอาเหงื่อตกกันเลยทีเดียวเพราะหลังจากกระแตรู้ว่าหนุ่มข้างห้องเราคือพี่โขน เพื่อนคนนี้ก็ไม่ปล่อยไปง่ายๆ ถึงกับเปิดครอสการตกผู้ฉบับเร่งรัดให้ซึ่งคนฟังอย่างเราก็ไม่คิดจะเอาไปใช้ วุ่นวายลามไปถึงเป็นเอกที่ไม่ชอบใจหาเรื่องขัดไปหลายหน 

เจ้มีนก็นั่งดูเพื่อนสองคนทะเลาะกันชิลๆ ถือโอกาสทำใจที่คืนนี้ต้องนอนเหี่ยวอยู่ในห้องไม่ได้ไปปาร์ตี้ที่ไหน 

สรุปแล้วสิ่งที่เรากลัวว่าเพื่อนจะสงสัยเพื่อนกลับไม่สงสัย ในสายตาคนภายนอกระหว่างเรากับพี่โขนยังเป็นแค่คนที่อยู่ข้างห้องและรู้จักกันแบบผิวเผิน 

เราโล่งใจ… 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น